บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรดไหลย้อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรดไหลย้อน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ผลข้างเคียงต่างๆจากการกินวิตามินที่เราควรรู้

ทุกวันนี้ตลาดอาหารเสริมหรือวิตามินเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดเนื่องจากคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของวิตามินที่มีมากมาย แป้งเชื่อว่ามีหลายคนรับประทานอาหารเสริมเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ เช่น ชะลอวัย ฟื้นฟูสุขภาพและบำรุงผิวพรรณ ฯลฯ

แต่ใช่ว่าเราจะได้รับประโยชน์จากอาหารเสริมเพียงด้านเดียว
ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น มีไม่น้อยจนทำให้ไม่สามารถรับประทานวิตามินชนิดนั้นได้เช่นกัน

มาดูกันว่าอาหารเสริมเหล่านั้นมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เกิดกรดไหลย้อน คลื่นไส้หรือเกิดสิว ผดผื่นคัน ฯลฯได้หรือไม่

1.วิตามินบี 6 และโกโก้ อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือทำให้เกิดอาการเสียดท้องในบางคน

2.อาร์จินีน(Arginine)อาจเพิ่มระดับกรดในกระเพาะอาหารและทำให้เกิดกรดไหลย้อน(โปรดทราบว่า อาร์จินีนอาจถูกชูเป็นจุดเด่นเพียงตัวเดียวหรือเป็นส่วนประกอบในอาหารเสริมเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ)

หากรับประทานร่วมกับยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพื่อใช้รักษากรดไหลย้อน เช่น omeprazole(Prilosec)หรือเซนต์จอห์นเวิร์ต(St John's Wort)ซึ่งเป็นสมุนไพรบรรเทาโรคซึมเศร้า อาจทำให้อาการเกิดกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้น

3.วิตามินซีอาจทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นในบางคน แต่โชคดีที่มีวิตามินซีรูปแบบพิเศษ(Ester-c)ซึ่งมีประโยชน์คือ สกัดความเป็นกรดออกไปจนหมดสิ้น จึงไม่ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร

4.วิตามินเกลือแร่รวม(Multivitamin)มักมีแร่ธาตุ เช่น เหล็ก(Iron)และสังกะสี(Zinc)ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร

5.ซิตรัสไอโอฟลาโวนอยด์(Citrus Bioflavonoid)ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่พบบ่อยใน Multivitamin(วิตามินเกลือแร่รวม) สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนได้ในผู้หญิงเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือใช้ฮอร์โมนทดแทน

6.CoQ10 สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อย่างไรก็ตามสามารถลดผลข้างเคียงได้โดยการแบ่งปริมาณวิตามินและควบคุมช่วงเวลาของวัน

ไม่ควรรับประทานตอนเย็นเนื่องจาก CoQ10 เป็นวิตามินที่ให้พลังงาน อาจมีผลทำให้นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน

7.NAC,ALA อาจมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือเกิดผดผื่น คันตามตัว

8.อาหารเสริมน้ำมันปลา(Omega-3,Fish oil)มีผลทำให้เกิดกรดไหลย้อน คลื่นไส้และเรอกลิ่นคาวปลาได้ในบางคน

9.แมกนีเซียม(Magnesium)ทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือท้องเสีย

10.SAM-e อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องในบางคน ซึ่งสามารถลดลงได้โดยการใช้สูตรเคลือบลำไส้(Enteric),ขนาดเล็ก
(Mini Dose),แบ่งขนาดหรือรับประทานพร้อมอาหาร

11.การศึกษาหนึ่งพบว่า Curcumin(ขมิ้นชัน)ใช้รักษาอาการกรดไหลย้อน แต่อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และปวดท้องเล็กน้อยในบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานขมิ้นชันปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

12.แม้ว่าจะมีหลักฐานเบื้องต้นว่า Ginger(ขิง)มีประโยชน์สำหรับลดอาการคลื่นไส้หรือลดกรดไหลย้อน แต่อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือกรดไหลย้อนได้ในบางคน

13.วิตามินบีรวม(B-complex)ที่มีส่วนประกอบเป็นวิตามินซี ไบโอติน(Biotin)และกรดโฟลิก(Folic Acid )อาจทำให้เกิดอาการมึนงงปวดศีรษะ คลื่นไส้และท้องเสียเล็กน้อย

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของสูตร B-complex คือกรดไหลย้อนและท้องผูก

กรดไหลย้อนไม่ได้เป็นผลข้างเคียงในทันทีของการรับประทาน
วิตามินบีรวม อย่างไรก็ตามเม็ดวิตามินที่มีขนาดใหญ่มาก อาจทำให้หลอดอาหารระคายเคืองมีผลทำให้เกิดการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหาร

14.R-ALA อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและเกิดกรดไหลย้อนได้

15.Collagen 2500 mg ขึ้นไป มีผลทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวผดได้ในผู้ที่มีผิวผสม-ผิวมัน






ที่มา
https://www.consumerlab.com › hea...Supplements That Cause Reflux, Heartburn & GERD | Consumerlab ...
https://www.livestrong.com › articleIs it Normal to Have Acid Reflux After Taking a Vitimin B Complex ...
บล็อกแป้งปังปอนด์



วันพฤหัสบดีที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Quimbamto วิตามินลดกรดไหลย้อนและกระเพาะอาหารอักเสบอย่างได้ผล



มีหลายคนคุ้นเคยกันดีกับโรคกระเพาะอาหาร เมื่อเกิดอาการเรอเปรี้ยว หรือมีรสขมในปาก ปวดแสบร้อนในช่องท้องส่วนบน ปวดบริเวณหน้าอก ก็จะคิดไว้ก่อนว่านั่นเป็นอาการของโรคกระเพาะอาหาร ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะเป็น โรคกรดไหลย้อน(Gastro esophageal reflux disease ,GERD)
    
 โรคกรดไหลย้อน เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร โดยของที่ไหลย้อนส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ส่วนน้อยเป็นด่างจากลำไส้เล็ก โดยอาจมีหรือไม่มีภาวะหลอดอาหารอักเสบก็ได้
      
คนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยว ภาวะนี้อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบ หรือเป็นมากจนเกิดแผลรุนแรง จนทำให้ปลายหลอดอาหารตีบ หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเซลล์ของเยื่อบุหลอดอาหาร บางรายอาจรุนแรงจนถึงขั้นเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
     
แต่บางครั้งไม่ได้มาด้วยอาการแสบยอดอก เรอเปรี้ยว แต่มาพบแพทย์ด้วยอาการของโรคหู คอ จมูก เช่น ไอเรื้อรัง เสียงแหบเรื้อรัง มีกลิ่นปาก หรืออาจมาด้วยอาการทางระบบหายใจ เช่น หอบหืด บางรายมาด้วยอาการเจ็บหน้าอก ซึ่งเมื่อวินิจฉัยแล้วไม่พบโรคอื่น จะถูกส่งต่อมาที่แผนกระบบทางเดินอาหาร ส่วนใหญ่จะพบว่าเป็นโรคกรดไหลย้อน นั่นเอง

โรคกรดไหลย้อน มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิต ลักษณะของโรคคือการที่มีกรดไหลย้อนขึ้นจากกระเพาะอาหารมาที่หลอดอาหาร โรคกรดไหลย้อนจึงพบได้จากการอักเสบของหลอดอาหาร 

โรคกรดไหลย้อน พบในผู้ใหญ่ ประมาณ 20-40% อาการที่พบเป็นประจำคือ อาการแสบยอดอก
     
โรคกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่มีอาการปวดท้องบริเวณยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ มีประวัติเป็นเรื้อรังมานาน แต่สุขภาพทั่วไปไม่ทรุดโทรม บางรายมีอาการจุก เสียด แน่น เจ็บ แสบ หรือร้อน อาการมักจะสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารหรือชนิดของอาหาร เช่น อาจปวดมากเมื่อหิว หลังรับประทานอาหารจะทุเลา แต่บางรายอาการปวดเป็นมากขึ้นหลังอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เป็นต้น

มีสาเหตุหลักจากเชื้อแบคทีเรียเฮโลโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicombacter Pylori) หรือ เอช.ไพโลไร หากโรคกระเพาะอาหารที่เป็นอยุ่เกิดจากเชื้อ “H. Pylori” อาจทำให้บุคคลในครอบครัว หรือเพื่อนที่ร่วมโต๊ะอาหารเดียวกัน เกิดโรคกระเพาะอาหารได้ 

ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และรับการตรวจหาเชื้อ“H. Pylori” ในกระเพาะอาหาร เพื่อการวินิจฉัยที่ตรงจุดและการรักษาที่ทันท่วงที ก่อนจะลุกลามเป็นโรคร้ายในอนาคต

แป้งเคยเป็นโรคกรดไหลย้อน จากพฤติกรรมชอบอาหารรสเผ็ดจัด เป็นเวลานานหลายปี พอได้กินวิตามิน licorice(DGL) 500 mg ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า อาการปวดแสบร้อนของกรดที่ไหลย้อนมาลำคอ ก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่อยากลองวิตามินตัวใหม่ๆเพิ่มเติม จึงศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเรื่องวิตามินที่ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลดกรดไหลย้อนอีกครั้ง

มีวิตามินชื่อ Quimbamto(กระเจี๊ยบเขียว)เป็นพืชที่มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบมีสารเมือกและเพกทิน(pectin)

  กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชพื้นเมืองของประเทศเอธิโอเปีย แถบศูนย์สูตรของทวีปแอฟริกา อียิปต์ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก และเอเชียใต้ นิยมปลูกมากทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น โดยเฉพาะในประเทศไทยที่สามารถปลูกได้ทุกภาค

กระเจี๊ยบเขียวอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน โฟเลต แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี อยู่ในปริมาณพอสมควร 

 นอกจากนี้ กระเจี๊ยบเขียวยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำ ซึ่งเป็นส่วนของพืชผักที่ร่างกายย่อยไม่ได้ และเส้นใยที่ละลายน้ำได้ เช่น เพกทิน (pectin) และเมือก (mucilage) ซึ่งเกิดจากสารประกอบ acetyated acidic polysaccharide และกรดกาแล็กทูโลนิก (galactulonic caid)ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้เป็นอย่างดี

ในปี 2547 มีรายงานการศึกษาพบว่าสารประกอบไกลโคไซเลต (glycosylated compounds ซึ่งประกอบด้วย โพลีแซกคาไรด์ (polysaccharides) และไกลโคโปรตีน (glycoproteins) ในกระเจี๊ยบเขียว มีฤทธิ์ยับยั้งความสามารถของเชื้อแบคทีเรีย เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลริ (helicobacter pylori) ในการเกาะเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร ซึ่งแบคทีเรียตัวนี้เอง เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร แต่สารไกลโคไซเลต จะมีฤทธิ์ลดลงเมื่อถูกความร้อน

มีประโยชน์อย่างไร
1.ออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ H. pylori ซึ่งเป็นการเกิดอักเสบของกระเพาะอาหาร จากเชื้อ H. pylori หากเกิดขึ้นกับใครแล้ว มันจะทำให้ความต้านทานของเยื่อบุผิวภายในกระเพาะอ่อนแอลง  
ซึ่งง่ายต่อการทำลาย โดยกรดไฮโรคลอริกที่มีอยู่ในตัวกระเพาะอาหารเอง 

ยาแผนปัจจุบันต่าง ๆ ที่นำมาใช้เพื่อลดกรด (antacids) รวมถึงยาลดการสร้างและการปล่อยกรดออกสู่กระเพาะ
เช่น H2 blockers และ proton pump inhibitors or PPIs 
ถูกนำมาใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลมาเป็นเวลานานหลายปี

อย่างไรก็ตาม ยาทั้งสองกลุ่มไม่สามารถทำลายเชื้อ H. pylori ได้
หากหยุดยาเมื่อใด แผลในกระเพาะก็จะกลับมาเหมือนเดิม  

ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีการใช้ยาลดกรด H2 blockers และ proton pump inhibitors ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี เพื่อป้องกันไม่ให้แผลในกระเพาะกลับคืนมาอีก โดยไม่ให้มีเลือดออก จนเกิดกระเพาะอาหารทะลุ รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดการอุดตันในกระเพาะขึ้น

2.รักษาแผลในกระเพาะอาหารโดยไม่ต้องกินยาแผนปัจจุบัน

3.ลดกรดไหลย้อนได้เป็นอย่างดี
4.ลดอาการท้องอืดโดยเฉพาะในผู้ที่ตัดถุงน้ำดี
5.ลดก๊าซในกระเพาะอาหาร
6.ลดอาการลำไส้แปรปรวน
7.ช่วยย่อยอาหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ
8.ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังตื่นนอนตอนเช้าในคนที่เป็นกรดไหลย้อน

แป้งกินวิตามินชื่อ Quimbamto 500 mg ยี่ห้อ healthy benefits ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น แค่อาทิตย์เดียว อาการแสบปวดท้องจากกรดไหลย้อนหายเป็นปลิดทิ้ง จึงลดวิตามินเหลือวันละ 1 เม็ดค่ะ 

ปัจจุบันนี้เวลาเกิดความเจ็บป่วยใดๆ แป้งเลือกที่จะรักษาตัวเองด้วยวิตามินเป็นลำดับแรกเสมอ  ซึ่งเห็นผลชะงัด ไม่เคยล้มหมอนนอนเสื่อสักครั้ง เหตุผลคือมีระดับภูมิต้านทานที่สูงกว่าปกติ(กินวิตามินต่อเนื่องเป็นประจำ) 

ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ การเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคเกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหารและลำไส้ จะต้องมีตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด จากค่ารักษาหลักพันหลักหมื่นกลายเป็นครึ่งแสน

 หากเรามีความรอบรู้เรื่องวิตามินกับการรักษาแผลในกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อน ยอมรับว่ากินวิตามินดีกว่ายารักษาโรคเยอะเลย อย่างน้อยวิตามิน Quimbamto ก็เป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาติที่น่าจับตามองตัวหนึ่งค่ะ

มีเรื่องอยากเตือนให้ระมัดระวังการเสพสื่อสุขภาพทางอินเตอร์เน็ต ที่บอกว่า ควรดื่มน้ำผลไม้เป็นสิ่งแรกเมื่อตื่นนอนตอนเช้า แทนที่จะเป็นน้ำเปล่า เพราะขณะที่ท้องยังว่าง ลำไส้สามารถดูดซึมอาหารและวิตามินจากน้ำผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด 

ข้อความข้างบนนี้จะไม่สามารถใช้ได้ในคนที่มีภาวะกรดเกิน แผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ กรดไหลย้อน ลำไส้แปรปรวน เพราะในผลไม้ส่วนใหญ่มีวิตามินซีสูง ไฟเบอร์เยอะ จึงช่วยระบบขับถ่าย แต่ในคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและลำไส้ จะกลายเป็นเพิ่มปัญหาให้สมดุลกรดด่างในกระเพาะอาหาร

ประสบการณ์ตรงคือ แป้งเคยกินองุ่นไร้เมล็ดสีม่วง รสชาติหวานฉ่ำลิ้น แค่ 6-7 เม็ด หลังตื่นนอนตอนเช้า เพราะไม่รู้จะกินอะไรดี อีก 1 ชั่วโมงต่อมา งานงอกเลยค่ะ ปวดท้องมากๆ ลำไส้บิดตัวอย่างรุนแรง ก่อนที่เข้าห้องน้ำ จะปวดท้องแบบทรมานชนิดตัวขดตัวงอเพราะรู้สึกผ่านผนังหน้าท้องได้ว่า มีน้ำกรดไฮโดรคลอริก จากกระเพาะอาหารไหลมาสมทบในกระเพาะประกอบมีมวลน้ำย่อย ไหลย้อนกระฉอกจากลำคอ คือ คลื่นไส้ตามด้วยอาเจียน 4-5ครั้ง 

ตามมาด้วยอาการท้องเสีย 7-8 ครั้ง ใจหวิวๆสั่นๆตลอด จากนั้นพายุจึงสงบ พลางนึกว่า เราเป็นอะไรไป แค่กินองุ่นเอง อืม! ผลไม้สดมีวิตามินซีสูงมาก แค่ไม่กี่เม็ด ก็สร้างความทุกข์ทรมานไม่น้อยเลยค่ะ

ไม่ว่าเราจะกินวิตามินอะไรก่อนหรือหลังอาหารมื้อนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการดูดซึมที่มีประสิทธิภาพสักนิด ขึ้นกับเอนไซม์ย่อยอาหารในกระเพาะอาหารต่างหาก เพราะถ้าท้องว่างแล้วจะดูดซึมสารอาหารต่างๆได้ดี ทำไมคนที่กินอาหารนั่นโน่นนี่ทั้งวันถึงได้อ้วนท้วนสมบูรณ์ล่ะค่ะ
















ที่มา:

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

7 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้เป็นกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน ( gastroesophageal reflux disease: GERD ) คือภาวะที่มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ซึ่งหลอดอาหาร เป็นอวัยวะที่ไม่ทนต่อกรด จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร โดยปกติหลอดอาหารจะมีการบีบตัวไล่อาหารลงด้านล่าง หูรูดทำหน้าที่ป้องกันการไหลย้อนของน้ำย่อยหรืออาหาร ไม่ให้ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร 

แต่ในปัจจุบัน หูรูดส่วนนี้ทำงานได้น้อยลงในบางคน ซึ่งจะตรวจพบได้ประมาณ 1 ใน 5 คนพบในคนทั่วไป  ทุกช่วงอายุ ตั้งแต่เด็กทารกไปจนถึงผู้ใหญ่ 


สาเหตุ
1.ความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหาร ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหาร มีความดันของหูรูดต่ำหรือเปิดบ่อยกว่าในคนปกติ ความผิดปกติเหล่านี้ อาจเกิดจากการดื่มน้ำอัดลม แอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ และยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคหอบหืด
2.ความผิดปกติในการบีบตัวของหลอดอาหาร ทำให้อาหารที่รับประทานเคลื่อนตัวลงช้า หรืออาหารที่ไหลย้อนขึ้นมาจากกระเพาะอาหาร ค้างอยู่ในหลอดอาหารนานกว่าปกติ
3.ความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร ส่งผลให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติ จะเพิ่มโอกาสการไหลย้อนของกรด จากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหารมากขึ้น 

ข้อควรระมัดระวัง อาหารประเภทไขมันสูงและช็อกโกแลต มีผลให้กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง เพิ่มโอกาสเป็นกรดไหลย้อนมากขึ้น

อาการ
1.อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก ซึ่งจะเป็นมากหลังรับประทานอาหารมื้อหนัก การโน้มตัวไปข้างหน้า การยกของหนัก การนอนหงาย
2.มีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก มักมีอาการเรอ และมีน้ำรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก จนทำให้เกิดพยาธิสภาพในหลอดอาหารขึ้น ได้แก่หลอดอาหารอักเสบจนมีเลือดออกจากหลอดอาหาร กลืนติดกลืนลำบาก
3.ท้องอืด แน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน หลังรับประทานอาหาร
4.เจ็บหน้าอก จุกคล้ายมีอะไรติดหรือขวางอยู่บริเวณคอ ต้องพยายามกระแอมออกบ่อยๆ 
5.หืดหอบ ไอแห้งๆ เสียงแหบเจ็บคอ อาการเหล่านี้เกิดจากกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณกล่องเสียง ทำให้เกิดกล่องเสียงอักเสบ


7 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้เป็นกรดไหลย้อน
1.มะเขือเทศ อุดมไปด้วยกรดซิตริก ( citric acid ) และกรดมาลิก ( malic acid ) มะเขือเทศรวมทั้งซอส ซุป น้ำผลไม้ สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถทำให้ระบบทางเดินอาหารผลิตกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป เมื่อมีกรดปริมาณมากขึ้น จะถูกบังคับให้ไหลย้อนขึ้นหลอดอาหาร งานเข้าไม่รู้ตัวค่ะ

2.ผลไม้ประเภทส้ม จะเต็มไปด้วยกรดซิตริก ( citric acid )งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Rhinology Laryngology แสดงให้เห็นว่าการจำกัดปริมาณของกรดในอาหาร สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ เช่น ไอกระแอม เสียงแหบ

3.หัวหอม มีส่วนทำให้ความดันของหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าปกติ ส่งผลให้มีการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนผิดปกติ ยกเว้นหัวหอมถูกปรุงสุก จึงจะไม่มีผลกระทบในการเพิ่มความเป็นกรดได้

4.น้ำอัดลม กรดคาร์บอนิกในภาชนะบรรจุ เช่น ขวดแก้ว กระป๋อง เมื่อสัมผัสอากาศ จะแยกตัวออกเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ เป็นฟองที่เกิดขึ้นเวลาเปิดขวดหรือกระป๋อง สามารถเพิ่มความดันในกระเพาะอาหาร โดยฟองอากาศจะเริ่มยืดขยายเหมือนลูกโป่งและบังคับให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารเปิด กรดหรือน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารจึงพร้อมไหลย้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง

5.แอลกอฮอล์ มีส่วนทำให้กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นลงในหลอดอาหารส่งผลให้รู้สึกแสบร้อนในลำคอ 

6.อาหารที่เต็มไปด้วยไขมันสูงเช่น อาหารทอด เนื้อสัตว์ติดมันหมูสามชั้น  จะใช้เวลาย่อยในกระเพาะอาหารนานกว่าอาหารประเภทอื่น ก่อให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารมีมากขึ้น จนเบียดหลอดอาหาร ส่งผลให้เกิดกรดไหลย้อนได้

7.กาแฟ ตามการศึกษาหนึ่งในเยอรมัน พบว่า คาเฟอีนในกาแฟ ส่งผลให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการกรดไหลย้อน แต่คาเฟอีนในชา ไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด 


ที่มา


ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม