บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลูต้าไธโอน ( glutathione ) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลูต้าไธโอน ( glutathione ) แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2559

กรดอะมิโนกลูตามีน ( glutamine ) กับการสร้างกล้ามเนื้อ

เราจะรู้จักกันว่าดีว่า กลูต้าไธโอน ( glutathione ) สารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด ประกอบด้วยกรดอะมิโน cysteine, glutamate ( glutamic acid )และ glycine

กรดอะมิโนซีสเตอีน (cysteine ) ส่วนใหญ่มักผสมอยู่ในคอลลาเจนชนิดผงหรือแบบเม็ดแทบทุกยี่ห้อ แต่ใน blog นี้จะเป็นเรื่องราวของ glutamine หนึ่งในสามกรดอะมิโนที่รวมตัวกันแล้วกลายร่างเป็นกลูต้าไธโอน มีความสำคัญไม่แพ้กรดอะมิโนตัวอื่นเพราะสามารถแตกตัวจากกลูตามีนไปเป็นกลูตาเมต ซึ่งเป็นกรดอะมิโนอีกตัวหนึ่งได้

กลูตามีน เป็นส่วนหนึ่งของกลูตาไธโอน ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลักในร่างกาย พบได้ในเกือบทุกเซลล์ของร่างกาย ดังนั้นหากขาดกลูตามีน ก็จะส่งผลให้ร่างกายขาดกลูตาไธโอนด้วย

Glutamine เป็นกรดอะมิโนชนิดไม่จำเป็น ( Non -Essential Amino Acid) และเป็นกรดอะมิโนที่มีมากที่สุดในร่างกาย แต่ร่างกายสามารถสร้างเองได้ จึงเรียกว่า กรดอะมิโนไม่จำเป็น โดยมากกว่า 60% ของ glutamine จะอยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อ ถือเป็นกรดอะมิโนที่เป็นโครงสร้างสำคัญของกล้ามเนื้อ

จากงานวิจัยพบว่า ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับความเครียด ร่างกายต้องการกรดอะมิโนกลูตามีน มากกว่าปริมาณที่สามารถผลิตได้

กลูตามีน ( glutamine ) จะถูกไฮโดรไลซ์ ( hydrolyse คือรูปแบบของการสลายพันธะทางเคมีของกรดอะมิโน ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่มีน้ำเข้าไปสลายพันธะ ทำให้สารโมเลกุลใหญ่ แตกตัวเป็นสารที่มีโมเลกุลเล็กลง ) กลายเป็นกรดกลูตามิก ( glutamic acid ) หรือ กลูตาเมต ( glutamate )

กรดอะมิโนจะถูกเมตาบอไลซ์ ( metabolyzed ) ที่ตับ กระบวนการนี้จะมีการปล่อยแอมโมเนียออกมา โดยแอมโมเนียจะถูกหมุนเวียนใช้ในกระบวนการชีวสังเคราะห์ ( biosynthesis ) ส่วนแอมโมเนียที่มากเกินความต้องการจะถูกกำจัดออกมาในรูปของยูเรีย ( urea ) หรือกรดยูริก ( uric acid )
หมู่อะมิโนจากกรดอะมิโนถูกส่งไปยัง แอลฟา-คีโตกลูตาเรท (a-ketoglutarate) เพื่อเกิดเป็นกลูตาเมต (glutamate) จากนั้นกลูตาเมตจะถูกส่งไปยังไมโทคอนเดรีย ( mitrochondria ) ซึ่งหมู่อะมิโนนั้นถูกแยกออกมาเป็นแอมโมเนีย

ส่วนแอมโมเนียที่มากเกินความต้องการ จะถูกเปลี่ยนเป็น amide nitrogen ของ glutamine ซึ่งถูกส่งไปยังตับและไมโทคอนเดรียของตับ โดยเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของยูเรียหรือกรดยูริก เพื่อที่จะกำจัดออกจากร่างกายต่อไป

มีประโยชน์อย่างไร
1.เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
2.ลดอาการลำไส้อักเสบ , กรดไหลย้อน ลดอาการปวดท้อง ส่งเสริมให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น
3.บรรเทาอาการแพ้อาหาร คันผิว ช่วยรักษาปัญหาการแพ้อาหาร( food allergy ) ในกลุ่มที่มีระบบการย่อยอาหารผิดปกติ
4.ลดระดับความเครียด
5.เพิ่มภูมิต้านทานให้สูงขึ้น จึงไม่เจ็บป่วยง่าย
6.ช่วยให้แผลต่างๆหายเร็วขึ้น
7.เพิ่มไอคิวได้แม้กระทั่งในเด็กที่ด้อยสติปัญญา
8.ลดการอักเสบทั่วร่างกาย

9.หากรับประทานก่อนนอน จะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น แป้งลองมาแล้ว หลับอิ่มนอนอุ่นจริงๆ แต่ไม่สามารถใช้ได้ดีกับสตรีผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับจากวัยทองนะคะ

10.เพิ่มระดับ growth hormone มีการศึกษาล่าสุดแสดงให้เห็นว่า glutamine เพียง 2 กรัมต่อวัน สามารถเพิ่มระดับฮอร์โมนการเจริญเติบโตจากต่อมใต้สมองมากถึง 400%

11. เพิ่มพละกำลัง เสริมกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย ช่วยลดอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ โดยช่วยทำลายกรดแลคติค ( Lactic Acid ) ที่เกิดขึ้นบริเวณกล้ามเนื้อ ในขณะที่ออกกำลังกาย ทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น

12.เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ให้เคมีบำบัด เนื่องจากยาเคมีจะมีผลข้างเคียงคือ มีผลให้ลำไส้เล็กดูดซึมอาหารและวิตามินได้น้อยลง

13.ช่วยในการการทำงานของสมอง กลูตามีนเป็นแหล่งพลังงานที่ดีสำหรับสมอง ช่วยให้สมองมีการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกลูตามีนจะทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้น( Precursor ) ในการผลิตสารสื่อประสาท ( Neurotransmitter ) คือ Glutamate และ GABA ( Gamma-Aminobutyric Acid )

14.
เป็นแหล่งพลังงานสำหรับสมอง ช่วยส่งเสริมให้ความจำดีขึ้น ป้องกันภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ

15.มีบทบาทสำคัญในกำจัดแอมโมเนียส่วนเกิน ซึ่งเป็นสารพิษจากการเผาผลาญโปรตีนในร่างกาย ให้เปลี่ยนเป็นยูเรีย เพื่อนำไปขับออกทางปัสสาวะ ถ้าการสร้างยูเรียบกพร่อง จะเกิดหายนะคือการสะสมของแอมโมเนียในร่างกาย และเกิดความเป็นพิษกับสมองได้

16.นิยมใช้กันในกลุ่มนักกีฬา ที่ต้องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น นักเพาะกาย นักยกน้ำหนัก นักยิมนาสติก นักมวย ที่ต้องการให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น เมื่อมีการออกกำลังกายอย่างหนัก ร่ายกายจะมีความต้องการใช้กลูตามีนเป็นจำนวนมาก แต่ร่างกายสร้างเองได้ไม่เพียงพอ อาจมีการสลายเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ เพื่อเพิ่มปริมาณกลูตามีนให้มากขึ้นตามความต้องการในขณะนั้น เป็นผลให้เกิดภาวะการสูญเสียกล้ามเนื้อ ( Muscle breakdown ) ขึ้นได้

ดังนั้นนักกีฬากลุ่มเหล่านี้ จึงจำเป็นต้องรับประทานกลูตามีนในปริมาณที่มากกว่าปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการสูญเสียกล้ามเนื้อจากการสลายของกลูตามีน โดยพบว่า หลายคนนำมารับประทานควบคู่กับอาหารเสริมกลุ่มเสริมสร้างกล้ามเนื้อเฉพาะ เช่น เวย์โปรตีน ( whey protein )

แหล่งของกลูตามีน : โปรตีนจากพืชและสัตว์ ได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ น้ำนม โยเกิร์ต เนยแข็ง ผักโขม กะหล่ำปลี ผักชีฝรั่ง

ผลข้างเคียง : คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นคัน ปวดศีรษะ

เวลาที่ดีที่สุดในการรับประทานเพื่อให้เกิดผลดี คือ ท้องว่าง ช่วงเช้าหลังออกกำลังกายและก่อนนอน

แป้งกิน glutamine วันละ 5-10 กรัม เป็นเวลา 1 เดือน พบว่า สดชื่น สมองปลอดโปร่ง มีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ออกกำลังกาย ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ยิ่งเวลาที่แป้งเผลอไปกินอาหารที่แพ้ จะส่งผลให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ร่างพังแทบจะลุกเดินไม่ไหว พอกินกรดอะมิโนตัวนี้เข้าไป เรี่ยวแรงมาจากไหนก็ไม่รู้ อาการแพ้อาหารก็หายเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ ไม่ต้องกินยาแม้แต่เม็ดเดียว ดีเนาะ

หมายเหตุ
แป้งลองให้แฟนและน้องชายกินดู ผลปรากฎว่า ไม่มีอะไรดีงามเกิดขึ้น รู้สึกเฉยๆ ไม่รู้สึกถึงพละกำลัง หรือสมองปลอดโปร่งแต่อย่างใด บอกเพียงว่า หลับง่ายขึ้นเท่านั้นเอง แต่แป้งซึ่งเป็นพาหะธาลัสซีเมีย มีอาการเหนื่อยง่ายรวมถึงแพ้อาหารเป็นประจำ กลับเห็นผลดีมากๆ จนต้องเปลี่ยนความคิดจะกินตลอดชีวิต หลังจากหยุดกินมาครึ่งปีได้ค่ะ









ที่มา :
www.il.mahidol.ac.th>e-media>web



วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กลูต้าไธโอน ( glutathione ) สุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระที่มาพร้อมกับความขาวใสเหนือความคาดหมาย


กลูต้าไธโอน แทบไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก แต่ส่วนใหญ่เป็นในทางลบเสียมากกว่า ส่วนตัวแป้งซึ่งอยู่ในแวดวงสุขภาพทางเลือกกลับมีความเห็นไปทางบวกค่ะ

glutathioneเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่โดดเด่นในcytoplasmaของเซลล์ เรียกได้ว่าแทบทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์จะต้องมีกลูต้าไธโอนถูกสังเคราะห์จาก 3 กรดอะมิโนในกระบวนการ 2ขั้นตอน เริ่มด้วยการรวมตัวกันของ glutamic acid & cysteine สิ้นสุดด้วย glycine

นอกจากนี้กลูตาไธโอนยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ถูกสร้างและใช้มากที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ปกป้องสายตาของคนเราช่วยเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตที่สะสมในร่างกายให้เป็นพลังงานและป้องกันการสะสมของไขมันซึ่งอาจนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ

กลูต้าไธโอนมีหน้าที่ปกป้องทุกเซลล์ของร่างกาย แต่พออายุมากขึ้น ปริมาณกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดน้อยลงหรือถูกผลิตช้าลง เมื่อย่างเข้าอายุ 20ปี ปริมาณกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดลงเฉลี่ย 8-12%ต่อ 10 ปีแต่หากมีการบริโภคยารักษาโรคหรือสารเคมีปนเปื้อนมากเกินไปปริมาณของกลูตาไธโอนในร่างกายจะลดลงรวดเร็วกว่าที่คาดไว้ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมเร็วก่อนวัยอันควร ส่งผลให้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆเข้ามารุมเร้าและแทรกแซงได้ง่าย

Glutathione สามารถผลิตได้ตามธรรมชาติโดยตับทำหน้าที่ช่วยสร้างเยื้อเยื่อรวมถึงการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ อัดฉีดระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและมีส่วนในการยับยั้งกระบวนการชรา พบกลูต้าไธโอนได้ในทุกเซลล์โดยเฉพาะที่ตับม้าม ไตตับอ่อน เลนส์ตาและกระจกตา

Glutathione ได้รับการศึกษาวิจัยทางคลีนิกมากกว่า 100,000 บทความและพิสูจน์ได้ว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันเพิ่มการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระปกป้องเซลล์ทั่วร่างกายรวมไปถึงเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆยังช่วยป้องกันมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งตับล้างพิษในระดับเซลล์ เพิ่มความแข็งแรงและความทนทานให้กับร่างกาย

ดังนั้นกลูต้าไธโอนจึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพรวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของเซลล์ ซ่อมแซม บำรุงรักษาและลดระดับความเป็นพิษในร่างกาย มาถึงตรงนี้ยังมองไม่เห็นว่า กลูต้าไธโอนเป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อร่างกายแต่อย่างใด



กลูต้าไธโอน ดูดซึมได้ไม่ดีนักเมื่อรับประทานทางปากเนื่องจากโดนน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหารทำลายไม่เหลือไว้ให้ลำไส้เล็กดูดซึมไปใช้ จึงนิยมฉีดเข้าเส้นเลือดดำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ มักฉีด glutathioneเพื่อป้องกันผลข้างเคียงจากเคมีบำบัดและรักษาภาวะมีบุตรยาก

แหล่งอาหารตามธรรมชาติ เช่น หน่อไม้ฝรั่งมันฝรั่ง พริกแครอทหัวหอมอะโวคาโด ผักโขมกระเทียม มะเขือเทศส้มโอ แอปเปิ้ลส้ม กล้วยลูกพีช

ผลการศึกษาในสัตว์ทดลองและห้องปฏิบัติการ แสดงให้เห็นว่า glutathione มีศักยภาพที่จะต่อสู้กับโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคมะเร็งและต่อต้านริ้วรอยจากอนุมูลอิสระ

กลูตาไธโอนจะถูกนำกลับมาใช้ในร่างกาย ยกเว้นเมื่อเกิดสารพิษมากเกินไปมันทำหน้าที่รีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นให้กลับมาใช้งานได้ใหม่เช่น วิตามินซีวิตามินอี กรดอัลฟ่าไลโปอิกและ Q10

ปกติสารต้านอนุมูลอิสระพวกนี้เมื่อผ่านกระบวนการกำจัดอนุมูลอิสระแล้วจะหมดฤทธิ์ทันทีแต่กลูต้าไธโอนจะชุบชีวิตให้ฟื้นคืนเพื่อทำหน้าที่อีกครั้งพูดง่ายๆคือ ร่างกายได้กำไรการรีไซเคิลสารต้านอนุมูลอิสระจากหน้าที่ของกลูต้าไธโอนนั่นเอง

มีประโยชน์อย่างไร
1.ล้างพิษในระดับเซลล์ โดยช่วยกำจัดสารพิษจำพวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลงและยาบางชนิดให้ละลายน้ำได้ดี ทำให้ง่ายต่อการขับออกจากร่างกาย
2.มีการศึกษาพบว่า กลูต้าไธโอน สามารถทำลายสารก่อมะเร็ง ( carcinogen ) มากกว่า 12 ชนิด เช่น อะฟลาท็อกซิน (สารอะฟลาท็อกซินเป็นสารพิษที่เกิดจากเชื้อราและมีการปนเปื้อนในอาหารมากที่สุด ถูกจัดอันดับเป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งแถมยังทนความร้อนได้สูงมากถึง 260องศสาเซลเซียส การปรุงอาหาร ต้ม นึ่ง ย่าง ผัด จึงไม่สามารถทำลายได้ )

3.ปกป้องตับจากการถูกทำลายด้วยแอลกอฮอล์ กำจัดนิโคติน ( สารพิษในบุหรี่ ) ยาพาราเซตามอล
4.สร้างและซ่อมแซม DNA
5.ยับยั้งกระบวนการชรา
6.ต่อต้านริ้วรอยจากอนุมูลอิสระ
7.กลูต้าไธโอนมีจำเป็นต่อสภาพความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดงและมีส่วนในการสร้างเม็ดเลือดแดงอีกด้วย
8.ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายและกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดให้ต่อต้านเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอมรวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
9. ช่วยในการขนส่งกรดอะมิโนเช่น L–alanine ผ่านเนื้อเยื่อโดยทางอ้อม L–alanine จำเป็นสำหรับการผลิตเม็ดเลือดขาวที่ชื่อว่าลิมโฟซัยท์ ( lymphocyte )
10.อาจช่วยปกป้องมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ
11.ปกป้องดวงตาจากต้อกระจก กลูต้าไธโอนพบมากในแก้วตาและเลนส์ตา โดยทำงานร่วมกับไรโบฟลาวิน ( วิตามินบี2 )
12.ยับยั้งการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนังผลของกลูต้าไธโอนในการปรับสีผิว ขึ้นอยู่กับสีผิวเดิมของผู้ที่เริ่มกิน หากมีสีผิวอ่อนอยู่แล้วจะเห็นผลไว แต่หากสีผิวเดิมคล้ำต้องรอให้ร่างกายสร้างเม็ดสีอ่อนชุดใหม่บวกกับเซลล์ผิวเก่าสีคล้ำเดิมผลัดผิวหมดไปก่อนซึ่งหากคล้ำมากอาจใช้เวลาผลัดเซลล์สีผิวเดิมเป็นแรมปีจากนั้นจึงจะเห็นผิวในชุดเม็ดสีอ่อนชุดใหม่ที่สร้างขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม เรื่องกลูต้าไธโอนอาจไม่ได้ผลตามคาดหวังในทุกรายโดยเฉพาะผู้ที่มียีน ( gene ) สร้างเม็ดสีที่แข็งแกร่งจะใช้อะไรยับยั้งการสร้างสีชั่วคราวก็ไม่เกิดผล ส่วนผู้ที่ระบบเอนไซม์อ่อนไหวง่ายพอยับยั้งได้ก็มีอยู่เยอะค่ะ

ถึงว่าเมื่อ 3 ปีก่อนแป้งฉีดกลูต้าไธโอนราว 6เดือน ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

กลูต้าไธโอน อาจสามารถช่วยให้ผิวค่อยๆขาวขึ้น ในช่วงเวลาที่กินหรือฉีดอยู่

ผลข้างเคียง : ผื่นแดง ท้องเสีย ปวดศีรษะ คัน หนาวสั่น เวียนศีรษะ เป็นลม เมื่อยล้า

สำหรับข่าวการใช้สารกลูต้าไธโอนแล้วทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็งผิวหนังสามารถอธิบายได้ว่า การที่ร่างกายได้รับสารกลูต้าไธโอนปริมาณมาก เน้นย้ำว่า ปริมาณมากเป็นเวลานานๆจะทำให้เม็ดสีเมลานินบริเวณผิวหนังและจอประสาทตา ( retina ) มีปริมาณลดลง ทำให้จอประสาทตารับแสงได้น้อย จึงเสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต

วารสารทางการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้จัดกลูต้าไธโอนเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางดวงตาส่วนเม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนังจะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสงบริเวณผิวหนังหากเม็ดสีที่ผิวหนังมีปริมาณลดลง ร่างกายก็จะขาดเกราะป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต (UV)ทำให้ผิวเหี่ยวย่นเร็วและแก่เร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

ปริมาณที่เหมาะสมในการรับประทาน คือ 500-1000 mg/วัน

ในอดีตกลูต้าไธโอนไม่ดูดซึมทางปากเพราะถูกน้ำย่อยในระบบทางเดินอาหารทำลายจนแทบไม่เหลือ
ปัจจุบันบริษัทผู้ผลิตอาหารเสริมได้ใช้เทคโนโลยีและกรรมวิธีผลิตกลูต้าไธโอนให้ไม่ถูกทำลายเมื่อผ่านระบบทางเดินอาหารจึงสามารถดูดซึมได้ดีในลำไส้เล็กแล้วนะคะ

กลูต้าไธโอนที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีหลายเกรดขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีและคุณภาพของวัตถุดิบแป้งจะเลือกกินเฉพาะpharmaceutical grade (มาตรฐานการผลิตยา ) เท่านั้น อย่างอื่นขอบาย น่ากลัวค่ะ ร่วมกับสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นที่กินเป็นประจำเป็นระยะเวลา 4 เดือนพบว่าผิวขาวผุดผ่องขึ้น 2 ระดับเห็นผลชัดเจนเสียที เหตุผลคือเมื่อก่อนไม่มีวิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระคุณภาพสูงอยู่ในร่างกายแป้งนั่นเอง

หมายเหตุ : แป้งเลือกกิน glutathioneจุดประสงค์หลักคือ การชะลอวัยและสุขภาพดีถึงขีดสุดแม้วันเวลาจะล่วงผ่านเลยไปนานแค่ไหนแต่ร่างกายจะเต็มไปด้วยพละกำลัง ไม่เจ็บป่วยง่ายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บได้แค่นี้ก็ดีใจที่สุดแล้ว

แป้งขอแค่กินอาหารอร่อย นอนหลับสนิท ไม่มีโรครุมเร้าไม่ต้องหอบเงินไปให้หมอเพื่อรักษาตัวที่เหลือคือกำไรชีวิตค่ะ

ที่มา :


ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม