บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แคลเซียม ( calcium ) กับความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือด

มีผู้หญิงมากมายหลายล้านคนที่ทุกข์ทรมานจากโรคกระดูกพรุนทั่วโลก เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับอายุขัยความเสื่อมของร่างกายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแทบทุกระบบอวัยวะ หากเรารู้จักดูแลตัวเองแต่เนิ่นๆและเตรียมพร้อมรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
รู้ก่อนได้เปรียบกว่าเสมอนะคะ 

วันนี้แป้งมีเรื่องราวของวิตามินที่เรียกได้ว่า นิยมรับประทานทั่วบ้านทั่วเมือง คือแคลเซียม ( calcium ) มาให้ได้อ่านกันนะคะ

เรามาดูกันเลยว่า หากไม่ใช่ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน (วัยทอง ) และสตรีมีครรภ์ ควรรับประทานแคลเซียมที่เป็นอาหารเสริมหรือไม่

แคลเซียมมีประโยชน์อย่างไร
1.แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับสุขภาพกระดูกเหงือกและฟัน 
2.ป้องกันการเกิดโรคอ้วน ระดับแคลเซียมที่สมดุล จะช่วยรักษาน้ำหนักตัวที่เหมาะสมทั้งในเพศชายและหญิง 
3.ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปริมาณแคลเซียมเพียงพอ จะช่วยป้องกันความเสี่ยงโดยรวมของมะเร็งลำไส้ใหญ่และยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกที่สามารถนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็ง 
4.ป้องกันไม่ให้เกิดกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน ( Premenstrual )  เช่น เวียนศีรษะ,อารมณ์แปรปรวนความดันโลหิตสูง,ซึมเศร้า
5.ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยพบว่า หากปริมาณแคลเซียมสูงหรือการดูดซึมแคลเซียมสูงในร่างกาย จะทำให้เกิดนิ่วในไต 

การศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่า การบริโภคอาหารแคลเซียมจากธรรมชาติในอัตราสูง สามารถลดความเสี่ยงของโรคนิ่วในไตได้มาก ซึ่งระยะสั้นอาหารธรรมชาติที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ไม่ก่อให้เกิดนิ่วในไต

 แต่ปัจจุบันแคลเซียมส่วนเกิน จะทำให้เกิดนิ่วในไต นอกเหนือจากปัจจัยอื่น  เช่น การบริโภคอาหารที่มีออกซาเลตสูงจากผักใบเขียว เช่น ใบชะพลู ใบยอ ปริมาณมาก อาจทำให้เกิดนิ่วในไตหรือกระเพาะปัสสาวะได้เนื่องจากใบชะพลู 100 กรัม มีสารออกซาเลต 1,088 มิลลิกรัม และใบยอ 100 กรัม มีสารออกซาเลต 387.6 มิลลิกรัม ออกซาเลตที่มากเกินไป จะตกผลึกเป็นนิ่วในไตหรือกระเพาะปัสสาวะได้

ออกซาเลต (oxalate) เป็นสารมีฤทธิ์ในการยับยั้งการดูดซึมของแคลเซียมและแร่ธาตุสำคัญหลายชนิดในกระแสเลือด  มีผลเสียต่อร่างกายคือ หากรับประทานเป็นประจำทุกวัน ในปริมาณมาก ออกซาเลตจะเข้าไปตกผลึกสะสมในไตและกระเพาะปัสสาวะทำให้เป็นนิ่ว

พืชที่มีออกซาเลตสูง ได้แก่ หน่อไม้ คะน้า ผักโขม ใบชะพลู ใบชา หัวผักกาด โกโก้ กลอย บอน

6.ปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจ แคลเซียมช่วยปกป้องกล้ามเนื้อหัวใจ ปริมาณที่เหมาะสมของแคลเซียม จะช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจจะหดตัวและคลายตัวอย่างเป็นจังหวะ อืม!! สำคัญเหมือนกันนะเนี่ย

7. แคลเซียมช่วยให้ระบบประสาท รักษาความดันที่เหมาะสมในหลอดเลือดแดง หากมีการลดลงของแคลเซียม  ฮอร์โมนที่เรียกว่า calcitrol จะถูกปล่อยออกมาในกล้ามเนื้อเรียบของหลอดเลือดแดง ขณะที่ฮอร์โมนแคลซิโตนิน ( calcitonin ) หลั่งจากต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่ลดระดับความเข้มข้นของแคลเซียม

8.ช่วยในการขนส่งสารอาหาร  แคลเซียมมีส่วนให้การเคลื่อนไหวของสารอาหารทั่วเยื่อหุ้มเซลล์ง่ายขึ้น

แหล่งอาหารธรรมชาติของแคลเซียม : นมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส โยเกิร์ต ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ผักใบเขียวรวมทั้ง ผักโขม น้ำส้ม ธัญพืช หอยนางรม ถั่วเหลือง อัลมอนด์ ถั่วเขียว

ผลข้างเคียงที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ

1.นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เพศชายที่รับประทานแคลเซียม ปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมทุกวัน จะมีโอกาสเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 20% จากสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแคลเซียม 

มีความเป็นไปได้ว่า แคลเซียมสร้างขึ้นในหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ อาจมีผลต่อความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในบางคน

แคลเซียมหรือหินปูน อาจเกาะอยู่ผนังหลอดเลือด ลิ้นหัวใจ หรือเยื่อหุ้มหัวใจ  ที่ควรระวังคือ หินปูนอาจเกาะผนังหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง และจะเกิดขึ้นก่อนเกิดอาการของโรคหัวใจนานหลายปี 

จากการศึกษาพบว่า  ภาวะแคลเซี่ยมเกาะที่หลอดเลือดนี้ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลัน

มีรายงานการศึกษาที่พบว่า การรับประทานแคลเซียมในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองด้วย แต่การเกิดโรคหลอดเลือดสมองมีอัตราช้ากว่าและไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งเกิดโอกาสเสี่ยงได้ ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง 

ผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว การเสริมแคลเซียมมากก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงให้แก่ผู้สูงอายุ 

แมกนีเซียมเป็นกุญแจสำคัญในการดูดซึมของร่างกายที่เหมาะสม หากเรากินแคลเซียมมากเกินไป โดยไม่มีแมกนีเซียม วิตามินดีและวิตามิน K2เพียงพอ แคลเซียมส่วนเกินจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ และอาจจะก่อให้เกิดการกลายเป็นหินปูนของหลอดเลือดแดง ที่นำไปสู่โรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดหัวใจ ข้อนี้ควรตระหนักอย่างยิ่งค่ะ

2.แคลเซียมมีผลต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้สูญเสียการเคลื่อนไหวของลำไส้ โดยลำไส้แทบไม่มีการเคลื่อนไหวเลย เหตุผลนี้ทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวช้าผิดปกติ เป็นที่มาของอาการท้องผูกเวลารับประทานแคลเซียม นั่นเอง แคลเซียมบางยี่ห้อ ไม่ว่าจะดื่มน้ำเพิ่มเป็นโอ่งหรือรับประทานผักทั้งสวน ก็ไม่อาจแก้ไขจุดนี้ได้ค่ะ
3.ระดับแคลเซียมที่สูง มีผลทำให้ปัสสาวะบ่อย

ทุกคนต้องการแคลเซียมเพื่อให้กระดูกแข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป พอถึงวัยหมดประจำเดือน ฮอร์โมนเพศ ( เอสโตรเจน ) ที่เกี่ยวข้องการเพิ่มการสะสมแคลเซียมเข้าสู่กระดูกจะหมดหน้าที่ทันที จึงเป็นที่มาของกระดูกพรุนไปจนถึงกระดูกผุ โอ๊ย!! น่ากลัวแท้

เมื่อขาดเอสโตรเจน ( estrogen ) ร่างกายจะไม่มีตัวช่วยยับยั้งกระบวนการสลายกระดูกทำให้อัตราการสลายตัวของเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะช่วง 5 ปีแรกของการหมดประจำเดือน 

ในต่างประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ไม่ค่อยมีแสงแดด ซึ่งแสงแดดอ่อนๆจะมีวิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซี่ยมและสะสมเกลือแร่ในกระดูก สตรีวัยทองจะมีภาวะกระดูกพรุน เป็นอันดับต้นๆเชียวนะคะ

นอกเหนือจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เกี่ยวข้องกับการสะสมแคลเซียมแล้ว ยังมีฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งที่สำคัญคือ พาราไทรอยด์ฮอร์โมน ( parathyriod hormone )มีหน้าที่ทำให้ระดับความเข้มข้นของแคลเซียมในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น และลดระดับของฟอสเฟต ( phosphate ) ที่กระดูกไต และลำไส้เล็ก เพิ่มกระบวนการสลายแคลเซียมออกจากกระดูก และยับยั้งกระบวนการสร้างกระดูก 

ในขณะเดียวกันก็เพิ่มการดูดกลับของแคลเซียมที่ไต ทำให้ระดับแคลเซียมในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น กระตุ้นการขับฟอสเฟต ( phosphate ) ออกไปกับปัสสาวะ พาราไทรอยด์ฮอร์โมนเร่งอัตราการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่ลำไส้เล็กโดยการทำงานร่วมกับวิตามินดี

ถ้ามีฮอร์โมนนี้น้อยเกินไปจะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ การดูดซึมแคลเซียมกลับที่ไตลดน้อยลง จะทำให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อไวต่อสิ่งเร้า มีอาการชาตามมือเท้า กล้ามเนื้อหดรัดตัว เกร็ง เป็นตะคริวที่มือและเท้า   ชักกระตุก ( tetany ) บริเวณหน้า ปอดไม่ทำงาน และเสียชีวิตได้ 

ใครที่เป็นตะคริวบ่อยๆ ควรรับประทานแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติ เช่น ปลาฉิ้งฉ้าง 100 กรัม ให้แคลเซียมมากถึง 537 mg หรือ นม UHT 200 ml.มีแคลเซียม 240 mg เต้าหู้ 1 ก้อน มีแคลเซียม 240 mg ดูนะคะ

หากมีฮอร์โมนนี้มากเกินไป เช่น เกิดเนื้องอกของต่อมพาราไทรอยด์ จะทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูง ระดับฟอสเฟตต่ำ มีผลทำให้เกิดนิ่วที่ไต กระดูกเปราะบางได้ เนื่องจากมีการสลายของแคลเซียมที่กระดูกมาก

มาถึงตอนท้ายนี้ แป้งรู้แล้วว่า ควรกินแคลเซียมจากอาหารธรรมชาติดีที่สุด ไม่เสี่ยงเป็นริดสีดวงทวารจากอาการท้องผูก ไม่เป็นนิ่วในไตแถมมีภาวะเสี่ยงจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายอีก ถึงแม้จะมีเปอร์เซนต์มากน้อยแค่ไหน แป้งไม่ขอเสี่ยงหรอกค่ะ




ที่มา :
www.health.havard.edu>harvard health Blog
www.livestrong.com>food and drink
https://th.wikipedia.org>wiki>ออกซาเลต

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กลูต้าไธโอน ( glutathione ) สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระที่มาพร้อมกับความขาวใสเหนือความคาดหมาย


กลูต้าไธโอน แทบไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก แต่ส่วนใหญ่เป็นในทางลบเสียมากกว่า ส่วนตัวแป้งซึ่งอยู่ในแวดวงสุขภาพทางเลือกกลับมีความเห็นไปทางบวกค่ะ

glutathioneเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่โดดเด่นในcytoplasmaของเซลล์ เรียกได้ว่าแทบทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์จะต้องมีกลูต้าไธโอนถูกสังเคราะห์จาก 3 กรดอะมิโนในกระบวนการ 2ขั้นตอน เริ่มด้วยการรวมตัวกันของ glutamic acid & cysteine สิ้นสุดด้วย glycine

นอกจากนี้กลูตาไธโอนยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ถูกสร้างและใช้มากที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องสายตาของคนเราช่วยเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตที่สะสมในร่างกายให้เป็นพลังงานและป้องกันการสะสมของไขมันซึ่งอาจนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ

กลูต้าไธโอนมีหน้าที่ปกป้องทุกเซลล์ของร่างกาย แต่พออายุมากขึ้น ปริมาณกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดน้อยลงหรือถูกผลิตช้าลง เมื่อย่างเข้าอายุ 20ปี ปริมาณกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดลงเฉลี่ย 8-12%ต่อ 10 ปีแต่หากมีการบริโภคยารักษาโรคหรือสารเคมีปนเปื้อนมากเกินไปปริมาณของกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดลงรวดเร็วกว่าที่คาดไว้ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมเร็วก่อนวัยอันควร ส่งผลให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆเข้ามารุมเร้าและแทรกแซงได้ง่าย

Glutathione สามารถผลิตได้ตามธรรมชาติโดยตับทำหน้าที่ช่วยสร้างเยื้อเยื่อรวมถึงการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ อัดฉีดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและมีส่วนในการยับยั้งกระบวนการชรา พบกลูต้าไธโอนได้ในทุกเซลล์โดยเฉพาะที่ตับม้าม ไตตับอ่อน เลนส์ตาและกระจกตา

Glutathione ได้รับการศึกษาวิจัยทางคลีนิกมากกว่า 100,000 บทความและพิสูจน์ได้ว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระปกป้องเซลล์ทั่วร่างกายรวมไปถึงเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆยังช่วยป้องกันมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งตับล้างพิษในระดับเซลล์ เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานให้กับร่างกาย

ดังนั้นกลูต้าไธโอนจึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพรวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของเซลล์ ซ่อมแซม บำรุงรักษาและลดระดับความเป็นพิษในร่างกาย มาถึงตรงนี้ยังมองไม่เห็นว่า กลูต้าไธโอนเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายแต่อย่างใด



กลูต้าไธโอน ดูดซึมได้ไม่ดีนักเมื่อรับประทานทางปากเนื่องจากโดนน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหารทำลายไม่เหลือไว้ให้ลำไส้เล็กดูดซึมไปใช้ จึงนิยมฉีดเข้าเส้นเลือดดำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ มักฉีด glutathioneเพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดและรักษาภาวะมีบุตรยาก

แหล่งอาหารตามธรรมชาติ เช่น หน่อไม้ฝรั่งมันฝรั่ง พริกแครอทหัวหอมอะโวคาโด ผักโขมกระเทียม มะเขือเทศส้มโอ แอปเปิ้ลส้ม กล้วยลูกพีช

ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองและห้องปฏิบัติการ แสดงให้เห็นว่า glutathione มีศักยภาพที่จะต่อสู้กับโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคมะเร็งและต่อต้านริ้วรอยจากอนุมูลอิสระ

กลูตาไธโอนจะถูกนำกลับมาใช้ในร่างกาย ยกเว้นเมื่อเกิดสารพิษมากเกินไปมันทำหน้าที่รีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นให้กลับมาใช้งานได้ใหม่เช่น วิตามินซีวิตามินอี กรดอัลฟ่าไลโปอิกและ Q10

ปกติสารต้านอนุมูลอิสระพวกนี้เมื่อผ่านกระบวนการกำจัดอนุมูลอิสระแล้วจะหมดฤทธิ์ทันทีแต่กลูต้าไธโอนจะชุบชีวิตให้ฟื้นคืนเพื่อทำหน้าที่อีกครั้งพูดง่ายๆคือ ร่างกายได้กำไรการรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระจากหน้าที่ของกลูต้าไธโอนนั่นเอง

มีประโยชน์อย่างไร
1.ล้างพิษในระดับเซลล์ โดยช่วยกำจัดสารพิษจำพวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลงและยาบางชนิดให้ละลายน้ำได้ดี ทำให้ง่ายต่อการขับออกจากร่างกาย
2.มีการศึกษาพบว่า กลูต้าไธโอน สามารถทำลายสารก่อมะเร็ง ( carcinogen ) มากกว่า 12 ชนิด เช่น อะฟลาท็อกซิน (สารอะฟลาท็อกซินเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อราและมีการปนเปื้อนในอาหารมากที่สุด ถูกจัดอันดับเป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งแถมยังทนความร้อนได้สูงมากถึง 260องศสาเซลเซียส การปรุงอาหาร ต้ม นึ่ง ย่าง ผัด จึงไม่สามารถทำลายได้ )

3.ปกป้องตับจากการถูกทำลายด้วยแอลกอฮอล์ กำจัดนิโคติน ( สารพิษในบุหรี่ ) ยาพาราเซตามอล
4.สร้างและซ่อมแซม DNA
5.ยับยั้งกระบวนการชรา
6.ต่อต้านริ้วรอยจากอนุมูลอิสระ
7.กลูต้าไธโอนมีจำเป็นต่อสภาพความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดงและมีส่วนในการสร้างเม็ดเลือดแดงอีกด้วย
8.ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายและกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดให้ต่อต้านเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
9. ช่วยในการขนส่งกรดอะมิโนเช่น L–alanine ผ่านเนื้อเยื่อโดยทางอ้อม L–alanine จำเป็นสำหรับการผลิตเม็ดเลือดขาวที่ชื่อว่าลิมโฟซัยท์ ( lymphocyte )
10.อาจช่วยปกป้องมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ
11.ปกป้องดวงตาจากต้อกระจก กลูต้าไธโอนพบมากในแก้วตาและเลนส์ตา โดยทำงานร่วมกับไรโบฟลาวิน ( วิตามินบี2 )
12.ยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนังผลของกลูต้าไธโอนในการปรับสีผิว ขึ้นอยู่กับสีผิวเดิมของผู้ที่เริ่มกิน หากมีสีผิวอ่อนอยู่แล้วจะเห็นผลไว แต่หากสีผิวเดิมคล้ำต้องรอให้ร่างกายสร้างเม็ดสีอ่อนชุดใหม่บวกกับเซลล์ผิวเก่าสีคล้ำเดิมผลัดผิวหมดไปก่อนซึ่งหากคล้ำมากอาจใช้เวลาผลัดเซลล์สีผิวเดิมเป็นแรมปีจากนั้นจึงจะเห็นผิวในชุดเม็ดสีอ่อนชุดใหม่ที่สร้างขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม เรื่องกลูต้าไธโอนอาจไม่ได้ผลตามคาดหวังในทุกรายโดยเฉพาะผู้ที่มียีน ( gene ) สร้างเม็ดสีที่แข็งแกร่งจะใช้อะไรยับยั้งการสร้างสีชั่วคราวก็ไม่เกิดผล ส่วนผู้ที่ระบบเอนไซม์อ่อนไหวง่ายพอยับยั้งได้ก็มีอยู่เยอะค่ะ

ถึงว่าเมื่อ 3 ปีก่อนแป้งฉีดกลูต้าไธโอนราว 6เดือน ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

กลูต้าไธโอน อาจสามารถช่วยให้ผิวค่อยๆขาวขึ้น ในช่วงเวลาที่กินหรือฉีดอยู่

ผลข้างเคียง : ผื่นแดง ท้องเสีย ปวดศีรษะ คัน หนาวสั่น เวียนศีรษะ เป็นลม เมื่อยล้า

สำหรับข่าวการใช้สารกลูต้าไธโอนแล้วทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็งผิวหนังสามารถอธิบายได้ว่า การที่ร่างกายได้รับสารกลูต้าไธโอนปริมาณมาก เน้นย้ำว่า ปริมาณมากเป็นเวลานานๆจะทำให้เม็ดสีเมลานินบริเวณผิวหนังและจอประสาทตา ( retina ) มีปริมาณลดลง ทำให้จอประสาทตารับแสงได้น้อย จึงเสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต

วารสารทางการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้จัดกลูต้าไธโอนเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางดวงตาส่วนเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนังจะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสงบริเวณผิวหนังหากเม็ดสีที่ผิวหนังมีปริมาณลดลง ร่างกายก็จะขาดเกราะป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต (UV)ทำให้ผิวเหี่ยวย่นเร็วและแก่เร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

ปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทาน คือ 500-1000 mg/วัน

ในอดีตกลูต้าไธโอนไม่ดูดซึมทางปากเพราะถูกน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหารทำลายจนแทบไม่เหลือ
ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมได้ใช้เทคโนโลยีและกรรมวิธีผลิตกลูต้าไธโอนให้ไม่ถูกทำลายเมื่อผ่านระบบทางเดินอาหารจึงสามารถดูดซึมได้ดีในลำไส้เล็กแล้วนะคะ

กลูต้าไธโอนที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีหลายเกรดขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและคุณภาพของวัตถุดิบแป้งจะเลือกกินเฉพาะpharmaceutical grade (มาตรฐานการผลิตยา ) เท่านั้น อย่างอื่นขอบาย น่ากลัวค่ะ ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นที่กินเป็นประจำเป็นระยะเวลา 4 เดือนพบว่าผิวขาวผุดผ่องขึ้น 2 ระดับเห็นผลชัดเจนเสียที เหตุผลคือเมื่อก่อนไม่มีวิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระคุณภาพสูงอยู่ในร่างกายแป้งนั่นเอง

หมายเหตุ : แป้งเลือกกิน glutathioneจุดประสงค์หลักคือ การชะลอวัยและสุขภาพดีถึงขีดสุดแม้วันเวลาจะล่วงผ่านเลยไปนานแค่ไหนแต่ร่างกายจะเต็มไปด้วยพละกำลัง ไม่เจ็บป่วยง่ายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บได้แค่นี้ก็ดีใจที่สุดแล้ว

แป้งขอแค่กินอาหารอร่อย นอนหลับสนิท ไม่มีโรครุมเร้าไม่ต้องหอบเงินไปให้หมอเพื่อรักษาตัวที่เหลือคือกำไรชีวิตค่ะ

ที่มา :


วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

แดนดิไลออน (Dandelion ) สมุนไพรล้างพิษในตับและลดอาการบวมน้ำ


 
สารสกัดจากแดนดิไลออน (Dandelion Extract)มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Taraxacum offininaleเติบโตในเขตอบอุ่นของยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นไม้ยืนต้นที่สามารถเติบโตสูงได้ถึง 12"

สมุนไพรที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกสำหรับรักษาโรคตับและทำความสะอาดหลอดเลือด ขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาโรคตับในประเทศอังกฤษมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16มีสรรพคุณเป็นยา เนื่องจากสารไกลโคไซด์มีรสขม ชื่อว่าทาราซาซิน (Tarasacin) และอินนูลิน (Inulin)ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ตับและการหลั่งน้ำดี

นอกจากนี้ยังอุดมด้วยสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ ( flavonoid )วิตามิน เอซี ดีวิตามิน บีรวมธาตุเหล็ก ซิลิกาแมกนีเซียมสังกะสีแมงกานีส โปแตสเซียมมีคุณสมบัติในการล้างพิษคล้ายคลึงกับ mlik thistle คือ เป็นสมุนไพรต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง ช่วยบำรุงรักษาเนื้อเยื่อตับถุงน้ำดี ให้ทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพในการทำงานล้างพิษให้ร่างกาย

มีประโยชน์อย่างไร
1.ลดสิวฮอร์โมนสิวมักจะเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นเมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยารวมถึงฮอร์โมนจำนวนมากถึงแม้จะเลยช่วงวัยรุ่นมาแล้ว สิวฮอร์โมนจะยังคงปะทุอยู่เรื่อยๆ ตราบเท่าที่ระดับฮอร์โมนยังพลุ่งพล่าน หลายครั้งที่การมีสารพิษตกค้างในร่างกาย ส่งผลให้ระบบอวัยวะภายในแปรปรวน ไม่สามารถขจัดสารพิษออกได้หมดจึงเป็นที่มาของการอักเสบในร่างกายรวมถึงสิวอีกด้วย

2.ล้างสารพิษในตับไต

3.ลดอาการบวมน้ำในร่างกายขับปัสสาวะโดยที่ร่างกายไม่ขาดโปแตสเซียม แดนดิไลออนมีโปแตสเซียมสูงมาก(โปแตสเซียมมีหน้าที่รักษาสมดุลย์ความเป็นกรด-ด่างโดยทำงานร่วมกับแคลเซียมและโซเดียมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจส่งกระแสประสาทและการหดตัวของกล้ามเนื้อ )ในขณะเดียวกันแดนดิไลออนมีสารแมนนิทอล (Mannitol) ค่อนข้างสูงจึงมีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ แต่เพราะมีโปแตสเซียมสูงการขับปัสสาวะของจึงไม่ทำให้ร่างกายสูญเสียโปแตสเซียมเหมือนกับยาขับปัสสาวะแผนปัจจุบัน

4.ช่วยในการย่อยอาหารลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
5.เหมาะกับคนเป็นโรคเกาต์เพราะสามารถเร่งการขับผลึกยูเรตออกจากร่างกายจึงบรรเทาการอักเสบในข้อต่างๆได้
6.บำรุงเนื้อเยื่อตับเพิ่มการไหลเวียนถุงน้ำดี
7.ลดการอักเสบในร่างกายจากสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า ลูทีโอลิน (Luteolin) คือ flavonoid พบได้ในพืชผักหลายชนิดเช่น แครอท พริกไทย celeryน้ำมันมะกอก ใบสะระแหน่ โรสแมรี่ (rosemary) แดนดิไลออน ( dandelion )และ คาโมมายด์(chamomile)

การเสื่อมสภาพหรือเกิดอาการอักเสบของสมองเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ปัญหาเกี่ยวกับความสามารถในการจดจำที่ลดลงเมื่ออายุมากขึ้น

ลูทิโอลิน ( luteolin ) สามารถช่วยลดอาการอักเสบของเซลล์ประสาทหรือลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเซลล์ประสาท รวมถึงลดความเสื่อมของสมองและชะลออาการหลงๆลืมๆ อันเนื่องมาจากความชราโดยมีผลในการยับยั้งการปล่อยสารที่มาทำลายเซลล์สมองซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ความจำลดลง ( พบในหนูทดลอง )

8.ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยการกระตุ้นการผลิตอินซูลินจากตับอ่อน จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ

แดนดิไลออนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะในธรรมชาติ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานซึ่งจะช่วยให้ดึงน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกายนอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาการทำงานของไต ดังนั้นคุณสมบัติของแดนดิไลออนสามารถช่วยลดการสะสมน้ำตาลผ่านทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น

9.ถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ร่างกายได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วยหรือการผ่าตัดต่างๆ

10.ลดผลข้างเคียงของยาที่ถูกทำลายที่ตับ

11.ลดอาการท้องผูกส่วนประกอบของแดนดิไลออนมีใยอาหารสูง เป็นประโยชน์สำหรับการย่อยอาหารและการทำงานของลำไส้ใหญ่ใยอาหารช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ให้มีสุขภาพดี โดยการเพิ่มการบีบตัวเพื่อขับถ่ายง่ายขึ้นและยังช่วยลดโอกาสท้องผูกเช่นเดียวกับอาการท้องเสียและควบคุมการเคลื่อนไหวของลำไส้ซึ่งสามารถป้องกันปัญหาระบบทางเดินอาหารที่รุนแรงมากขึ้น

12.ลดระดับสารพิษในไตและทางเดินปัสสาวะคุณสมบัติของ dandelion สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินปัสสาวะได้

Luteolin มีวางจำหน่ายในรูปของอาหารเสริมแต่แป้งมองว่า ในแดนดิไลออนก็มี luteolin ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพสูงอยู่เราเลือกกินแดนดิไลออนอย่างเดียวดีกว่าจะได้คุณประโยชน์ที่หลากหลายทางชีวภาพมากกว่าค่ะ

แป้งเพิ่งมีโอกาสได้ลองกินแดนดิไลออนได้ไม่ถึงเดือนแต่สังเกตพบความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่น ปกติในช่วงมีรอบเดือนท้องจะป่อง บวมโตขึ้นแต่พอมีประจำเดือน ไม่มีอาการบวมแต่อย่างใดหรือ ช่วงมีรอบเดือนมักจะเกิดสิวครั้งละ 1 เม็ดเป็นประจำ แต่เดือนนี้กลับไม่มีสิวเลยสักเม็ดค่ะ

อีกทั้งไม่มีความอยากอาหารเท่าตอนใกล้มีรอบเดือนซึ่งตอนแรกยังกังวลว่าจะกินแหลก ท้องยุ้งพุงกระสอบเสียด้วยซ้ำไป ส่วนการล้างพิษในตับไต ต้องดูกันยาวๆกว่านี้วิตามินคุณสมบัติเริ่ดแบบนี้ ต้องกินไปตลอดแล้วค่ะ













ที่มา
www.naturalhealth365/bioflavonoid.html
Biology.ispt.ac.th>.... Luteolin
www.4life-today.com>....dandelion

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อาหารและวิตามินบำรุงสมองขั้นเทพ


  การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อาหารแต่ละมื้ออุดมไปด้วยธัญพืช ผักและผลไม้ จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ประเภทของอาหารจะช่วยรักษาความทรงจำรวมถึงป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได


เป็นความจริงที่ว่า โภชนาการมีบทบาทสำคัญในระยะสั้นและระยะยาวในการดูแลสุขภาพของสมอง

อาหารและวิตามินที่ช่วยบำรุงสมอง มีดังนี้

1.วิตามินอี
ส่วนประกอบของวิตามินอีที่เรียกว่า อัลฟ่าโทโคฟีรอล ( alpha tocopherol ) เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด แต่อีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า โทโคฟีรอลแกมมา ( tocopherol gamma ) เหมาะเป็นสารต้านอนุมูลอิสระป้องกันความผิดปกติของสมอง

เมื่อเรากินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี รวมถึงอัลมอนด์ ผักใบเขียว น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน แป้งธัญพืชไม่ขัดสี เช่น โฮลวีต เราจะได้รับทั้งอัลฟ่า โทโคฟีรอลและแกมม่าโทโคฟีรอล หรืออาจเลือกเสริมด้วยวิตามินอี 400iu ต่อวัน  นักวิจัยบางคนแสดงให้เห็นว่า วิตามินอี สามารถชะลอการลุกลามของโรคอัลไซเมอร์ได้

2.วิตามินบี

 มีส่วนร่วมในการทำงานของสารเคมีในสมอง เช่น dopamine,epinephrine และ serotonin วิตามินบีแต่ละตัว มีบทบาทในการทำงานของสมองและความรุนแรงทางจิตใจ เริ่มจากกรดโฟลิก หนึ่งในวิตามินบี จะช่วยในการพัฒนาสมองในช่วงต้นของเด็กแรกเกิด วิตามินเหล่านี้มีบทบาทในการเผาผลาญสารอาหาร

มีการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการลดลงของหน่วยความจำและโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุและการขาดวิตามินบางอย่าง เช่น กรดโฟลิก วิตามินบี6 และวิตามินบี 12

ระดับที่ลดลงของกรดโฟเลตมีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของ homocysteine ( ตัวชี้วัดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด )

3.วิตามินบี 12

 มีบทบาทในการสร้างเยื่อไมอีลิน ( ชั้นรอบเส้นใยประสาท ) ทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อน วิตามินบี 12 พบส่วนใหญ่ในเนื้อสัตว์ ( เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ ปลาและสัตว์ปีก ) ในคนที่กินมังสวิรัตน์เป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดความเสียหายของเส้นประสาท เรียกว่า feet burn ( อาการเจ็บแปล๊บบริเวณฝ่าเท้า ) สูญเสียความทรงจำ อีกทางหนึ่ง ผู้สูงอายุทุกคนจะมีความบกพร่องในการดูดซึมวิตามินบี 12 จากความเสื่อมของร่างกายตามวันเวลา นานวันเข้าจึงกลายเป็นโรคอัลไซเมอร์ จำอะไรไม่ได้อีกเลย

4.โฟเลต ( กรดโฟลิกหรือโฟเลต )

 เป็นอีกหนึ่งวิตามินบีที่สำคัญต่อสมอง ช่วยเพิ่มหน่วยความจำและลดระดับ homocysteine  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าทำให้เกิดความเสียหายของเซลล์สมอง  พบได้ในถั่ว ผลไม้ ผักใบเขียว หรือ วิตามิน folic 400 mcg ต่อวัน

5.วิตามินบี 6

 ช่วยให้การแปลง 5-HTP ไปเป็น serotonin  สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และยังช่วยในการสร้าง dopamine อีกด้วย

อาหารที่มีวิตามินบี 6 : พริก แครนเบอร์รี่ ผักกาดเขียว กะหล่ำ กระเทียม ปลาทูน่า ผักกาดและผักคะน้า

6.แมกนีเซียม

 เป็นสารอาหารสมองที่สำคัญ ช่วยปกป้องสมองจาก neurotoxins ในต่างประเทศ ศัลยแพทย์บางคนจะสั่งแมกนีเซียมให้ผู้ป่วยก่อนและในระหว่างการผ่าตัดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผ่าตัดสมอง

ปริมาณในการปกป้องสมองโดยทั่วไป คือ 300 mg จำนวน 1-3 ครั้งต่อวัน หรือ บริโภคถั่ว ผักใบเขียวเข้ม ธัญพืช อาหารที่ปรุงสุกจะส่งผลให้แร่ธาตุแมกนีเซียมสูญเสียไปเป็นจำนวนมาก อืม !! งั้นคนที่กินสลัดผักบ่อยครั้ง ก็ได้ประโยชน์จากแมกนีเซียมเต็มๆสินะ

7.วิตามินซี

 เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ สามารถสกัดกั้นการเกิดอนุมูลอิสระก่อนที่จะมีผลต่อสมอง พบในอาหารเช่น ส้ม สตรอเบอร์รี่ มันฝรั่ง หรือ วิตามิน ester-c 1000 mg ต่อวัน

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย จอห์นฮอปกินส์ พบว่า คนที่ได้รับวิตามินอีและซี เป็นประจำ มีโอกาสน้อยที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์

8.Acetly-l-carnitine

 บางการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กรดอะมิโนอาจช่วยเพิ่มหน่วยความจำในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

9.Gingko biloba (ใบแปะก๊วย )

 มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกร็ดเลือด ทำให้การไหลเวียนของหลอดเลือดแดง หลอดเลือดดำและหลอดเลือดฝอยดีขึ้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น ยับยั้งความเสื่อมของสมอง

การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเป็นอีกวิธีที่สำคัญเพื่อป้องกันการสูญเสียความจำ
การออกกำลังกาย นอกจากช่วยเพิ่มหน่วยความจำยังสร้างการไหลเวียนเลือดและการก่อตัวของเซลล์ประสาทที่เรียกว่า dentate gyrus แถมยังช่วยลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด




ที่มา :
www.medicinenet.com>...>nutrition,food & recipes az list
 

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

7 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้เป็นกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน ( gastroesophageal reflux disease: GERD ) คือภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยปกติหลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่าง หูรูดทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อยหรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร 

แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คนพบในคนทั่วไป  ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็กทารกไปจนถึงผู้ใหญ่ 


สาเหตุ
1.ความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหาร ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหาร มีความดันของหูรูดต่ำหรือเปิดบ่อยกว่าในคนปกติ ความผิดปกติเหล่านี้ อาจเกิดจากการดื่มน้ำอัดลม แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคหอบหืด
2.ความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร ทำให้อาหารที่รับประทานเคลื่อนตัวลงช้า หรืออาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหาร ค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ
3.ความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ส่งผลให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติ จะเพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรด จากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหารมากขึ้น 

ข้อควรระมัดระวัง อาหารประเภทไขมันสูงและช็อกโกแลต มีผลให้กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง เพิ่มโอกาสเป็นกรดไหลย้อนมากขึ้น

อาการ
1.อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก ซึ่งจะเป็นมากหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก การนอนหงาย
2.มีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก มักมีอาการเรอ และมีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก จนทำให้เกิดพยาธิสภาพในหลอดอาหารขึ้น ได้แก่หลอดอาหารอักเสบจนมีเลือดออกจากหลอดอาหาร กลืนติดกลืนลำบาก
3.ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน หลังรับประทานอาหาร
4.เจ็บหน้าอก จุกคล้ายมีอะไรติดหรือขวางอยู่บริเวณคอ ต้องพยายามกระแอมออกบ่อยๆ 
5.หืดหอบ ไอแห้งๆ เสียงแหบเจ็บคอ อาการเหล่านี้เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณกล่องเสียง ทำให้เกิดกล่องเสียงอักเสบ


อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้เป็นกรดไหลย้อน
1.มะเขือเทศ อุดมไปด้วยกรดซิตริก ( citric acid ) และกรดมาลิก ( malic acid ) มะเขือเทศรวมทั้งซอส ซุป น้ำผลไม้ สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถทำให้ระบบทางเดินอาหารผลิตกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป เมื่อมีกรดปริมาณมากขึ้น จะถูกบังคับให้ไหลย้อนขึ้นหลอดอาหาร งานเข้าไม่รู้ตัวค่ะ

2.ผลไม้ประเภทส้ม จะเต็มไปด้วยกรดซิตริก ( citric acid )งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Rhinology Laryngology แสดงให้เห็นว่าการจำกัดปริมาณของกรดในอาหาร สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ เช่น ไอกระแอม เสียงแหบ

3.หัวหอม มีส่วนทำให้ความดันของหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าปกติ ส่งผลให้มีการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนผิดปกติ ยกเว้นหัวหอมถูกปรุงสุก จึงจะไม่มีผลกระทบในการเพิ่มความเป็นกรดได้

4.น้ำอัดลม กรดคาร์บอนิกในภาชนะบรรจุ เช่น ขวดแก้ว กระป๋อง เมื่อสัมผัสอากาศ จะแยกตัวออกเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ เป็นฟองที่เกิดขึ้นเวลาเปิดขวดหรือกระป๋อง สามารถเพิ่มความดันในกระเพาะอาหาร โดยฟองอากาศจะเริ่มยืดขยายเหมือนลูกโป่งและบังคับให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารเปิด กรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารจึงพร้อมไหลย้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง

5.แอลกอฮอล์ มีส่วนทำให้กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นลงในหลอดอาหารส่งผลให้รู้สึกแสบร้อนในลำคอ 

6.อาหารที่เต็มไปด้วยไขมันสูงเช่น อาหารทอด เนื้อสัตว์ติดมันหมูสามชั้น  จะใช้เวลาย่อยในกระเพาะอาหารนานกว่าอาหารประเภทอื่น ก่อให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารมีมากขึ้น จนเบียดหลอดอาหาร ส่งผลให้เกิดกรดไหลย้อนได้

7.กาแฟ ตามการศึกษาหนึ่งในเยอรมัน พบว่า คาเฟอีนในกาแฟ ส่งผลให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการกรดไหลย้อน แต่คาเฟอีนในชา ไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด 


ที่มา


ความลับของฟิลเลอร์ ep.1

กรดไฮยารูโลนิก (Hyaluronic Acid) หรือ HA เป็นส่วนผสมที่พบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หากเป็นอาหารเสริมหรือครีมบำรุงผิว จะอยู่ในรูป sodium hyaluronate...

บทความยอดนิยม