บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอักเสบเรื้อรัง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การอักเสบเรื้อรัง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Revitalizing Immune Force เห็ดทางการแพทย์ที่ลดการอักเสบในระดับเซลล์

การออกกำลังกาย ช่วยทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงและส่งผลให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี แต่หากเรามีภาวะเจ็บป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ การออกกำลังกายไม่ได้ช่วยให้หายเร็วขึ้นเพราะการออกกำลังกาย ไม่มีผลต่อการกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกาย 

อย่างไรก็ดี การวิ่งรับอากาศบริสุทธิ์ในสวนสาธารณะ อาจช่วยทำให้จมูกโล่ง หายใจคล่องขึ้นมาบ้าง แต่ควรพักผ่อนอยู่ที่บ้านจะดีกว่าฝืนออกกำลังกายเพราะในภาวะที่ร่างกายปกติ เมื่อขณะออกกำลังกายเกิน 60 นาทีขึ้นไป ร่างกายจะต้องการใช้ออกซิเจนมากขึ้น(สังเกตุเบื้องต้นได้จากอาการเหนื่อยหอบ)จนเกิดอนุมูลอิสระ แต่คนที่เจ็บป่วย เรี่ยวแรงจะไม่ค่อยมีเป็นทุนเดิม จึงควรงดออกกำลังกาย รอให้หายป่วยเสียก่อนดีกว่านะคะ

ปกติแป้งไม่ใช่คนที่มีวินัยในการออกกำลังกาย จะขยันเป็นช่วงๆ รู้ดีว่า การออกกำลังกาย จะส่งเสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้มีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย แต่ก็ไม่ค่อยได้นำพาค่ะ

แต่จะดีกว่ามั๊ย หากเราเสริมวิตามินกลุ่มเห็ดทางแพทย์รวม 4 ชนิด มีปริมาณ 800mgในเม็ดเดียว ซึ่งประกอบด้วย

1.เห็ดหางไก่งวง(Turkey Tail หรือ Tremates Versicolor) 
ช่วยต้านโรคมะเร็ง ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพิ่มภูมิต้านทาน ล้างพิษในตับ 

มีงานวิจัยพบว่า ช่วยป้องกันโรคมะเร็งเต้านมในเพศหญิงและมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้อีกด้วย

2.เห็ดถั่งเฉ้า(Cordyceps) ในประเทศจีนถือเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงเซลล์และอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ตับ ม้าม ปอด 

กระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในภาวะที่พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคอยู่เสมอ ลดอัตราการเกิดภูมิแพ้อย่างได้ผล

3.เห็ดกระดุมบราซิล(Agaricus Blazei Murill)

Agaricus Blazei Murill หรือเห็ดกระดุมบราซิลได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและทั่วโลกว่าเป็นของขวัญจากธรรมชาติที่นำมาซึ่งสุขภาพที่ดีและอายุยืน

ในบรรดาเห็ดที่มีศักยภาพมากที่สุดนั้น เห็ดกระดุมบราซิลมี polysaccharides มากถึง 27 เปอร์เซ็นต์ น้ำตาลที่ประกอบขึ้นเป็นระดับโมเลกุลของโครงสร้างคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

โพลีแซคคาไรด์บางชนิดมีหน้าที่เก็บพลังงาน ในขณะที่เราได้รับจากการกินอาหาร แต่โพลีแซคคาไรด์บางชนิดมีหน้าที่ในการรักษาโครงสร้างของเซลล์

หนึ่งในเหตุผลที่เห็ดกระดุมบราซิล เป็นจุดสนใจในการวิจัยจนถึงปีค.ศ 1970 คือการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอัตราการป่วยด้วยโรคชราในหมู่ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ใน Piedade หมู่บ้านบนภูเขาในบราซิล

นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่บริโภคเห็ดกระดุมบราซิลเป็นประจำนั้นมีแนวโน้มที่จะไม่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบต้ากลูแคนโพลีแซคคาไรด์ในเห็ด ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีศักยภาพที่ไม่เหมือนใคร

 มีงานวิจัยพบว่า ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิตและรักษาโรคมะเร็งได้จริง

มีประโยชน์อย่างไร

1.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
2.เพิ่มภูมิต้านทาน
3.เพิ่มพลังงานทำให้ไม่เหนื่อยง่าย 

4.ลดอาการไอจาม น้ำมูกไหลจากภาวะภูมิแพ้

5.ปรับปรุงการทำงานของไตและปอดให้ดียิ่งขึ้น

6.ลดการอักเสบในระดับเซลล์

7.เพิ่มการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย

8.ลดความดันโลหิต(พบได้ในบางคน)

9.ป้องกันการติดเชื้อไวรัส ไข้หวัด

10.ป้องกันแผลในปากและการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น 

11.ชะลอความชรา
12.ลดอัตราการเกิดเนื้องอกหรือโรคมะเร็ง
13.ทำลายและป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง


แป้งมีเพื่อนสมัยเรียนประถม เป็นโรคหอบหืดมาตั้งแต่เด็ก กินยารักษาโรคมาตลอด ต้องพบแพทย์และรับยาจากโรงพยาบาลทุก 3 เดือน

 แป้งแนะนำให้กินวิตามินตัวนี้ร่วมกับ ALA,ester-c ทีแรกอิดออด พอครบ 1 เดือน โทรมาหาแป้งเลยค่ะ สงสัยว่าทำไมวิตามินดีจัง อาการหอบ ไอช่วงกลางคืนทุเลาลงไปมาก หายใจโล่งขึ้นเยอะ แถมไม่เหนื่อยง่ายเหมือนเมื่อก่อน อ้าว! พยาบาลคนนี้รู้จักเลือกแต่สิ่งที่ดี ไม่ดีจริง ไม่กล้าแนะนำหรอกค่ะ

กลุ่มของโรคที่มีสาเหตุมาจากภูมิแพ้ เช่น โรคหอบหืด โรคหวัดภูมิแพ้ ถือได้ว่าเป็นโรคที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตรุนแรง รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการคัดจมูก ไอจามบ่อยๆ คันตา คันหู คันคอ น้ำมูกใส 

อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นอย่างเรื้อรังและอาจกำเริบเป็นระยะๆโดยเฉพาะในฤดูฝน 

โรคหอบหืด เกิดจากการหดตัวหรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจ ทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลง เป็นผลจากการอักเสบของเยื่อบุหลอดลม บางรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

แป้งเลือกกินวิตามิน revitalizing immune force ยี่ห้อ aurora borealis ครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารเช้า แต่วันไหนรู้ว่าจะต้องทำงานคร่ำเคร่ง ดึกดื่น ก็เพิ่มเป็น 2 เม็ด คือดีงามมาก เพราะรับรู้ถึงพละกำลังที่เพิ่มขึ้น ไม่มีอาการภูมิแพ้ทางตาหรือหูเกิดขึ้น แม้ว่าจะเครียด นอนดึก พักผ่อนน้อยติดกันเป็นอาทิตย์ก็ตามที 

เหนือสิ่งอื่นใดคือ เซลล์ต่างๆร่างกายทำงานได้ตามปกติถึงแม้ว่า จะมีอายุมากขึ้นในทุกๆปี โดยไม่เกิดการอักเสบง่าย
ด้วยเหตุผลนี้ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆหรือแม้กระทั่งโรคร้ายแรง จะไม่มีวันกล้ำกลายเราได้ แต่ต้องเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ผัก ผลไม้ ธัญพืช อย่าให้ขาดค่ะ 

ชีวิตที่เหลืออยู่คือ สุขภาพแข็งแรง ไม่เหนื่อยง่าย ความจำดี สมองปลอดโปร่ง กินอิ่มนอนหลับ แค่นี้แป้งก็พอใจที่สุดแล้ว(เพื่อนร่วมรุ่นเสียชีวิตจากโรคมะเร็งตับอ่อน อีกคนเสียชีวิตจากมะเร็งรังไข่เมื่อต้นปีนี้เองค่ะ)



สอบถามราคาและสั่งซื้อได้ที่
Tel.081-845-3461

Id line : noi_nunoy2512



วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

6 วิตามินที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

มีใครเคยคิดสงสัยบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคนบางคนถึงได้เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่แทบตลอดเวลา เข้าโรงพยาบาลทุก 2 เดือน หรือป่วยกระเสาะกระแสะ เป็นไข้ เจ็บคอ อยู่บ่อยๆ มีหนึ่งเหตุผลคือ อาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นเอง

คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น พืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชสมุนไพร อาหารปรุงสดใหม่ ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทั้งหลาย เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋องฯลฯ มักจะได้รับคุณค่าเต็มเปี่ยมจากสารอาหาร โดยกระบวนการย่อยอาหารซึ่งเป็นกระบวนการทางเคมีชีวภาพเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปสาร รวมถึงแยกย่อยโดยการทำงานของเอนไซม์ ให้มีขนาดเล็กลงและมีโครงสร้างทางเคมีที่ง่ายขึ้น เช่น อาหารประเภทโปรตีนจะถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโน อาหารประเภทไขมันจะถูกย่อยกลายเป็นกรดไขมัน เพื่อให้ง่ายต่อการดูดซึมที่ลำไส้เล็กต่อไป  ส่งเสริมให้ระบบภูมิต้านทานในร่างกายสูงขึ้น จึงห่างไกลจากความเจ็บป่วยและการอักเสบทั้งหลายทั้งปวง

การอักเสบ (Inflammation) เป็นการตอบสนองทางชีวภาพที่ซับซ้อนของเนื้อเยื่อหลอดเลือดต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตราย เช่น เชื้อโรค เซลล์ที่เสื่อมสภาพ หรือการระคายเคือง ซึ่งเป็นความพยายามของร่างกายที่จะนำสิ่งกระตุ้นดังกล่าวออกไปและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย

 การอักเสบไม่ใช่อาการของการติดเชื้อ แม้ว่าการอักเสบหลายๆ ครั้ง มักเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ เพราะการติดเชื้อเกิดจากเชื้อโรคภายนอกร่างกาย แต่การอักเสบคือการตอบสนองของร่างกาย เพื่อต่อต้านเชื้อโรคหรือต่อปัจจัยอื่นๆ เช่น การบาดเจ็บ สารเคมี สิ่งแปลกปลอม หรือภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง

การอักเสบเป็นรากของโรคเรื้อรังหลายชนิด ไม่เพียงแต่ข้ออักเสบหรือโรคหอบหืดเท่านั้น การอักเสบในระดับต่ำๆแต่เรื้อรัง อาจเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ อัลไซเมอร์ มะเร็งบางชนิด แม้กระทั่งโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน 

งานวิจัยศึกษาโดยนายแพทย์พอล ริดเคอร์ จากวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ใช้การตรวจเลือดแบบแม่นยำเป็นพิเศษ เพื่อตรวจวัดระดับของซีอาร์พี(CRP: C-reactive protein )
ซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดที่ก่อให้เกิดและบ่งบอกถึงระดับการอักเสบในร่างกาย พบว่า ระดับการอักเสบในร่างกายที่เพิ่มขึ้น มีทำให้ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

 ระดับของซีอาร์พี(CRP)ที่สูงในเลือด พบในโรคเรื้อรังหลายชนิดรวมเรียกว่า กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ

แจ๊ค ชาลเล็ม ผู้ประพันธ์หนังสือ The Inflammation Syndrome กล่าวว่า การอักเสบที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ในคนอ้วนและผู้ที่เป็นเบาหวานนั้น ก่อให้เกิดการอักเสบของผนังเส้นเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ 

การอักเสบอาจเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายเกิดการบาดเจ็บ มีภาวะเจ็บป่วยและความเครียดสูง อย่างไรก็ตามอาจเกิดจากการรับประทานอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมถึงการพักผ่อนนอนหลับสนิทตลอดคืนและการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ระบบที่ส่งเสริมและต่อต้านการอักเสบของร่างกายเสียสมดุล แต่ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งจะช่วยคืนความสมดุลให้เกิดขึ้นกับร่างกายได้

6 วิตามินที่ช่วยลดการอักเสบ 

1. กรดอัลฟ่าไลโปอิก (Alpha lipoic acid)เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีภาวะอ่อนแอ เจ็บป่วยเรื้อรัง จะสร้างน้อยลง 

มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญและการผลิตพลังงาน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระปกป้องเซลล์จากความเสียหายและช่วยฟื้นฟูระดับสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ เช่นวิตามิน C และ E 

มีงานวิจัยศึกษาแสดงให้เห็นว่า กรดอัลฟาไลโปอิค ช่วยลดการอักเสบที่เชื่อมโยงกับความต้านทานต่อโรคมะเร็ง โรคตับ โรคหัวใจและความผิดปกติอื่นๆ

นอกจากนี้กรดอัลฟาไลโปอิค อาจช่วยลดระดับการอักเสบหลายแห่งทั่วร่างกาย

ปริมาณที่แนะนำ: 300-600 มก. ต่อวัน ไม่มีรายงานใด ๆ เกี่ยวกับผู้ที่รับประทานกรดอัลฟ่าไลโปอิค 600 มก. นานถึง 7 เดือน

2. Curcumin(ขมิ้นชัน)
พืชสมุนไพรที่มีมากว่า 4000 ปี ใช้ล้างพิษและบำรุงตับในอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ถือได้ว่า เป็นราชินีแห่งสมุนไพรทั้งปวง ส่วนเมืองไทยเรียกว่า ขมิ้นชัน 

ในขมิ้นชันมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับมาช้านานอีกตัวหนึ่ง คือ curcuminoid ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถยับยั้งอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย ปกป้องเนื้อเยื่อและซ่อมแซม ส่วนของเซลล์ที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยม

Curcumin เป็นส่วนประกอบของเครื่องเทศขมิ้น มีหลากหลายประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถลดการอักเสบในโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคลำไส้อักเสบและโรคมะเร็ง

ขมิ้นชัน ยังดูเหมือนจะเป็นประโยชน์มากสำหรับการลดการอักเสบและบรรเทาอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 

จากการศึกษาแบบ randomized controlled trial พบว่าคนที่เป็นโรค metabolic syndrome(คือกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งพบร่วมกันได้บ่อย ความผิดปกติดังกล่าวได้แก่ความผิดปกติของไขมันในเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล)ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร curcumin มีระดับCRPและMDAลดลง อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก 

ปริมาณที่แนะนำ: 100-500 มก.ต่อวัน

3. น้ำมันปลา(fish oil)เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดี ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ประกอบด้วย

3.1 eicosapentaenoic (EPA) ช่วยลดการอักเสบและความเสื่อมของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขข้ออักเสบ 

3.2 docosahexaenoic (DHA) มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการทำงานของสมอง ระบบประสาท เพิ่มหน่วยความจำ และพัฒนาการเรียนรู้ รวมถึง retina ที่ช่วยในการมองเห็น ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ DHA จึงถูกผสมในนมผงเลี้ยงเด็กหลากหลายยี่ห้อในเมืองไทย

4. ขิง(ginger)เป็นพืชสมุนไพรที่มีมายาวนานในประเทศจีนและเอเชีย นิยมใช้เป็นประจำในการรักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อและคลื่นไส้ รวมทั้งอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์

ส่วนประกอบที่สำคัญของขิงคือ gingerolและzingerone อาจลดการอักเสบที่เชื่อมโยงกับอาการลำไส้ใหญ่บวม ความเสียหายต่อไต โรคเบาหวานและมะเร็งเต้านม 

การศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงมีระดับ CRP และ IL-6(interleukin-6 เป็นสารโปรตีนขนาดเล็ก โดยเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายสร้างขึ้น)ลดลง โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย

ปริมาณที่แนะนำ: 1 กรัมต่อวัน แต่ไม่เกิน 2 กรัม ถือว่าปลอดภัย 

5.Wobenzym คือสูตรเอนไซม์เฉพาะของระบบย่อยอาหารมานานหลายทศวรรษ โดดเด่นที่สุดในด้านกระดูกและการอักเสบ (การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ระบบภูมิคุ้มกันและต่อต้านการอักเสบในร่างกายเสียสมดุล)

เอนไซม์มีความจำเป็นต่อการย่อยอาหาร นำพาวิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโนเข้าสู่ร่างกาย เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย ถูกทำลายได้ด้วยความร้อน

เอนไซม์แต่ละชนิดทำงานกับอาหารแต่ละประเภท แยกเป็นอิสระ ในภาวะที่ร่างกายขาดเอนไซม์ตัวใดตัวหนึ่งจะส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงรุนแรง

โดดเด่นมากที่สุดในด้านสุขภาพของกระดูก เอ็น กล้ามเนื้อ เป็นที่รู้จักในเยอรมนีมากกว่า 40 ปี ประกอบด้วย พลังเอนไซม์จากพืช เอนไซม์ตับอ่อนและสารต้านอนุมูลอิสระ ถือได้ว่าเป็นเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในระบบย่อยอาหารแบบองค์รวม ส่งเสริมและเกี่ยวข้องเกือบทุกกระบวนการภายในร่างกาย ตั้งแต่การหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จนถึงส่งเสริมภูมิคุ้มกัน

ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีพันเอนไซม์ช่วยขับสามล้านปฏิกิริยาทางเคมีทุกวินาที 

มีฤทธิ์ป้องกันการอักเสบและความเสียหายระดับเซลล์ รวมถึงช่วยลดอาการปวดบวมช้ำหลังการผ่าตัด

Joseph Brasco M.D. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารในอลาบามา สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำให้ผู้ที่เข้าแข่งขันไตรกีฬารวมถึงคนไข้ กินเอนไซม์ wobenzym เป็นเวลานานกว่าทศวรรษ

ปริมาณที่แนะนำ : 3-6 เม็ดต่อวัน สูงสุด 12 เม็ดต่อวัน

6.เห็ดหางไก่งวง(turkey tail)อุดมไปด้วยสารประกอบโพลีแซคคาไรด์ ( polysaccharide ) เช่น เบต้ากลูแคน ( beta glucans ) arabinoxylanes, glucose , xylose, mannose

เห็ดหางไก่งวง มีสารประกอบที่เรียกว่า PSK ( Polysaccharide Krestin ) เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ( แป้งและน้ำตาล ) ละลายน้ำได้ มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการต้านมะเร็ง ป้องกันการลุกลามของมะเร็งและฟื้นตัวจากมะเร็งได้อย่างรวดเร็ว ช่วยบรรเทาผลข้างเคียงจากการใช้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา  

มีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด ( พบในหลอดทดลอง )  มีการศึกษาในนำร่องมนุษย์พบว่า อาจลดการเกิดซ้ำของโรคมะเร็ง

เห็ดหางไก่งวงใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆหลายร้อยปีในเอเชีย ยุโรปและชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาเหนือ โดยถูกต้มเป็นชาสมุนไพรจีน มีชื่อเรียกว่า Yun zhi ต้นศตวรรษที่15 ในช่วงราชวงศ์หมิงประเทศจีน 

นักวิจัยมหาวิทยาลัย Bastyr มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ ผู้นำด้านนวัตกรรมส่งเสริมสุขภาพอันดับหนึ่งในอเมริกา อยู่ใกล้กับการค้นพบว่า เห็ดหางไก่งวง ( Tremates versicolor ) สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด จากการได้รับทุนส่งเสริมจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา ( NIH ) เทียบเท่ากระทรวงสาธารณสุขของไทย

ในประเทศญี่ปุ่น เห็ดหางไก่งวงมีชื่อเรียกว่า Karawatake รักษาโรคมะเร็งอย่างแพร่หลายมานานกว่า 30 ปี อนุพันธ์เห็ดหางไก่งวงในประเทศญี่ปุ่น ผลิตโดยการสกัดน้ำร้อน

ในผู้ป่วยที่ได้รับ PSK ( polysaccharide Krestin ) อย่างต่อเนื่อง มีงานวิจัยแสดงให้เห็นถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง 5 ปีหรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร/ลำไส้ใหญ่/หลอดอาหาร/เต้านม และมะเร็งปอด ในการทดลองทางคลีนิกของประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปีค.ศ 1970 เป็นต้นมา

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารมะเร็ง peer-review ISRN  ของมหาวิทยาลัย Bastyr และมหาวิทยาลัยมินนิโซต้า สหรัฐอเมริกาพบว่า อาหารเสริมเห็ดหางไก่งวง อาจสนับสนุนการรักษาโรคมะเร็งเต้านม โดยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย กล่าวคือ สามารถเพิ่ม NK ( natural killer cell  เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเป็นหลัก )
และ CD8+T (T suppressor หรือ CD8 มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม รวมถึงยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ไม่เช่นนั้น จะเกิดความเสียหายต่อร่างกายจากการทำงานที่เกินเลยของระบบภูมิคุ้มกัน )  อย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งอเมริกา ใช้เห็ดหางไก่งวง ทดลองทางคลีนิกโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในช่วงต้นปี 2013 โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ พัฒนาการรักษาโรคมะเร็งโดยไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้สุขภาพทรุดโทรม จากยาเคมีบำบัด

ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน 300%โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งมากถึงร้อยละ 97 และส่งเสริมการทำงานของไต จึงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ โดยสามารถลดค่าไตที่สูงลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยไม่ต้องฟอกไต

ปริมาณที่แนะนำ รับประทานครั้งละ 1 เม็ด สูงสุดวันละ 2 เม็ด 












ที่มา :
www.doctor.or.th>metabolic syndrome

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

5 เหตุผลที่ทำให้คนเราเข้าสู่วัยชราเร็วขึ้น

คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้ว่า ความเสื่อมโทรมของร่างกายเกิดจากอะไรกันแน่ อายุที่มากขึ้นเป็นตัวเร่งจริงหรือ ลองมาทำความเข้าใจกับข้อมูลเชิงลึกดูนะคะ



1.ระบบย่อยอาหารจะทำงานลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้เหมือนตอนวัยรุ่น ผม ผิว เล็บ กระดูกจะเสื่อมลง ประมาณ 70%ของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะอยู่ในลำไส้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนเราจะเกิดโรคต่างๆ you are what you eat : กินอะไรได้อย่างนั้น นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่อระหว่างกระเพาะอาหารและอารมณ์ ( เห็นได้จากเวลาที่เรามีความเครียดจัด ผนังกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดออกมามาก ทำให้เราปวดท้องขึ้นมาทันที )

การทำงานของ
ระบบย่อยอาหารในระบบทางเดินอาหารลดลง จึงเกิดความผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการแพ้อาหารง่ายมาก นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่หลายคนตอนยังเด็ก ไม่แพ้อาหารประเภทไหนเลย แต่พอโตขึ้นกลับแพ้ไปหมด )

2.การอักเสบเรื้อรัง งานวิจัยจากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ใช้การตรวจเลือดแบบแม่นยำเป็นพิเศษเพื่อตรวจวัดระดับของ CRP ( C-reactive protein ) ซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดที่ก่อให้เกิดและบ่งบอกถึงระดับการอักเสบในร่างกาย พบว่า ระดับการอักเสบที่เพิ่มขึ้นทำให้ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ระดับของ CRP ที่สูงในเลือด พบในโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ อัลไซเมอร์ มะเร็ง เบาหวาน ( การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ระบบภูมิคุ้มกันและต่อต้านการอักเสบในร่างกายเสียสมดุล )

3.อนุมูลอิสระ ภาวะที่อนุมูลอิสระมากมายจนระดับของสารต้านอนุมูลอิสระมีไม่เพียงพอ หากเกิดขึ้นต่อเนื่องและเป็นเวลานาน จะเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างเซลล์ บางคนจึงได้มีใบหน้าล้ำไปก่อนอายุงัยค่ะ

4.ความไม่สมดุลของฮอร์โมน เมื่อร่างกายขาดความสมดุลของฮอร์โมน จะเริ่มปรากฎริ้วรอย นอนไม่หลับ เครียด อารมณ์แปรปรวน ภูมิแพ้ ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีความอยากน้ำตาล สูญเสียอารมณ์ทางเพศ ตัวอย่างเช่น
ความไม่สมดุลของฮอร์โมนไทรอยด์ อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ผิวแห้ง ใจสั่น มือเท้า-เย็น ผมร่วง เล็บเปราะ ประจำเดือนมาไม่ปกติ

ภาวะที่มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินไป อาจทำให้เกิดเซลลูไลต์ ผิวหนังหย่อนคล้อย น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความจำไม่ค่อยดี เกิดไขมันในเลือดสูงและโรคเบาหวาน

อาหารที่ช่วยให้ร่างกายมีความสมดุลของฮอร์โมน : เมล็ดฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ธัญพืช ( ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโอ๊ต ) ถั่ว ชะเอมเทศ

อาหารช่วยให้เกิดความสมดุลที่สุดคือ กระเทียม ซึ่งมีวิตามินบี6 จะช่วยให้ร่างกายผลิตเซโรโตนิน ( ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก และควบคุมวงจรการนอนหลับ ) และแก้ไขระดับคอร์ติซอลที่สูง ( ฮอร์โมนแห่งความเครียด ) หากร่างกายมีคอร์ติซอลสูง กระตุ้นให้เกิดความโหยหาอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาล อาหารมันที่ให้พลังงานสูง เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงไปต่อสู้กับความเครียด

5.ภาวะความเป็นกรด เซลล์ในร่างกายจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อของเหลวอยู่ข้างในเซลล์มีความเป็นด่างเล็กน้อย เมื่อเรากินอาหารที่มีความเป็นกรดมากเกินไป เช่น เนื้อแดง กาแฟ ชีส ผลิตภัณฑ์จากนม ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูป ชา แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ผงชูรส จะทำให้มีภาวะกรดเกิน ในระยะยาวส่งผลให้เราเข้าสู่กระบวนการชราเร็วขึ้น

ร่างกายจะมีการชดเชยเพื่อดึงกรดส่วนเกินออกไปคือจะดึงแคลเซียม ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างและแมกนีเซียมจากกระดูกอ่อน จนอาจนำไปสู่ภาวะกระดูกพรุน

อาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง : ผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชตระกูลถั่ว
แต่มีความแตกต่างอย่างน่าอัศจรรย์มากในอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดคือ มะนาว พอผ่านระบบย่อยอาหารจะกลับมีฤทธิ์เป็นด่าง

อาหารมีฤทธิ์เป็นด่างที่ดีที่สุด : มะนาว ดื่มน้ำมะนาวอุ่นทุกเช้าหลังตื่นนอนเพื่อล้างพิษในตับ ( ควรใช้หลอดดูดเครื่องดื่มทุกครั้งเพื่อไม่ให้เคลือบฟันถูกทำลาย )

เมื่อกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรด วันต่อมาให้ดื่มน้ำผักผลไม้แบบไม่ใส่น้ำตาล เช่น ผักใบเขียว+คื่นช่าย ผักกาดหอม ผักคะน้า ผักชีฝรั่ง มะนาว+ขิงสด เพิ่มความเป็นด่างในร่างกาย

ไม่ว่าความชราจะเกิดจากกระบวนการใดก็ตาม เราสามารถหลีกเลี่ยงต้นเหตุบางประการได้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มองโลกในแง่ดี เพื่อวันข้างหน้า สุขภาพดีจะคงอยู่กับเราตลอดไป ขาดไม่ได้คือสละเวลาสักนิดออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ให้เหงื่อออกบ้าง ต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข ( endophine ) ออกมา หากทำเป็นประจำและสม่ำเสมอ ความสุขจะคงอยู่กับเราตลอดไป ลองทำดูนะคะ

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

5 เหตุผลที่ทำให้คนเราเข้าสู่วัยชราเร็วขึ้น

คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้ว่า ความเสื่อมโทรมของร่างกายเกิดจากอะไรกันแน่ อายุที่มากขึ้นเป็นตัวเร่งจริงหรือ ลองมาทำความเข้าใจกับข้อมูลเชิงลึกดูนะคะ

5 เหตุผลที่ทำให้คนเราเข้าสู่วัยชราเร็วขึ้น

1.ระบบย่อยอาหารจะทำงานลดลงเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้เหมือนตอนวัยรุ่น ผม ผิว เล็บ กระดูกจะเสื่อมลง ประมาณ 70%ของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะอยู่ในลำไส้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่คนเราจะเกิดโรคต่างๆ you are what you eat : กินอะไรได้อย่างนั้น นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่อระหว่างกระเพาะอาหารและอารมณ์ ( เห็นได้จากเวลาที่เรามีความเครียดจัด ผนังกระเพาะอาหารจะหลั่งกรดออกมามาก ทำให้เราปวดท้องขึ้นมาทันที )

การทำงานของเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหารลดลง จึงเกิดความผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการแพ้อาหารง่ายมาก นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่หลายคนตอนยังเด็ก ไม่แพ้อาหารประเภทไหนเลย แต่พอโตขึ้นกลับแพ้ไปหมด )

2.การอักเสบเรื้อรัง งานวิจัยจากศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ใช้การตรวจเลือดแบบแม่นยำเป็นพิเศษเพื่อตรวจวัดระดับของ CRP ( C-reactive protein ) ซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดที่ก่อให้เกิดและบ่งบอกถึงระดับการอักเสบในร่างกาย พบว่า ระดับการอักเสบที่เพิ่มขึ้นทำให้ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า ระดับของ CRP ที่สูงในเลือด พบในโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ อัลไซเมอร์ มะเร็ง เบาหวาน ( การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ระบบภูมิคุ้มกันและต่อต้านการอักเสบในร่างกายเสียสมดุล )

3.อนุมูลอิสระ ภาวะที่อนุมูลอิสระมากมายจนระดับของสารต้านอนุมูลอิสระมีไม่เพียงพอ หากเกิดขึ้นต่อเนื่องและเป็นเวลานาน จะเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างเซลล์ บางคนจึงได้มีใบหน้าล้ำไปก่อนอายุงัยค่ะ

4.ความไม่สมดุลของฮอร์โมน เมื่อร่างกายขาดความสมดุลของฮอร์โมน จะเริ่มปรากฎริ้วรอย นอนไม่หลับ เครียด อารมณ์แปรปรวน ภูมิแพ้ ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีความอยากน้ำตาล สูญเสียอารมณ์ทางเพศ ตัวอย่างเช่น
ความไม่สมดุลของฮอร์โมนไทรอยด์ อาจทำให้เกิดความเหนื่อยล้า ผิวแห้ง ใจสั่น มือเท้า-เย็น ผมร่วง เล็บเปราะ ประจำเดือนมาไม่ปกติ

ภาวะที่มีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินไป อาจทำให้เกิดเซลลูไลต์ ผิวหนังหย่อนคล้อย น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความจำไม่ค่อยดี เกิดไขมันในเลือดสูงและโรคเบาหวาน

อาหารที่ช่วยให้ร่างกายมีความสมดุลของฮอร์โมน : เมล็ดฟักทอง หน่อไม้ฝรั่ง ธัญพืช ( ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโอ๊ต ) ถั่ว ชะเอมเทศ

อาหารช่วยให้เกิดความสมดุลที่สุดคือ กระเทียม ซึ่งมีวิตามินบี6 จะช่วยให้ร่างกายผลิตเซโรโตนิน ( ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก และควบคุมวงจรการนอนหลับ ) และแก้ไขระดับคอร์ติซอลที่สูง ( ฮอร์โมนแห่งความเครียด ) หากร่างกายมีคอร์ติซอลสูง กระตุ้นให้เกิดความโหยหาอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาล อาหารมันที่ให้พลังงานสูง เพื่อจะได้มีเรี่ยวแรงไปต่อสู้กับความเครียด

5.ภาวะความเป็นกรด เซลล์ในร่างกายจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อของเหลวอยู่ข้างในเซลล์มีความเป็นด่างเล็กน้อย เมื่อเรากินอาหารที่มีความเป็นกรดมากเกินไป เช่น เนื้อแดง กาแฟ ชีส ผลิตภัณฑ์จากนม ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการแปรรูป ชา แอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ผงชูรส จะทำให้มีภาวะกรดเกิน ในระยะยาวส่งผลให้เราเข้าสู่กระบวนการชราเร็วขึ้น

ร่างกายจะมีการชดเชยเพื่อดึงกรดส่วนเกินออกไปคือจะดึงแคลเซียม ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างและแมกนีเซียมจากกระดูกอ่อน จนอาจนำไปสู่ภาวะกระดูกพรุน

อาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง : ผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชตระกูลถั่ว
แต่มีความแตกต่างอย่างน่าอัศจรรย์มากในอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดคือ มะนาว พอผ่านระบบย่อยอาหารจะกลับมีฤทธิ์เป็นด่าง

อาหารมีฤทธิ์เป็นด่างที่ดีที่สุด : มะนาว ดื่มน้ำมะนาวอุ่นทุกเช้าหลังตื่นนอนเพื่อล้างพิษในตับ ( ควรใช้หลอดดูดเครื่องดื่มทุกครั้งเพื่อไม่ให้เคลือบฟันถูกทำลาย )

เมื่อกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรด วันต่อมาให้ดื่มน้ำผักผลไม้แบบไม่ใส่น้ำตาล เช่น ผักใบเขียว+คื่นช่าย ผักกาดหอม ผักคะน้า ผักชีฝรั่ง มะนาว+ขิงสด เพิ่มความเป็นด่างในร่างกาย

ไม่ว่าความชราจะเกิดจากกระบวนการใดก็ตาม เราสามารถหลีกเลี่ยงต้นเหตุบางประการได้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มองโลกในแง่ดี เพื่อวันข้างหน้า สุขภาพดีจะคงอยู่กับเราตลอดไป ขาดไม่ได้คือสละเวลาสักนิดออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ให้เหงื่อออกบ้าง ต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข ( endorphine ) ออกมา หากทำเป็นประจำและสม่ำเสมอ ความสุขจะคงอยู่กับเราตลอดไป ลองทำดูนะคะ



Create Date : 01 สิงหาคม 2557
Last Update : 5 สิงหาคม 2557 9:42:46 น.
Counter : 956 Pageviews.

ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม