บทความที่ได้รับความนิยม

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ความลับของฟิลเลอร์ ep.1

กรดไฮยารูโลนิก (Hyaluronic Acid) หรือ HA เป็นส่วนผสมที่พบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หากเป็นอาหารเสริมหรือครีมบำรุงผิว จะอยู่ในรูป sodium hyaluronate พบได้ตามธรรมชาติในเซลล์ของร่างกาย พบมากถึง 50% ในผิวหนังและคอลลาเจน มีความสำคัญต่อการรักษาโครงสร้างชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวมีความอ่อนนุ่ม กระชับ ยืดหยุ่นดี ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างได้เอง แต่จะสร้างได้น้อยลงเมื่ออายุเกิน 25 ปีขึ้นไป พบในจุดเชื่อมต่อระหว่างอวัยวะและเซลล์ต่างๆเพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการเสียดสีและความยืดหยุ่น โดนเฉพาะจุดเชื่อมต่อบริเวณหัวเข่า กระดูกอ่อน ผิวหนัง ดวงตาและลิ้นหัวใจ
                 
กรดไฮยาลูโรนิก ถูกค้นพบครั้งแรก ค.ศ 1934 ในห้องปฏิบัติการของ Karl Friedrich Meyer นักวิทยาศาสตร์สาขาพยาธิวิทยาชาวอเมริกันเชื้อสายสวิส บางคนเรียกว่า หลุยส์ ปาสเตอร์ ของศตวรรษที่ 20 เลยทีเดียว จากการทดลองแยก Glycosaminoglycan (ทำหน้าที่รักษาระดับน้ำและลำเลียงสารอาหารไปยังโมเลกุล) ในน้ำเลี้ยงลูกตาวัว นักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้ต่อยอดและพัฒนากระบวนการผลิตกรดไฮยาลูโรนิกจากหงอนไก่ จดสิทธิบัตรในญี่ปุ่น และถูกจดสิทธิบัตรใช้ในอุตสาหกรรมเชิงพานิชย์ในปี 1942 จากการเพาะเชื้อจุลินทรีย์ สายพันธุ์ที่มีชื่อว่า Bacillus Subtilis 
                
FDA (องค์การอาหารและยาของอเมริกา )ได้อนุมัติ Bacillus Subtilis ว่าเป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษในร่างกาย สามารถใช้ได้อย่างกว้างขวาง โดยประเทศญี่ปุ่นจะเรียกว่า นัตโตะ( Natto )มีการบริโภคอย่างแพร่หลายมากที่สุดในโลก รองลงมาคือ ประเทศจีน ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารจำพวก ซอส ซีอิ้ว มีประโยชน์กับร่างกายคือ ช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้นและสร้างวิตามิน k2 ซึ่งมีบทบาทช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัวจากการสะสมของแคลเซียม ทำงานร่วมกับวิตามิน D3 โดยช่วยส่งเสริมการดูดซึมและนำแคลเซียมไปใช้งานในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในอดีตกรดไฮยาลูโรนิก จะมีขนาดโมเลกุลใหญ่ ส่งผลให้การดูดซึมในระบบทางเดินอาหารแทบไม่ได้เลย แต่ปัจจุบัน สามารถผ่านกรรมวิธีที่ทำให้มีโมเลกุลเล็กลง จึงดูดซึมได้ง่ายมากและรวดเร็วในลำไส้เล็ก
                  
มีประโยชน์อย่างไร
1.บำรุงผิวพรรณให้นุ่มเนียน เต่งตึง ผิวจะนุ่มนวลไปทั่วร่างกาย
2.ลดเลือนริ้วรอยตื้นๆได้ดีมากรวมถึงริ้วรอยลึกให้แลดูอิ่มเอิบ ฟูเด้งขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
3.เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าและผิวกายโดยไม่ทำให้ผิวหน้าเกิดความมันเยิ้มเหมือนวิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรสออยล์
4.บรรเทาอาการปวดตึงบริเวณข้อต่อ
5.ลดอาการอักเสบและการบาดเจ็บกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
6.รักษาอาการข้ออักเสบและข้อเข่าเสื่อมได้เป็นอย่างดีและเป็นยอมรับในระดับนานาชาติ

7.บรรเทาอาการตาแห้งที่เกิดจากการจ้องคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆได้ นอกจากนี้ ยังมีอาการตาแห้งที่มักจะเกิดในผู้หญิงที่หมดประจำเดือน จากการที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนหมดไปจากร่างกาย จึงทำให้ผิวหนัง ช่องคลอดรวมถึงดวงตาแห้งไปหมด

8.ปกป้องผิวหน้าจากรังสียูวีบี ซึ่งทำให้เกิดจุดด่างดำ กระฝ้าตามมา อันนี้น่าสนใจค่ะ หากผิวหน้ามีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เวลาโดนแสงแดด กรดไฮยาลูโรนิกช่วยป้องกันผิวไม่ให้เสียหายจากทำลายของแสงยูวี บ้านเรามีแสงแดดแรงกล้าในทุกฤดู ป้องกันไว้ดีกว่าแก้นะคะ
               
ปัจจุบันเราคงคุ้นเคยกรดไฮยาลูโรนิกในรูปแแบบของการฉีด ในชื่อทางการค้า Restylane หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า NASHA ย่อมาจากคำว่า Non-Animal Stabilized Hyaluronic Acid (กรดไฮยาลูโรนิกที่ไม่ได้มาจากสัตว์ มีความคงตัวสูง)ซึ่งผ่านการอนุมัติจาก FDA ของอเมริกา แคนาดาและยุโรป ในปี ค.ศ 2003 

วงการแพทย์ผิวหนังมักใช้กรดไฮยาลูโรนิกในการเติมเต็มริ้วรอย ร่องแก้ม เสริมจมูก ริมฝีปากให้อวบอิ่ม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
ฟิลเลอร์(Filler)นั่นเอง ซึ่งมีมากมายหลากหลายเกรด ผลิตจากต่างประเทศ เช่น อเมริกา สวีเดน อิตาลี สเปน ญี่ปุ่น เกาหลีและจีน ราคาฟิลเลอร์ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความคงตัวตามแหล่งที่ผลิต
                
ฟิลเลอร์แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ       
1.ฟิลเลอร์ชั่วคราวมี 2 ชนิดคือ
1.1 คอลลาเจนจากวัว มีอายุ 2-4 เดือน เช่น Zyderm, Zyplast ไม่เป็นที่นิยมเพราะสกัดมาจากสัตว์ ทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรงได้ง่าย ถูกยกเลิกการใช้ Filler จากคอลลาเจนเมื่อปี ค.ศ 2010 ซึ่งการยุติการจำหน่ายฟิลเลอร์คอลลาเจนในปี ค.ศ. 2010 ไม่ใช่การสั่งแบนจากความไม่ปลอดภัย แต่เป็นเพราะบริษัทผู้ผลิตยุติการผลิตตามกลไกตลาด โดยมีสาเหตุหลักมาจากความนิยมที่ลดลง ต่อมามีการพัฒนาคอลลาเจนชนิด Atelocollagen Type I ชื่อ TheraFill® มีอายุ 6-9 เดือน เป็นฟิลเลอร์คอลลาเจนจากสุกรที่พัฒนาขึ้นใหม่จากเกาหลีใต้ ผลิตโดยบริษัทSewonCellontech, Ltd, 

1.2 กรดไฮยาลูโรนิก(HA) เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกาย จะมีอายุ 4-6 เดือน จากนั้นจะสลายตัวไปเองตามธรรมชาติ Restylane,Juvederm Hydrafill, Hylafor จัดอยู่ในกลุ่มนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้น หากมีความเข้มข้นสูง จะอยู่ได้ในร่างกายนาน 6-12 เดือน

2. ฟิลเลอร์กึ่งถาวร ได้รับการอนุมัติจาก FDA มีชื่อทางการค้าคือ Radiesse & Sculptra มีอายุ 12-18 เดือน ใช้ฉีดเข้าผิวหนังแท้เพื่อเติมร่องลึก เติมริมฝีปากให้อวบอิ่มและใช้ในผู้ที่มีภาวะไขมันฝ่อตัว ( Lipoatophy )ซึ่งพบในผู้ป่วย HIV โดยระยะแรกๆจะไม่เห็นลักษณะไขมันใต้ผิวหนังบริเวณผิวหน้า แขน ต้นขาและน่องแฟบหายไป ต่อเมื่อระยะสุดท้ายถึงจะพบความผิดปกติของการกระจายตัวของไขมันเช่นนี้ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยาต้านไวรัส เราจึงพบเห็นในทีวีบ่อยๆ ผู้ป่วยมีร่างกายผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูก จากสาเหตุนี้นั่นเอง

3. ฟิลเลอร์ถาวร มีชื่อทางการค้า ArteFill มีอายุ 5-10 ปี
 FDA อนุมัติให้ใช้เฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ 2006 

ArteFill เป็นฟิลเลอร์ที่ใช้ไมโครสเฟียร์โพลีเมอร์รุ่นที่สาม ตามหลัง Artecoll® รุ่นก่อน ซึ่งทําการตลาดนอกสหรัฐอเมริการะหว่างปี 1994 ถึง 2006 

ผลิตภัณฑ์นี้คิดค้นโดย Gottfried Lemperle ศัลยแพทย์พลาสติกชาวเยอรมัน รุ่นแรกเรียกว่า Arteplast โดยเริ่มการทดลองทางคลินิกในปี 1989 แต่ทว่ามีอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่สามารถยอมรับได้ เช่น อาการบวมช้ำ การจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นตุ่มนูนตะปุ่มตะป่ำ และการอักเสบติดเชื้อหรือเนื้อตายจากการอุดตันของหลอดเลือด จนนำไปสู่สูตรใหม่ คือ Artecoll ซึ่งบริษัท Rofil Medical ของเนเธอร์แลนด์ได้รับอนุมัติให้วางจำหน่ายในยุโรปในปี 1994 และบริษัท Canderm Pharma ได้รับการอนุมัติในแคนาดาในปี 1996 บริษัท Artes Medical Inc. ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกาในปี 1999 โดย Lemperle และลูกชายสองคนของเขาเพื่อนำเทคโนโลยีนี้มาสู่สหรัฐอเมริกาและขออนุมัติจาก FDA

ArteFill หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า Bellfill ทำมาจากพลาสติก PMMA (Polymethylmethacrylate)(เป็นเม็ดพลาสติกใสขนาดจิ๋ว คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ อะคริลิก(Acrylic) ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างถาวรที่ไม่สลายไป)และคอลลาเจนจากวัว 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ความลับของฟิลเลอร์ ep.1

กรดไฮยารูโลนิก (Hyaluronic Acid) หรือ HA เป็นส่วนผสมที่พบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หากเป็นอาหารเสริมหรือครีมบำรุงผิว จะอยู่ในรูป sodium hyaluronate...

บทความยอดนิยม