บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

Folic acid หนึ่งในวิตามินเพื่อผู้หญิงแทบทุกวัย

กรดโฟลิก(Folic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ถือเป็นหนึ่งในตระกูลวิตามินบีรวม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า B9 มีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัม(mcg)มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงช่วยในกระบวนการเผาผลาญของโปรตีน ถูกทำลายได้ง่ายหากเก็บรักษาโดยวิธีการที่ไม่เหมาะสมในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานานเกินไป

มีประโยชน์อย่างไร
    1.    มีส่วนสำคัญในการสร้างกรดนิวคลิอิก(กรดไรโบนิวคลีอิก: RNAและกรดดีออกซิไรโบนิวคลิอิก:DNA)
    2.    มีความจำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์
    3.    ร่างกายต้องการในกระบวนการใช้น้ำตาลและกรดอะมิโน
    4.    สตรีทุกคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ควรเสริมกรดโฟลิก 400–800 ไมโครกรัม เริ่มต้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์และต่อเนื่องไปจนถึง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ 
    5.    ลดระดับกรดอะมิโนโฮโมซิสเตอีนในเลือดและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ
    6.    ป้องกันความพิการแต่กำเนิดในทารก
    7.    ช่วยในการสร้างน้ำนมของมารดาหลังคลอด
    8.    ช่วยให้ผิวพรรณแลดูสุขภาพดี
    9.    อาจช่วยชะลอให้ผมขาวช้าลงได้ หากรับประทานร่วมกับกรดแพนโทเทนิก(B5)และพาบา(PABA)
    10.    ช่วยให้เจริญอาหารหากคุณกำลังอ่อนเพลีย
    11.    อาจช่วยป้องกันแผลร้อนใน
    12.    ช่วยรักษาภาวะซีดหรือโลหิตจาง
    13.    อาจช่วยลดการเกิดจอประสาทตาเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ

แหล่งอาหารจากธรรมชาติ : ผักที่มีใบสีเขียวเข้ม แครอท ตับ ไข่แดง แคนตาลูป อาร์ติโช้ก แอปริคอท ฟักทอง ถั่ว แป้งไรย์ที่ไม่ผ่านการขัดสี ผักโขม คะน้า บร็อคโคลี่ อะโวคาโด ผลไม้รสเปรี้ยว

บางครั้งในวิตามินบีรวมจะมีกรดโฟลิกอยู่ 400 ไมโครกรัม แต่โดยมากจะมีเพียง 100 ไมโครกรัม

ขนาดรับประทานโดยทั่วไปคือ 400 ไมโครกรัม(mcg)ไปจนถึง 5 มิลลิกรัม(mg)ต่อวัน
พยายามเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีทั้งโฟลิกและวิตามินบี 12 รวมอยู่ด้วยกัน

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากเกินไปคือ ยังไม่พบอาการเป็นพิษ แต่บางคนอาจมีอาการผื่นแพ้ได้บ้าง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร มีปัญหาการนอนหลับ รู้สึกซึมเศร้าหรือมีความตื่นตระหนกมากเกินไป

หากร่างกายมีกรดโฟลิกมากเกินไป อาจทำให้โรคโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 ไม่แสดงอาการออกมา เนื่องจากการใช้กรดโฟลิกในปริมาณมากสามารถแก้ไขภาวะโลหิตจางจากเมกะโลบลาสติก ซึ่งเป็นภาวะที่มีลักษณะเฉพาะจากการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ผิดปกติและด้อยคุณภาพ ซึ่งพบว่ามีภาวะขาดวิตามินบี 12 อย่างรุนแรง 

หลายประเทศรวมทั้งสหรัฐอเมริกา มีนโยบายให้ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชเสริมกรดโฟลิกเพื่อลดอุบัติการณ์ของการขาดโฟเลต
เนื่องจากการขาดโฟเลตเกิดขึ้นได้ค่อนข้างบ่อยในประชากรบางกลุ่ม รวมทั้งผู้สูงอายุและสตรีมีครรภ์ ซึ่งพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับผ่านทางอาหาร

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมกรดโฟลิก เช่น โรคไตที่มีการฟอกไต การติดเชื้อ โรคโลหิตจางชนิด hemolytic anemia 

ภาวะเลือดจางจากการสลายของเม็ดเลือดแดงหรือ โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) เป็นรูปแบบหนึ่งของภาวะเลือดจาง (anaemia) ที่เกิดจากการเฮโมไลซิส (hemolysis) การสลายตัวอย่างผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยทั่วไปเกิดในม้าม ภาวะเลือดจางชนิดเฮโมไลติกคิดเป็น 5% ของภาวะเลือดจางจากทั้งหมด

ผลที่ตามมาจากภาวะเลือดจางแบบเฮโมไลติกมีหลายประการ ตั้งแต่อาการทั่วไปจนถึงอาการที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต
การสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงยังนำไปสู่ดีซ่าน และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น นิ่วในถุงน้ำดีและ ภาวะความดันหลอดเลือดในปอดสูง 

อาหารเสริมโฟเลตอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิดที่แพทย์สั่งโดยทั่วไป ได้แก่
    •    เมโธเทรกเซท( Methotrexate )เป็นยาที่ใช้รักษามะเร็งบางชนิดและโรคภูมิแพ้ตัวเอง(SLE)
    •    ยารักษาโรคลมบ้าหมู กรดโฟลิกอาจรบกวนการใช้ยากันชัก เช่น Dilantin, Carbatrol และ Depacon
    •    ซัลฟาซาลาซีน(sulfasalazine )ใช้ในการรักษาลำไส้ใหญ่

หากคุณเป็นผู้หญิง ควรรับประทานกรดโฟลิกและวิตามินบี6ให้เพียงพอ กรดโฟลิกเพียง 400 ไมโครกรัมและวิตามินบี 6 เพียง2-10 มิลลิกรัม สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ถึงร้อยละ 42

หากเป็นนักดื่มตัวยง ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มขึ้นเนื่องจากแอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมโฟเลตและเพิ่มการขับปัสสาวะ  

การรับประทานวิตามินซีในปริมาณสูงเพิ่มการขับกรดโฟลิกออกจากร่างกาย ดังนั้นผู้ที่รับประทานวิตามินซีมากกว่า 2 กรัมต่อวัน
ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มควบคู่ไปด้วย

หากรับประทานยากันชักไดแลนติน ฮอร์โมนเอสโตรเจน 
ซันโฟนาไมด์ ฟีโนบาบิทอลหรือแอสไพริน ควรรับประทาน
กรดโฟลิกเพิ่ม

มีหลายคนที่รับประทานกรดโฟลิก 1-5 มิลลิกรัมทุกวัน เป็นระยะเวลาประมาณหนึ่ง ช่วยแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอได้

หากกำลังป่วยหรือร่างกายกำลังต่อสู้กับโรคใดๆอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อต่อสู้กับโรค ควรจะมีกรดโฟลิกรวมอยู่ด้วยเพราะหากร่างกายขาดกรดโฟลิกไป แอนติบอดี้หรือสารภูมิคุ้มกันก็จะบกพร่องเช่นกัน

การรับประทานกรดโฟลิกในปริมาณสูง อาจทำให้คนไข้โรคลมชักซึ่งรับประทานยาฟรีโนไทอินอยู่เกิดอาการชักขึ้นมา 

การวิจัยพบว่า ระดับโฟเลตในเลือดต่ำสัมพันธ์กับการทำงานของสมองที่บกพร่องและมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ

งานศึกษาวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า อาหารเสริมกรดโฟลิกอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตและช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์

การศึกษาในปี 2019 ในผู้ใหญ่ 180 คนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) แสดงให้เห็นว่าการเสริมกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 ปี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

แป้งเคยกิน folic 800 mcg ยี่ห้อ natural factors ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า ตอนนั้นอายุน่าจะ 39 ปี กินวิตามินครบ 3 เดือน พบว่า ไม่มีความแตกต่างเด่นชัดโดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ น่าจะเป็นเพราะพื้นผิวเดิมอิ่มน้ำอยู่แล้ว เลยเลิกกินไป เพิ่งจะกลับมากินอีกครั้งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เนื่องจากอ่านเจอว่า คนที่เป็นโลหิตจางนานๆอาจมีโอกาสเป็น SLE ได้

SLE เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองชนิดหนึ่ง ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติจนหันมาทำร้ายอวัยวะต่าง ๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง ข้อต่อ ไต สมอง หรือแม้กระทั่งเม็ดเลือด มีกลไกที่เข้าใจง่ายๆดังนี้

SLE เป็นโรคที่เม็ดเลือดขาวกลุ่มT cell / B cell 
เข้าใจผิดคิดว่า DNA และโปรตีนที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งแปลกปลอม

เมื่อมี DNA หลุดออกมาจากเซลล์ ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้น มีการระดมเม็ดเลือดขาว เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อในบริเวณนั้น
และบ่อยครั้งจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จำเพาะต่อสารอื่นถูกกระตุ้นตามมา ทำให้การอักเสบลุกลามไปหลายระบบ

หนึ่งในระบบที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ  ระบบเม็ดเลือด
โดยเฉพาะเม็ดเลือดแดง ดังนั้นจึงพบว่า ภาวะโลหิตจาง (Anemia)
เป็นภาวะร่วมที่พบบ่อยในผู้ป่วย SLE 

ส่วนใหญ่พบผู้ป่วยในช่วงอายุระหว่าง 20-50 ปี ถึงแม้ว่าแป้งจะอายุเกินแล้ว แป้งก็ไม่วางใจ โรคอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอเพราะค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดของแป้งคือ 
ค่า Hb 11.7 (ค่าปกติ 12-16)
ค่า Hct 36.3(ค่าปกติ 36-47)
ซึ่งค่าเลือดอยู่ติดขอบเพดานล่างมาตลอดหลายสิบปี 

ต้องไม่ลืมว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง มักมีราคาถูกกว่าค่ารักษาโรคที่เกิดขึ้นหลายสิบเท่า เอาแค่สุขภาพจิตที่สูญเสียไประหว่างเจ็บป่วยก็เทียบกันไม่ได้เลย ไม่ต้องคิดถึงว่าเสียเวลา เดินทางไปโรงพยาบาล นั่นโน่นนี่ พอได้รับยามาบรรเทาอาการเจ็บป่วย แต่มีของแถมเป็นผลข้างเคียงของยาตัวนั้นอีก ความเจ็บป่วยวนเวียนเช่นเรื่อยไป อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอคะ


เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์





ที่มา :
Vitamin bible
เพจ Manifia



วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569

ส่งประกันสังคมทั้งชีวิต แต่เกือบได้บำนาญเพียงครึ่งเดียว

อย่าให้ประกันสังคมเอาเปรียบเรา คนทำงานต้องรู้ข้อนี้เพื่อไม่ให้ได้สิทธิน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ส่งประกันสังคมทั้งชีวิต แต่เกือบได้บำนาญเพียงครึ่งเดียว ถ้าไม่สู้ศาลอย่างยาวนานถึง 5 ปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่3307/2567
นาง ณ.(โจทก์)
สำนักงานประกันสังคม (จำเลย)

เรื่องจริงจากคดีศาลแรงงาน ที่คนทำงานทุกคนควรรู้

1.
นาง ณ.ทำงานเป็นลูกจ้างโรงแรม และส่งเงินประกันสังคมมาตลอดชีวิตการทำงาน

เธอส่งเงินสมทบไปแล้ว **181 เดือน**
อายุเกิน **55 ปี**
และออกจากงานในเดือนธันวาคม **2556**

ตามกฎหมาย
เธอมีสิทธิได้รับ **เงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557**

2.
ก่อนออกจากงาน เธอไปสอบถามที่สำนักงานประกันสังคม

เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำว่า
> ถ้ายังไม่รีบรับบำนาญ
> ให้สมัครเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39** แล้วส่งเงินสมทบต่ออีก 60 เดือน
> เงินบำนาญจะเพิ่มขึ้น

เธอเชื่อคำแนะนำ และทำตามนั้น

3.
เธอจึงสมัครเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39**
และส่งเงินสมทบต่ออีก **5 ปีเต็ม (60 เดือน)**

เมื่อครบระยะเวลา
เธอจึงยื่นขอรับเงินบำนาญชราภาพ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
สำนักงานประกันสังคมแจ้งว่า
เธอจะได้รับเงินบำนาญเพียง **1,320 บาทต่อเดือน**

4.
ตัวเลขนี้ผิดปกติทันที

เพราะค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของเธอ
อยู่ที่ **13,222 บาท**

ตามกฎหมาย เงินบำนาญต้องคิด **20% ของค่าจ้างเฉลี่ย**
เท่ากับว่าเธอควรได้รับประมาณ
**2,644 บาทต่อเดือน**

และเมื่อรวมเงินเพิ่มจากการส่งสมทบอีก 5 ปี
บำนาญควรเพิ่มเป็นประมาณ
**3,636 บาทต่อเดือน**

5.
แต่สำนักงานประกันสังคมกลับตีความว่า

การคำนวณต้องใช้ฐาน(4,800)ของ
**ผู้ประกันตนมาตรา 39**

ทำให้เงินบำนาญของเธอ
**ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง**

จากที่ควรได้ประมาณ 3,600 บาท
เหลือเพียงประมาณ 1,300 บาท

6.
เธอจึงยื่นอุทธรณ์

แต่ **คณะกรรมการอุทธรณ์ของประกันสังคมก็ยกอุทธรณ์**

เธอจึงต้องตัดสินใจ
ฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน

7.
คดีนี้ต้องผ่านถึง
• ศาลแรงงานภาค 1
• ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
• และศาลฎีกา ใช้เวลารวมกว่า **5 ปี**

8.
ศาลวินิจฉัยว่า
สิทธิรับบำนาญของเธอ **เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2557**
เพราะเธอ
✔ อายุเกิน 55 ปี
✔ ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน
✔ สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33
ครบทุกเงื่อนไขตามกฎหมาย

9.
การที่เธอกลับไปเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39**

ไม่ได้ทำให้สิทธิบำนาญเดิมหายไป
แต่เป็นเพียง
**การเพิ่มอัตราบำนาญในอนาคต**เท่านั้น

10.
ศาลจึงสั่งว่า
เธอมีสิทธิได้รับบำนาญ

• เดือนละ **2,644 บาท** ตั้งแต่ ม.ค. 2557
• และเมื่อส่งเงินสมทบเพิ่มครบ 60 เดือน
บำนาญต้องเพิ่มเป็น
**3,636.05 บาทต่อเดือน**

11.
ศาลจึงเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ประกันสังคม

และสั่งให้จ่ายเงินบำนาญใหม่
ตามสิทธิที่แท้จริงของเธอ

12.
ลองคิดดู
ถ้าเธอ **ไม่สู้คดี**

เธออาจต้องรับเงินบำนาญ
เพียง **1,320 บาทต่อเดือน**
ตลอดชีวิตหลังเกษียณ

13.
คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญมาก
เพราะมันสะท้อนว่า การตีความกฎหมายของหน่วยงานรัฐ
อาจทำให้ประชาชนเสียสิทธิได้
ผู้ประกันตนจำนวนมากอาจไม่รู้สิทธิของตัวเองและบางครั้ง
การได้ความเป็นธรรม ต้องใช้เวลา **กว่า 5 ปี และผ่าน 3 ศาล**

14.
เงินบำนาญไม่ใช่เงินช่วยเหลือจากรัฐ แต่มันคือ
**เงินที่ผู้ประกันตนส่งสมทบมาตลอดชีวิตการทำงาน**

คำถามสำคัญ

ยังมีผู้ประกันตนอีกกี่คน
ที่อาจกำลังได้รับบำนาญ **น้อยกว่าที่ควรได้**
เพียงเพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง

#ประกันสังคม
#ฎีกาแรงงาน
#บำนาญ

ที่มา :

FB.Ultraman Prasopsuk

Folic acid หนึ่งในวิตามินเพื่อผู้หญิงแทบทุกวัย

กรดโฟลิก(Folic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ถือเป็นหนึ่งในตระกูลวิตามินบีรวม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า B9 มีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัม(mcg)มีความสำ...

บทความยอดนิยม