บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิตามิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิตามิน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

น้ำมันโบราจ( Borage oil )วิตามินปรับผิวพรรณให้นุ่มชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอก

วิตามินที่กล่าวถึงต่อไปนี้ เรียกว่า borage oil ( น้ำมันโบราจ ) บางคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยหรือคุ้นหูมากนัก เพราะ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในเมืองไทย แต่ถ้าเอ่ยถึง evening primrose oil แล้วล่ะก็ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ซึ่ง borage oil จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ evening primrose oil เรียกว่า omega-6 นั่นเอง

จำง่ายๆว่า
Omega-3 fatty acid หรือเรียกว่า omega-3 คือ fish oil,krill oil

Omega-6 fatty acid หรือเรียกว่า Omega-6 คือ evening primrose oil,borage oil,black currant oil

น้ำมันโบราจ ( Borage oil ) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ เรียกว่า กรดไขมันจำเป็น GLA หรือ แกมมาไลโนเลนิก แอซิด ( Gamma Linolenic Acid ) เป็นกรดไขมันจำเป็นชนิดหนึ่ง ในกลุ่มโอเมก้า 6 (Omega-6 Fatty Acid) ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเสริม GLA อย่างยาวนานในทวีปยุโรปและอเมริกา

กรดไขมันชนิดนี้จัดเป็นกรดไขมันจำเป็นชนิดหนึ่งสำหรับมนุษย์ เนื่องจากร่างกายสร้างเองไม่ได้ต้องสร้างจากกรดไขมันจำเป็นคือ ไลโนเลอิก แอซิด ( Linoleic Acid หรือ LA )ซึ่ง borage oil เป็น
กรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 6 (Omega-6) เช่นเดียวกับ Black Currant Oil และ Evening Primrose Oil แต่ Borage Oil จะมีปริมาณของ Gamma-Linolenic acid (GLA) มากกว่า ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีไม่ต้องรอการเปลี่ยนจาก Linoleic acid ( ไลโนเลอิก แอซิด )

ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอาการปวดท้องประจำเดือน สตรีวัยทองที่มีอาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิดง่าย และสามารถป้องกันการเกิดกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstual syndrome หรือ PMS ) เมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่อง

น้ำมัน Borage ประกอบด้วยกรดแกมมาไลโนเลนิก ( GLA ) 17-25% ถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการวัยหมดประจำเดือนโรค fibrocystic breast ( ซีสต์ที่เต้านม ) กลากเกลื้อนและโรคไขข้ออักเสบ
แต่น่าเสียดายที่ฤทธิ์ต้านการอักเสบเต็มที่ อาจต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน จึงจะเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน

Borage oil พบในดอกทานตะวัน ดอกคำฝอย ถั่วเหลือง งา น้ำมันข้าวโพด
เป็นอาหารเสริมที่มีความเข้มข้นสูงสุดของ GLA 17-25% ในขณะที่ evening primrose oil มีความเข้มข้นสูงสุดของ GLA 10%

ความเข้มข้นของ GLA เป็นตัวแปรสำคัญของราคาอาหารเสริมแต่ละยี่ห้อ ทำให้ถูกแพงต่างกัน นอกเหนือจากเทคโนโลยีการผลิตและคุณภาพวัตถุดิบค่ะ เราอาจคิดว่า วิตามินที่เห็นหน้าตาเหมือนๆกัน เป็นเม็ดซอฟต์เจลเหมือนกัน 

ผลข้างเคียง : คลื่นไส้ ท้องเสีย ผื่นคัน ปวดศีรษะ ท้องอืด

มีประโยชน์อย่างไร
1.ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ชุ่มชื่น
2.บำรุงเส้นผมให้เงางามไม่หลุดร่วงง่าย
3.บำรุงเล็บให้แข็งแรง ไม่เปราะหักฉีกขาดง่าย
4.ปรับสมดุลฮอร์โมน ทำให้ไม่คัดตึงเต้านม ลดอาการปวดหลัง ปวดท้องประจำเดือน ลดอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนในเพศหญิง
5.ลดความดันโลหิต
6.ลดการเกิดซีสต์ในรังไข่ ( ovarian cyst )
7.ลดอาการปวดข้อโดยเฉพาะข้ออักเสบ ( rhumatiod arthritis )
8.บรรเทาอาการผื่นผิวหนังอักเสบ ( eczema )
9.บรรเทาโรคสะเก็ดเงิน ( psoriasis ) ได้ดี
10.ลดอาการปวดเกร็งจากการหดตัวอย่างผิดปกติของลำไส้
11.ลดการอักเสบ ร่างกายมีการแปลง GLA เป็นกรด Dihomo-y-linoleic acid ( DGLA ) ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ต่อสู้กับการอักเสบ เมื่อเกิดการอักเสบในร่างกายจากหลายสาเหตุ รวมถึงสิว ดังนั้นการรับประทาน borage oil จึงช่วยลดการเกิดสิวได้อีกด้วย
12.เป็นสารตั้งต้นของการสร้างพรอสตราแกลนดิน PG1 ( prostaglandin PG1 ) ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพ คือ ลดการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้การเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดน้อยลง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
13.ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล ( cholesterol)และลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ ( low density lipoprotein, LDL ) เพิ่มลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง (high density lipoprotein, HDL)
14.คงความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิวหนัง ลดอาการแห้งกร้าน แตกขุย ริ้วรอยต่างๆ รวมถึงบรรเทาอาการอักเสบทางผิวหนัง เช่น ผื่นผิวหนังเรื้อรัง ผิวแห้งลอก รังแค ผมร่วง ฯลฯ
15.ช่วยลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย โดย GLA จะช่วยให้อินซูลินดึงน้ำตาลไปใช้ในกระแสเลือดอย่างคงที่ กล่าวคือ การรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำจะทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยควบคุมน้ำหนักไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำมักถูกย่อยและดูดซึมอย่างช้าๆ จึงส่งผลให้รู้สึกอิ่มได้นานกว่า

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจะช่วยลดเอนไซม์ที่เพิ่มการสร้างไขมันคอเลสเตอรอลนั่นคือ เอนไซม์
"HMG CoA reductase" และเอนไซม์ที่เร่งการสะสมไขมันที่ชื่อ "ไลโปโปรตีนไลเปส" ดังนั้น คนที่บริโภค borage oil เป็นประจำ นน.จะลดลงจากคุณสมบัติข้างต้นค่ะ

ข้อควรระมัดระวัง
1. น้ำมันโบราจมีผลกระทบต่อฮอร์โมน เนื่องจากช่วยควบคุมเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน  บุคคลที่มีภาวะไวต่อฮอร์โมน เช่น ถุงน้ำรังไข่ เนื้องอก ช็อกโกแลตซีสต์ ฯลฯ ไม่ควรรับประทาน
2. ผู้ที่เป็นโรคตับ อาจทําให้ตับเป็นภาระมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้เป็นเวลานาน ใบและดอกโบราจมีไพโรลิซิดีนอัลคาลอยด์ (PAs) ซึ่งอาจทําให้ตับเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ํามันเมล็ดโบราจที่มีคุณภาพสูง มักได้รับการแปรรูปเพื่อกําจัดสารประกอบที่เป็นอันตรายเหล่านี้ 

เดือนนี้เมื่อปีที่แล้ว(อายุ 51 ปี)แป้งรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกาย กล่าวคือ ผิวพรรณเริ่มแห้งแถมมีอาการคันในบางจุด เช่น ปลายขาด้านซ้าย(คาดว่า น่าจะชโลมครีมบำรุงผิวกายไม่ทั่วถึง จุดนั้นเลยแห้งกร้านกว่าบริเวณอื่น) ประกอบกับฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนลดระดับลงจนใกล้หมดเต็มที ความชุ่มชื้นของผิวพรรณที่มีมาตลอดวัยสาวจึงหายไปตามวัยที่ร่วงโรยพร้อมกาลเวลา

แป้งไม่ได้เสาะแสวงหาโลชั่นบำรุงผิวที่มีความชุ่มชื้นสูงมาบรรเทาความแห้งกร้านของผิวเท่าไหร่นักเพราะโลชั่นเพียงแค่เคลือบผิวชั้น
นอกให้ชุ่มชื้นชั่วคราว หากเราบำรุงจากข้างใน ผลลัพธ์จะมองเห็นชัดเจนและยั่งยืนกว่า การกินวิตามินเสริมเป็นทางเลือกที่ดีสุดรองจากการดริปวิตามิน(Drip Vitamin) 

ถามว่า กินอะโวคาโด(Avocado)ช่วยเรื่องผิวพรรณได้ไหม 
แป้งกินแค่ 2-3 สัปดาห์ ปรากฏว่า สิวขึ้น 1 เม็ด ซึ่งปกติไม่เคยมีนานแล้ว ช่วงนั้นตรวจเลือดพอดี พบว่า ค่าไขมันชนิดดี(HDL)พุ่งสูงถึง 106 mg/dl ปกติแป้งจะมีค่า HDL ประมาณ 86 mg/dl ต่อเนื่องทุกปี ไม่เคยไต่ระดับถึง 100 แม้เพียงครั้งเดียว เลยไม่กินต่อเนื่องเพราะกังวลเรื่องสิว ถึงแม้จะมีไขมันดีเยอะก็ตามที

หมายเหตุ
อะโวคาโดมีไขมันสูงมากเมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น โดยคิดเป็นประมาณ 70-80% ของพลังงานทั้งหมดในผล แต่ข้อดีคือ
ส่วนใหญ่เป็น "ไขมันดี" ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไขมันดีเป็น
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fat) ซึ่งเป็นไขมันประเภทเดียวกับน้ำมันมะกอก แต่หากเยอะเกินไป ไขมันรวม(Lipid profile)ในร่างกายจะสูงเกินขีดมาตรฐาน มีผลทำให้ไขมันในเลือดสูงได้ 

แป้งเลือกกิน borage oil ยี่ห้อ Solgarครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเย็น ซึ่งมี GLA เกรดวัตถุดิบคุณภาพสูงถึง 300 mg ต่อเม็ด ภายในระยะเวลา 2 เดือน(ช่วงอายุ 40 ต้น กินแค่เดือนเดียวผิวก็นุ่มเนียนขึ้น แต่พอขึ้นเลข 5 ทุกอย่างช้าลง)จากการสังเกตร่างกายในขณะที่รับประทาน borage oil พบว่า ผิวพรรณเปล่งปลั่ง นุ่มชุ่มชื้นกว่าเดิม เต้านมเต่งตึง ร่างกายไม่บวมน้ำเหมือนตอนที่กิน evening primrose oil เย้! 🎉🎊 🎉 

อีกอย่างคือ ความที่แป้งกินวิตามินคุณภาพสูงมาต่อเนื่องราว 15 ปี 
ส่งผลให้ผิวพรรณทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแขนขาหรือแม้กระทั่งในร่มผ้า ไม่มีจุดกระขาวที่บ่งบอกถึงความชราแม้แต่จุดเดียว ใครเห็นผิวพรรณแป้ง หากไม่บอกอายุจะดูไม่ออกว่า 52 ปีแล้วนะคะ



 











ที่มา :

www.clevelandclinicwellness.com/fetures/pages/BorageOil
Simplepurebeauty.com/240/borage-oil-benefits-acne
www.livestrong.com/article/441704-borage-vs-evening-promrose
www.foodnetworksolution.com/.../omega6-fatty-acid/กรดไขมันโอเมก้า-

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ

คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื่อดัง โดยผู้ที่ให้สัมภาษณ์ เป็นคุณหมอที่มีชื่อเสียงอย่างมากในวงการแพทย์ผิวหนัง ตอนนั้นยังงงๆว่า วิตามินอะไรนะ ไม่เห็นจะคุ้นเลย พอได้มีโอกาสเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ก็สอดส่ายหาวิตามินตัวนี้ ห๊า ! เจอแล้ว เหมามา 6 กระปุก เก็บไว้ให้กินเอง 3 กระปุก (หนึ่งกระปุก มี 240 เม็ด) ที่เหลือแบ่งสามีกับพ่อแม่ กินก่อนนอน 30 นาที จนหมดที่ครอบครอง จึงหยุดกินไปพักนึง  

แป้งได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยายพิเศษเกี่ยวกับ anti-aging หัวข้อ ความชราที่ไปไม่ถึง โดย นายแพทย์ พัฒนา เต็งอำนวย ผู้เชี่ยวชาญโรคไตและ anti-aging จบปริญญาเอก ด้านเซลล์วิทยา จากสหรัฐอเมริกา ท่านเล่าว่า ตอนเป็น resident(แพทย์ประจำบ้าน) เรียนหนักมาก เข้าเวรไม่หยุดหย่อน บางคืนถึงกับฝันผวาว่า ถูกตามไปรักษาคนไข้ก็มี จึงเริ่มกิน melatonin 3 mg ขณะนั้นอายุ 30 ปี และกินเรื่อยมา จวบจนปัจจุบัน อายุ 52 ปี ไม่มีผมหงอกสักเส้น พอหูแป้งได้ยินเช่นนี้ กลับบ้านคืนนั้น รีบกินเมลาโทนิน(ที่เหลือของสามี)ก่อนนอนทันที โดยคาดหวังว่า อนาคตผมจะไม่หงอกเหมือนคุณหมอ 

ปัจจุบันแป้งอายุ 52 ปี มีผมหงอกประปราย ประมาณ 5% ตรงจอนหงอกข้างละ 2 เส้น ผลประกอบการถือว่า ใช้ได้อยู่นะคะ
ว่ากันเรื่องเส้นผม เจอเพื่อนๆหรือรุ่นน้อง ต่างพากันทักแป้งว่า ทำไมผมเยอะ ผมหนาจัง ในขณะที่คนอื่นบ่นว่า ผมเส้นเล็กลงแถมบางพอๆกับปีกแมลงปอซะงั้น(แป้งไม่ได้กิน biotin หรือกลุ่มบำรุงเส้นผมใดๆ)

Melatonin เป็นฮอร์โมนที่พบตามธรรมชาติในร่างกาย เกิดจากการสังเคราะห์กรดอะมิโนทริปโตเฟน( tryptophan )พบมากที่ลำไส้ใหญ่ จอตาและต่อมไพเนียล(เป็นส่วนหนึ่งของสมองส่วนกลาง)โดยมีความมืดเป็นตัวกระตุ้น หน้าที่หลักของเมลาโทนิน คือกำหนดรอบกลางวันและกลางคืน หรือเรียกว่า วงจรการนอนหลับ 

การหลั่งของเมลาโทนินจะมีความสัมพันธ์กับแสงที่มากระทบ กล่าวคือ แสงจะเป็นตัวยับยั้งไม่ให้มีการหลั่งเมลาโทนิน ดังนั้นเมลาโทนินจึงหลั่งออกมามากเวลากลางคืน และจะลดการหลั่งในเวลากลางวัน การควบคุมนี้เกิดโดยแสงที่ผ่านมากระทบ retina เมลาโทนินจึงเปรียบเป็นสัญญาณของนาฬิกาชีวิต จากการหลั่งที่เป็นจังหวะของเมลาโทนิน 

ความมืดจะทำให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินมากขึ้น เป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการนอนหลับ แสงสว่างจะลดการผลิตเมลาโทนินลง คนที่มีปัญหาในการนอนหลับ มักมีระดับเมลาโทนินต่ำ ระดับเมลาโทนินในกระแสเลือดจะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่ 22.00 น. จนถึงระดับสูงสุดในเวลาตีสาม 

ในฤดูหนาว ช่วงเวลากลางวันจะสั้น ทำให้ระหว่างวันร่างกายมีระดับเมลาโทนินเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ในบางคนจะมีปัญหาเรื่องการนอนและอาการซึมเศร้าในฤดูหนาว 

มิน่าล่ะ! เวลาถึงฤดูหนาวทีไร มองเห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม บรรยากาศอึมครึม แป้งมักรู้สึกเหงาพิกลบอกไม่ถูก แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้นเอง หากคนที่ดูหนังฮอลลีวู้ดเป็นประจำ จะมีฉากนอนหลับในยามค่ำคืน เค้าจะไม่ติดหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือเรียกว่า หลอดนีออน เพราะจะมีแสงสว่างแยงตา แต่จะมีโคมไฟบนหัวเตียงเป็นไฟสีนวล( warm white ) มีส่วนช่วยให้นอนหลับได้มากขึ้น ตามโรงแรมมักจะตกแต่งด้วยไฟประเภทนี้ ทำให้แขกที่มาพักผ่อนเกิดความผ่อนคลาย หลับสนิท ตื่นมาพร้อมรับวันรุ่งขึ้นที่สดใส

มีประโยชน์อย่างไร
1.ใช้เพื่อปรับนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย ในคนที่เดินทางโดยเครื่องบินข้ามเขตแบ่งเวลาจากตะวันออกไปเขตตะวันตก( Jet lag )

2.ช่วยให้คนที่นอนไม่หลับจากความเครียด ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง คนที่ต้องทำงานเป็นกะ หลับสนิทขึ้น ชีวิตมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

3.ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อ DNA บางส่วน โดยมีกลไกการยับยั้งเซลล์มะเร็ง คนเรายิ่งมีความเครียดสะสมมากเท่าไหร่ ถึงแม้จะออกกำลังกายสม่ำเสมอแค่ไหน ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งได้ทุกเมื่อ เพราะความเครียดจะกดภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ลดต่ำลง ส่งผลให้โรคภัยมาเบียดเบียนเราได้ง่ายขึ้น นั่นเอง

4.ลดความเสียหายจากการทำลายของเซลล์สมอง จากโรคพาร์กินสัน

5.มีบทบาทในการป้องกันโรคหัวใจเต้นผิดปกติ กล่าวคือ
คนที่นอนไม่หลับ นอนดึกบ่อยๆ ไม่ออกกำลังกาย มีความเครียดสะสม ทำให้นาฬิกาชีวภาพรวน นานวันเข้าจะส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ จนเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ

6.ป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในคนสูงอายุ มีส่วนในการป้องกันการตายของเซลล์ประสาท amyloid (สารที่สะสมในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ) จากความผิดปกติในเนื้อสมอง จะพบลักษณะที่สำคัญสองอย่างคือ

6.1 กลุ่มใยประสาทที่พันกัน Neurofibrillary Tangles และ มีสาร Beta Amyloid ในสมอง ใยสมองที่พันกันทำให้สารอาหารไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ การที่สมองมีคราบ Beta Amyloid หุ้ม ส่งผลให้ระดับ acetylcholine (สารสื่อประสาท) ในสมองลดลง ( acetylcholine จะมีส่วนสำคัญในเรื่องการเรียนรู้และความจำ )
6.2 การอักเสบ (inflammatory) สาร amyloid เมื่อสลายตัวจะให้สารอนุมูลอิสระออกมา อนุมูลอิสระนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์สมอง

7.เพิ่มอายุขัยให้ยืนยาวมากขึ้น 20 %(พบในหนูทดลอง )

8.การศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า เมลาโทนินมีฤทธิ์ทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโต (cytostatic) และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (immunostimulator) 

จึงมีการทดลองนำเมลาโทนินมาใช้ ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งปอดชนิด non small cell มะเร็งระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก) ที่ไม่ตอบสนองต่อสูตรยาปกติ (first line therapy) พบว่า
เมลาโทนินขนาด 10 - 20 mg อย่างเดียว สามารถทำให้ขนาดของมะเร็งไม่โตขึ้น ผู้ป่วยมีสภาพร่างกาย (performance status) ดีขึ้นเทียบกับการรักษาแบบประคับประคอง แต่ไม่ทำให้เกิด การยุบตัวหรือหายไปของเนื้อมะเร็ง 

การใช้เมลาโทนินร่วมกับ Interleukin (IL) พบว่า สามารถเพิ่ม ประสิทธิภาพของ IL ทำให้ไม่ต้องใช้ IL ในขนาดที่สูงและลดอาการข้างเคียงจาก IL ได้ มีการศึกษาแบบไม่มีกลุ่มควบคุม (non control trial) และ control trial ขนาดไม่ใหญ่นัก โดยใช้เมลาโทนินร่วมกับ IL-2 ในผู้ป่วยมะเร็งปอดและระบบทางเดินอาหารที่ไม่ตอบสนองต่อ 5 - fluorouracil และ folate พบว่า ทำให้ก้อนเล็กลง (partial remission) 12% เทียบกับการรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งไม่สามารถทำให้ เกิด partial remission ได้เลย อัตรารอดชีวิตใน 1 ปีก็สูงกว่า 

อย่างไรก็ตาม การใช้เมลาโทนินกับโรคมะเร็งยังต้องมีการศึกษามากกว่านี้ เช่น randomized control trial ที่มีขนาดจำนวนผู้ป่วยมากกว่านี้ จึงจะสามารถสรุปได้แน่ชัดถึงประสิทธิภาพของเมลาโทนิน

เคยแนะนำให้พี่ในออฟฟิศกิน ช่วงที่มีปัญหาชีวิต จึงนอนหลับไม่สนิท กินได้ 8 เดือน มาเล่าให้แป้งฟัง มีแต่คนชมว่า ไปทำอะไรมา ทำไมสวยขึ้น ทั้งๆที่ปัญหารุมเร้า แป้งได้ยินพี่เค้าเล่าแล้ว รู้สึกดีมากๆ

แป้งไม่แนะนำคนไข้ให้กินยานอนหลับเพราะ ตอนอายุ 23 ปี ขึ้นเวรดึกติดกันบ่อยๆแล้วนอนไม่ค่อยหลับ จึงกินยา Dormicum 1 เม็ด หลับตอนไหนไม่รู้ ตื่นมาปวดมึนหัว รู้สึกกลัวผลข้างเคียง ไม่กล้ากินอีกเลยคะ

Dormicum (Midazolam)เป็นยานอนหลับและยาสงบประสาทกลุ่ม Benzodiazepine ออกฤทธิ์เร็วและระยะสั้น นิยมใช้ในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาการนอนไม่หลับหรือใช้ก่อนทำหัตถการทางแพทย์
ผลข้างเคียง เช่น ง่วงนอนมาก เวียนศีรษะ ความจำเสื่อมชั่วคราว 

การใช้ melatonin พบว่าบางคนใช้ได้ผลดีใน dose น้อยกว่า 1 mg ขณะที่อีกหลายคนต้องใช้ใน dose สูงถึง 20 mg แต่โดยทั่วไปแล้วพบว่า dose ที่ให้ผลดีที่สุดอยู่ในระหว่าง 3 ถึง 10 mg

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นทะเบียนเมลาโทนินเป็นอาหารเสริม
จึงหาซื้อได้ทั่วไป ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ค.ศ. 1995 ยอดขายของเมลาโทนินนั้นสูงกว่าแอสไพริน 

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 เป็นต้นมา คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission)ได้อนุมัติให้ใช้เมลาโทนินเป็นยา ชื่อทางการค้า คือ Circadin ข้อบ่งใช้ : รักษาอาการนอนไม่หลับเบื้องต้น (การหลับที่ไม่มีประสิทธิภาพ) เป็นระยะเวลาสั้นๆในผู้ป่วยอายุ 55 ปีขึ้นไป

ยา Circadin มีส่วนประกอบของเมลาโทนิน 2 มิลลิกรัม โดยเป็นยาประเภทออกฤทธิ์ช้า ปริมาณที่แนะนำคือ 2 มิลลิกรัม รับประทานสองชั่วโมงก่อนเข้านอนและหลังอาหารมื้อสุดท้ายของวัน

ประเทศเยอรมัน กำหนดให้เมลาโทนินเป็นยาที่ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของการใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ โดยไม่ว่าจะมีปริมาณเท่าไหร่ก็ยังต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ รวมทั้งไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริม ส่วนในประเทศไทย 
เมลาโทนิน ถูกขึ้นทะเบียนเป็นยา จำหน่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น

ที่มา ;

Melatonin เป็นยาวิเศษจริงหรือไม่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลhttps:bulletin › bul96 › Mel...

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

Folic acid หนึ่งในวิตามินเพื่อผู้หญิงแทบทุกวัย

กรดโฟลิก(Folic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ถือเป็นหนึ่งในตระกูลวิตามินบีรวม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า B9 มีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัม(mcg)มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงช่วยในกระบวนการเผาผลาญของโปรตีน ถูกทำลายได้ง่ายหากเก็บรักษาโดยวิธีการที่ไม่เหมาะสมในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานานเกินไป

มีประโยชน์อย่างไร
    1.    มีส่วนสำคัญในการสร้างกรดนิวคลิอิก(กรดไรโบนิวคลีอิก: RNAและกรดดีออกซิไรโบนิวคลิอิก:DNA)
    2.    มีความจำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์
    3.    ร่างกายต้องการในกระบวนการใช้น้ำตาลและกรดอะมิโน
    4.    สตรีทุกคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ควรเสริมกรดโฟลิก 400–800 ไมโครกรัม เริ่มต้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์และต่อเนื่องไปจนถึง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ 
    5.    ลดระดับกรดอะมิโนโฮโมซิสเตอีนในเลือดและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ
    6.    ป้องกันความพิการแต่กำเนิดในทารก
    7.    ช่วยในการสร้างน้ำนมของมารดาหลังคลอด
    8.    ช่วยให้ผิวพรรณแลดูสุขภาพดี
    9.    อาจช่วยชะลอให้ผมขาวช้าลงได้ หากรับประทานร่วมกับกรดแพนโทเทนิก(B5)และพาบา(PABA)
    10.    ช่วยให้เจริญอาหารหากคุณกำลังอ่อนเพลีย
    11.    อาจช่วยป้องกันแผลร้อนใน
    12.    ช่วยรักษาภาวะซีดหรือโลหิตจาง
    13.    อาจช่วยลดการเกิดจอประสาทตาเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ

แหล่งอาหารจากธรรมชาติ : ผักที่มีใบสีเขียวเข้ม แครอท ตับ ไข่แดง แคนตาลูป อาร์ติโช้ก แอปริคอท ฟักทอง ถั่ว แป้งไรย์ที่ไม่ผ่านการขัดสี ผักโขม คะน้า บร็อคโคลี่ อะโวคาโด ผลไม้รสเปรี้ยว

บางครั้งในวิตามินบีรวมจะมีกรดโฟลิกอยู่ 400 ไมโครกรัม แต่โดยมากจะมีเพียง 100 ไมโครกรัม

ขนาดรับประทานโดยทั่วไปคือ 400 ไมโครกรัม(mcg)ไปจนถึง 5 มิลลิกรัม(mg)ต่อวัน
พยายามเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีทั้งโฟลิกและวิตามินบี 12 รวมอยู่ด้วยกัน

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากเกินไปคือ ยังไม่พบอาการเป็นพิษ แต่บางคนอาจมีอาการผื่นแพ้ได้บ้าง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร มีปัญหาการนอนหลับ รู้สึกซึมเศร้าหรือมีความตื่นตระหนกมากเกินไป

หากร่างกายมีกรดโฟลิกมากเกินไป อาจทำให้โรคโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 ไม่แสดงอาการออกมา เนื่องจากการใช้กรดโฟลิกในปริมาณมากสามารถแก้ไขภาวะโลหิตจางจากเมกะโลบลาสติก ซึ่งเป็นภาวะที่มีลักษณะเฉพาะจากการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ผิดปกติและด้อยคุณภาพ ซึ่งพบว่ามีภาวะขาดวิตามินบี 12 อย่างรุนแรง 

หลายประเทศรวมทั้งสหรัฐอเมริกา มีนโยบายให้ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชเสริมกรดโฟลิกเพื่อลดอุบัติการณ์ของการขาดโฟเลต
เนื่องจากการขาดโฟเลตเกิดขึ้นได้ค่อนข้างบ่อยในประชากรบางกลุ่ม รวมทั้งผู้สูงอายุและสตรีมีครรภ์ ซึ่งพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับผ่านทางอาหาร

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมกรดโฟลิก เช่น โรคไตที่มีการฟอกไต การติดเชื้อ โรคโลหิตจางชนิด hemolytic anemia 

ภาวะเลือดจางจากการสลายของเม็ดเลือดแดงหรือ โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) เป็นรูปแบบหนึ่งของภาวะเลือดจาง (anaemia) ที่เกิดจากการเฮโมไลซิส (hemolysis) การสลายตัวอย่างผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยทั่วไปเกิดในม้าม ภาวะเลือดจางชนิดเฮโมไลติกคิดเป็น 5% ของภาวะเลือดจางจากทั้งหมด

ผลที่ตามมาจากภาวะเลือดจางแบบเฮโมไลติกมีหลายประการ ตั้งแต่อาการทั่วไปจนถึงอาการที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต
การสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงยังนำไปสู่ดีซ่าน และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น นิ่วในถุงน้ำดีและ ภาวะความดันหลอดเลือดในปอดสูง 

อาหารเสริมโฟเลตอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิดที่แพทย์สั่งโดยทั่วไป ได้แก่
    •    เมโธเทรกเซท( Methotrexate )เป็นยาที่ใช้รักษามะเร็งบางชนิดและโรคภูมิแพ้ตัวเอง(SLE)
    •    ยารักษาโรคลมบ้าหมู กรดโฟลิกอาจรบกวนการใช้ยากันชัก เช่น Dilantin, Carbatrol และ Depacon
    •    ซัลฟาซาลาซีน(sulfasalazine )ใช้ในการรักษาลำไส้ใหญ่

หากคุณเป็นผู้หญิง ควรรับประทานกรดโฟลิกและวิตามินบี6ให้เพียงพอ กรดโฟลิกเพียง 400 ไมโครกรัมและวิตามินบี 6 เพียง2-10 มิลลิกรัม สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ถึงร้อยละ 42

หากเป็นนักดื่มตัวยง ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มขึ้นเนื่องจากแอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมโฟเลตและเพิ่มการขับปัสสาวะ  

การรับประทานวิตามินซีในปริมาณสูงเพิ่มการขับกรดโฟลิกออกจากร่างกาย ดังนั้นผู้ที่รับประทานวิตามินซีมากกว่า 2 กรัมต่อวัน
ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มควบคู่ไปด้วย

หากรับประทานยากันชักไดแลนติน ฮอร์โมนเอสโตรเจน 
ซันโฟนาไมด์ ฟีโนบาบิทอลหรือแอสไพริน ควรรับประทาน
กรดโฟลิกเพิ่ม

มีหลายคนที่รับประทานกรดโฟลิก 1-5 มิลลิกรัมทุกวัน เป็นระยะเวลาประมาณหนึ่ง ช่วยแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอได้

หากกำลังป่วยหรือร่างกายกำลังต่อสู้กับโรคใดๆอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อต่อสู้กับโรค ควรจะมีกรดโฟลิกรวมอยู่ด้วยเพราะหากร่างกายขาดกรดโฟลิกไป แอนติบอดี้หรือสารภูมิคุ้มกันก็จะบกพร่องเช่นกัน

การรับประทานกรดโฟลิกในปริมาณสูง อาจทำให้คนไข้โรคลมชักซึ่งรับประทานยาฟรีโนไทอินอยู่เกิดอาการชักขึ้นมา 

การวิจัยพบว่า ระดับโฟเลตในเลือดต่ำสัมพันธ์กับการทำงานของสมองที่บกพร่องและมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ

งานศึกษาวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า อาหารเสริมกรดโฟลิกอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตและช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์

การศึกษาในปี 2019 ในผู้ใหญ่ 180 คนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) แสดงให้เห็นว่าการเสริมกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 ปี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

แป้งเคยกิน folic 800 mcg ยี่ห้อ natural factors ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า ตอนนั้นอายุน่าจะ 39 ปี กินวิตามินครบ 3 เดือน พบว่า ไม่มีความแตกต่างเด่นชัดโดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ น่าจะเป็นเพราะพื้นผิวเดิมอิ่มน้ำอยู่แล้ว เลยเลิกกินไป เพิ่งจะกลับมากินอีกครั้งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เนื่องจากอ่านเจอว่า คนที่เป็นโลหิตจางนานๆอาจมีโอกาสเป็น SLE ได้

SLE เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองชนิดหนึ่ง ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติจนหันมาทำร้ายอวัยวะต่าง ๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง ข้อต่อ ไต สมอง หรือแม้กระทั่งเม็ดเลือด มีกลไกที่เข้าใจง่ายๆดังนี้

SLE เป็นโรคที่เม็ดเลือดขาวกลุ่มT cell / B cell 
เข้าใจผิดคิดว่า DNA และโปรตีนที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งแปลกปลอม

เมื่อมี DNA หลุดออกมาจากเซลล์ ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้น มีการระดมเม็ดเลือดขาว เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อในบริเวณนั้น
และบ่อยครั้งจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จำเพาะต่อสารอื่นถูกกระตุ้นตามมา ทำให้การอักเสบลุกลามไปหลายระบบ

หนึ่งในระบบที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ  ระบบเม็ดเลือด
โดยเฉพาะเม็ดเลือดแดง ดังนั้นจึงพบว่า ภาวะโลหิตจาง (Anemia)
เป็นภาวะร่วมที่พบบ่อยในผู้ป่วย SLE 

ส่วนใหญ่พบผู้ป่วยในช่วงอายุระหว่าง 20-50 ปี ถึงแม้ว่าแป้งจะอายุเกินแล้ว แป้งก็ไม่วางใจ โรคอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอเพราะค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดของแป้งคือ 
ค่า Hb 11.7 (ค่าปกติ 12-16)
ค่า Hct 36.3(ค่าปกติ 36-47)
ซึ่งค่าเลือดอยู่ติดขอบเพดานล่างมาตลอดหลายสิบปี 

ต้องไม่ลืมว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง มักมีราคาถูกกว่าค่ารักษาโรคที่เกิดขึ้นหลายสิบเท่า เอาแค่สุขภาพจิตที่สูญเสียไประหว่างเจ็บป่วยก็เทียบกันไม่ได้เลย ไม่ต้องคิดถึงว่าเสียเวลา เดินทางไปโรงพยาบาล นั่นโน่นนี่ พอได้รับยามาบรรเทาอาการเจ็บป่วย แต่มีของแถมเป็นผลข้างเคียงของยาตัวนั้นอีก ความเจ็บป่วยวนเวียนเช่นเรื่อยไป อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอคะ


เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์





ที่มา :
Vitamin bible
เพจ Manifia



วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2568

วิตามินกับการดูแลสุขภาพและผิวพรรณอย่างยั่งยืน

มือของแป้งในวัย 51 ปีที่ใช้ทำอาหาร งานบ้าน ล้างจาน(เพิ่งจะมีเครื่องล้างจานได้6 เดือนเศษ)ซักผ้าด้วยมือ 40%(เคยเห็นเสื้อผ้าของรุ่นน้องที่ใช้เครื่องซักผ้า+อบผ้า 100% เสื้อผ้าจะดูโทรมและเก่าเร็วมาก)ถึงแม้ว่ามือจะแห้งจนเกิดจมูกเล็บเพราะการล้างมือจากงานครัวบ่อยเกินไป แต่ฝ่ามือและเล็บรวมไปถึงฝ่าเท้าของแป้งมีสีชมพูนะคะ

แป้งเคยสังเกตเห็นนิ้วมือของน้องๆอายุ 40 กว่าปีหลายคน ซึ่งไม่ได้สนใจกินวิตามิน โฟกัสเพียงแค่อาหารสุขภาพ พบว่า บริเวณฝ่ามือและเล็บเป็นสีขาว ไม่ได้เป็นสีชมพูเหมือนแป้ง ซึ่งสามีแป้งอายุ 57 ปี ก็มีฝ่ามือและเล็บเป็นสีชมพูเช่นเดียวกัน

Longevity medicine คือศาสตร์แห่งการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืนเพื่ออายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ไม่เป็นภาระของลูกหลาน กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากเพราะคนเริ่มเข้าสู่วัยชราเพิ่มขึ้น เด็กเกิดใหม่มีอัตราน้อยลงอย่างน่าใจหาย ประเทศเดนมาร์กเพิ่งขยายอายุเกษียณจากเดิม 67 เป็น 70 ปี ภายในปี 2040 หลายๆประเทศในยุโรปแต่ละบ้านมีบุตรเพียงคนเดียวหรือครึ่งคน ซึ่งเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging Medicine) ไม่ได้เป็นสาขาที่แพทยสภารับรองในประเทศไทย แพทย์ที่อ้างว่าเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย โดยไม่ได้ผ่านการอบรมและรับรองจากแพทยสภา อาจมีความผิดตามกฎหมายหรือเปล่านะ 

แพทยสภาไทย พ.ศ 2567 มี 94 สาขาความเชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรอง เป็นสาขาหลัก 41 สาขาและอนุสาขา 53 สาขา ภายใต้อนุกรรมการฝึกอบรมและสอบของราชวิทยาลัยและสมาคม
โดยมีระยะเวลาการอบรม ตั้งแต่ 3-5 ปี ในสาขาหลักและเรียนต่ออนุสาขาเพิ่มอีก 2 ปี ปัจจุบันมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ กว่า 40,000 คนจากแพทย์ทั่วประเทศ 76,000 คน โดยจบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญปีละกว่า 2,000 คน แต่ทว่าเวชศาสตร์ชะลอวัยไม่รวมอยู่ในรายชื่อสาขาเหล่านี้

แป้งกินวิตามินคุณภาพสูงจากอเมริกาเป็นเวลา 10+ปี จากคนที่ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงจากโรคโลหิตจาง(เล็กน้อย)และพาหะธารัสซีเมียประกอบกับกินข้าวน้อยมาตั้งแต่เด็ก จึงมีส่วนทำให้เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง ยิ่งเวลานั่งรถกับเพื่อนๆไปต่างจังหวัด ไม่ว่าใกล้หรือไกล เวลาจอดแวะพักกลางทาง ตอนที่ได้ออกมายืนหายใจนอกรถ จะรู้สึกสดชื่น หายใจโล่งกว่าตอนนั่งในรถอย่างเห็นชัดเจน สรุปคือ ไม่ว่ามีกิจกรรมอะไรก็ตามที แป้งจะเหนื่อยล้ากว่าใครเพื่อน

10 ปีที่แล้วจำได้ว่า พอเริ่มกินวิตามินได้เพียง 3-4 เดือน เหมือนเปิดโลกใบใหม่  พลังงานที่ล้นเหลือเฟือจากเดิมที่ไม่เคยจะมี วนเวียนในร่างกายแป้ง อาจเรียกได้เลือดสูบฉีดไปทั่วทุกเซลล์ การกินวิตามินหลายตัวต่อเนื่องมีส่วนช่วยในเรื่องการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย 

การที่เลือดไหลเวียนดี จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนและสารอาหารเพียงพอ ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ช่วยกำจัดของเสียเกิดขึ้นจากการเผาผลาญพลังงานออกจากเซลล์ แถมยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ร่างกายจึงรู้สึกสดชื่น มีพลังงาน ทำให้มีสุขภาพดีมีผิวพรรณสดใส อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงของโรค NCD เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดฯลฯ
เมื่อเดือนที่แล้ว สามีแป้งผู้ซึ่งกินวิตามินได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่แป้งกินเนื่องจากมีผลข้างเคียงจากวิตามิน เช่น ผื่นคัน ท้องอืด กรดไหลย้อน ฯลฯ ได้ตรวจสุขภาพประจำปีและตรวจเอคโค่หัวใจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือดบอกว่า กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงและบีบตัวดีมาก ไม่เหมือนคนอายุ 57 ปีทั่วไป พร้อมกับถามย้ำถึง 3 ครั้งว่า‘‘ไม่มีโรคประจำตัวหรือกินยารักษาโรคอะไรเลยเหรอ‘‘ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ โรคยอดฮิตของคนสูงอายุ สามีแป้งก็ไม่เป็น ทั้งๆที่แกขี้เกียจออกกำลังกายสุดๆ(การออกกำลังกายจะช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและเลือดไหลเวียนดีขึ้น)

ผิวพรรณของผู้หญิงจะสวยที่สุดแค่ตอนอายุ 20 กว่าปีเท่านั้น
จากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน พอย่างเข้าอายุ 30 ปี ทุกอย่างจะเริ่มเปลี่ยนไป ผิวไม่เปล่งปลั่งเหมือนก่อน แต่สำหรับผิวของคนกินวิตามินสม่ำเสมออย่างแป้ง ยังคงนวลเนียนเปล่งปลั่งสดใสอยู่เลย(ไม่ได้คิดไปเองเพราะมีแต่คนชม) มีสายตาปกติ ไม่ต้องใส่แว่นเหมือนคนวัยเดียวกัน หากเกิดบาดแผลเช่น มีดบาดนิ้วมือขณะทำอาหาร แผลจะสมานหายเร็วภายใน 2 วัน เวลาออกกำลังกายก็ไม่เคยรู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเพราะกินวิตามินเพิ่มพลังงานหลายตัว

5 ปีที่แล้วช่วงโควิด แป้งฉีดวัคซีนเเอสตร้าเพียงเข็มเดียว มีผลข้างเคียงคือ น้ำหนักเพิ่มขึ้น 7 กิโลทั้งๆที่กินเท่าเดิม แถมพลังงานล้นจนนอนไม่หลับ รู้สึกได้ว่าเลือดไหลเวียนดีมาก ทำงานบ้านแบบไม่ต้องพักเหนื่อยกลางคันเหมือนเมื่อก่อน มีเรี่ยวแรงเยอะจนต้องงดวิตามินทุกตัว เป็นแบบนี้หลังฉีดวัคซีนร่วม 8 เดือน จนหมดฤทธิ์วัคซีน คาดว่าผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับแป้ง เป็นการกระตุ้นแหล่งพลังงานในเซลล์ที่มีอยู่เดิมจากการกินวิตามินคุณภาพสูงมาหลายปี

NB.1.8.1 คือโควิดสายพันธุ์ล่าสุดในปี 2568 ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ รวมถึงไทยถือเป็นสายพันธุ์ที่แพร่เชื้อได้รวดเร็วมาก แม้จะมีอาการไม่รุนแรงในผู้ป่วยทั่วไป แต่กลุ่มเสี่ยงยังคงต้องระวังเป็นพิเศษ ล่าสุดเห็นเพื่อนพยาบาลลงสตอรี่ว่า มีผู้ป่วยโควิด 2 คน คนแรกแจ้งว่า สบายดี ไม่มีไข้ แต่ตรวจเจอไข้ เอกซเรย์ปอด พบปอดอักเสบ ส่วนอีกคน ใส่ท่อช่วยหายใจเรียบร้อย ฤดูฝนมีสภาพอากาศชื้นสูง เชื้อโรคจึงเติบโตและแพร่กระจายได้ง่าย วอร์ด ICU รพ.รัฐหลายที่และวอร์ดอายุรกรรมแทบแตก คุณหมอราวน์คนไข้ฉ่ำจนไม่มีเวลาพักกินข้าวเลยคะ

ทุกคนมีทางเลือกที่จะดูแลร่างกายให้สมบูรณ์และแข็งแรงได้หลายแบบ เช่น ออกกำลังกายแต่พอควร รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ทำ IF 16/8 ไม่ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ มองโลกในแง่ดี ฯลฯ 

การเลือกกินวิตามินที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพและผิวพรรณ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่สุดในชีวิตของแป้ง เพราะไม่เคยเจ็บป่วยแม้เพียงเล็กน้อยหรืออาการหนักจนต้องนอนโรงพยาบาล(ยกเว้นการแพ้อาหารในอดีตที่จำเป็นต้องฉีดยาที่รพ.แล้วกลับบ้าน ซึ่งแป้งเพิ่งทราบที่มาและสาเหตุจากการวิเคราะห์ด้วยตัวเองเมื่อต้นปี 2568 นี่เอง จากนี้ไปภูมิแพ้จ๋า ลาก่อน)แถมไม่ต้องกินยารักษาโรคจากระดับภูมิคุ้มกันที่สูงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีโควิดกี่ซีซั่น ไม่เคยติดสักครั้ง ซึ่งไม่ใช่ความบังเอิญใดๆทั้งสิ้น สำหรับคนที่ไม่สนใจเรื่องวิตามินอาจมองบน แต่ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ปรากฏกับแป้งแล้วนะคะ

การมีชีวิตอย่างยืนยาวควบคู่ไปกับการมีร่างกายแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นความสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม สุขภาพที่ออกแบบเองได้มีอยู่จริงคะ(ผลลัพธ์ขึ้นกับสภาพร่างกายและการดูดซึมของแต่ละบุคคล)









หมายเหตุ
1.เอคโคหัวใจ (Echocardiogram)เป็นการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้บ่อยในปัจจุบัน เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ เช่น การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ขนาดของห้องหัวใจ การไหลเวียนเลือดในหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ และดูตำแหน่งของหลอดเลือดต่างๆ ที่เข้า-ออกจากหัวใจ
2. โรค NCDs หรือ non-communicable diseases หรือที่เรามักเรียกว่า “โรคที่เราสร้างขึ้นมาเอง” เป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แต่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของเรา โดยจะมีการสะสมอาการอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะยิ่งทำให้เกิดการเรื้อรังของโรคตามมา เช่น
  •   โรคเบาหวาน: ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
    •    โรคความดันโลหิตสูง: แรงดันเลือดสูง
    •    โรคไขมันในเลือดสูง: ระดับไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ
    •    โรคหลอดเลือดหัวใจ: หลอดเลือดหัวใจตีบหรือแข็ง
    •    โรคหลอดเลือดสมอง: ปัญหาหลอดเลือดในสมอง
    •    โรคมะเร็ง: เซลล์ในร่างกายเติบโตผิดปกติ
    •    โรคถุงลมโป่งพอง: ปอดสูญเสียความยืดหยุ่น
    •    โรคไต: ไตทำงานผิดปกติ 
3. IF ย่อมาจาก "Intermittent Fasting" หมายถึง การอดอาหารเป็นช่วงๆ หรือการกำหนดช่วงเวลาในการอดอาหารและรับประทานอาหารเพื่อลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก การทำ IF ไม่ได้หมายถึงการงดอาหารทั้งหมดในแต่ละวัน แต่เป็นการจำกัดเวลาที่สามารถทานอาหารได้

คำว่า Fasting(ฟาสติ้ง) แปลว่า อดอาหารหรืองดกิน

หลักการทำงานของ IF
1.ลดปริมาณการกิน การกำหนดเวลาในการรับประทานอาหารทำให้คุณกินน้อยลง

2.กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ในช่วงที่อดอาหาร ร่างกายจะใช้ไขมันสะสมเป็นพลังงานแทนน้ำตาล 3.ลดฮอร์โมนอินซูลิน ฮอร์โมนอินซูลินมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดไปเป็นไขมัน การลดระดับอินซูลินจะช่วยลดการสะสมไขมัน 4.กระตุ้นฮอร์โมนอื่น ๆ การทำ IF อาจช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยในการเผาผลาญไขมัน เช่น Growth Hormone และ Norepinephrine


#แป้งปังปอนด์ไดอารี่

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563

วิตามินที่ช่วยป้องกันอนุภาค PM2.5

ค่า PM(Particulate Matte)เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของ US. EPA (United state Environmental Protection Agency) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ PM 10 และ PM 2.5

PM 10 หรือฝุ่นหยาบ (Course Particle) เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 - 10 ไมครอน

มีแหล่งกำเนิดจากการจราจรบนท้องถนนที่ไม่ได้ลาดยาง ผงฝุ่นจากการบดย่อยหิน

PM 2.5 หรือฝุ่นละเอียด (Final Particles) จัดเป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน

มีแหล่งกำเนิดมาจากควันท่อไอเสียของรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม ควันที่เกิดจากการหุงต้มอาหารโดยใช้ฟืน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2), ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)

PM2.5 หมายถึงสสารอนุภาคในบรรยากาศที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3% ของเส้นผมมนุษย์

โดยทั่วไปแล้ว PM 2.5 อนุภาคประเภทนี้จะมีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะสามารถตรวจจับได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเท่านั้น

PM2.5 เป็นอนุภาคเล็ก ๆ ในอากาศที่สามารถลดการมองเห็นและทำให้อากาศดูเหมือนว่ามีหมอกเพิ่มขึ้น

ระดับ PM2.5 มักจะสูงขึ้นในวันที่ลมน้อยหรือไม่มีเลย

อนุภาค PM2.5 จะเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ประมาณสามสิบเท่า
สามารถเดินทางลึกเข้าไปในทางเดินหายใจจนถึงปอด

การสัมผัสกับอนุภาค PM2.5 สามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้น เช่น ระคายเคืองตา หู คอ จมูก ไอจาม น้ำมูกไหลและหายใจถี่ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของปอดและทำให้อาการป่วยแย่ลง เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืดและโรคหัวใจ

การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการได้รับอนุภาค PM2.5 เป็นเวลานาน อาจเกี่ยวข้องกับอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังการทำงานของปอดลดลง อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดและโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคหัวใจ เด็กและผู้สูงอายุ อาจมีความไวต่อ PM2.5 เป็นพิเศษ

PM2.5 มาจากไหน

อนุภาค PM2.5 ส่วนใหญ่มาจากท่อไอเสียรถยนต์ประเภทต่างๆ
ไอเสียจากการปฏิบัติการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น ไม้ น้ำมัน เหมืองแร่ ถ่านหิน ไฟป่าและหญ้า(ประเทศไทยมีการปลูกอ้อยประมาณ 50 จังหวัด การเผาไร่อ้อยก่อนตัดเพราะขาดคนตัดอ้อย ส่วนใหญ่แรงงานต่างพากันปฏิเสธที่จะรับตัดอ้อยสด ๆ เนื่องจากการตัดอ้อยมีความยากลำบาก กว่าจะได้มา 1 ตันต่อคน ต้องใช้เวลานาน เนื่องจากใบอ้อยคมบาดมือ บางพันธุ์มีหนาม ทำให้การตัดอ้อยเกิดความล่าช้า)รวมถึงปฏิกิริยาของก๊าซในชั้นบรรยากาศจากแหล่งต่าง ๆ เช่นโรงไฟฟ้า

ระดับอากาศกลางแจ้งของอนุภาค PM 2.5 ในช่วงที่อากาศนิ่ง (ลมน้อยมากและการผสมอากาศ) เมื่ออนุภาคไม่ได้ถูกพัดพาไปโดยลมหรือเมื่อลมสงบทำให้อากาศที่มีมลพิษเข้าสู่พื้นที่มากขึ้น

โดยทั่วไปเมื่อระดับ PM2.5 เพิ่มสูงขึ้น อากาศจะมืดมัวและทัศนวิสัยลดลง

ท่ามกลางสภาพอากาศแวดล้อมและมลพิษของไทย
โดยเฉพาะในปีนี้ ที่มีทั้งฝุ่น PM 2.5 และไวรัสโควิด-19 ที่ทำเอาผู้คนต่างบ่นดูเหมือนโลกทุกวันนี้จะอยู่ยากขึ้นทุกที

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ
ผู้ป่วยหนักและโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย โพสต์ผ่านเพจ “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC” ถึงมุมมองปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยระบุว่า

มนุษย์หายใจตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันตาย และไม่ใช่เพิ่งจะหายใจฝุ่น PM 2.5

ความจริงฝุ่นขนาดเล็กนี้มีมานานนับหมื่นๆ ปี บรรพบุรุษของเราดำรงชีวิตได้ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีฝุ่นจากทะเลทราย มีไฟป่า ภูเขาไฟระเบิด เนื่องจากมนุษย์มีวิวัฒนาการสามารถปรับตัวทางพันธุกรรม คนที่ปรับตัวทางยีนสามารถมีชีวิตรอด แพร่พันธุ์ต่อได้

เราเข้าสู่โลกยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการใช้ถ่านหิน ขนส่ง คมนาคมใช้น้ำมันดีเซล การเผาวัสดุทางการเกษตรเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่แล้ว และคนเริ่มสูบบุหรี่มวนอย่างปัจจุบันประมาณ 100 ปี ทั้งโลกมีคนสูบบุหรี่ประมาณ 1.1 พันล้านคน เฉลี่ยวันละ 16 มวนต่อวันเท่ากับสูบบุหรี่วันละ 18 พันล้านมวนต่อวัน คาดว่าบุหรี่คร่าชีวิต 7 ล้านคนต่อปี (เป็นคนสูบบุหรี่มากกว่า 6 ล้านคน และคนรับควันบุหรี่มือสองอีก 890,000 คน)

เราทราบอยู่แล้วว่าคนที่สูบบุหรี่และได้รับควันบุหรี่ ไม่ได้ป่วยทุกคน คงเป็นเพราะบางคนมียีนพิเศษสามารถป้องกันควันพิษจากบุหรี่

นักวิจัยชี้ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ไม่น่ากลัวเท่าพิษจากควันบุหรี่

สูบบุหรี่ 1 มวน จะเทียบเท่ากับหายใจมลพิษทางอากาศ PM2.5 = 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ในประเทศที่มีระดับฝุ่น PM2.5 ต่ำเข้าเกณฑ์ค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ค่าเฉลี่ย PM2.5 เท่ากับ 9 มคก./ลบ.ม ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ก็ยังเท่ากับสูบบุหรี่เฉลี่ย 0.4 มวนต่อวัน

ค่า PM2.5 ในกรุงเทพมหานครไม่ได้แย่มากเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในประเทศอื่น คงเท่ากับสูบบุหรี่เฉลี่ยประมาณ 2 มวนต่อวัน

วันที่ฝุ่น PM2.5 มากๆในบางวันเท่านั้น อาจเท่ากับสูบบุหรี่ 5 มวน
ดีกว่าเมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย ค่าPM2.5 ที่นั่นเท่ากับสูบบุหรี่ 25 มวน

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ความจริงมีมานานแล้วในกทม. ไม่ใช่เพิ่งเกิด และก็ไม่ได้แย่ลง ค่า PM2.5 เกินมาตรฐานทุกปี ตั้งแต่เริ่มมีการวัด 9 ปีที่แล้วพบเฉพาะในช่วงธันวาคมถึงมีนาคม

สาเหตุหลักของฝุ่นในกทม.ช่วง 3 เดือนนี้ เกิดจากสภาพภูมิอากาศ ลมสงบ มีการผันกลับของอุณหภูมิ (temperature inversion)ทำให้ความกดอากาศสูง อากาศปิด ฝุ่น PM2.5 ลอยขึ้นสูงไม่ได้ สะสมในอากาศเพิ่มขึ้น

ในช่วง 3 เดือนค่าฝุ่นสูงเกินค่ามาตรฐานก็ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน อย่างเช่น เมื่อวานอากาศในกทม.ปลอดโปร่ง ฝุ่นละออง PM2.5 ลดลง ไม่เกินค่ามาตรฐาน

ในวันที่ฝุ่น PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน แนะนำให้กลุ่มเสี่ยงคือ
1.เด็กเล็ก
2.ผู้หญิงตั้งครรภ์
3.คนสูงอายุ
4.คนที่มีโรคเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ทางจมูก โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดในสมองตีบ

งดทำกิจกรรมและออกกำลังกายนอกบ้าน ใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้าน ใช้หน้ากาก N95 ระยะสั้นๆได้ แต่ใส่นานไม่ไหวเพราะอึดอัด ปฏิบัติตามคำแนะนำกรมควบคุมมลพิษ และกรมอนามัย ควรติดตามแอพพลิเคชัน Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ

การที่กทม.ติดตั้งหอฟอกอากาศ เตรียมติดตั้งเครื่องฟอกอากาศหลังรถโดยสาร ซื้อรถพ่นละอองน้ำ ติดตั้งหัวฉีดพ่นละอองน้ำประปาจากใต้สะพานลอยและจากตึกสูงเพื่อดักจับละอองฝุ่น PM2.5 ช่วยประชาชนในด้านจิตวิทยามากกว่าด้านสุขภาพ คนทั่วไปก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศแบบพกพา

คนไทยต้องให้ความร่วมมือลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ดูแลสภาพรถ ไม่ปล่อยควันดำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่เผาทุกอย่างโดยไม่จำเป็น รวมทั้งเผาธูป กระดาษเงินกระดาษทอง

คนไทยวิตกกังวลเรื่องฝุ่น PM2.5 มากเกินไป เพราะในสื่อเต็มไปด้วยถ้อยคำต่างๆ ที่ปลุกปั่นสร้างความกลัวอย่างเช่น ฝุ่นมรณะ ฝุ่นมัจจุราช ฝุ่นทำให้อายุสั้น ตายก่อนวัยอันควร

เราต้องไม่เครียด ไม่ตื่นตระหนกตกใจเกินไป เราต้องเข้าใจว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เพิ่งเกิด ร่างกายของเรามีวิวัฒนาการปรับตัวกับฝุ่นนี้มานานหลายหมื่นปีแล้ว อันตรายของฝุ่น PM2.5 น้อยกว่าสูบบุหรี่มวนหลายเท่า”

สารอาหารที่ลดผลกระทบของมลพิษ PM2.5
1.น้ำมันปลา(Omega-3 หรือ Fish oil)
การศึกษาพบว่าการบริโภคโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา (ปริมาณ 2 กรัมต่อวัน) เป็นเวลาสี่เดือนพบว่า เพิ่มระดับเอนไซม์ SOD 49% และเพิ่มระดับ GSH(Glutathione sulfhydryl) 62% ในขณะที่ลดออกซิเดชันของกรดไขมัน 72% 

ดังนั้นกรดไขมันโอเมก้า 3 สามารถลดอนุภาค PM2.5 ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ โดยการเพิ่มระดับของสารต้านอนุมูลอิสระ

2.Cordycep(เห็ดถั่งเช่า)
เห็ดถั่งเช่ากระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในภาวะที่พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคอยู่เสมอ และลดอัตราการเกิดภูมิแพ้อย่างได้ผล

3.วิตามินซี(Ester-c)
หากมีระดับวิตามินซีในกระแสเลือดคงที่ จะสามารถนำไปใช้เมื่อร่างกายต้องการได้ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า เราจะต้องกินวิตามินซีต่อเนื่องไปตลอด เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากการกินอาหารเท่านั้น

บางคนไม่อยากกินวิตามินซีที่สกัดเป็นวิตามิน สามารถเลือกกินผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว องุ่น แอปเปิ้ล ฯลฯ แต่ต้องกินเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน หากหยุดกิน ระดับภูมิต้านทานที่สูงขึ้นจะลดลงเหมือนตอนก่อนกิน

การที่เราจะได้รับวิตามินซี 500 มิลลิกรัมต่อวันจากอาหารนั้น
จะต้องกินผลไม้ต่างๆต่อวันสัดส่วนดังนี้

- ส้ม ขนาดกลางประมาณ 7 ลูก
- กีวี ขนาดกลางประมาณ 7 ลูก
- สตรอเบอร์รี่ ประมาณ 7 ถ้วยตวง
- น้ำส้มคั้นประมาณ ~250 ml เท่าที่แป้งเคยได้ยินจากเพื่อนที่มีน้องสาวเป็นภูมิแพ้ อายุ 35 ปี คั้นน้ำส้มสดครั้งละ 200 ml.ให้น้องเค้าดื่มวันละแก้ว พอครบ 2 ปี อาการภูมิแพ้ที่มีมาตั้งแต่เด็ก หายเป็นปลิดทิ้ง โดยที่ไม่ได้ออกกำลังกายใดๆ(แต่ดูเหมือนจะกินผลไม้อย่างอื่นเพิ่มเติมจากน้ำส้มคั้นด้วยค่ะ)

เมื่อไหร่ที่วิตามินซีในกระแสเลือดลดระดับลง ภูมิต้านทานจากวิตามินซีจะลดลงตามไปด้วย วิตามินซีสามารถเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายมนุษย์ เมื่อมีระดับวิตามินซีสูง ส่งผลให้เพิ่มความสามารถในการจับกินเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น

4.วิตามินล้างสารพิษ Ultimate Daily Cleanse นอกจากช่วยล้างพิษในระบบหลอดเลือดแต่ยังล้างสารพิษในระบบน้ำเหลือง แถมยังช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย(หลักการสังเกตการอักเสบอย่างง่ายคือ บวม แดง ร้อน นั่นหมายความว่า ร่างกายเริ่มมีความผิดปกติ ต้องรีบหาทางแก้ไข จะใช้เวลาไม่นาน)นอกเหนือจากฤทธิ์ต้านการอักเสบจากเชื้อไวรัสและต้านทานเชื้อแบคทีเรียชนิดต่างๆได้ดีอีกด้วย

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=rainny-season&month=02-2019&date=22&group=11&gblog=13


ที่มา
What is PM2.5 and Why You Should Care | Bliss Air
ww w .health. ny. gov › pmq_aFine Particles (PM 2.5) Questions and Answers - Health. NY. gov - New York State
เพจเฟซบุ๊กหมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC

ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม