บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Co Q10 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Co Q10 แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กลูต้าไธโอน ( glutathione ) สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระที่มาพร้อมกับความขาวใสเหนือความคาดหมาย


กลูต้าไธโอน แทบไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก แต่ส่วนใหญ่เป็นในทางลบเสียมากกว่า ส่วนตัวแป้งซึ่งอยู่ในแวดวงสุขภาพทางเลือกกลับมีความเห็นไปทางบวกค่ะ

glutathioneเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่โดดเด่นในcytoplasmaของเซลล์ เรียกได้ว่าแทบทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์จะต้องมีกลูต้าไธโอนถูกสังเคราะห์จาก 3 กรดอะมิโนในกระบวนการ 2ขั้นตอน เริ่มด้วยการรวมตัวกันของ glutamic acid & cysteine สิ้นสุดด้วย glycine

นอกจากนี้กลูตาไธโอนยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ถูกสร้างและใช้มากที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องสายตาของคนเราช่วยเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตที่สะสมในร่างกายให้เป็นพลังงานและป้องกันการสะสมของไขมันซึ่งอาจนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ

กลูต้าไธโอนมีหน้าที่ปกป้องทุกเซลล์ของร่างกาย แต่พออายุมากขึ้น ปริมาณกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดน้อยลงหรือถูกผลิตช้าลง เมื่อย่างเข้าอายุ 20ปี ปริมาณกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดลงเฉลี่ย 8-12%ต่อ 10 ปีแต่หากมีการบริโภคยารักษาโรคหรือสารเคมีปนเปื้อนมากเกินไปปริมาณของกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดลงรวดเร็วกว่าที่คาดไว้ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมเร็วก่อนวัยอันควร ส่งผลให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆเข้ามารุมเร้าและแทรกแซงได้ง่าย

Glutathione สามารถผลิตได้ตามธรรมชาติโดยตับทำหน้าที่ช่วยสร้างเยื้อเยื่อรวมถึงการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ อัดฉีดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและมีส่วนในการยับยั้งกระบวนการชรา พบกลูต้าไธโอนได้ในทุกเซลล์โดยเฉพาะที่ตับม้าม ไตตับอ่อน เลนส์ตาและกระจกตา

Glutathione ได้รับการศึกษาวิจัยทางคลีนิกมากกว่า 100,000 บทความและพิสูจน์ได้ว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระปกป้องเซลล์ทั่วร่างกายรวมไปถึงเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆยังช่วยป้องกันมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งตับล้างพิษในระดับเซลล์ เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานให้กับร่างกาย

ดังนั้นกลูต้าไธโอนจึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพรวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของเซลล์ ซ่อมแซม บำรุงรักษาและลดระดับความเป็นพิษในร่างกาย มาถึงตรงนี้ยังมองไม่เห็นว่า กลูต้าไธโอนเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายแต่อย่างใด



กลูต้าไธโอน ดูดซึมได้ไม่ดีนักเมื่อรับประทานทางปากเนื่องจากโดนน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหารทำลายไม่เหลือไว้ให้ลำไส้เล็กดูดซึมไปใช้ จึงนิยมฉีดเข้าเส้นเลือดดำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ มักฉีด glutathioneเพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดและรักษาภาวะมีบุตรยาก

แหล่งอาหารตามธรรมชาติ เช่น หน่อไม้ฝรั่งมันฝรั่ง พริกแครอทหัวหอมอะโวคาโด ผักโขมกระเทียม มะเขือเทศส้มโอ แอปเปิ้ลส้ม กล้วยลูกพีช

ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองและห้องปฏิบัติการ แสดงให้เห็นว่า glutathione มีศักยภาพที่จะต่อสู้กับโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคมะเร็งและต่อต้านริ้วรอยจากอนุมูลอิสระ

กลูตาไธโอนจะถูกนำกลับมาใช้ในร่างกาย ยกเว้นเมื่อเกิดสารพิษมากเกินไปมันทำหน้าที่รีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นให้กลับมาใช้งานได้ใหม่เช่น วิตามินซีวิตามินอี กรดอัลฟ่าไลโปอิกและ Q10

ปกติสารต้านอนุมูลอิสระพวกนี้เมื่อผ่านกระบวนการกำจัดอนุมูลอิสระแล้วจะหมดฤทธิ์ทันทีแต่กลูต้าไธโอนจะชุบชีวิตให้ฟื้นคืนเพื่อทำหน้าที่อีกครั้งพูดง่ายๆคือ ร่างกายได้กำไรการรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระจากหน้าที่ของกลูต้าไธโอนนั่นเอง

มีประโยชน์อย่างไร
1.ล้างพิษในระดับเซลล์ โดยช่วยกำจัดสารพิษจำพวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลงและยาบางชนิดให้ละลายน้ำได้ดี ทำให้ง่ายต่อการขับออกจากร่างกาย
2.มีการศึกษาพบว่า กลูต้าไธโอน สามารถทำลายสารก่อมะเร็ง ( carcinogen ) มากกว่า 12 ชนิด เช่น อะฟลาท็อกซิน (สารอะฟลาท็อกซินเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อราและมีการปนเปื้อนในอาหารมากที่สุด ถูกจัดอันดับเป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งแถมยังทนความร้อนได้สูงมากถึง 260องศสาเซลเซียส การปรุงอาหาร ต้ม นึ่ง ย่าง ผัด จึงไม่สามารถทำลายได้ )

3.ปกป้องตับจากการถูกทำลายด้วยแอลกอฮอล์ กำจัดนิโคติน ( สารพิษในบุหรี่ ) ยาพาราเซตามอล
4.สร้างและซ่อมแซม DNA
5.ยับยั้งกระบวนการชรา
6.ต่อต้านริ้วรอยจากอนุมูลอิสระ
7.กลูต้าไธโอนมีจำเป็นต่อสภาพความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดงและมีส่วนในการสร้างเม็ดเลือดแดงอีกด้วย
8.ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายและกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดให้ต่อต้านเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
9. ช่วยในการขนส่งกรดอะมิโนเช่น L–alanine ผ่านเนื้อเยื่อโดยทางอ้อม L–alanine จำเป็นสำหรับการผลิตเม็ดเลือดขาวที่ชื่อว่าลิมโฟซัยท์ ( lymphocyte )
10.อาจช่วยปกป้องมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ
11.ปกป้องดวงตาจากต้อกระจก กลูต้าไธโอนพบมากในแก้วตาและเลนส์ตา โดยทำงานร่วมกับไรโบฟลาวิน ( วิตามินบี2 )
12.ยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนังผลของกลูต้าไธโอนในการปรับสีผิว ขึ้นอยู่กับสีผิวเดิมของผู้ที่เริ่มกิน หากมีสีผิวอ่อนอยู่แล้วจะเห็นผลไว แต่หากสีผิวเดิมคล้ำต้องรอให้ร่างกายสร้างเม็ดสีอ่อนชุดใหม่บวกกับเซลล์ผิวเก่าสีคล้ำเดิมผลัดผิวหมดไปก่อนซึ่งหากคล้ำมากอาจใช้เวลาผลัดเซลล์สีผิวเดิมเป็นแรมปีจากนั้นจึงจะเห็นผิวในชุดเม็ดสีอ่อนชุดใหม่ที่สร้างขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม เรื่องกลูต้าไธโอนอาจไม่ได้ผลตามคาดหวังในทุกรายโดยเฉพาะผู้ที่มียีน ( gene ) สร้างเม็ดสีที่แข็งแกร่งจะใช้อะไรยับยั้งการสร้างสีชั่วคราวก็ไม่เกิดผล ส่วนผู้ที่ระบบเอนไซม์อ่อนไหวง่ายพอยับยั้งได้ก็มีอยู่เยอะค่ะ

ถึงว่าเมื่อ 3 ปีก่อนแป้งฉีดกลูต้าไธโอนราว 6เดือน ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

กลูต้าไธโอน อาจสามารถช่วยให้ผิวค่อยๆขาวขึ้น ในช่วงเวลาที่กินหรือฉีดอยู่

ผลข้างเคียง : ผื่นแดง ท้องเสีย ปวดศีรษะ คัน หนาวสั่น เวียนศีรษะ เป็นลม เมื่อยล้า

สำหรับข่าวการใช้สารกลูต้าไธโอนแล้วทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็งผิวหนังสามารถอธิบายได้ว่า การที่ร่างกายได้รับสารกลูต้าไธโอนปริมาณมาก เน้นย้ำว่า ปริมาณมากเป็นเวลานานๆจะทำให้เม็ดสีเมลานินบริเวณผิวหนังและจอประสาทตา ( retina ) มีปริมาณลดลง ทำให้จอประสาทตารับแสงได้น้อย จึงเสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต

วารสารทางการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้จัดกลูต้าไธโอนเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางดวงตาส่วนเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนังจะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสงบริเวณผิวหนังหากเม็ดสีที่ผิวหนังมีปริมาณลดลง ร่างกายก็จะขาดเกราะป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต (UV)ทำให้ผิวเหี่ยวย่นเร็วและแก่เร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

ปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทาน คือ 500-1000 mg/วัน

ในอดีตกลูต้าไธโอนไม่ดูดซึมทางปากเพราะถูกน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหารทำลายจนแทบไม่เหลือ
ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมได้ใช้เทคโนโลยีและกรรมวิธีผลิตกลูต้าไธโอนให้ไม่ถูกทำลายเมื่อผ่านระบบทางเดินอาหารจึงสามารถดูดซึมได้ดีในลำไส้เล็กแล้วนะคะ

กลูต้าไธโอนที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีหลายเกรดขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและคุณภาพของวัตถุดิบแป้งจะเลือกกินเฉพาะpharmaceutical grade (มาตรฐานการผลิตยา ) เท่านั้น อย่างอื่นขอบาย น่ากลัวค่ะ ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นที่กินเป็นประจำเป็นระยะเวลา 4 เดือนพบว่าผิวขาวผุดผ่องขึ้น 2 ระดับเห็นผลชัดเจนเสียที เหตุผลคือเมื่อก่อนไม่มีวิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระคุณภาพสูงอยู่ในร่างกายแป้งนั่นเอง

หมายเหตุ : แป้งเลือกกิน glutathioneจุดประสงค์หลักคือ การชะลอวัยและสุขภาพดีถึงขีดสุดแม้วันเวลาจะล่วงผ่านเลยไปนานแค่ไหนแต่ร่างกายจะเต็มไปด้วยพละกำลัง ไม่เจ็บป่วยง่ายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บได้แค่นี้ก็ดีใจที่สุดแล้ว

แป้งขอแค่กินอาหารอร่อย นอนหลับสนิท ไม่มีโรครุมเร้าไม่ต้องหอบเงินไปให้หมอเพื่อรักษาตัวที่เหลือคือกำไรชีวิตค่ะ

ที่มา :


วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

โคเอนไซม์ คิวเทน วิตามินชะลอความความชรา ได้จริงหรือ

 
                 Co-enzyme Q10, Co Q10 หรือ Q10 มีชื่อเรียกทางเคมีว่า Ubiquinone,Ubiquinol
ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ 1957 โดย Frederick L.Crane at the University of Wisconsin โดยสกัดได้จาก Mitochondria (ทำหน้าที่เป็นแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ ประกอบด้วยสารจำพวกโปรตีนและไขมัน) ในเนื้อวัวที่สหรัฐอเมริกา คนอเมริกันเค้าชอบบริโภคเนื้อวัวมากที่สุดในโลกอยู่แล้วนี่นา

                 ปี ค.ศ 1977 บริษัทอุตสาหกรรมเคมี ชื่อว่า Kaneka Corporation ในญี่ปุ่น เริ่มผลิต Q10 ที่ได้จากการหมักยีสต์

                 ปี ค.ศ 1978 Peter Mitchell นักเคมีชาวอังกฤษ ได้รับรางวัลโนเบลจากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับ Q10 ที่สกัดจาก Mitochondria

                 ปี ค.ศ 1997 ได้มีการก่อตั้ง สมาคม Q10ระหว่างประเทศโดย นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง นักโภชนาการและแพทย์ที่มีชื่อเสียง Kaneka Corporation บริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกครั้งแรก

                  ปี ค.ศ 2006 เนื่องจากการบริโภค Q10 เพิ่มจำนวนมากขึ้น มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของ Q10ในอเมริกา จึงทำให้ Kaneka Corporation ผงาดขึ้นมาอย่างสวยสดงดงามและได้ก่อตั้งโรงงานผลิต Q10 เป็นแห่งแรกในอเมริกา

                  ปัจจุบัน Kaneka Corporation ของญี่ปุ่น เป็นบริษัทที่ผลิต Q10 บริสุทธิ์ คุณภาพสูง ที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตอาหารเสริมและเครื่องสำอาง เหลือพอที่จะส่งออกไปยังนานาประเทศมากที่สุดในโลก Q10 ที่ผลิตในอเมริกาก็มีที่มาจากประเทศญี่ปุ่น นั่นเอง

                   Q10 เป็นสารชีวภาพที่ร่างกายผลิตได้เอง ป้องกันการทำลายของเยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการลำเลียงสารอาหารเข้าสู่เซลล์ และกำจัดของเสียออกนอกเซลล์ มีคุณสมบัติคล้ายวิตามิน ละลายได้ดีในไขมัน เป็นกุญแจที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของหัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมองและช่วยชะลอความชรา เหี่ยวก่อนวัยอันควร แต่หลังจากอายุ 20 ปี ปริมาณการสร้าง Q10 จะลดลงต่ำกว่าระดับที่ร่างกายต้องการ พบมากในอาหารจำพวก เนื้อวัว ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ผักขม ถั่วลิสง แต่จะถูกทำลายจากความร้อนที่ใช้ในการหุงต้ม มิน่า! ชาวอเมริกันถึงได้กินสเต๊กเนื้ิิอวัวแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ เค้าจะเก็บวิตามิน Q10 ไว้ให้มากที่สุดนี่เอง

                    ญี่ปุ่น เป็นประเทศแรกที่สามารถผลิต Q10 ได้ในระดับอุตสาหกรรม จากการหมักยีสต์ เพราะหากสกัด Q10 จากไมโตรคอนเดรียของเนื้อวัวได้อย่างเดียว ป่านฉะนี้ วัวคงตายหมดไปจากโลกเราแล้วล่ะ คนเอเชียก็เก่งใช่ย่อย นะเนี่ย สามารถใช้เทคโนโลยีทางด้านการสังเคราะห์ การควบคุมคุณภาพให้บริสุทธิ์ และความคงตัวเหมือน Q10 ในร่างกายมนุษย์เปี๊ยบเลย

                     ชาวญี่ปุ่น ได้ทำการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ต่อยอดการประยุกต์ใข้ Q10 กับผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย จนมีคำกล่าวว่า ในประเทศญี่ปุ่น ผู้ป่วยโรคหัวใจทุกคนจะต้องได้รับวิตามิน Q10 เพื่อเสริมฤทธิ์ยารักษาโรคหัวใจทุกครั้งที่ไปพบแพทย์ ยิ่งไปกว่านั้น Q10 ยังช่วยลดความดันโลหิตสูง และช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์(เป็นโรคของการเสื่อมทางสติปัญญาที่พบได้เมื่ออายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยจะมีอาการความจำเสื่อม หลงลืมตัวเองและคนในครอบครัว ซึมเศร้า สับสน ไม่สามารถควบคุมการทำงานของร่างกายได้)

                    ผู้ป่วยที่มีปัญหาระดับโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดสูง มักจะได้รับยาลดไขมันกลุ่ม Statin Drugs เช่น Zimvastatin ส่วนใหญ่แพทย์จะให้กินวันละ 10-20 mg แป้งเห็นหลายคนในออฟฟิศกินกันอยู่นะคะ ซึ่งระดับไขมันลดลงก็จริงแต่จะทำลายตับและกล้ามเนื้อของเราอีกด้วย โดยเฉพาะ กล้ามเนื้อหัวใจ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจไม่แข็งแรง แม้จะมีอายุน้อยแต่หัวใจจะแก่ก่อนวัย จึงจำเป็นต้องเสริม Q10 เข้าไปเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจเพราะเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักตลอดชีวิต ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น ยกเว้นตอนมัดตราสังข์ เท่านั้น ถึงจะได้พักจริงๆ

                   ในต่างประเทศ มีการทดลองเอา อาหารเสริม Q10 จำนวน 10 ยี่ห้อ หยอดใส่ปากหนูที่กำลังหายใจพะงาบๆ (กำลังจะตาย) ปรากฎว่า มีเพียงยี่ห้อเดียวที่ทำให้หนูฟื้นคืนชีพ กลับมาหายใจเป็นปกติ อีกครั้ง นั่นแสดงว่า Q10 ที่มีความบริสุทธิ์ คุณภาพสูง และมีความคงตัว จะดูดซึมได้ดีและรวดเร็ว ร่างกายนำไปใช้ได้ทันที ช่างแตกต่างกับวิตามินที่ผลิตในไทยเสียจริง ส่วนผสมที่เป็นวิตามินมีน้อยนิด ที่เหลือใส่อะไรให้เรากิน ไม่รู้นะเนี่ย

                  Q10 ที่ดูดซึมได้ดีจะอยู่ในรูป Reduce Form มีชื่อทางเคมีว่า Ubiquinol มีราคาสูงมาก หากแต่ Q10 ที่มีชื่อทางเคมี ว่า Ubiquinone ก็สามารถกินเป็นอาหารเสริมได้เช่นกัน แต่ต้องกิน dose สูงมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอแก่การชะลอวัย และจะเห็นผลชัดเจนเมื่ออายุ 45 ปีขึ้นไปเพราะทุกส่ิงอย่างในร่างกายเสื่อมโทรมไปหมดแล้ว คนที่อายุน้อยๆ ไม่ว่าจะกินแบบไหน ก็ไม่ค่อยเห็นผลมากนัก เนื่องจากสภาพร่างกายยังไม่ชำรุดทรุดโทรม นั่นเอง แต่จะทำให้คนที่กิน Q10 รู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีกำลังวังชา มากกว่าปกติ (แม้ในยามที่ร่างกายอ่อนล้า) การกิน Q10 ปริมาณมากเกินไป(ร่างกายไม่ได้ขาดเสียหน่อย) อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ หัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ เท่านั้น อย่างว่าค่ะ ของถูกไม่มีดี ของดีไม่มีถูก ของฟรีไม่มีในโลก เลือกบริโภคตามสะดวกนะท่าน

                   Q10 ละลายได้ดีในไขมัน หากมื้อไหนกินอาหารที่มีไขมันมากแล้วกินวิตามิน Q10 ร่างกายจะดูดซึมได้ดีมาก แต่Q10 คุณภาพสูง ไม่จำเป็นต้องกินพร้อมอาหารที่มีไขมัน เพราะได้ผสมน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะกอก รวมไว้ในเม็ดเดียว จึงไม่ต้องห่วงเรื่องการดูดซึม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรกิน Q10 พร้อมหรือหลังอาหารทันทีเพื่อให้มีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากที่สุด บางยี่ห้อจึงผสมวิตามินอี เข้าไปด้วยเลย

                   มีงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับ Q10 ต่อการลดริ้วรอย พบว่า สามารถทำให้ริ้วรอยลึกลดลง โดยใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของ Q10 0.3 % ทารอบดวงตา เป็นเวลา 6 เดือน ปรากฎว่า ความลึกของริ้วรอยลดลงถึง 27 % แสดงว่า Q10 มีส่วนช่วยลดริ้วรอยและชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง ได้อย่างแท้จริง

                   หากอยากได้ผลเลิศจาก Q10 ในการชะลอและลดริ้วรอยอย่างเต็มที่ ควรเลือก Q10 คุณภาพสูง แนะนำครีมบำรุงที่ผสม Q10 ทาลงบนผิวหนังโดยตรงจะเห็นผลชะงัดเลยค่ะ แต่ต้องมี Q10ปริมาณความเข้มข้นมากพอนะคะ บางยี่ห้อใส่มาแค่วิญญาณ ทาจนหมดโรงงาน หนังหน้าก็ยังเหี่ยวอยู่ดีแหละ




ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม