บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ

คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื่อดัง โดยผู้ที่ให้สัมภาษณ์ เป็นคุณหมอที่มีชื่อเสียงอย่างมากในวงการแพทย์ผิวหนัง ตอนนั้นยังงงๆว่า วิตามินอะไรนะ ไม่เห็นจะคุ้นเลย พอได้มีโอกาสเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ก็สอดส่ายหาวิตามินตัวนี้ ห๊า ! เจอแล้ว เหมามา 6 กระปุก เก็บไว้ให้กินเอง 3 กระปุก (หนึ่งกระปุก มี 240 เม็ด) ที่เหลือแบ่งสามีกับพ่อแม่ กินก่อนนอน 30 นาที จนหมดที่ครอบครอง จึงหยุดกินไปพักนึง  

แป้งได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยายพิเศษเกี่ยวกับ anti-aging หัวข้อ ความชราที่ไปไม่ถึง โดย นายแพทย์ พัฒนา เต็งอำนวย ผู้เชี่ยวชาญโรคไตและ anti-aging จบปริญญาเอก ด้านเซลล์วิทยา จากสหรัฐอเมริกา ท่านเล่าว่า ตอนเป็น resident(แพทย์ประจำบ้าน) เรียนหนักมาก เข้าเวรไม่หยุดหย่อน บางคืนถึงกับฝันผวาว่า ถูกตามไปรักษาคนไข้ก็มี จึงเริ่มกิน melatonin 3 mg ขณะนั้นอายุ 30 ปี และกินเรื่อยมา จวบจนปัจจุบัน อายุ 52 ปี ไม่มีผมหงอกสักเส้น พอหูแป้งได้ยินเช่นนี้ กลับบ้านคืนนั้น รีบกินเมลาโทนิน(ที่เหลือของสามี)ก่อนนอนทันที โดยคาดหวังว่า อนาคตผมจะไม่หงอกเหมือนคุณหมอ 

ปัจจุบันแป้งอายุ 52 ปี มีผมหงอกประปราย ประมาณ 5% ตรงจอนหงอกข้างละ 2 เส้น ผลประกอบการถือว่า ใช้ได้อยู่นะคะ
ว่ากันเรื่องเส้นผม เจอเพื่อนๆหรือรุ่นน้อง ต่างพากันทักแป้งว่า ทำไมผมเยอะ ผมหนาจัง ในขณะที่คนอื่นบ่นว่า ผมเส้นเล็กลงแถมบางพอๆกับปีกแมลงปอซะงั้น(แป้งไม่ได้กิน biotin หรือกลุ่มบำรุงเส้นผมใดๆ)

Melatonin เป็นฮอร์โมนที่พบตามธรรมชาติในร่างกาย เกิดจากการสังเคราะห์กรดอะมิโนทริปโตเฟน( tryptophan )พบมากที่ลำไส้ใหญ่ จอตาและต่อมไพเนียล(เป็นส่วนหนึ่งของสมองส่วนกลาง)โดยมีความมืดเป็นตัวกระตุ้น หน้าที่หลักของเมลาโทนิน คือกำหนดรอบกลางวันและกลางคืน หรือเรียกว่า วงจรการนอนหลับ 

การหลั่งของเมลาโทนินจะมีความสัมพันธ์กับแสงที่มากระทบ กล่าวคือ แสงจะเป็นตัวยับยั้งไม่ให้มีการหลั่งเมลาโทนิน ดังนั้นเมลาโทนินจึงหลั่งออกมามากเวลากลางคืน และจะลดการหลั่งในเวลากลางวัน การควบคุมนี้เกิดโดยแสงที่ผ่านมากระทบ retina เมลาโทนินจึงเปรียบเป็นสัญญาณของนาฬิกาชีวิต จากการหลั่งที่เป็นจังหวะของเมลาโทนิน 

ความมืดจะทำให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินมากขึ้น เป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการนอนหลับ แสงสว่างจะลดการผลิตเมลาโทนินลง คนที่มีปัญหาในการนอนหลับ มักมีระดับเมลาโทนินต่ำ ระดับเมลาโทนินในกระแสเลือดจะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้น เริ่มตั้งแต่ 22.00 น. จนถึงระดับสูงสุดในเวลาตีสาม 

ในฤดูหนาว ช่วงเวลากลางวันจะสั้น ทำให้ระหว่างวันร่างกายมีระดับเมลาโทนินเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ในบางคนจะมีปัญหาเรื่องการนอนและอาการซึมเศร้าในฤดูหนาว 

มิน่าล่ะ! เวลาถึงฤดูหนาวทีไร มองเห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม บรรยากาศอึมครึม แป้งมักรู้สึกเหงาพิกลบอกไม่ถูก แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้นเอง หากคนที่ดูหนังฮอลลีวู้ดเป็นประจำ จะมีฉากนอนหลับในยามค่ำคืน เค้าจะไม่ติดหลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือเรียกว่า หลอดนีออน เพราะจะมีแสงสว่างแยงตา แต่จะมีโคมไฟบนหัวเตียงเป็นไฟสีนวล( warm white ) มีส่วนช่วยให้นอนหลับได้มากขึ้น ตามโรงแรมมักจะตกแต่งด้วยไฟประเภทนี้ ทำให้แขกที่มาพักผ่อนเกิดความผ่อนคลาย หลับสนิท ตื่นมาพร้อมรับวันรุ่งขึ้นที่สดใส

มีประโยชน์อย่างไร
1.ใช้เพื่อปรับนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย ในคนที่เดินทางโดยเครื่องบินข้ามเขตแบ่งเวลาจากตะวันออกไปเขตตะวันตก( Jet lag )

2.ช่วยให้คนที่นอนไม่หลับจากความเครียด ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง คนที่ต้องทำงานเป็นกะ หลับสนิทขึ้น ชีวิตมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

3.ป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อ DNA บางส่วน โดยมีกลไกการยับยั้งเซลล์มะเร็ง คนเรายิ่งมีความเครียดสะสมมากเท่าไหร่ ถึงแม้จะออกกำลังกายสม่ำเสมอแค่ไหน ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งได้ทุกเมื่อ เพราะความเครียดจะกดภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ลดต่ำลง ส่งผลให้โรคภัยมาเบียดเบียนเราได้ง่ายขึ้น นั่นเอง

4.ลดความเสียหายจากการทำลายของเซลล์สมอง จากโรคพาร์กินสัน

5.มีบทบาทในการป้องกันโรคหัวใจเต้นผิดปกติ กล่าวคือ
คนที่นอนไม่หลับ นอนดึกบ่อยๆ ไม่ออกกำลังกาย มีความเครียดสะสม ทำให้นาฬิกาชีวภาพรวน นานวันเข้าจะส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ จนเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ

6.ป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในคนสูงอายุ มีส่วนในการป้องกันการตายของเซลล์ประสาท amyloid (สารที่สะสมในสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ) จากความผิดปกติในเนื้อสมอง จะพบลักษณะที่สำคัญสองอย่างคือ

6.1 กลุ่มใยประสาทที่พันกัน Neurofibrillary Tangles และ มีสาร Beta Amyloid ในสมอง ใยสมองที่พันกันทำให้สารอาหารไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ การที่สมองมีคราบ Beta Amyloid หุ้ม ส่งผลให้ระดับ acetylcholine (สารสื่อประสาท) ในสมองลดลง ( acetylcholine จะมีส่วนสำคัญในเรื่องการเรียนรู้และความจำ )
6.2 การอักเสบ (inflammatory) สาร amyloid เมื่อสลายตัวจะให้สารอนุมูลอิสระออกมา อนุมูลอิสระนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์สมอง

7.เพิ่มอายุขัยให้ยืนยาวมากขึ้น 20 %(พบในหนูทดลอง )

8.การศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า เมลาโทนินมีฤทธิ์ทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโต (cytostatic) และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน (immunostimulator) 

จึงมีการทดลองนำเมลาโทนินมาใช้ ในการรักษาโรคมะเร็ง โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ เช่น มะเร็งปอดชนิด non small cell มะเร็งระบบทางเดินอาหาร (ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก) ที่ไม่ตอบสนองต่อสูตรยาปกติ (first line therapy) พบว่า
เมลาโทนินขนาด 10 - 20 mg อย่างเดียว สามารถทำให้ขนาดของมะเร็งไม่โตขึ้น ผู้ป่วยมีสภาพร่างกาย (performance status) ดีขึ้นเทียบกับการรักษาแบบประคับประคอง แต่ไม่ทำให้เกิด การยุบตัวหรือหายไปของเนื้อมะเร็ง 

การใช้เมลาโทนินร่วมกับ Interleukin (IL) พบว่า สามารถเพิ่ม ประสิทธิภาพของ IL ทำให้ไม่ต้องใช้ IL ในขนาดที่สูงและลดอาการข้างเคียงจาก IL ได้ มีการศึกษาแบบไม่มีกลุ่มควบคุม (non control trial) และ control trial ขนาดไม่ใหญ่นัก โดยใช้เมลาโทนินร่วมกับ IL-2 ในผู้ป่วยมะเร็งปอดและระบบทางเดินอาหารที่ไม่ตอบสนองต่อ 5 - fluorouracil และ folate พบว่า ทำให้ก้อนเล็กลง (partial remission) 12% เทียบกับการรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งไม่สามารถทำให้ เกิด partial remission ได้เลย อัตรารอดชีวิตใน 1 ปีก็สูงกว่า 

อย่างไรก็ตาม การใช้เมลาโทนินกับโรคมะเร็งยังต้องมีการศึกษามากกว่านี้ เช่น randomized control trial ที่มีขนาดจำนวนผู้ป่วยมากกว่านี้ จึงจะสามารถสรุปได้แน่ชัดถึงประสิทธิภาพของเมลาโทนิน

เคยแนะนำให้พี่ในออฟฟิศกิน ช่วงที่มีปัญหาชีวิต จึงนอนหลับไม่สนิท กินได้ 8 เดือน มาเล่าให้แป้งฟัง มีแต่คนชมว่า ไปทำอะไรมา ทำไมสวยขึ้น ทั้งๆที่ปัญหารุมเร้า แป้งได้ยินพี่เค้าเล่าแล้ว รู้สึกดีมากๆ

แป้งไม่แนะนำคนไข้ให้กินยานอนหลับเพราะ ตอนอายุ 23 ปี ขึ้นเวรดึกติดกันบ่อยๆแล้วนอนไม่ค่อยหลับ จึงกินยา Dormicum 1 เม็ด หลับตอนไหนไม่รู้ ตื่นมาปวดมึนหัว รู้สึกกลัวผลข้างเคียง ไม่กล้ากินอีกเลยคะ

Dormicum (Midazolam)เป็นยานอนหลับและยาสงบประสาทกลุ่ม Benzodiazepine ออกฤทธิ์เร็วและระยะสั้น นิยมใช้ในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาการนอนไม่หลับหรือใช้ก่อนทำหัตถการทางแพทย์
ผลข้างเคียง เช่น ง่วงนอนมาก เวียนศีรษะ ความจำเสื่อมชั่วคราว 

การใช้ melatonin พบว่าบางคนใช้ได้ผลดีใน dose น้อยกว่า 1 mg ขณะที่อีกหลายคนต้องใช้ใน dose สูงถึง 20 mg แต่โดยทั่วไปแล้วพบว่า dose ที่ให้ผลดีที่สุดอยู่ในระหว่าง 3 ถึง 10 mg

ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นทะเบียนเมลาโทนินเป็นอาหารเสริม
จึงหาซื้อได้ทั่วไป ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ค.ศ. 1995 ยอดขายของเมลาโทนินนั้นสูงกว่าแอสไพริน 

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2007 เป็นต้นมา คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission)ได้อนุมัติให้ใช้เมลาโทนินเป็นยา ชื่อทางการค้า คือ Circadin ข้อบ่งใช้ : รักษาอาการนอนไม่หลับเบื้องต้น (การหลับที่ไม่มีประสิทธิภาพ) เป็นระยะเวลาสั้นๆในผู้ป่วยอายุ 55 ปีขึ้นไป

ยา Circadin มีส่วนประกอบของเมลาโทนิน 2 มิลลิกรัม โดยเป็นยาประเภทออกฤทธิ์ช้า ปริมาณที่แนะนำคือ 2 มิลลิกรัม รับประทานสองชั่วโมงก่อนเข้านอนและหลังอาหารมื้อสุดท้ายของวัน

ประเทศเยอรมัน กำหนดให้เมลาโทนินเป็นยาที่ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบของการใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ โดยไม่ว่าจะมีปริมาณเท่าไหร่ก็ยังต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ รวมทั้งไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารเสริม ส่วนในประเทศไทย 
เมลาโทนิน ถูกขึ้นทะเบียนเป็นยา จำหน่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น

ที่มา ;

Melatonin เป็นยาวิเศษจริงหรือไม่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลhttps:bulletin › bul96 › Mel...

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

Folic acid หนึ่งในวิตามินเพื่อผู้หญิงแทบทุกวัย

กรดโฟลิก(Folic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ถือเป็นหนึ่งในตระกูลวิตามินบีรวม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า B9 มีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัม(mcg)มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงช่วยในกระบวนการเผาผลาญของโปรตีน ถูกทำลายได้ง่ายหากเก็บรักษาโดยวิธีการที่ไม่เหมาะสมในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานานเกินไป

มีประโยชน์อย่างไร
    1.    มีส่วนสำคัญในการสร้างกรดนิวคลิอิก(กรดไรโบนิวคลีอิก: RNAและกรดดีออกซิไรโบนิวคลิอิก:DNA)
    2.    มีความจำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์
    3.    ร่างกายต้องการในกระบวนการใช้น้ำตาลและกรดอะมิโน
    4.    สตรีทุกคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ควรเสริมกรดโฟลิก 400–800 ไมโครกรัม เริ่มต้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์และต่อเนื่องไปจนถึง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ 
    5.    ลดระดับกรดอะมิโนโฮโมซิสเตอีนในเลือดและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ
    6.    ป้องกันความพิการแต่กำเนิดในทารก
    7.    ช่วยในการสร้างน้ำนมของมารดาหลังคลอด
    8.    ช่วยให้ผิวพรรณแลดูสุขภาพดี
    9.    อาจช่วยชะลอให้ผมขาวช้าลงได้ หากรับประทานร่วมกับกรดแพนโทเทนิก(B5)และพาบา(PABA)
    10.    ช่วยให้เจริญอาหารหากคุณกำลังอ่อนเพลีย
    11.    อาจช่วยป้องกันแผลร้อนใน
    12.    ช่วยรักษาภาวะซีดหรือโลหิตจาง
    13.    อาจช่วยลดการเกิดจอประสาทตาเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ

แหล่งอาหารจากธรรมชาติ : ผักที่มีใบสีเขียวเข้ม แครอท ตับ ไข่แดง แคนตาลูป อาร์ติโช้ก แอปริคอท ฟักทอง ถั่ว แป้งไรย์ที่ไม่ผ่านการขัดสี ผักโขม คะน้า บร็อคโคลี่ อะโวคาโด ผลไม้รสเปรี้ยว

บางครั้งในวิตามินบีรวมจะมีกรดโฟลิกอยู่ 400 ไมโครกรัม แต่โดยมากจะมีเพียง 100 ไมโครกรัม

ขนาดรับประทานโดยทั่วไปคือ 400 ไมโครกรัม(mcg)ไปจนถึง 5 มิลลิกรัม(mg)ต่อวัน
พยายามเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีทั้งโฟลิกและวิตามินบี 12 รวมอยู่ด้วยกัน

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากเกินไปคือ ยังไม่พบอาการเป็นพิษ แต่บางคนอาจมีอาการผื่นแพ้ได้บ้าง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร มีปัญหาการนอนหลับ รู้สึกซึมเศร้าหรือมีความตื่นตระหนกมากเกินไป

หากร่างกายมีกรดโฟลิกมากเกินไป อาจทำให้โรคโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 ไม่แสดงอาการออกมา เนื่องจากการใช้กรดโฟลิกในปริมาณมากสามารถแก้ไขภาวะโลหิตจางจากเมกะโลบลาสติก ซึ่งเป็นภาวะที่มีลักษณะเฉพาะจากการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ผิดปกติและด้อยคุณภาพ ซึ่งพบว่ามีภาวะขาดวิตามินบี 12 อย่างรุนแรง 

หลายประเทศรวมทั้งสหรัฐอเมริกา มีนโยบายให้ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชเสริมกรดโฟลิกเพื่อลดอุบัติการณ์ของการขาดโฟเลต
เนื่องจากการขาดโฟเลตเกิดขึ้นได้ค่อนข้างบ่อยในประชากรบางกลุ่ม รวมทั้งผู้สูงอายุและสตรีมีครรภ์ ซึ่งพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับผ่านทางอาหาร

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมกรดโฟลิก เช่น โรคไตที่มีการฟอกไต การติดเชื้อ โรคโลหิตจางชนิด hemolytic anemia 

ภาวะเลือดจางจากการสลายของเม็ดเลือดแดงหรือ โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) เป็นรูปแบบหนึ่งของภาวะเลือดจาง (anaemia) ที่เกิดจากการเฮโมไลซิส (hemolysis) การสลายตัวอย่างผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยทั่วไปเกิดในม้าม ภาวะเลือดจางชนิดเฮโมไลติกคิดเป็น 5% ของภาวะเลือดจางจากทั้งหมด

ผลที่ตามมาจากภาวะเลือดจางแบบเฮโมไลติกมีหลายประการ ตั้งแต่อาการทั่วไปจนถึงอาการที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต
การสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงยังนำไปสู่ดีซ่าน และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น นิ่วในถุงน้ำดีและ ภาวะความดันหลอดเลือดในปอดสูง 

อาหารเสริมโฟเลตอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิดที่แพทย์สั่งโดยทั่วไป ได้แก่
    •    เมโธเทรกเซท( Methotrexate )เป็นยาที่ใช้รักษามะเร็งบางชนิดและโรคภูมิแพ้ตัวเอง(SLE)
    •    ยารักษาโรคลมบ้าหมู กรดโฟลิกอาจรบกวนการใช้ยากันชัก เช่น Dilantin, Carbatrol และ Depacon
    •    ซัลฟาซาลาซีน(sulfasalazine )ใช้ในการรักษาลำไส้ใหญ่

หากคุณเป็นผู้หญิง ควรรับประทานกรดโฟลิกและวิตามินบี6ให้เพียงพอ กรดโฟลิกเพียง 400 ไมโครกรัมและวิตามินบี 6 เพียง2-10 มิลลิกรัม สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ถึงร้อยละ 42

หากเป็นนักดื่มตัวยง ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มขึ้นเนื่องจากแอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมโฟเลตและเพิ่มการขับปัสสาวะ  

การรับประทานวิตามินซีในปริมาณสูงเพิ่มการขับกรดโฟลิกออกจากร่างกาย ดังนั้นผู้ที่รับประทานวิตามินซีมากกว่า 2 กรัมต่อวัน
ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มควบคู่ไปด้วย

หากรับประทานยากันชักไดแลนติน ฮอร์โมนเอสโตรเจน 
ซันโฟนาไมด์ ฟีโนบาบิทอลหรือแอสไพริน ควรรับประทาน
กรดโฟลิกเพิ่ม

มีหลายคนที่รับประทานกรดโฟลิก 1-5 มิลลิกรัมทุกวัน เป็นระยะเวลาประมาณหนึ่ง ช่วยแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอได้

หากกำลังป่วยหรือร่างกายกำลังต่อสู้กับโรคใดๆอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อต่อสู้กับโรค ควรจะมีกรดโฟลิกรวมอยู่ด้วยเพราะหากร่างกายขาดกรดโฟลิกไป แอนติบอดี้หรือสารภูมิคุ้มกันก็จะบกพร่องเช่นกัน

การรับประทานกรดโฟลิกในปริมาณสูง อาจทำให้คนไข้โรคลมชักซึ่งรับประทานยาฟรีโนไทอินอยู่เกิดอาการชักขึ้นมา 

การวิจัยพบว่า ระดับโฟเลตในเลือดต่ำสัมพันธ์กับการทำงานของสมองที่บกพร่องและมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ

งานศึกษาวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า อาหารเสริมกรดโฟลิกอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตและช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์

การศึกษาในปี 2019 ในผู้ใหญ่ 180 คนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) แสดงให้เห็นว่าการเสริมกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 ปี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

แป้งเคยกิน folic 800 mcg ยี่ห้อ natural factors ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า ตอนนั้นอายุน่าจะ 39 ปี กินวิตามินครบ 3 เดือน พบว่า ไม่มีความแตกต่างเด่นชัดโดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ น่าจะเป็นเพราะพื้นผิวเดิมอิ่มน้ำอยู่แล้ว เลยเลิกกินไป เพิ่งจะกลับมากินอีกครั้งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เนื่องจากอ่านเจอว่า คนที่เป็นโลหิตจางนานๆอาจมีโอกาสเป็น SLE ได้

SLE เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเองชนิดหนึ่ง ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติจนหันมาทำร้ายอวัยวะต่าง ๆ ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง ข้อต่อ ไต สมอง หรือแม้กระทั่งเม็ดเลือด มีกลไกที่เข้าใจง่ายๆดังนี้

SLE เป็นโรคที่เม็ดเลือดขาวกลุ่มT cell / B cell 
เข้าใจผิดคิดว่า DNA และโปรตีนที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งแปลกปลอม

เมื่อมี DNA หลุดออกมาจากเซลล์ ระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้น มีการระดมเม็ดเลือดขาว เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อในบริเวณนั้น
และบ่อยครั้งจะมีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่จำเพาะต่อสารอื่นถูกกระตุ้นตามมา ทำให้การอักเสบลุกลามไปหลายระบบ

หนึ่งในระบบที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ  ระบบเม็ดเลือด
โดยเฉพาะเม็ดเลือดแดง ดังนั้นจึงพบว่า ภาวะโลหิตจาง (Anemia)
เป็นภาวะร่วมที่พบบ่อยในผู้ป่วย SLE 

ส่วนใหญ่พบผู้ป่วยในช่วงอายุระหว่าง 20-50 ปี ถึงแม้ว่าแป้งจะอายุเกินแล้ว แป้งก็ไม่วางใจ โรคอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอเพราะค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดของแป้งคือ 
ค่า Hb 11.7 (ค่าปกติ 12-16)
ค่า Hct 36.3(ค่าปกติ 36-47)
ซึ่งค่าเลือดอยู่ติดขอบเพดานล่างมาตลอดหลายสิบปี 

ต้องไม่ลืมว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง มักมีราคาถูกกว่าค่ารักษาโรคที่เกิดขึ้นหลายสิบเท่า เอาแค่สุขภาพจิตที่สูญเสียไประหว่างเจ็บป่วยก็เทียบกันไม่ได้เลย ไม่ต้องคิดถึงว่าเสียเวลา เดินทางไปโรงพยาบาล นั่นโน่นนี่ พอได้รับยามาบรรเทาอาการเจ็บป่วย แต่มีของแถมเป็นผลข้างเคียงของยาตัวนั้นอีก ความเจ็บป่วยวนเวียนเช่นเรื่อยไป อย่าฝากชีวิตไว้กับหมอคะ


เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์





ที่มา :
Vitamin bible
เพจ Manifia



วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569

ส่งประกันสังคมทั้งชีวิต แต่เกือบได้บำนาญเพียงครึ่งเดียว

อย่าให้ประกันสังคมเอาเปรียบเรา คนทำงานต้องรู้ข้อนี้เพื่อไม่ให้ได้สิทธิน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ส่งประกันสังคมทั้งชีวิต แต่เกือบได้บำนาญเพียงครึ่งเดียว ถ้าไม่สู้ศาลอย่างยาวนานถึง 5 ปี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่3307/2567
นาง ณ.(โจทก์)
สำนักงานประกันสังคม (จำเลย)

เรื่องจริงจากคดีศาลแรงงาน ที่คนทำงานทุกคนควรรู้

1.
นาง ณ.ทำงานเป็นลูกจ้างโรงแรม และส่งเงินประกันสังคมมาตลอดชีวิตการทำงาน

เธอส่งเงินสมทบไปแล้ว **181 เดือน**
อายุเกิน **55 ปี**
และออกจากงานในเดือนธันวาคม **2556**

ตามกฎหมาย
เธอมีสิทธิได้รับ **เงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนมกราคม 2557**

2.
ก่อนออกจากงาน เธอไปสอบถามที่สำนักงานประกันสังคม

เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำว่า
> ถ้ายังไม่รีบรับบำนาญ
> ให้สมัครเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39** แล้วส่งเงินสมทบต่ออีก 60 เดือน
> เงินบำนาญจะเพิ่มขึ้น

เธอเชื่อคำแนะนำ และทำตามนั้น

3.
เธอจึงสมัครเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39**
และส่งเงินสมทบต่ออีก **5 ปีเต็ม (60 เดือน)**

เมื่อครบระยะเวลา
เธอจึงยื่นขอรับเงินบำนาญชราภาพ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
สำนักงานประกันสังคมแจ้งว่า
เธอจะได้รับเงินบำนาญเพียง **1,320 บาทต่อเดือน**

4.
ตัวเลขนี้ผิดปกติทันที

เพราะค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของเธอ
อยู่ที่ **13,222 บาท**

ตามกฎหมาย เงินบำนาญต้องคิด **20% ของค่าจ้างเฉลี่ย**
เท่ากับว่าเธอควรได้รับประมาณ
**2,644 บาทต่อเดือน**

และเมื่อรวมเงินเพิ่มจากการส่งสมทบอีก 5 ปี
บำนาญควรเพิ่มเป็นประมาณ
**3,636 บาทต่อเดือน**

5.
แต่สำนักงานประกันสังคมกลับตีความว่า

การคำนวณต้องใช้ฐาน(4,800)ของ
**ผู้ประกันตนมาตรา 39**

ทำให้เงินบำนาญของเธอ
**ลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง**

จากที่ควรได้ประมาณ 3,600 บาท
เหลือเพียงประมาณ 1,300 บาท

6.
เธอจึงยื่นอุทธรณ์

แต่ **คณะกรรมการอุทธรณ์ของประกันสังคมก็ยกอุทธรณ์**

เธอจึงต้องตัดสินใจ
ฟ้องคดีต่อศาลแรงงาน

7.
คดีนี้ต้องผ่านถึง
• ศาลแรงงานภาค 1
• ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
• และศาลฎีกา ใช้เวลารวมกว่า **5 ปี**

8.
ศาลวินิจฉัยว่า
สิทธิรับบำนาญของเธอ **เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม 2557**
เพราะเธอ
✔ อายุเกิน 55 ปี
✔ ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน
✔ สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33
ครบทุกเงื่อนไขตามกฎหมาย

9.
การที่เธอกลับไปเป็นผู้ประกันตน **มาตรา 39**

ไม่ได้ทำให้สิทธิบำนาญเดิมหายไป
แต่เป็นเพียง
**การเพิ่มอัตราบำนาญในอนาคต**เท่านั้น

10.
ศาลจึงสั่งว่า
เธอมีสิทธิได้รับบำนาญ

• เดือนละ **2,644 บาท** ตั้งแต่ ม.ค. 2557
• และเมื่อส่งเงินสมทบเพิ่มครบ 60 เดือน
บำนาญต้องเพิ่มเป็น
**3,636.05 บาทต่อเดือน**

11.
ศาลจึงเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ประกันสังคม

และสั่งให้จ่ายเงินบำนาญใหม่
ตามสิทธิที่แท้จริงของเธอ

12.
ลองคิดดู
ถ้าเธอ **ไม่สู้คดี**

เธออาจต้องรับเงินบำนาญ
เพียง **1,320 บาทต่อเดือน**
ตลอดชีวิตหลังเกษียณ

13.
คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญมาก
เพราะมันสะท้อนว่า การตีความกฎหมายของหน่วยงานรัฐ
อาจทำให้ประชาชนเสียสิทธิได้
ผู้ประกันตนจำนวนมากอาจไม่รู้สิทธิของตัวเองและบางครั้ง
การได้ความเป็นธรรม ต้องใช้เวลา **กว่า 5 ปี และผ่าน 3 ศาล**

14.
เงินบำนาญไม่ใช่เงินช่วยเหลือจากรัฐ แต่มันคือ
**เงินที่ผู้ประกันตนส่งสมทบมาตลอดชีวิตการทำงาน**

คำถามสำคัญ

ยังมีผู้ประกันตนอีกกี่คน
ที่อาจกำลังได้รับบำนาญ **น้อยกว่าที่ควรได้**
เพียงเพราะไม่รู้สิทธิของตัวเอง

#ประกันสังคม
#ฎีกาแรงงาน
#บำนาญ

ที่มา :

FB.Ultraman Prasopsuk

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ผลข้างเคียงต่างๆจากการกินวิตามินที่เราควรรู้

ทุกวันนี้ตลาดอาหารเสริมหรือวิตามินเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดเนื่องจากคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของวิตามินที่มีมากมาย แป้งเชื่อว่ามีหลายคนรับประทานอาหารเสริมเพื่อจุดประสงค์ต่างๆหลากหลาย เช่น เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย ฟื้นฟูสุขภาพและบำรุงผิวพรรณ ฯลฯ

แต่ใช่ว่าเราจะได้รับประโยชน์จากอาหารเสริมเพียงด้านเดียว
ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น มีไม่น้อยจนทำให้หลายคนไม่สามารถรับประทานวิตามินชนิดนั้นได้เช่นกัน 

มาดูกันว่าอาหารเสริมเหล่านั้นมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เกิดกรดไหลย้อน คลื่นไส้หรือเกิดสิว ผดผื่นคัน ฯลฯได้หรือไม่

1.วิตามินบี 6 และโกโก้ อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือทำให้เกิดอาการเสียดท้องในบางคน

2.อาร์จินีน(Arginine)อาจเพิ่มระดับกรดในกระเพาะอาหารและทำให้เกิดกรดไหลย้อน(โปรดทราบว่า อาร์จินีนอาจถูกชูเป็นจุดเด่นเพียงตัวเดียวหรือเป็นส่วนประกอบในอาหารเสริมเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ)

หากรับประทานร่วมกับยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพื่อใช้รักษากรดไหลย้อน เช่น omeprazole(Prilosec)หรือเซนต์จอห์นเวิร์ต(St John's Wort)ซึ่งเป็นสมุนไพรบรรเทาโรคซึมเศร้า อาจทำให้อาการเกิดกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้น

3.วิตามินซีอาจทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นในบางคน แต่โชคดีที่มีวิตามินซีรูปแบบพิเศษ(Ester-c)ซึ่งมีประโยชน์คือ สกัดความเป็นกรดออกไปจนหมดสิ้น จึงไม่ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร

4.วิตามินเกลือแร่รวม(Multivitamin)มักมีแร่ธาตุ เช่น เหล็ก(Iron)และสังกะสี(Zinc)ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร

5.ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์(Citrus Bioflavonoid)เป็นส่วนประกอบที่พบบ่อยใน Multivitamin(วิตามินเกลือแร่รวม) สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนได้ในผู้หญิงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือใช้ฮอร์โมนทดแทน

6.CoQ10 สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อย่างไรก็ตามสามารถลดผลข้างเคียงได้ โดยการแบ่งปริมาณวิตามินต่อครั้ง

ไม่ควรรับประทานตอนเย็น เนื่องจาก CoQ10 เป็นวิตามินที่ให้พลังงาน อาจมีผลทำให้นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน

7.NAC,ALA อาจมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือเกิดผดผื่น คันตามตัว

8.อาหารเสริมน้ำมันปลา(Omega-3,Fish oil)มีผลทำให้เกิดผดผื่นคัน กรดไหลย้อน คลื่นไส้และเรอกลิ่นคาวปลาได้ในบางคน

กรดไขมันโอเมก้า 3 ไม่ได้พบได้แค่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาและปลาเท่านั้น แต่ยังพบได้ในอาหารเพื่อสุขภาพหลากหลายชนิดที่เราบริโภคทุกวันอีกด้วย กรดไขมันโอเมก้า 3 ปริมาณสูงพบได้ในธัญพืชและผลไม้ เช่น
 • น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์(Flaxeed Oil)
 • ถั่ว โดยเฉพาะแมคคาเดเมียคุณภาพดี จะมีกรดไขมันโอเมก้าสูงที่สุด
 • เมล็ดงา
 • อะโวคาโด 

คนที่บริโภคน้ำมันปลาหรือน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ปริมาณมากเกินไป จะมีความเสี่ยงฟกช้ำง่าย อันนี้จริงเลยคะ แป้งเคยเห็นแขนและขาของรุ่นพี่และรุ่นน้องผู้หญิง มีรอยฟกช้ำจ้ำเขียวกระจัดกระจายไม่ต่ำว่า 5 จุด เลยไถ่ถามว่า กินน้ำมันปลาหรือเมล็ดแฟลกซ์หรือเปล่า 
คนนึงตอบว่า น้ำมันปลา ส่วนอีกคน กินเมล็ดแฟลกซ์ 

9.แมกนีเซียม(Magnesium)ทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือท้องเสีย

10.SAM-e อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องในบางคน ซึ่งสามารถลดลงได้โดยการใช้สูตรเคลือบลำไส้(Enteric),
Mini Dose,แบ่งขนาดหรือรับประทานพร้อมอาหาร

11.การศึกษาหนึ่งพบว่า Curcumin(ขมิ้นชัน)ใช้รักษาอาการกรดไหลย้อน แต่อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และปวดท้องเล็กน้อยในบางคน โปรดทราบว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานหลังอาหารทันที จะเกิดอาการจุกเสียดแน่นท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานขมิ้นชันปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

12.แม้ว่าจะมีหลักฐานเบื้องต้นว่า Ginger(ขิง)มีประโยชน์สำหรับลดอาการคลื่นไส้หรือลดกรดไหลย้อน แต่อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือกรดไหลย้อนได้ในบางคน

13.วิตามินบีรวม(B-complex)ที่มีส่วนประกอบเป็นวิตามินซี ไบโอติน(Biotin)และกรดโฟลิก(Folic Acid )อาจทำให้เกิดอาการมึนงงปวดศีรษะ คลื่นไส้และท้องเสียเล็กน้อย

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของสูตร B-complex คือกรดไหลย้อนและท้องผูก

กรดไหลย้อนไม่ได้เป็นผลข้างเคียงในทันทีของการรับประทาน
วิตามินบีรวม อย่างไรก็ดีเม็ดวิตามินที่มีขนาดใหญ่มาก อาจทำให้หลอดอาหารระคายเคืองมีผลทำให้เกิดการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหาร

14.วิตามินบี12 มีผลข้างเคียงคือ อาจทำให้มีอาการคัน ปวดศีรษะ

15.กรดไฮยาลูโรนิก(Hyaluronic acid) มีผลข้างเคียงคือ บวมใต้ตา

16.R-ALA อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและเกิดกรดไหลย้อนได้

17.Collagen 2500 mg ขึ้นไป อาจมีผลทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวผดได้ในผู้ที่มีผิวผสมหรือผิวมัน

18.โปรไบโอติกส์(Probiotics)มีผลข้างเคียงคือ แน่นท้อง ท้องอืด

ร่างกายแต่ละคนมีระบบย่อยอาหารรวมถึงจุลินทรีย์ประจำถิ่นไม่เหมือนกัน การดูดซึมสารอาหารก็แตกต่างกัน ดังนั้นผลลัพธ์ในการกินวิตามินแล้วเกิดผลข้างเคียง จึงไม่ได้เกิดกับทุกคนเสมอไป

แม้ว่าในอดีตแป้งจะเป็นภูมิแพ้ แต่ไม่ค่อยเจอผลข้างเคียงจากการกินวิตามินเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างพิถีพิถันในการเลือกยี่ห้อ ดูส่วนประกอบโดยเฉพาะส่วนประกอบหลัก(Main ingredients)และวัตถุดิบอื่นๆ(Other ingredients)รวมถึงอัตราส่วนไปจนถึงที่มาของส่วนผสมว่ามาจากซีกโลกไหนอีกด้วย(วัตถุดิบที่มาจากจีน จะมีราคาถูกกว่าอินเดีย ส่วนผสมที่ผลิตในแถบสแกนดิเนเวียจะมีราคาแพงกว่าอเมริกา)

สำหรับแป้ง การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่ได้เกิดจากการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือออกกำลังกายสม่ำเสมอเพียงเท่านี้ การกินวิตามินเสริมคือทางเลือกที่ดีที่สุดในการเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันและพลังชีวิตเลยทีเดียวคะ











เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์






ที่มา
https://www.consumerlab.com › hea...Supplements That Cause Reflux, Heartburn & GERD | Consumerlab ...
https://www.livestrong.com › articleIs it Normal to Have Acid Reflux After Taking a Vitimin B Complex ...


วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ผอมเร็วอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

ผอมเร็วอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
การที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมากกว่า 5 กิโลกรัม ภายใน 1-2 เดือน โดยไม่ได้ตั้งใจ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติบางอย่างในร่างกาย เช่น ภาวะสุขภาพที่เกี่ยวกับการทำงานของฮอร์โมน การติดเชื้อ หรือแม้กระทั่งมะเร็ง
บางครั้งเราอาจมองข้ามหรือคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหรือการออกกำลังกาย เราควรตระหนักและหาสาเหตุให้แน่ชัด
การผอมลงอย่างรวดเร็ว อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
1.ความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า
สภาพจิตใจที่มีเครียดสะสมระยะเวลาหนึ่ง สามารถส่งผลต่อการกินอาหาร ทำให้เบื่ออาหารและน้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็ว
2.ความผิดปกติของระบบฮอร์โมน
ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ อาจทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว แม้จะกินอาหารเท่าเดิม
3.การติดเชื้อหรือโรคร้ายแรง
การติดเชื้อบางชนิดหรือแม้แต่โรคมะเร็ง อาจทำให้น้ำหนักลดลงได้อย่างไม่คาดคิด มะเร็งบางประเภทสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น จนทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่รู้ตัว
น้ำหนักที่ลดลงโดยไม่รู้สาเหตุ อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งบางประเภท เช่น
1.มะเร็งกระเพาะอาหาร
มะเร็งชนิดนี้มักทำให้เบื่ออาหาร ปวดท้อง และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
2.มะเร็งตับอ่อน
มะเร็งตับอ่อนจะมีอาการปวดท้องหรือท้องอืด รวมถึงการสูญเสียน้ำหนักที่รวดเร็ว
3.มะเร็งปอด
มะเร็งปอดสามารถทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ร่วมกับอาการหายใจลำบากหรือไอเรื้อรัง
4.มะเร็งลำไส้ใหญ่ การสูญเสียน้ำหนักที่ไม่คาดคิดอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะการถ่ายเป็นมูกเลือดหรือเมื่อมีท้องผูก,ท้องเสียร่วมด้วย
5.มะเร็งเม็ดเลือดขาว(ลูคีเมีย)
มะเร็งชนิดนี้ อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากและน้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ
การอักเสบเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งทำหน้าที่เป็นการตอบสนองทางชีวภาพต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตราย และอาจกระตุ้นให้เกิดอาการทั่วไป เช่น ไข้ บวม แดงและปวด
มีรายงานว่า การอักเสบเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคเมตาบอลิซึม โรคอ้วน โรคภูมิต้านตนเอง และโรคมะเร็ง
ในบรรดาโรคเหล่านี้ มะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุด จากข้อมูลของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ( IARC)ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 9.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2561
ไซโตไคน์(Cytokine)ในการอักเสบ เกี่ยวข้องกับมะเร็งอย่างไร
ไซโตไคน์(Cytokine)คือ กลุ่มของโปรตีนมีหน้าที่หลั่งออกมาจากระบบภูมิคุ้มกัน เป็นตัวควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบ มีงานวิจัยจำนวนมาก พบว่า การเพิ่มขึ้นของไซโตไคน์บางชนิดเกี่ยวข้องกับการเหนี่ยวนำและการลุกลามของเนื้องอก
มะเร็งไม่ได้เพียงแค่เติบโตเงียบๆ แต่ยังหลั่งสารก่ออักเสบ เช่น IL-1β ,IL-6, TNF-α( Tumor necrosis factor alpha)เป็นไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งมีส่วนร่วมในการควบคุมกระบวนการส่งสัญญาณที่หลากหลาย ทั้งโดยตรงและจากการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวตอบสนอง จนเกิดการอักเสบเรื้อรังทั่วร่างกาย
นอกจากนี้ มะเร็งยังผลิตสารเฉพาะที่ทำลายสมดุลร่างกาย เช่น
1. Proteolysis-Inducing Factor (PIF) กระตุ้นการสลายโปรตีนกล้ามเนื้อผ่าน ubiquitin–proteasome system
2. Lipid-Mobilizing Factor (LMF) เร่งสลายไขมันโดยตรง
3.PTHrP กระตุ้นการเผาผลาญและยับยั้งการกินอาหารผ่านสมอง
4.GDF15 ทำให้ไม่อยากอาหาร
5. MyostatinและActivin A ดังนั้นคนที่เป็นมะเร็งจึงมีร่างกายซูบผอม
ไมโอสแตติน (Myostatin) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นในกล้ามเนื้อ เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อไม่ให้มากเกินไป โดยทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมเชิงลบ (negative regulator)เมื่อไมโอสแตตินจับกับตัวรับบนเซลล์กล้ามเนื้อ จะจำกัดการเพิ่มจำนวนและขนาดของใยกล้ามเนื้อ เรียกง่ายๆว่า ยับยั้งการสร้างกล้ามเนื้อ นั่นเอง
แอคติวิน เอ(Activin A)เป็นหนึ่งในกลุ่ม TGF-β ของปัจจัยการเจริญเติบโตที่มีบทบาทในการส่งสัญญาณผ่านตัวรับเฉพาะ เพื่อควบคุมการเผาผลาญของกระดูก รวมถึงการสลายและการสร้างกระดูก
เมื่อบรรดาสารดังกล่าวทำงานพร้อมกัน ราวกับเครือข่ายที่ค่อยๆ ทำลายกลไกการเผาผลาญของร่างกาย ผลลัพธ์เลยเป็นดังนี้
1.ไม่อยากอาหารเพราะสมองถูกกด
สารต่างๆ จะไปกดศูนย์ความหิว (NPY/AgRP) และกระตุ้นศูนย์ความอิ่ม (POMC/CART) ที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส
แม้ฮอร์โมนกระตุ้นความหิวอย่างเกรลิน(ghrelin)จะเพิ่มขึ้น แต่กลับเกิดภาวะ “ดื้อต่อ ghrelin” ทำให้ไม่รู้สึกหิวเหมือนเดิม
การรักษามะเร็ง บางครั้งมีผลข้างเคียงที่ทำให้ขัดขวางการกินมากขึ้น เช่น เกิดแผลในระบบเดินอาหาร, คลื่นไส้อาเจียน
2.ร่างกายเร่งสลายไขมันจนหมด
เนื้อเยื่อไขมันชนิดขาว (WAT) ที่เก็บไขมันเพื่อให้อวัยวะอื่นใช้ ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเนื้อเยื่อไขมันชนิดผลิตความร้อน (BAT) ซึ่งใช้พลังงานสูง เร่งสลายไขมันรุนแรงทำให้พลังงานถูกเผาผลาญตลอดเวลา แม้ในเวลาพัก ไม่ได้เพิ่มการใช้พลังงานใด ๆ
3.กล้ามเนื้อถูกย่อยสลาย
อันนี้แหละค่ะ น่ากลัวที่สุด เพราะมันทำให้ผู้ป่วยร่างกายย่ำแย่
กล้ามเนื้อถูกทำลายจากสารต่างๆ เร่งระบบลากโปรตีนเส้นใยไปทำลายที่เครื่องสลายโปรตีน แถมเส้นทางสร้างโปรตีน (IGF-1/AKT/mTOR) ถูกยับยั้ง อีกทั้งไมโตคอนเดรียยังเสียหาย ทำให้สร้างพลังงานได้ไม่ดีอีก
ผลลัพธ์คือ กล้ามเนื้อฝ่อเพราะขาดโปรตีนเส้นใย การใช้พลังงานจึงไม่ดี ผลิตกำลังได้น้อยมากๆ ภาวะนี้เรียกว่า สภาพผอมแห้งจากมะเร็ง (Cancer cachexia)
ผู้ป่วยจะทนต่อการรักษาได้น้อยลง ฟื้นตัวยากและเสียชีวิตเร็วขึ้น หลายครั้งมะเร็งยังไม่ทันทำอะไร ก็โดนภาวะแทรกซ้อนจากสภาพร่างกายของตัวเองเล่นงาน เช่น ติดเชื้อรุนแรง เป็นต้น
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หากน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรเปลี่ยนไปจากชีวิตประจำวัน และยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่
1. เบื่ออาหาร
2. เหนื่อยง่าย
3. ปวดท้อง
4. อาการผิดปกติอื่นๆ ที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์
ที่มา :
เพจ tensia
ผอมเร็ว แค่น้ำหนักลด หรือมะเร็ง? อาการและวิธีการวินิจฉัย - โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย
Cytokines, Inflammation and Pain - PMC - PubMed Central - NIHNational Institutes of Health (NIH) | (articles › PMC2785020

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568

"ผมจำได้ว่ามีแสงวาบ ๆ คล้ายแสงคาไลโดสโคปเข้าตา จนแสบตาจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย“

เมื่อคาลัม แมคโดนัลด์ ชายหนุ่มชาวอังกฤษวัย 23 ปี เดินทางมาถึงชายแดนเวียดนาม เขาอ่านเอกสารราชการที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือ "แสงวูบวาบหลากสี"

เขาเพิ่งลงจากรถบัสที่เดินทางข้ามคืนพร้อมเพื่อน ๆ จากวังเวียง เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในลาว ก่อนหน้านี้คาลัมและกลุ่มเพื่อนพักอยู่ที่โฮสเทลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีวิสกี้และวอดก้าช็อตแจกฟรีให้กับแขก โดยคาลัมผสมวิสกี้และวอดก้าช็อตกับเครื่องดื่มในคืนที่ผ่านมา

จนกระทั่งถึงจุดผ่านแดนแห่งนั้น เขาจึงสงสัยว่าสายตาอาจมีปัญหาบางอย่าง คาลัมจึงกล่าวเพื่อน ๆ ของเขา
"ผมจำได้ว่ามีแสงวาบ ๆ คล้ายแสงคาไลโดสโคปเข้าตา จนแสบตาจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย“

พวกเราเห็นพ้องต้องกันว่ามันแปลก แต่คิดว่าเกิดจากอาหารเป็นพิษ และแสงที่ผมเห็นน่าจะเป็นความไวต่อแสงบางอย่าง เขากล่าวในรายการบีบีซี เบรคฟาสต์ (BBC Breakfast) จริงๆคือสัญญาณจากการตายของเซลล์ปมประสาทจอประสาทตาและ demyelination retrobulbar ของเส้นประสาทตาคะ

แต่เมื่อพวกเขามาถึงจุดหมายปลายทางในเวียดนาม ก็เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างร้ายแรง
"เรานั่งอยู่ในห้องพักโรงแรม เพื่อนของผมแล้วก็ผม และผมก็พูดกับพวกเขาว่า 'ทำไมเราต้องนั่งอยู่ในที่มืดด้วย ใครก็ได้เปิดไฟที'" แต่ตอนนั้นไฟทุกดวงเปิดอยู่

เรื่องน่าเศร้าที่ฟังแล้วสะเทือนใจ ตอนนี้คาลัม วัย 23 ปี ตาบอดถาวรแล้ว กำลังเล่าเรื่องราวของเขาเป็นครั้งแรก เขาเป็นหนึ่งในเหยื่อหลายรายที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มเหล้าเถื่อนที่ผสมเมทานอลและบางคนก็เสียชีวิตจากพิษเมทานอลในเมืองวังเวียง เมื่อเดือน พ.ย. 2024 

มีผู้เสียชีวิต 6 ราย โดย 2 รายเป็นคนรู้จักของคาลัม ซึ่งเป็นสาวชาวเดนมาร์กที่เขาพบในคืนหนึ่ง พวกเขาทั้งหมดพักอยู่ที่ นานา แบ็คแพ็คเกอร์ โฮสเทล ประเทศลาว

เมทิลแอลกอฮอล์(เมทานอล)เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะผ่านเอนไซม์ แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส(Alcohol Dehydrogenase)เปลี่ยนเป็นฟอร์มาลดีไฮด์(รูปแบบของเหลวเรียกว่าฟอร์มาลีน)ซึ่งเป็นสารพิษรุนแรง จากนั้นจะถูกเปลี่ยนต่อไปเป็นกรดฟอร์มิก (formic acid) ซึ่งเป็นสารหลักที่ทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย เช่น อาการตาพร่ามัว สูญเสียการมองเห็น อาจมองไม่เห็นหรือเห็นผิดปกติทั้งสองข้าง ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย สับสน มึนงง หากร่างกายได้รับในปริมาณมาก อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic acidosis) เกิดอาการชักเกร็งทั้งตัว หมดสติ และเสียชีวิต

นักต้มเหล้าเถื่อนมักเติมเมทานอล(ที่มีราคาถูกกว่าเอทานอลเพื่อลดต้นทุน)สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งพบได้ในสีทาบ้านและสารเคลือบเงา ลงไปในเหล้าเถื่อนเพื่อทำให้เหล้าต้มมีดีกรีแอลกอฮอล์สูงขึ้น แม้มีสารประกอบดังกล่าวในเหล้าปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำลายส่วนต่าง ๆ ของระบบประสาทส่วนกลางได้อย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ตาบอดถาวร แม้แต่ระบบการแพทย์สมัยใหม่ที่พัฒนาไปไกล ก็ไม่อาจกอบกู้สายตาของผู้ป่วยที่ดื่มเหล้าเถื่อน ให้กลับมาดีดังเดิมได้

ในกรณีปกติเมื่อดื่มเหล้าที่ผลิตตามมาตรฐาน ร่างกายจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นสารที่ชื่อว่า อะเซทัลดีไฮด์(acetaldehyde)ซึ่งเป็นสารที่ทำลายเซลล์ตับโดยตรง 

ช่วงแรกๆเซลล์ตับจะพยายามซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นแทนเนื้อเยื่อตับที่เสียหาย หากยังคงดื่มต่อเนื่องเมื่อวันเวลาผ่านไป เซลล์ตับที่งอกใหม่เริ่มทำได้น้อยลงเพราะเต็มไปด้วยพังผืด กระบวนการนี้จะนําไปสู่ปริมาณเนื้อเยื่อแผลเป็นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนขัดขวางการไหลเวียนของเลือดผ่านตับ ส่งผลให้ตับอักเสบและพัฒนาเป็นภาวะตับแข็งได้ เมื่อดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน

โรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ มักเกิดขึ้นในผู้ที่ดื่มหนักหน่วงติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี แต่ความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกับโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์นั้นไม่ชัดเจน ผู้ที่ดื่มหนักไม่ได้เป็นโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ทุกคน และบางคนที่ดื่มน้อยกว่าก็เป็นโรคนี้เช่นกัน

คนส่วนใหญ่ที่มีอาการนี้ มักดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยวันละ 7 แก้ว เป็นเวลา 20 ปีหรือมากกว่านั้น(หมายถึงไวน์ 7 แก้ว,เบียร์, 7 แก้ว หรือสุรา 7 ช็อต)




หมายเหตุ

1.เอทิลแอลกอฮอล์(เอทานอล)ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ ยา และน้ำยาทำความสะอาด 

2.เมทิลแอลกอฮอล์(เมทานอล)ใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เช่น สีทาไม้ น้ำมันเคลือบเงาและยาลอกสี 
ส่วนผสมในทินเนอร์และเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมีอื่น ๆ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ พลาสติก ไบโอดีเซล มีฤทธิ์เป็นอันตรายสุดร้ายแรง พิษจากเมทานอลอาจทำให้ตาบอดหรือเสียชีวิตได้

3.เอทิลแอลกอฮอล์ มีแหล่งกำเนิดจากธรรมชาติ คือการนำพืชประเภท เช่น มันสำปะหลัง, มันเทศ, ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ และพืชอีกชนิดที่ให้น้ำตาลได้อย่างอ้อย มาหมักให้แป้งเปลี่ยนเป็นน้ำตาล จากนั้นน้ำตาลจึงเปลี่ยนเป็นแอลกอฮฮล์ โดยใช้เอนไซม์หรือกรดบางชนิดช่วยย่อย เพื่อทำให้เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95% จนได้เอทิลแอลกอฮอล์

4.เมทิลแอลกอฮอล์ มีต้นกำเนิดจากกระบวนการกลั่นทางปิโตรเคมี ด้วยการสังเคราะห์ผ่านการเร่งปฏิกิริยาจากคาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจน

5.การดื่มสุราอย่างหนัก เช่น ดื่ม 5 แก้วหรือมากกว่า ภายในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงสำหรับผู้ชาย และ 4 แก้วหรือมากกว่าสำหรับผู้หญิง อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์










เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์


ที่มา :

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/alcoholic-hepatitis/symptoms-causes/syc-20351388

https://www.bbc.com/thai/articles/c4gzxv9804zo

เมทานอล: เหล้าเถื่อนทำให้ถึงตายได้อย่างไร แอลกอฮอล์ ...BBChttps://www.bbc.com › thai › articles

Methanol Poisoning - MedLink Neurology MedLink Neurologyhttps://www.medlink.com › articles › methanol-poisoning

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568

วิตามินบี12 กับระบบประสาทและสมองที่เกือบถูกลืม

คนเราเมื่อถึงวัยหนุ่มสาว ร่างกายแข็งแรง ไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพอะไรมากมายนัก ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีพันเอนไซม์ช่วยขับสามล้านปฏิกิริยาทางเคมีทุกวินาที หากใครนึกไม่ภาพไม่ออก อย่างผงซักฟอกนอกจากมีสารเคมีชะล้างทำความสะอาดแล้ว ยังมีการเติมเอนไซม์ลงในผงซักฟอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระล้างคราบขนาดใหญ่ที่เกาะติดกับเส้นใยผ้า จะถูกเอนไซม์ย่อยสลายเป็นอนุภาคขนาดเล็กแล้วหลุดออกจากเส้นใยผ้าได้ง่ายขึ้น

ส่วนมากมักเป็นเอนไซม์ประเภทโปรตีเอส(protease)ใช้สำหรับแช่ผ้าก่อนซักและใช้ซักผ้า เพื่อกำจัดคราบโปรตีน(เลือด)ออกจากผ้า  อะไมเลส(amylase)ใช้กำจัดคราบแป้งติดแน่นบนเนื้อผ้า และไลเปส(lipase)เพื่อกำจัดคราบไขมันบนเนื้อผ้า เอนไซม์ที่พบในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนใหญ่สกัดจากแบคทีเรียและเชื้อรา

ระบบย่อยอาหารเหล่านี้เสมือนฟันเฟืองเล็กๆในร่างกายที่ช่วยให้ผู้คนสุขภาพดี มีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคและลดการอักเสบต่างๆ
จนมีคำกล่าวว่า ภูมิคุ้มกันเริ่มสร้างที่ลำไส้(หลายคนแอบหัวเราะ แต่เป็นความจริง)แต่พออายุมากขึ้นประกอบกับความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ รวมถึงระบบย่อยอาหารทำงานลดลง วิตามินตามธรรมชาติที่เคยสังเคราะห์ได้เอง กลับไม่มีการสร้างขึ้นตามปกติ จึงเป็นที่มาของการขาดวิตามินบี12 ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทและสมองอย่างมาก นั่นเอง

เรามักได้ยินคำว่า วิตามินบี12 ในเครื่องดื่มเพิ่มพลังงาน( energy drink)หลากหลายยี่ห้อ ซึ่งผสมลงในอัตราส่วนน้อยนิดนั้น เมื่อเครื่องดื่มเคลื่อนตัวลงสู่ระบบทางเดินอาหารแล้ว จะดูดซึมได้ดีหรือไม่ ลองมาหาคำตอบกันนะคะ

วิตามินบี 12 มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า โคบาลามิน (Cobalamin) และแบ่งย่อยได้เป็นหลายชนิด เช่น ไซยาโนโคบาลามิน (Cyanocobalamin) ไฮดรอกโซโคบาลามิน (Hydroxocobalamin) อะดีโนซิล โคบาลามิน (Adenosyl Cobalamin) หรือเมทิลโคบาลามิน (Methylcobalamin) แต่ชนิดที่นำมาใช้รักษาภาวะขาดวิตามินบี 12 มากที่สุด คือ ไซยาโนโคบาลามิน มักเป็นส่วนประกอบในวิตามินบีรวมหรือรวมอยู่ในวิตามินชนิดอื่น

วิตามินบี12 ( Cyanocobalamin ) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ ในเชิงพาณิชย์ผลิตได้จากการหมักเชื้อแบคทีเรียโดยใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม แตกตัวได้ไม่ดีนักในกระเพาะอาหาร ต้องรวมตัวกับแคลเซียมเพื่อให้ดูดซึมได้ดีที่ลำไส้เล็กส่วนปลายที่เรียกว่า ileum 

การขาดวิตามินบี12 พบมากในผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร เช่น ผู้สูงอายุที่ระบบย่อยอาหารทำงานน้อยลง ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบและผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

มีประโยชน์อย่างไร
1.ช่วยในกระบวนการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและป้องกันโรคโลหิตจางชนิด pernicious anemia ( โรคเรื้อรังที่เกิดจากการขาดวิตามินบี12 เนื่องจากขาดสาร intrinsic factor ซึ่งช่วยการดูดซึมวิตามินที่กระเพาะอาหาร )พบในสัตว์ทดลอง
2.ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและไขสันหลัง 
3.ช่วยเปลี่ยนสารอาหารที่รับประทานเข้าไปให้อยู่ในรูปของกลูโคสเพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย
4.ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำและความคิดเฉียบคม
5.บรรเทาความเครียด วิตกกังวล หงุดหงิด
6.ช่วยรักษาภาวะขาดวิตามินบี 12 โดยการสร้างสารที่เรียกว่า "ไมอีลิน" สารนี้ทำหน้าที่หุ้มและปกป้องเส้นใยประสาท หากร่างกายมีโคบาลามินไม่เพียงพอ ปลอกไมอีลินจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีหรือคงสภาพดีได้(พบในสัตว์ทดลอง)
7.ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
8.บรรเทาอาการปวดจากโรคเส้นประสาทอักเสบสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
9.ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
10.ลดภาวะซึมเศร้า
11.ลดภาวะปลายประสาทอักเสบ ( peripheral neuropathy ) คือ อาการรู้สึกเจ็บแปล๊บๆเหมือนเข็มทิ่ม แสบร้อนบริเวณปลายเท้าจากโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานนานเกิน 5 ปี 
13.หากรับประทานกรดโฟลิกร่วมกับวิตามินบี12 จะเป็นวิตามินที่เพิ่มพละกำลังได้อย่างดี

พบในเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะตับ ปลา ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนมและอาหารหมักดอง เช่น กะปิ น้ำปลา เต้าเจี้ยว ปลาร้าฯลฯ

อาหารที่มาจากพืชผักทั้งหมด ไม่มีวิตามิน บี12(ยกเว้นอาหารหมักดอง)จึงเป็นที่มาของการขาดวิตามินบี12 ในผู้ที่รับประทานมังสวิรัตน์ นั่นเอง

ถึงแม้จะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ แต่มีความพิเศษคือ ร่างกายสามารถเก็บสะสมวิตามินบี12 ที่ตับได้นานถึง 3 ปี จนกว่าวิตามินจะถูกขับออกจากร่างกาย  ดังนั้นการขาดวิตามินบี12 มักปรากฎให้เห็นหลังจาก 5 ปีขึ้นไป

ปัจจุบันวิตามินบี 12 มีกรรมวิธีผลิตโดยเทคโนโลยีชั้นสูง เรียกว่า เมธิลโคบาลามิน( methylcobalamin )จะดูดซึมได้ดีมากในระบบทางเดินอาหาร 

หากใครกินมังสวิรัตน์อยู่เป็นประจำ แนะนำให้มองหาวิตามินบี12 ชนิดเม็ดอมหรือเคี้ยวในรูปแบบ methylcobalamin วันละ 1000-5000 mcg 

ส่วนรูปแบบการฉีดวิตามินบี12 เป็นที่นิยมมากโดยเฉพาะในอเมริกา แม้กระทั่งผู้ที่เป็นโรคอ้วนมีความจำเป็นต้องผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร ต้องได้รับการฉีดวิตามินบี12 ด้วยเช่นกัน อืม!! เพิ่งจะรู้นะเนี่ย

สัญญานที่บ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามินบี12
1.กล้ามเนื้ออ่อนแรง
2.กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
3.มีปัญหาการมองเห็น สายตาพร่ามัว
4.สมาธิสั้น มีปัญหาในการจดจำสิ่งต่างๆ หรือสับสนได้ง่าย
5.ชาบริเวณปลายมือหรือเท้า
6.เดินเซหรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว
7.เบื่ออาหาร
8.มีอารมณ์หดหู่หรือซึมเศร้า
9.ปวดเส้นประสาทบริเวณใบหน้า (Facial neuralgia)
10.เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง

ผลข้างเคียง : เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นผิวหนัง

ยังไม่พบรายงานว่า วิตามินบี12 ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แม้แต่การรับประทานในขนาดที่สูงมาก

วิตามินบี12 มีความเชื่อมโยงกับการนอนหลับ ภาวะซึมเศร้าเป็นอาการทางระบบประสาทจากการขาดวิตามินบี12 ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับและมีผลต่อกระทบต่อการผลิตฮอร์โมน
เมลาโทนิน หากร่างกายมีวิตามินบี12 ในปริมาณสูง จะสามารถเพิ่มการผลิตเมลาโทนิน ส่งผลให้นอนหลับได้ดีขึ้น

ในประเทศไทย วิตามินบี 12 ขึ้นทะเบียนเป็นยา 2 ยี่ห้อคือ Neurobion®(นิวโรเบียน)และ Methylcobal®(เมธิลโคบอล)มีส่วนประกอบของ Vitamin B 12 แตกต่างกัน

ร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีอัตราการดูดซึมสารอาหาร ยาหรือวิตามินไม่เหมือนกัน อาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน พอผ่านระบบย่อยอาหารที่เปรียบเสมือนศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่จนกลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก สารอาหารจะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตผู้คนจากสุขภาพแข็งแรง กลายเป็นเจ็บป่วยเล็กน้อยไปจนถึงโรคร้ายแรง ใช้เวลาไม่นานนักหรือแรมปี เริ่มต้นจากตรงนี้คะ




เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์


ที่มา 

Methylcobalamin : Uses, Side Effects, Dosage, Precautions ...CARE Hospitalshttps://www.carehospitals.com › Medicine Blogs

Vitamin B12 Deficiency: Symptoms, Causes & TreatmentCleveland Clinichttps://my.clevelandclinic.org › health › diseases › 228...

Vitamin B12 or folate deficiency anaemia - Symptoms - NHSnhs.ukhttps://www.nhs.uk › conditions › symptoms

Detergent enzymes - WikipediaWikipediahttps://en.wikipedia.org › wiki › Detergent_enzymes

เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ

คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื...

บทความยอดนิยม