บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

น้ำมันโบราจ( Borage oil )วิตามินปรับผิวพรรณให้นุ่มชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอก

วิตามินที่กล่าวถึงต่อไปนี้ เรียกว่า borage oil ( น้ำมันโบราจ ) บางคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยหรือคุ้นหูมากนัก เพราะ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในเมืองไทย แต่ถ้าเอ่ยถึง evening primrose oil แล้วล่ะก็ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก ซึ่ง borage oil จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ evening primrose oil เรียกว่า omega-6 นั่นเอง

จำง่ายๆว่า
Omega-3 fatty acid หรือเรียกว่า omega-3 คือ fish oil,krill oil

Omega-6 fatty acid หรือเรียกว่า Omega-6 คือ evening primrose oil,borage oil,black currant oil

น้ำมันโบราจ ( Borage oil ) เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ เรียกว่า กรดไขมันจำเป็น GLA หรือ แกมมาไลโนเลนิก แอซิด ( Gamma Linolenic Acid ) เป็นกรดไขมันจำเป็นชนิดหนึ่ง ในกลุ่มโอเมก้า 6 (Omega-6 Fatty Acid) ถูกนำมาใช้เป็นอาหารเสริม GLA อย่างยาวนานในทวีปยุโรปและอเมริกา

กรดไขมันชนิดนี้จัดเป็นกรดไขมันจำเป็นชนิดหนึ่งสำหรับมนุษย์ เนื่องจากร่างกายสร้างเองไม่ได้ต้องสร้างจากกรดไขมันจำเป็นคือ ไลโนเลอิก แอซิด ( Linoleic Acid หรือ LA )ซึ่ง borage oil เป็น
กรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 6 (Omega-6) เช่นเดียวกับ Black Currant Oil และ Evening Primrose Oil แต่ Borage Oil จะมีปริมาณของ Gamma-Linolenic acid (GLA) มากกว่า ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันทีไม่ต้องรอการเปลี่ยนจาก Linoleic acid ( ไลโนเลอิก แอซิด )

ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมน โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอาการปวดท้องประจำเดือน สตรีวัยทองที่มีอาการร้อนวูบวาบ หงุดหงิดง่าย และสามารถป้องกันการเกิดกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstual syndrome หรือ PMS ) เมื่อรับประทานอย่างต่อเนื่อง

น้ำมัน Borage ประกอบด้วยกรดแกมมาไลโนเลนิก ( GLA ) 17-25% ถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการวัยหมดประจำเดือนโรค fibrocystic breast ( ซีสต์ที่เต้านม ) กลากเกลื้อนและโรคไขข้ออักเสบ
แต่น่าเสียดายที่ฤทธิ์ต้านการอักเสบเต็มที่ อาจต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน จึงจะเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน

Borage oil พบในดอกทานตะวัน ดอกคำฝอย ถั่วเหลือง งา น้ำมันข้าวโพด
เป็นอาหารเสริมที่มีความเข้มข้นสูงสุดของ GLA 17-25% ในขณะที่ evening primrose oil มีความเข้มข้นสูงสุดของ GLA 10%

ความเข้มข้นของ GLA เป็นตัวแปรสำคัญของราคาอาหารเสริมแต่ละยี่ห้อ ทำให้ถูกแพงต่างกัน นอกเหนือจากเทคโนโลยีการผลิตและคุณภาพวัตถุดิบค่ะ เราอาจคิดว่า วิตามินที่เห็นหน้าตาเหมือนๆกัน เป็นเม็ดซอฟต์เจลเหมือนกัน 

ผลข้างเคียง : คลื่นไส้ ท้องเสีย ผื่นคัน ปวดศีรษะ ท้องอืด

มีประโยชน์อย่างไร
1.ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล ชุ่มชื่น
2.บำรุงเส้นผมให้เงางามไม่หลุดร่วงง่าย
3.บำรุงเล็บให้แข็งแรง ไม่เปราะหักฉีกขาดง่าย
4.ปรับสมดุลฮอร์โมน ทำให้ไม่คัดตึงเต้านม ลดอาการปวดหลัง ปวดท้องประจำเดือน ลดอาการหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนในเพศหญิง
5.ลดความดันโลหิต
6.ลดการเกิดซีสต์ในรังไข่ ( ovarian cyst )
7.ลดอาการปวดข้อโดยเฉพาะข้ออักเสบ ( rhumatiod arthritis )
8.บรรเทาอาการผื่นผิวหนังอักเสบ ( eczema )
9.บรรเทาโรคสะเก็ดเงิน ( psoriasis ) ได้ดี
10.ลดอาการปวดเกร็งจากการหดตัวอย่างผิดปกติของลำไส้
11.ลดการอักเสบ ร่างกายมีการแปลง GLA เป็นกรด Dihomo-y-linoleic acid ( DGLA ) ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ต่อสู้กับการอักเสบ เมื่อเกิดการอักเสบในร่างกายจากหลายสาเหตุ รวมถึงสิว ดังนั้นการรับประทาน borage oil จึงช่วยลดการเกิดสิวได้อีกด้วย
12.เป็นสารตั้งต้นของการสร้างพรอสตราแกลนดิน PG1 ( prostaglandin PG1 ) ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพ คือ ลดการทำงานของเกล็ดเลือด ทำให้การเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดน้อยลง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
13.ลดระดับไขมันคอเลสเตอรอล ( cholesterol)และลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ ( low density lipoprotein, LDL ) เพิ่มลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง (high density lipoprotein, HDL)
14.คงความชุ่มชื้นให้เซลล์ผิวหนัง ลดอาการแห้งกร้าน แตกขุย ริ้วรอยต่างๆ รวมถึงบรรเทาอาการอักเสบทางผิวหนัง เช่น ผื่นผิวหนังเรื้อรัง ผิวแห้งลอก รังแค ผมร่วง ฯลฯ
15.ช่วยลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย โดย GLA จะช่วยให้อินซูลินดึงน้ำตาลไปใช้ในกระแสเลือดอย่างคงที่ กล่าวคือ การรับประทานอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำจะทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยควบคุมน้ำหนักไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำมักถูกย่อยและดูดซึมอย่างช้าๆ จึงส่งผลให้รู้สึกอิ่มได้นานกว่า

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำจะช่วยลดเอนไซม์ที่เพิ่มการสร้างไขมันคอเลสเตอรอลนั่นคือ เอนไซม์
"HMG CoA reductase" และเอนไซม์ที่เร่งการสะสมไขมันที่ชื่อ "ไลโปโปรตีนไลเปส" ดังนั้น คนที่บริโภค borage oil เป็นประจำ นน.จะลดลงจากคุณสมบัติข้างต้นค่ะ

ข้อควรระมัดระวัง
1. น้ำมันโบราจมีผลกระทบต่อฮอร์โมน เนื่องจากช่วยควบคุมเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน  บุคคลที่มีภาวะไวต่อฮอร์โมน เช่น ถุงน้ำรังไข่ เนื้องอก ช็อกโกแลตซีสต์ ฯลฯ ไม่ควรรับประทาน
2. ผู้ที่เป็นโรคตับ อาจทําให้ตับเป็นภาระมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้เป็นเวลานาน ใบและดอกโบราจมีไพโรลิซิดีนอัลคาลอยด์ (PAs) ซึ่งอาจทําให้ตับเสียหายได้ อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ํามันเมล็ดโบราจที่มีคุณภาพสูง มักได้รับการแปรรูปเพื่อกําจัดสารประกอบที่เป็นอันตรายเหล่านี้ 

เดือนนี้เมื่อปีที่แล้ว(อายุ 51 ปี)แป้งรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกาย กล่าวคือ ผิวพรรณเริ่มแห้งแถมมีอาการคันในบางจุด เช่น ปลายขาด้านซ้าย(คาดว่า น่าจะชโลมครีมบำรุงผิวกายไม่ทั่วถึง จุดนั้นเลยแห้งกร้านกว่าบริเวณอื่น) ประกอบกับฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนลดระดับลงจนใกล้หมดเต็มที ความชุ่มชื้นของผิวพรรณที่มีมาตลอดวัยสาวจึงหายไปตามวัยที่ร่วงโรยพร้อมกาลเวลา

แป้งไม่ได้เสาะแสวงหาโลชั่นบำรุงผิวที่มีความชุ่มชื้นสูงมาบรรเทาความแห้งกร้านของผิวเท่าไหร่นักเพราะโลชั่นเพียงแค่เคลือบผิวชั้น
นอกให้ชุ่มชื้นชั่วคราว หากเราบำรุงจากข้างใน ผลลัพธ์จะมองเห็นชัดเจนและยั่งยืนกว่า การกินวิตามินเสริมเป็นทางเลือกที่ดีสุดรองจากการดริปวิตามิน(Drip Vitamin) 

ถามว่า กินอะโวคาโด(Avocado)ช่วยเรื่องผิวพรรณได้ไหม 
แป้งกินแค่ 2-3 สัปดาห์ ปรากฏว่า สิวขึ้น 1 เม็ด ซึ่งปกติไม่เคยมีนานแล้ว ช่วงนั้นตรวจเลือดพอดี พบว่า ค่าไขมันชนิดดี(HDL)พุ่งสูงถึง 106 mg/dl ปกติแป้งจะมีค่า HDL ประมาณ 86 mg/dl ต่อเนื่องทุกปี ไม่เคยไต่ระดับถึง 100 แม้เพียงครั้งเดียว เลยไม่กินต่อเนื่องเพราะกังวลเรื่องสิว ถึงแม้จะมีไขมันดีเยอะก็ตามที

หมายเหตุ
อะโวคาโดมีไขมันสูงมากเมื่อเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น โดยคิดเป็นประมาณ 70-80% ของพลังงานทั้งหมดในผล แต่ข้อดีคือ
ส่วนใหญ่เป็น "ไขมันดี" ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไขมันดีเป็น
กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fat) ซึ่งเป็นไขมันประเภทเดียวกับน้ำมันมะกอก แต่หากเยอะเกินไป ไขมันรวม(Lipid profile)ในร่างกายจะสูงเกินขีดมาตรฐาน มีผลทำให้ไขมันในเลือดสูงได้ 

แป้งเลือกกิน borage oil ยี่ห้อ Solgarครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเย็น ซึ่งมี GLA เกรดวัตถุดิบคุณภาพสูงถึง 300 mg ต่อเม็ด ภายในระยะเวลา 2 เดือน(ช่วงอายุ 40 ต้น กินแค่เดือนเดียวผิวก็นุ่มเนียนขึ้น แต่พอขึ้นเลข 5 ทุกอย่างช้าลง)จากการสังเกตร่างกายในขณะที่รับประทาน borage oil พบว่า ผิวพรรณเปล่งปลั่ง นุ่มชุ่มชื้นกว่าเดิม เต้านมเต่งตึง ร่างกายไม่บวมน้ำเหมือนตอนที่กิน evening primrose oil เย้! 🎉🎊 🎉 

อีกอย่างคือ ความที่แป้งกินวิตามินคุณภาพสูงมาต่อเนื่องราว 15 ปี 
ส่งผลให้ผิวพรรณทั่วร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นแขนขาหรือแม้กระทั่งในร่มผ้า ไม่มีจุดกระขาวที่บ่งบอกถึงความชราแม้แต่จุดเดียว ใครเห็นผิวพรรณแป้ง หากไม่บอกอายุจะดูไม่ออกว่า 52 ปีแล้วนะคะ



 











ที่มา :

www.clevelandclinicwellness.com/fetures/pages/BorageOil
Simplepurebeauty.com/240/borage-oil-benefits-acne
www.livestrong.com/article/441704-borage-vs-evening-promrose
www.foodnetworksolution.com/.../omega6-fatty-acid/กรดไขมันโอเมก้า-

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ

คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื่อดัง โดยผู้ที่ให้สัมภาษณ์ เป็นคุณหมอที่มีชื่อเสียงอย่างมากในวงการแพทย์ผิวหนัง ตอนนั้นยังงงๆว่า วิตามินอะไรนะ ไม่เห็นจะคุ้นเลย พอได้มีโอกาสเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ก็สอดส่ายหาวิตามินตัวนี้ ห๊า ! เจอแล้ว เหมามา 6 กระปุก เก็บไว้ให้กินเอง 3 กระปุก (หนึ่งกระปุก มี 240 เม็ด) ที่เหลือแบ่งสามีกับพ่อแม่ กินก่อนนอน 30 นาที จนหมดที่ครอบครอง จึงหยุดกินไปพักนึง  

แป้งได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยายพิเศษเกี่ยวกับ anti-aging หัวข้อ ความชราที่ไปไม่ถึง โดย นายแพทย์ พัฒนา เต็งอำนวย ผู้เชี่ยวชาญโรคไตและ anti-aging จบปริญญาเอก ด้านเซลล์วิทยา จากสหรัฐอเมริกา ท่านเล่าว่า ตอนเป็น resident(แพทย์ประจำบ้าน) เรียนหนักมาก เข้าเวรไม่หยุดหย่อน บางคืนถึงกับฝันผวาว่า ถูกตามไปรักษาคนไข้ก็มี จึงเริ่มกิน melatonin 3 mg ขณะนั้นอายุ 30 ปี และกินเรื่อยมา จวบจนปัจจุบัน อายุ 52 ปี ไม่มีผมหงอกสักเส้น พอหูแป้งได้ยินเช่นนี้ กลับบ้านคืนนั้น รีบกินเมลาโทนิน(ที่เหลือของสามี)ก่อนนอนทันที โดยคาดหวังว่า อนาคตผมจะไม่หงอกเหมือนคุณหมอ 

ปัจจุบันแป้งอายุ 52 ปี มีผมหงอกประปราย ประมาณ 5% ตรงจอนหงอกข้างละ 2 เส้น ผลประกอบการถือว่า ใช้ได้อยู่นะคะ
ว่ากันเรื่องเส้นผม เจอเพื่อนๆหรือรุ่นน้อง ต่างพากันทักแป้งว่า ทำไมผมเยอะ ผมหนาจัง ในขณะที่คนอื่นบ่นว่า ผมเส้นเล็กลงแถมบางพอๆกับปีกแมลงปอซะงั้น(แป้งไม่ได้กิน biotin หรือกลุ่มบำรุงเส้นผมใดๆ)

Melatonin เป็นฮอร์โมนที่พบตามธรรมชาติในร่างกาย เกิดจากการสังเคราะห์กรดอะมิโนทริปโตเฟน( tryptophan )พบมากที่ลำไส้ใหญ่ จอตาและต่อมไพเนียล(เป็นส่วนหนึ่งของสมองส่วนกลาง)โดยมีความมืดเป็นตัวกระตุ้น หน้าที่หลักของเมลาโทนิน คือกำหนดรอบกลางวันและกลางคืน หรือเรียกว่า วงจรการนอนหลับ 

การหลั่งของเมลาโทนินจะมีความสัมพันธ์กับแสงที่มากระทบ กล่าวคือ แสงจะเป็นตัวยับยั้งไม่ให้มีการหลั่งเมลาโทนิน ดังนั้นเมลาโทนินจึงหลั่งออกมามากเวลากลางคืน และจะลดการหลั่งในเวลากลางวัน การควบคุมนี้เกิดโดยแสงที่ผ่านมากระทบ retina เมลาโทนินจึงเปรียบเป็นสัญญาณของนาฬิกาชีวิต จากการหลั่งที่เป็นจังหวะของเมลาโทนิน 

ความมืดจะทำให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินมากขึ้น เป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการนอนหลับ แสงสว่างจะลดการผลิตเมลาโทนินลง คนที่มีปัญหาในการนอนหลับ มักมีระดับเมลาโทนินต่ำ ระดับเมลาโทนินในกระแสเลือดจะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่ 22.00 น. จนถึงระดับสูงสุดในเวลาตีสาม 

ในฤดูหนาว ช่วงเวลากลางวันจะสั้น ทำให้ระหว่างวันร่างกายมีระดับเมลาโทนินเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ในบางคนจะมีปัญหาเรื่องการนอนและอาการซึมเศร้าในฤดูหนาว 

มิน่าล่ะ! เวลาถึงฤดูหนาวทีไร มองเห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม บรรยากาศอึมครึม แป้งมักรู้สึกเหงาพิกลบอกไม่ถูก แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้นเอง หากคนที่ดูหนังฮอลลีวู้ดเป็นประจำ จะมีฉากนอนหลับในยามค่ำคืน เค้าจะไม่ติดหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือเรียกว่า หลอดนีออน เพราะจะมีแสงสว่างแยงตา แต่จะมีโคมไฟบนหัวเตียงเป็นไฟสีนวล( warm white ) มีส่วนช่วยให้นอนหลับได้มากขึ้น ตามโรงแรมมักจะตกแต่งด้วยไฟประเภทนี้ ทำให้แขกที่มาพักผ่อนเกิดความผ่อนคลาย หลับสนิท ตื่นมาพร้อมรับวันรุ่งขึ้นที่สดใส

มีประโยชน์อย่างไร
1.ใช้เพื่อปรับนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย ในคนที่เดินทางโดยเครื่องบินข้ามเขตแบ่งเวลาจากตะวันออกไปเขตตะวันตก( Jet lag )

2.ช่วยให้คนที่นอนไม่หลับจากความเครียด ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง คนที่ต้องทำงานเป็นกะ หลับสนิทขึ้น ชีวิตมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

3.ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อ DNA บางส่วน โดยมีกลไกการยับยั้งเซลล์มะเร็ง คนเรายิ่งมีความเครียดสะสมมากเท่าไหร่ ถึงแม้จะออกกำลังกายสม่ำเสมอแค่ไหน ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งได้ทุกเมื่อ เพราะความเครียดจะกดภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ลดต่ำลง ส่งผลให้โรคภัยมาเบียดเบียนเราได้ง่ายขึ้น นั่นเอง

4.ลดความเสียหายจากการทำลายของเซลล์สมอง จากโรคพาร์กินสัน

5.มีบทบาทในการป้องกันโรคหัวใจเต้นผิดปกติ กล่าวคือ
คนที่นอนไม่หลับ นอนดึกบ่อยๆ ไม่ออกกำลังกาย มีความเครียดสะสม ทำให้นาฬิกาชีวภาพรวน นานวันเข้าจะส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ จนเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ

6.ป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในคนสูงอายุ มีส่วนในการป้องกันการตายของเซลล์ประสาท amyloid (สารที่สะสมในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ) จากความผิดปกติในเนื้อสมอง จะพบลักษณะที่สำคัญสองอย่างคือ

6.1 กลุ่มใยประสาทที่พันกัน Neurofibrillary Tangles และ มีสาร Beta Amyloid ในสมอง ใยสมองที่พันกันทำให้สารอาหารไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ การที่สมองมีคราบ Beta Amyloid หุ้ม ส่งผลให้ระดับ acetylcholine (สารสื่อประสาท) ในสมองลดลง ( acetylcholine จะมีส่วนสำคัญในเรื่องการเรียนรู้และความจำ )
6.2 การอักเสบ (inflammatory) สาร amyloid เมื่อสลายตัวจะให้สารอนุมูลอิสระออกมา อนุมูลอิสระนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์สมอง

7.เพิ่มอายุขัยให้ยืนยาวมากขึ้น 20 %(พบในหนูทดลอง )

8.การศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า เมลาโทนินมีฤทธิ์ทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโต (cytostatic) และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (immunostimulator) 

จึงมีการทดลองนำเมลาโทนินมาใช้ ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งปอดชนิด non small cell มะเร็งระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก) ที่ไม่ตอบสนองต่อสูตรยาปกติ (first line therapy) พบว่า
เมลาโทนินขนาด 10 - 20 mg อย่างเดียว สามารถทำให้ขนาดของมะเร็งไม่โตขึ้น ผู้ป่วยมีสภาพร่างกาย (performance status) ดีขึ้นเทียบกับการรักษาแบบประคับประคอง แต่ไม่ทำให้เกิด การยุบตัวหรือหายไปของเนื้อมะเร็ง 

การใช้เมลาโทนินร่วมกับ Interleukin (IL) พบว่า สามารถเพิ่ม ประสิทธิภาพของ IL ทำให้ไม่ต้องใช้ IL ในขนาดที่สูงและลดอาการข้างเคียงจาก IL ได้ มีการศึกษาแบบไม่มีกลุ่มควบคุม (non control trial) และ control trial ขนาดไม่ใหญ่นัก โดยใช้เมลาโทนินร่วมกับ IL-2 ในผู้ป่วยมะเร็งปอดและระบบทางเดินอาหารที่ไม่ตอบสนองต่อ 5 - fluorouracil และ folate พบว่า ทำให้ก้อนเล็กลง (partial remission) 12% เทียบกับการรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งไม่สามารถทำให้ เกิด partial remission ได้เลย อัตรารอดชีวิตใน 1 ปีก็สูงกว่า 

อย่างไรก็ตาม การใช้เมลาโทนินกับโรคมะเร็งยังต้องมีการศึกษามากกว่านี้ เช่น randomized control trial ที่มีขนาดจำนวนผู้ป่วยมากกว่านี้ จึงจะสามารถสรุปได้แน่ชัดถึงประสิทธิภาพของเมลาโทนิน

เคยแนะนำให้พี่ในออฟฟิศกิน ช่วงที่มีปัญหาชีวิต จึงนอนหลับไม่สนิท กินได้ 8 เดือน มาเล่าให้แป้งฟัง มีแต่คนชมว่า ไปทำอะไรมา ทำไมสวยขึ้น ทั้งๆที่ปัญหารุมเร้า แป้งได้ยินพี่เค้าเล่าแล้ว รู้สึกดีมากๆ

แป้งไม่แนะนำคนไข้ให้กินยานอนหลับเพราะ ตอนอายุ 23 ปี ขึ้นเวรดึกติดกันบ่อยๆแล้วนอนไม่ค่อยหลับ จึงกินยา Dormicum 1 เม็ด หลับตอนไหนไม่รู้ ตื่นมาปวดมึนหัว รู้สึกกลัวผลข้างเคียง ไม่กล้ากินอีกเลยคะ

Dormicum (Midazolam)เป็นยานอนหลับและยาสงบประสาทกลุ่ม Benzodiazepine ออกฤทธิ์เร็วและระยะสั้น นิยมใช้ในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาการนอนไม่หลับหรือใช้ก่อนทำหัตถการทางแพทย์
ผลข้างเคียง เช่น ง่วงนอนมาก เวียนศีรษะ ความจำเสื่อมชั่วคราว 

การใช้ melatonin พบว่าบางคนใช้ได้ผลดีใน dose น้อยกว่า 1 mg ขณะที่อีกหลายคนต้องใช้ใน dose สูงถึง 20 mg แต่โดยทั่วไปแล้วพบว่า dose ที่ให้ผลดีที่สุดอยู่ในระหว่าง 3 ถึง 10 mg

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นทะเบียนเมลาโทนินเป็นอาหารเสริม
จึงหาซื้อได้ทั่วไป ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ค.ศ. 1995 ยอดขายของเมลาโทนินนั้นสูงกว่าแอสไพริน 

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 เป็นต้นมา คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission)ได้อนุมัติให้ใช้เมลาโทนินเป็นยา ชื่อทางการค้า คือ Circadin ข้อบ่งใช้ : รักษาอาการนอนไม่หลับเบื้องต้น (การหลับที่ไม่มีประสิทธิภาพ) เป็นระยะเวลาสั้นๆในผู้ป่วยอายุ 55 ปีขึ้นไป

ยา Circadin มีส่วนประกอบของเมลาโทนิน 2 มิลลิกรัม โดยเป็นยาประเภทออกฤทธิ์ช้า ปริมาณที่แนะนำคือ 2 มิลลิกรัม รับประทานสองชั่วโมงก่อนเข้านอนและหลังอาหารมื้อสุดท้ายของวัน

ประเทศเยอรมัน กำหนดให้เมลาโทนินเป็นยาที่ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของการใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ โดยไม่ว่าจะมีปริมาณเท่าไหร่ก็ยังต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ รวมทั้งไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริม ส่วนในประเทศไทย 
เมลาโทนิน ถูกขึ้นทะเบียนเป็นยา จำหน่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น

ที่มา ;

Melatonin เป็นยาวิเศษจริงหรือไม่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลhttps:bulletin › bul96 › Mel...

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

Folic acid หนึ่งในวิตามินเพื่อผู้หญิงแทบทุกวัย

กรดโฟลิก(Folic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ถือเป็นหนึ่งในตระกูลวิตามินบีรวม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า B9 มีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัม(mcg)มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงช่วยในกระบวนการเผาผลาญของโปรตีน ถูกทำลายได้ง่ายหากเก็บรักษาโดยวิธีการที่ไม่เหมาะสมในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานานเกินไป

มีประโยชน์อย่างไร
    1.    มีส่วนสำคัญในการสร้างกรดนิวคลิอิก(กรดไรโบนิวคลีอิก: RNAและกรดดีออกซิไรโบนิวคลิอิก:DNA)
    2.    มีความจำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์
    3.    ร่างกายต้องการในกระบวนการใช้น้ำตาลและกรดอะมิโน
    4.    สตรีทุกคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ควรเสริมกรดโฟลิก 400–800 ไมโครกรัม เริ่มต้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์และต่อเนื่องไปจนถึง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ 
    5.    ลดระดับกรดอะมิโนโฮโมซิสเตอีนในเลือดและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ
    6.    ป้องกันความพิการแต่กำเนิดในทารก
    7.    ช่วยในการสร้างน้ำนมของมารดาหลังคลอด
    8.    ช่วยให้ผิวพรรณแลดูสุขภาพดี
    9.    อาจช่วยชะลอให้ผมขาวช้าลงได้ หากรับประทานร่วมกับกรดแพนโทเทนิก(B5)และพาบา(PABA)
    10.    ช่วยให้เจริญอาหารหากคุณกำลังอ่อนเพลีย
    11.    อาจช่วยป้องกันแผลร้อนใน
    12.    ช่วยรักษาภาวะซีดหรือโลหิตจาง
    13.    อาจช่วยลดการเกิดจอประสาทตาเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ

แหล่งอาหารจากธรรมชาติ : ผักที่มีใบสีเขียวเข้ม แครอท ตับ ไข่แดง แคนตาลูป อาร์ติโช้ก แอปริคอท ฟักทอง ถั่ว แป้งไรย์ที่ไม่ผ่านการขัดสี ผักโขม คะน้า บร็อคโคลี่ อะโวคาโด ผลไม้รสเปรี้ยว

บางครั้งในวิตามินบีรวมจะมีกรดโฟลิกอยู่ 400 ไมโครกรัม แต่โดยมากจะมีเพียง 100 ไมโครกรัม

ขนาดรับประทานโดยทั่วไปคือ 400 ไมโครกรัม(mcg)ไปจนถึง 5 มิลลิกรัม(mg)ต่อวัน
พยายามเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีทั้งโฟลิกและวิตามินบี 12 รวมอยู่ด้วยกัน

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากเกินไปคือ ยังไม่พบอาการเป็นพิษ แต่บางคนอาจมีอาการผื่นแพ้ได้บ้าง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร มีปัญหาการนอนหลับ รู้สึกซึมเศร้าหรือมีความตื่นตระหนกมากเกินไป

หากร่างกายมีกรดโฟลิกมากเกินไป อาจทำให้โรคโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 ไม่แสดงอาการออกมา เนื่องจากการใช้กรดโฟลิกในปริมาณมากสามารถแก้ไขภาวะโลหิตจางจากเมกะโลบลาสติก ซึ่งเป็นภาวะที่มีลักษณะเฉพาะจากการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ผิดปกติและด้อยคุณภาพ ซึ่งพบว่ามีภาวะขาดวิตามินบี 12 อย่างรุนแรง 

หลายประเทศรวมทั้งสหรัฐอเมริกา มีนโยบายให้ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชเสริมกรดโฟลิกเพื่อลดอุบัติการณ์ของการขาดโฟเลต
เนื่องจากการขาดโฟเลตเกิดขึ้นได้ค่อนข้างบ่อยในประชากรบางกลุ่ม รวมทั้งผู้สูงอายุและสตรีมีครรภ์ ซึ่งพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับผ่านทางอาหาร

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมกรดโฟลิก เช่น โรคไตที่มีการฟอกไต การติดเชื้อ โรคโลหิตจางชนิด hemolytic anemia 

ภาวะเลือดจางจากการสลายของเม็ดเลือดแดงหรือ โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) เป็นรูปแบบหนึ่งของภาวะเลือดจาง (anaemia) ที่เกิดจากการเฮโมไลซิส (hemolysis) การสลายตัวอย่างผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยทั่วไปเกิดในม้าม ภาวะเลือดจางชนิดเฮโมไลติกคิดเป็น 5% ของภาวะเลือดจางจากทั้งหมด

ผลที่ตามมาจากภาวะเลือดจางแบบเฮโมไลติกมีหลายประการ ตั้งแต่อาการทั่วไปจนถึงอาการที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต
การสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงยังนำไปสู่ดีซ่าน และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น นิ่วในถุงน้ำดีและ ภาวะความดันหลอดเลือดในปอดสูง 

อาหารเสริมโฟเลตอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิดที่แพทย์สั่งโดยทั่วไป ได้แก่
    •    เมโธเทรกเซท( Methotrexate )เป็นยาที่ใช้รักษามะเร็งบางชนิดและโรคภูมิแพ้ตัวเอง(SLE)
    •    ยารักษาโรคลมบ้าหมู กรดโฟลิกอาจรบกวนการใช้ยากันชัก เช่น Dilantin, Carbatrol และ Depacon
    •    ซัลฟาซาลาซีน(sulfasalazine )ใช้ในการรักษาลำไส้ใหญ่

หากคุณเป็นผู้หญิง ควรรับประทานกรดโฟลิกและวิตามินบี6ให้เพียงพอ กรดโฟลิกเพียง 400 ไมโครกรัมและวิตามินบี 6 เพียง2-10 มิลลิกรัม สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ถึงร้อยละ 42

หากเป็นนักดื่มตัวยง ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มขึ้นเนื่องจากแอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมโฟเลตและเพิ่มการขับปัสสาวะ  

การรับประทานวิตามินซีในปริมาณสูงเพิ่มการขับกรดโฟลิกออกจากร่างกาย ดังนั้นผู้ที่รับประทานวิตามินซีมากกว่า 2 กรัมต่อวัน
ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มควบคู่ไปด้วย

หากรับประทานยากันชักไดแลนติน ฮอร์โมนเอสโตรเจน 
ซันโฟนาไมด์ ฟีโนบาบิทอลหรือแอสไพริน ควรรับประทาน
กรดโฟลิกเพิ่ม

มีหลายคนที่รับประทานกรดโฟลิก 1-5 มิลลิกรัมทุกวัน เป็นระยะเวลาประมาณหนึ่ง ช่วยแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอได้

หากกำลังป่วยหรือร่างกายกำลังต่อสู้กับโรคใดๆอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อต่อสู้กับโรค ควรจะมีกรดโฟลิกรวมอยู่ด้วยเพราะหากร่างกายขาดกรดโฟลิกไป แอนติบอดี้หรือสารภูมิคุ้มกันก็จะบกพร่องเช่นกัน

การรับประทานกรดโฟลิกในปริมาณสูง อาจทำให้คนไข้โรคลมชักซึ่งรับประทานยาฟรีโนไทอินอยู่เกิดอาการชักขึ้นมา 

การวิจัยพบว่า ระดับโฟเลตในเลือดต่ำสัมพันธ์กับการทำงานของสมองที่บกพร่องและมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ

งานศึกษาวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า อาหารเสริมกรดโฟลิกอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตและช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์

การศึกษาในปี 2019 ในผู้ใหญ่ 180 คนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) แสดงให้เห็นว่าการเสริมกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 ปี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

แป้งเคยกิน folic 800 mcg ยี่ห้อ natural factors ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า ตอนนั้นอายุน่าจะ 39 ปี กินวิตามินครบ 3 เดือน พบว่า ไม่มีความแตกต่างเด่นชัดโดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ น่าจะเป็นเพราะพื้นผิวเดิมอิ่มน้ำอยู่แล้ว เลยเลิกกินไป เพิ่งจะกลับมากินอีกครั้งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เนื่องจากอ่านเจอว่า คนที่เป็นโลหิตจางนานๆอาจมีโอกาสเป็น SLE ได้

SLE เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองชนิดหนึ่ง ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติจนหันมาทำร้ายอวัยวะต่าง ๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง ข้อต่อ ไต สมอง หรือแม้กระทั่งเม็ดเลือด มีกลไกที่เข้าใจง่ายๆดังนี้

SLE เป็นโรคที่เม็ดเลือดขาวกลุ่มT cell / B cell 
เข้าใจผิดคิดว่า DNA และโปรตีนที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งแปลกปลอม

เมื่อมี DNA หลุดออกมาจากเซลล์ ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้น มีการระดมเม็ดเลือดขาว เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อในบริเวณนั้น
และบ่อยครั้งจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จำเพาะต่อสารอื่นถูกกระตุ้นตามมา ทำให้การอักเสบลุกลามไปหลายระบบ

หนึ่งในระบบที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ  ระบบเม็ดเลือด
โดยเฉพาะเม็ดเลือดแดง ดังนั้นจึงพบว่า ภาวะโลหิตจาง (Anemia)
เป็นภาวะร่วมที่พบบ่อยในผู้ป่วย SLE 

ส่วนใหญ่พบผู้ป่วยในช่วงอายุระหว่าง 20-50 ปี ถึงแม้ว่าแป้งจะอายุเกินแล้ว แป้งก็ไม่วางใจ โรคอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอเพราะค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดของแป้งคือ 
ค่า Hb 11.7 (ค่าปกติ 12-16)
ค่า Hct 36.3(ค่าปกติ 36-47)
ซึ่งค่าเลือดอยู่ติดขอบเพดานล่างมาตลอดหลายสิบปี 

ต้องไม่ลืมว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง มักมีราคาถูกกว่าค่ารักษาโรคที่เกิดขึ้นหลายสิบเท่า เอาแค่สุขภาพจิตที่สูญเสียไประหว่างเจ็บป่วยก็เทียบกันไม่ได้เลย ไม่ต้องคิดถึงว่าเสียเวลา เดินทางไปโรงพยาบาล นั่นโน่นนี่ พอได้รับยามาบรรเทาอาการเจ็บป่วย แต่มีของแถมเป็นผลข้างเคียงของยาตัวนั้นอีก ความเจ็บป่วยวนเวียนเช่นเรื่อยไป อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอคะ


เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์





ที่มา :
Vitamin bible
เพจ Manifia



วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569

ส่งประกันสังคมทั้งชีวิต แต่เกือบได้บำนาญเพียงครึ่งเดียว

อย่าให้ประกันสังคมเอาเปรียบเรา คนทำงานต้องรู้ข้อนี้เพื่อไม่ให้ได้สิทธิน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ส่งประกันสังคมทั้งชีวิต แต่เกือบได้บำนาญเพียงครึ่งเดียว ถ้าไม่สู้ศาลอย่างยาวนานถึง 5 ปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่3307/2567
นาง ณ.(โจทก์)
สำนักงานประกันสังคม (จำเลย)

เรื่องจริงจากคดีศาลแรงงาน ที่คนทำงานทุกคนควรรู้

1.
นาง ณ.ทำงานเป็นลูกจ้างโรงแรม และส่งเงินประกันสังคมมาตลอดชีวิตการทำงาน

เธอส่งเงินสมทบไปแล้ว **181 เดือน**
อายุเกิน **55 ปี**
และออกจากงานในเดือนธันวาคม **2556**

ตามกฎหมาย
เธอมีสิทธิได้รับ **เงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557**

2.
ก่อนออกจากงาน เธอไปสอบถามที่สำนักงานประกันสังคม

เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำว่า
> ถ้ายังไม่รีบรับบำนาญ
> ให้สมัครเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39** แล้วส่งเงินสมทบต่ออีก 60 เดือน
> เงินบำนาญจะเพิ่มขึ้น

เธอเชื่อคำแนะนำ และทำตามนั้น

3.
เธอจึงสมัครเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39**
และส่งเงินสมทบต่ออีก **5 ปีเต็ม (60 เดือน)**

เมื่อครบระยะเวลา
เธอจึงยื่นขอรับเงินบำนาญชราภาพ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
สำนักงานประกันสังคมแจ้งว่า
เธอจะได้รับเงินบำนาญเพียง **1,320 บาทต่อเดือน**

4.
ตัวเลขนี้ผิดปกติทันที

เพราะค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของเธอ
อยู่ที่ **13,222 บาท**

ตามกฎหมาย เงินบำนาญต้องคิด **20% ของค่าจ้างเฉลี่ย**
เท่ากับว่าเธอควรได้รับประมาณ
**2,644 บาทต่อเดือน**

และเมื่อรวมเงินเพิ่มจากการส่งสมทบอีก 5 ปี
บำนาญควรเพิ่มเป็นประมาณ
**3,636 บาทต่อเดือน**

5.
แต่สำนักงานประกันสังคมกลับตีความว่า

การคำนวณต้องใช้ฐาน(4,800)ของ
**ผู้ประกันตนมาตรา 39**

ทำให้เงินบำนาญของเธอ
**ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง**

จากที่ควรได้ประมาณ 3,600 บาท
เหลือเพียงประมาณ 1,300 บาท

6.
เธอจึงยื่นอุทธรณ์

แต่ **คณะกรรมการอุทธรณ์ของประกันสังคมก็ยกอุทธรณ์**

เธอจึงต้องตัดสินใจ
ฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน

7.
คดีนี้ต้องผ่านถึง
• ศาลแรงงานภาค 1
• ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
• และศาลฎีกา ใช้เวลารวมกว่า **5 ปี**

8.
ศาลวินิจฉัยว่า
สิทธิรับบำนาญของเธอ **เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2557**
เพราะเธอ
✔ อายุเกิน 55 ปี
✔ ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน
✔ สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33
ครบทุกเงื่อนไขตามกฎหมาย

9.
การที่เธอกลับไปเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39**

ไม่ได้ทำให้สิทธิบำนาญเดิมหายไป
แต่เป็นเพียง
**การเพิ่มอัตราบำนาญในอนาคต**เท่านั้น

10.
ศาลจึงสั่งว่า
เธอมีสิทธิได้รับบำนาญ

• เดือนละ **2,644 บาท** ตั้งแต่ ม.ค. 2557
• และเมื่อส่งเงินสมทบเพิ่มครบ 60 เดือน
บำนาญต้องเพิ่มเป็น
**3,636.05 บาทต่อเดือน**

11.
ศาลจึงเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ประกันสังคม

และสั่งให้จ่ายเงินบำนาญใหม่
ตามสิทธิที่แท้จริงของเธอ

12.
ลองคิดดู
ถ้าเธอ **ไม่สู้คดี**

เธออาจต้องรับเงินบำนาญ
เพียง **1,320 บาทต่อเดือน**
ตลอดชีวิตหลังเกษียณ

13.
คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญมาก
เพราะมันสะท้อนว่า การตีความกฎหมายของหน่วยงานรัฐ
อาจทำให้ประชาชนเสียสิทธิได้
ผู้ประกันตนจำนวนมากอาจไม่รู้สิทธิของตัวเองและบางครั้ง
การได้ความเป็นธรรม ต้องใช้เวลา **กว่า 5 ปี และผ่าน 3 ศาล**

14.
เงินบำนาญไม่ใช่เงินช่วยเหลือจากรัฐ แต่มันคือ
**เงินที่ผู้ประกันตนส่งสมทบมาตลอดชีวิตการทำงาน**

คำถามสำคัญ

ยังมีผู้ประกันตนอีกกี่คน
ที่อาจกำลังได้รับบำนาญ **น้อยกว่าที่ควรได้**
เพียงเพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง

#ประกันสังคม
#ฎีกาแรงงาน
#บำนาญ

ที่มา :

FB.Ultraman Prasopsuk

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ผลข้างเคียงต่างๆจากการกินวิตามินที่เราควรรู้

ทุกวันนี้ตลาดอาหารเสริมหรือวิตามินเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดเนื่องจากคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของวิตามินที่มีมากมาย แป้งเชื่อว่ามีหลายคนรับประทานอาหารเสริมเพื่อจุดประสงค์ต่างๆหลากหลาย เช่น เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย ฟื้นฟูสุขภาพและบำรุงผิวพรรณ ฯลฯ

แต่ใช่ว่าเราจะได้รับประโยชน์จากอาหารเสริมเพียงด้านเดียว
ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น มีไม่น้อยจนทำให้หลายคนไม่สามารถรับประทานวิตามินชนิดนั้นได้เช่นกัน 

มาดูกันว่าอาหารเสริมเหล่านั้นมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เกิดกรดไหลย้อน คลื่นไส้หรือเกิดสิว ผดผื่นคัน ฯลฯได้หรือไม่

1.วิตามินบี 6 และโกโก้ อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือทำให้เกิดอาการเสียดท้องในบางคน

2.อาร์จินีน(Arginine)อาจเพิ่มระดับกรดในกระเพาะอาหารและทำให้เกิดกรดไหลย้อน(โปรดทราบว่า อาร์จินีนอาจถูกชูเป็นจุดเด่นเพียงตัวเดียวหรือเป็นส่วนประกอบในอาหารเสริมเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ)

หากรับประทานร่วมกับยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพื่อใช้รักษากรดไหลย้อน เช่น omeprazole(Prilosec)หรือเซนต์จอห์นเวิร์ต(St John's Wort)ซึ่งเป็นสมุนไพรบรรเทาโรคซึมเศร้า อาจทำให้อาการเกิดกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้น

3.วิตามินซีอาจทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นในบางคน แต่โชคดีที่มีวิตามินซีรูปแบบพิเศษ(Ester-c)ซึ่งมีประโยชน์คือ สกัดความเป็นกรดออกไปจนหมดสิ้น จึงไม่ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร

4.วิตามินเกลือแร่รวม(Multivitamin)มักมีแร่ธาตุ เช่น เหล็ก(Iron)และสังกะสี(Zinc)ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร

5.ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์(Citrus Bioflavonoid)เป็นส่วนประกอบที่พบบ่อยใน Multivitamin(วิตามินเกลือแร่รวม) สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนได้ในผู้หญิงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือใช้ฮอร์โมนทดแทน

6.CoQ10 สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อย่างไรก็ตามสามารถลดผลข้างเคียงได้ โดยการแบ่งปริมาณวิตามินต่อครั้ง

ไม่ควรรับประทานตอนเย็น เนื่องจาก CoQ10 เป็นวิตามินที่ให้พลังงาน อาจมีผลทำให้นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน

7.NAC,ALA อาจมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือเกิดผดผื่น คันตามตัว

8.อาหารเสริมน้ำมันปลา(Omega-3,Fish oil)มีผลทำให้เกิดผดผื่นคัน กรดไหลย้อน คลื่นไส้และเรอกลิ่นคาวปลาได้ในบางคน

กรดไขมันโอเมก้า 3 ไม่ได้พบได้แค่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาและปลาเท่านั้น แต่ยังพบได้ในอาหารเพื่อสุขภาพหลากหลายชนิดที่เราบริโภคทุกวันอีกด้วย กรดไขมันโอเมก้า 3 ปริมาณสูงพบได้ในธัญพืชและผลไม้ เช่น
 • น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์(Flaxeed Oil)
 • ถั่ว โดยเฉพาะแมคคาเดเมียคุณภาพดี จะมีกรดไขมันโอเมก้าสูงที่สุด
 • เมล็ดงา
 • อะโวคาโด 

คนที่บริโภคน้ำมันปลาหรือน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ปริมาณมากเกินไป จะมีความเสี่ยงฟกช้ำง่าย อันนี้จริงเลยคะ แป้งเคยเห็นแขนและขาของรุ่นพี่และรุ่นน้องผู้หญิง มีรอยฟกช้ำจ้ำเขียวกระจัดกระจายไม่ต่ำว่า 5 จุด เลยไถ่ถามว่า กินน้ำมันปลาหรือเมล็ดแฟลกซ์หรือเปล่า 
คนนึงตอบว่า น้ำมันปลา ส่วนอีกคน กินเมล็ดแฟลกซ์ 

9.แมกนีเซียม(Magnesium)ทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือท้องเสีย

10.SAM-e อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องในบางคน ซึ่งสามารถลดลงได้โดยการใช้สูตรเคลือบลำไส้(Enteric),
Mini Dose,แบ่งขนาดหรือรับประทานพร้อมอาหาร

11.การศึกษาหนึ่งพบว่า Curcumin(ขมิ้นชัน)ใช้รักษาอาการกรดไหลย้อน แต่อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และปวดท้องเล็กน้อยในบางคน โปรดทราบว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานหลังอาหารทันที จะเกิดอาการจุกเสียดแน่นท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานขมิ้นชันปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

12.แม้ว่าจะมีหลักฐานเบื้องต้นว่า Ginger(ขิง)มีประโยชน์สำหรับลดอาการคลื่นไส้หรือลดกรดไหลย้อน แต่อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือกรดไหลย้อนได้ในบางคน

13.วิตามินบีรวม(B-complex)ที่มีส่วนประกอบเป็นวิตามินซี ไบโอติน(Biotin)และกรดโฟลิก(Folic Acid )อาจทำให้เกิดอาการมึนงงปวดศีรษะ คลื่นไส้และท้องเสียเล็กน้อย

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของสูตร B-complex คือกรดไหลย้อนและท้องผูก

กรดไหลย้อนไม่ได้เป็นผลข้างเคียงในทันทีของการรับประทาน
วิตามินบีรวม อย่างไรก็ดีเม็ดวิตามินที่มีขนาดใหญ่มาก อาจทำให้หลอดอาหารระคายเคืองมีผลทำให้เกิดการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหาร

14.วิตามินบี12 มีผลข้างเคียงคือ อาจทำให้มีอาการคัน ปวดศีรษะ

15.กรดไฮยาลูโรนิก(Hyaluronic acid) มีผลข้างเคียงคือ บวมใต้ตา

16.R-ALA อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและเกิดกรดไหลย้อนได้

17.Collagen 2500 mg ขึ้นไป อาจมีผลทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวผดได้ในผู้ที่มีผิวผสมหรือผิวมัน

18.โปรไบโอติกส์(Probiotics)มีผลข้างเคียงคือ แน่นท้อง ท้องอืด

ร่างกายแต่ละคนมีระบบย่อยอาหารรวมถึงจุลินทรีย์ประจำถิ่นไม่เหมือนกัน การดูดซึมสารอาหารก็แตกต่างกัน ดังนั้นผลลัพธ์ในการกินวิตามินแล้วเกิดผลข้างเคียง จึงไม่ได้เกิดกับทุกคนเสมอไป

แม้ว่าในอดีตแป้งจะเป็นภูมิแพ้ แต่ไม่ค่อยเจอผลข้างเคียงจากการกินวิตามินเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างพิถีพิถันในการเลือกยี่ห้อ ดูส่วนประกอบโดยเฉพาะส่วนประกอบหลัก(Main ingredients)และวัตถุดิบอื่นๆ(Other ingredients)รวมถึงอัตราส่วนไปจนถึงที่มาของส่วนผสมว่ามาจากซีกโลกไหนอีกด้วย(วัตถุดิบที่มาจากจีน จะมีราคาถูกกว่าอินเดีย ส่วนผสมที่ผลิตในแถบสแกนดิเนเวียจะมีราคาแพงกว่าอเมริกา)

สำหรับแป้ง การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่ได้เกิดจากการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือออกกำลังกายสม่ำเสมอเพียงเท่านี้ การกินวิตามินเสริมคือทางเลือกที่ดีที่สุดในการเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันและพลังชีวิตเลยทีเดียวคะ











เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์






ที่มา
https://www.consumerlab.com › hea...Supplements That Cause Reflux, Heartburn & GERD | Consumerlab ...
https://www.livestrong.com › articleIs it Normal to Have Acid Reflux After Taking a Vitimin B Complex ...


วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ผอมเร็วอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

ผอมเร็วอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
การที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมากกว่า 5 กิโลกรัม ภายใน 1-2 เดือน โดยไม่ได้ตั้งใจ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติบางอย่างในร่างกาย เช่น ภาวะสุขภาพที่เกี่ยวกับการทำงานของฮอร์โมน การติดเชื้อ หรือแม้กระทั่งมะเร็ง
บางครั้งเราอาจมองข้ามหรือคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหรือการออกกำลังกาย เราควรตระหนักและหาสาเหตุให้แน่ชัด
การผอมลงอย่างรวดเร็ว อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
1.ความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า
สภาพจิตใจที่มีเครียดสะสมระยะเวลาหนึ่ง สามารถส่งผลต่อการกินอาหาร ทำให้เบื่ออาหารและน้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็ว
2.ความผิดปกติของระบบฮอร์โมน
ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ อาจทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว แม้จะกินอาหารเท่าเดิม
3.การติดเชื้อหรือโรคร้ายแรง
การติดเชื้อบางชนิดหรือแม้แต่โรคมะเร็ง อาจทำให้น้ำหนักลดลงได้อย่างไม่คาดคิด มะเร็งบางประเภทสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น จนทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่รู้ตัว
น้ำหนักที่ลดลงโดยไม่รู้สาเหตุ อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งบางประเภท เช่น
1.มะเร็งกระเพาะอาหาร
มะเร็งชนิดนี้มักทำให้เบื่ออาหาร ปวดท้อง และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
2.มะเร็งตับอ่อน
มะเร็งตับอ่อนจะมีอาการปวดท้องหรือท้องอืด รวมถึงการสูญเสียน้ำหนักที่รวดเร็ว
3.มะเร็งปอด
มะเร็งปอดสามารถทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ร่วมกับอาการหายใจลำบากหรือไอเรื้อรัง
4.มะเร็งลำไส้ใหญ่ การสูญเสียน้ำหนักที่ไม่คาดคิดอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะการถ่ายเป็นมูกเลือดหรือเมื่อมีท้องผูก,ท้องเสียร่วมด้วย
5.มะเร็งเม็ดเลือดขาว(ลูคีเมีย)
มะเร็งชนิดนี้ อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากและน้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ
การอักเสบเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งทำหน้าที่เป็นการตอบสนองทางชีวภาพต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตราย และอาจกระตุ้นให้เกิดอาการทั่วไป เช่น ไข้ บวม แดงและปวด
มีรายงานว่า การอักเสบเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคเมตาบอลิซึม โรคอ้วน โรคภูมิต้านตนเอง และโรคมะเร็ง
ในบรรดาโรคเหล่านี้ มะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุด จากข้อมูลของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ( IARC)ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 9.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2561
ไซโตไคน์(Cytokine)ในการอักเสบ เกี่ยวข้องกับมะเร็งอย่างไร
ไซโตไคน์(Cytokine)คือ กลุ่มของโปรตีนมีหน้าที่หลั่งออกมาจากระบบภูมิคุ้มกัน เป็นตัวควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบ มีงานวิจัยจำนวนมาก พบว่า การเพิ่มขึ้นของไซโตไคน์บางชนิดเกี่ยวข้องกับการเหนี่ยวนำและการลุกลามของเนื้องอก
มะเร็งไม่ได้เพียงแค่เติบโตเงียบๆ แต่ยังหลั่งสารก่ออักเสบ เช่น IL-1β ,IL-6, TNF-α( Tumor necrosis factor alpha)เป็นไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งมีส่วนร่วมในการควบคุมกระบวนการส่งสัญญาณที่หลากหลาย ทั้งโดยตรงและจากการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวตอบสนอง จนเกิดการอักเสบเรื้อรังทั่วร่างกาย
นอกจากนี้ มะเร็งยังผลิตสารเฉพาะที่ทำลายสมดุลร่างกาย เช่น
1. Proteolysis-Inducing Factor (PIF) กระตุ้นการสลายโปรตีนกล้ามเนื้อผ่าน ubiquitin–proteasome system
2. Lipid-Mobilizing Factor (LMF) เร่งสลายไขมันโดยตรง
3.PTHrP กระตุ้นการเผาผลาญและยับยั้งการกินอาหารผ่านสมอง
4.GDF15 ทำให้ไม่อยากอาหาร
5. MyostatinและActivin A ดังนั้นคนที่เป็นมะเร็งจึงมีร่างกายซูบผอม
ไมโอสแตติน (Myostatin) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นในกล้ามเนื้อ เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อไม่ให้มากเกินไป โดยทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมเชิงลบ (negative regulator)เมื่อไมโอสแตตินจับกับตัวรับบนเซลล์กล้ามเนื้อ จะจำกัดการเพิ่มจำนวนและขนาดของใยกล้ามเนื้อ เรียกง่ายๆว่า ยับยั้งการสร้างกล้ามเนื้อ นั่นเอง
แอคติวิน เอ(Activin A)เป็นหนึ่งในกลุ่ม TGF-β ของปัจจัยการเจริญเติบโตที่มีบทบาทในการส่งสัญญาณผ่านตัวรับเฉพาะ เพื่อควบคุมการเผาผลาญของกระดูก รวมถึงการสลายและการสร้างกระดูก
เมื่อบรรดาสารดังกล่าวทำงานพร้อมกัน ราวกับเครือข่ายที่ค่อยๆ ทำลายกลไกการเผาผลาญของร่างกาย ผลลัพธ์เลยเป็นดังนี้
1.ไม่อยากอาหารเพราะสมองถูกกด
สารต่างๆ จะไปกดศูนย์ความหิว (NPY/AgRP) และกระตุ้นศูนย์ความอิ่ม (POMC/CART) ที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส
แม้ฮอร์โมนกระตุ้นความหิวอย่างเกรลิน(ghrelin)จะเพิ่มขึ้น แต่กลับเกิดภาวะ “ดื้อต่อ ghrelin” ทำให้ไม่รู้สึกหิวเหมือนเดิม
การรักษามะเร็ง บางครั้งมีผลข้างเคียงที่ทำให้ขัดขวางการกินมากขึ้น เช่น เกิดแผลในระบบเดินอาหาร, คลื่นไส้อาเจียน
2.ร่างกายเร่งสลายไขมันจนหมด
เนื้อเยื่อไขมันชนิดขาว (WAT) ที่เก็บไขมันเพื่อให้อวัยวะอื่นใช้ ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเนื้อเยื่อไขมันชนิดผลิตความร้อน (BAT) ซึ่งใช้พลังงานสูง เร่งสลายไขมันรุนแรงทำให้พลังงานถูกเผาผลาญตลอดเวลา แม้ในเวลาพัก ไม่ได้เพิ่มการใช้พลังงานใด ๆ
3.กล้ามเนื้อถูกย่อยสลาย
อันนี้แหละค่ะ น่ากลัวที่สุด เพราะมันทำให้ผู้ป่วยร่างกายย่ำแย่
กล้ามเนื้อถูกทำลายจากสารต่างๆ เร่งระบบลากโปรตีนเส้นใยไปทำลายที่เครื่องสลายโปรตีน แถมเส้นทางสร้างโปรตีน (IGF-1/AKT/mTOR) ถูกยับยั้ง อีกทั้งไมโตคอนเดรียยังเสียหาย ทำให้สร้างพลังงานได้ไม่ดีอีก
ผลลัพธ์คือ กล้ามเนื้อฝ่อเพราะขาดโปรตีนเส้นใย การใช้พลังงานจึงไม่ดี ผลิตกำลังได้น้อยมากๆ ภาวะนี้เรียกว่า สภาพผอมแห้งจากมะเร็ง (Cancer cachexia)
ผู้ป่วยจะทนต่อการรักษาได้น้อยลง ฟื้นตัวยากและเสียชีวิตเร็วขึ้น หลายครั้งมะเร็งยังไม่ทันทำอะไร ก็โดนภาวะแทรกซ้อนจากสภาพร่างกายของตัวเองเล่นงาน เช่น ติดเชื้อรุนแรง เป็นต้น
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หากน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรเปลี่ยนไปจากชีวิตประจำวัน และยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่
1. เบื่ออาหาร
2. เหนื่อยง่าย
3. ปวดท้อง
4. อาการผิดปกติอื่นๆ ที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์
ที่มา :
เพจ tensia
ผอมเร็ว แค่น้ำหนักลด หรือมะเร็ง? อาการและวิธีการวินิจฉัย - โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย
Cytokines, Inflammation and Pain - PMC - PubMed Central - NIHNational Institutes of Health (NIH) | (articles › PMC2785020

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568

"ผมจำได้ว่ามีแสงวาบ ๆ คล้ายแสงคาไลโดสโคปเข้าตา จนแสบตาจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย“

เมื่อคาลัม แมคโดนัลด์ ชายหนุ่มชาวอังกฤษวัย 23 ปี เดินทางมาถึงชายแดนเวียดนาม เขาอ่านเอกสารราชการที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือ "แสงวูบวาบหลากสี"

เขาเพิ่งลงจากรถบัสที่เดินทางข้ามคืนพร้อมเพื่อน ๆ จากวังเวียง เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในลาว ก่อนหน้านี้คาลัมและกลุ่มเพื่อนพักอยู่ที่โฮสเทลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีวิสกี้และวอดก้าช็อตแจกฟรีให้กับแขก โดยคาลัมผสมวิสกี้และวอดก้าช็อตกับเครื่องดื่มในคืนที่ผ่านมา

จนกระทั่งถึงจุดผ่านแดนแห่งนั้น เขาจึงสงสัยว่าสายตาอาจมีปัญหาบางอย่าง คาลัมจึงกล่าวเพื่อน ๆ ของเขา
"ผมจำได้ว่ามีแสงวาบ ๆ คล้ายแสงคาไลโดสโคปเข้าตา จนแสบตาจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย“

พวกเราเห็นพ้องต้องกันว่ามันแปลก แต่คิดว่าเกิดจากอาหารเป็นพิษ และแสงที่ผมเห็นน่าจะเป็นความไวต่อแสงบางอย่าง เขากล่าวในรายการบีบีซี เบรคฟาสต์ (BBC Breakfast) จริงๆคือสัญญาณจากการตายของเซลล์ปมประสาทจอประสาทตาและ demyelination retrobulbar ของเส้นประสาทตาคะ

แต่เมื่อพวกเขามาถึงจุดหมายปลายทางในเวียดนาม ก็เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างร้ายแรง
"เรานั่งอยู่ในห้องพักโรงแรม เพื่อนของผมแล้วก็ผม และผมก็พูดกับพวกเขาว่า 'ทำไมเราต้องนั่งอยู่ในที่มืดด้วย ใครก็ได้เปิดไฟที'" แต่ตอนนั้นไฟทุกดวงเปิดอยู่

เรื่องน่าเศร้าที่ฟังแล้วสะเทือนใจ ตอนนี้คาลัม วัย 23 ปี ตาบอดถาวรแล้ว กำลังเล่าเรื่องราวของเขาเป็นครั้งแรก เขาเป็นหนึ่งในเหยื่อหลายรายที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มเหล้าเถื่อนที่ผสมเมทานอลและบางคนก็เสียชีวิตจากพิษเมทานอลในเมืองวังเวียง เมื่อเดือน พ.ย. 2024 

มีผู้เสียชีวิต 6 ราย โดย 2 รายเป็นคนรู้จักของคาลัม ซึ่งเป็นสาวชาวเดนมาร์กที่เขาพบในคืนหนึ่ง พวกเขาทั้งหมดพักอยู่ที่ นานา แบ็คแพ็คเกอร์ โฮสเทล ประเทศลาว

เมทิลแอลกอฮอล์(เมทานอล)เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะผ่านเอนไซม์ แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส(Alcohol Dehydrogenase)เปลี่ยนเป็นฟอร์มาลดีไฮด์(รูปแบบของเหลวเรียกว่าฟอร์มาลีน)ซึ่งเป็นสารพิษรุนแรง จากนั้นจะถูกเปลี่ยนต่อไปเป็นกรดฟอร์มิก (formic acid) ซึ่งเป็นสารหลักที่ทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย เช่น อาการตาพร่ามัว สูญเสียการมองเห็น อาจมองไม่เห็นหรือเห็นผิดปกติทั้งสองข้าง ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย สับสน มึนงง หากร่างกายได้รับในปริมาณมาก อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic acidosis) เกิดอาการชักเกร็งทั้งตัว หมดสติ และเสียชีวิต

นักต้มเหล้าเถื่อนมักเติมเมทานอล(ที่มีราคาถูกกว่าเอทานอลเพื่อลดต้นทุน)สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งพบได้ในสีทาบ้านและสารเคลือบเงา ลงไปในเหล้าเถื่อนเพื่อทำให้เหล้าต้มมีดีกรีแอลกอฮอล์สูงขึ้น แม้มีสารประกอบดังกล่าวในเหล้าปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำลายส่วนต่าง ๆ ของระบบประสาทส่วนกลางได้อย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ตาบอดถาวร แม้แต่ระบบการแพทย์สมัยใหม่ที่พัฒนาไปไกล ก็ไม่อาจกอบกู้สายตาของผู้ป่วยที่ดื่มเหล้าเถื่อน ให้กลับมาดีดังเดิมได้

ในกรณีปกติเมื่อดื่มเหล้าที่ผลิตตามมาตรฐาน ร่างกายจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นสารที่ชื่อว่า อะเซทัลดีไฮด์(acetaldehyde)ซึ่งเป็นสารที่ทำลายเซลล์ตับโดยตรง 

ช่วงแรกๆเซลล์ตับจะพยายามซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นแทนเนื้อเยื่อตับที่เสียหาย หากยังคงดื่มต่อเนื่องเมื่อวันเวลาผ่านไป เซลล์ตับที่งอกใหม่เริ่มทำได้น้อยลงเพราะเต็มไปด้วยพังผืด กระบวนการนี้จะนําไปสู่ปริมาณเนื้อเยื่อแผลเป็นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนขัดขวางการไหลเวียนของเลือดผ่านตับ ส่งผลให้ตับอักเสบและพัฒนาเป็นภาวะตับแข็งได้ เมื่อดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน

โรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ มักเกิดขึ้นในผู้ที่ดื่มหนักหน่วงติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี แต่ความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกับโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์นั้นไม่ชัดเจน ผู้ที่ดื่มหนักไม่ได้เป็นโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ทุกคน และบางคนที่ดื่มน้อยกว่าก็เป็นโรคนี้เช่นกัน

คนส่วนใหญ่ที่มีอาการนี้ มักดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยวันละ 7 แก้ว เป็นเวลา 20 ปีหรือมากกว่านั้น(หมายถึงไวน์ 7 แก้ว,เบียร์, 7 แก้ว หรือสุรา 7 ช็อต)




หมายเหตุ

1.เอทิลแอลกอฮอล์(เอทานอล)ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ ยา และน้ำยาทำความสะอาด 

2.เมทิลแอลกอฮอล์(เมทานอล)ใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เช่น สีทาไม้ น้ำมันเคลือบเงาและยาลอกสี 
ส่วนผสมในทินเนอร์และเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมีอื่น ๆ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ พลาสติก ไบโอดีเซล มีฤทธิ์เป็นอันตรายสุดร้ายแรง พิษจากเมทานอลอาจทำให้ตาบอดหรือเสียชีวิตได้

3.เอทิลแอลกอฮอล์ มีแหล่งกำเนิดจากธรรมชาติ คือการนำพืชประเภท เช่น มันสำปะหลัง, มันเทศ, ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ และพืชอีกชนิดที่ให้น้ำตาลได้อย่างอ้อย มาหมักให้แป้งเปลี่ยนเป็นน้ำตาล จากนั้นน้ำตาลจึงเปลี่ยนเป็นแอลกอฮฮล์ โดยใช้เอนไซม์หรือกรดบางชนิดช่วยย่อย เพื่อทำให้เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95% จนได้เอทิลแอลกอฮอล์

4.เมทิลแอลกอฮอล์ มีต้นกำเนิดจากกระบวนการกลั่นทางปิโตรเคมี ด้วยการสังเคราะห์ผ่านการเร่งปฏิกิริยาจากคาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจน

5.การดื่มสุราอย่างหนัก เช่น ดื่ม 5 แก้วหรือมากกว่า ภายในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงสำหรับผู้ชาย และ 4 แก้วหรือมากกว่าสำหรับผู้หญิง อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์










เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์


ที่มา :

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/alcoholic-hepatitis/symptoms-causes/syc-20351388

https://www.bbc.com/thai/articles/c4gzxv9804zo

เมทานอล: เหล้าเถื่อนทำให้ถึงตายได้อย่างไร แอลกอฮอล์ ...BBChttps://www.bbc.com › thai › articles

Methanol Poisoning - MedLink Neurology MedLink Neurologyhttps://www.medlink.com › articles › methanol-poisoning

น้ำมันโบราจ( Borage oil )วิตามินปรับผิวพรรณให้นุ่มชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอก

วิตามินที่กล่าวถึงต่อไปนี้ เรียกว่า borage oil ( น้ำมันโบราจ ) บางคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยหรือคุ้นหูมากนัก เพราะ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในเมืองไทย แต่...

บทความยอดนิยม