บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Fish oil (น้ำมันปลา) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Fish oil (น้ำมันปลา) แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

6 วิตามินที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

มีใครเคยคิดสงสัยบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคนบางคนถึงได้เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่แทบตลอดเวลา เข้าโรงพยาบาลทุก 2 เดือน หรือป่วยกระเสาะกระแสะ เป็นไข้ เจ็บคอ อยู่บ่อยๆ มีหนึ่งเหตุผลคือ อาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นเอง

คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น พืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชสมุนไพร อาหารปรุงสดใหม่ ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทั้งหลาย เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋องฯลฯ มักจะได้รับคุณค่าเต็มเปี่ยมจากสารอาหาร โดยกระบวนการย่อยอาหารซึ่งเป็นกระบวนการทางเคมีชีวภาพเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปสาร รวมถึงแยกย่อยโดยการทำงานของเอนไซม์ ให้มีขนาดเล็กลงและมีโครงสร้างทางเคมีที่ง่ายขึ้น เช่น อาหารประเภทโปรตีนจะถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโน อาหารประเภทไขมันจะถูกย่อยกลายเป็นกรดไขมัน เพื่อให้ง่ายต่อการดูดซึมที่ลำไส้เล็กต่อไป  ส่งเสริมให้ระบบภูมิต้านทานในร่างกายสูงขึ้น จึงห่างไกลจากความเจ็บป่วยและการอักเสบทั้งหลายทั้งปวง

การอักเสบ (Inflammation) เป็นการตอบสนองทางชีวภาพที่ซับซ้อนของเนื้อเยื่อหลอดเลือดต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตราย เช่น เชื้อโรค เซลล์ที่เสื่อมสภาพ หรือการระคายเคือง ซึ่งเป็นความพยายามของร่างกายที่จะนำสิ่งกระตุ้นดังกล่าวออกไปและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย

 การอักเสบไม่ใช่อาการของการติดเชื้อ แม้ว่าการอักเสบหลายๆ ครั้ง มักเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ เพราะการติดเชื้อเกิดจากเชื้อโรคภายนอกร่างกาย แต่การอักเสบคือการตอบสนองของร่างกาย เพื่อต่อต้านเชื้อโรคหรือต่อปัจจัยอื่นๆ เช่น การบาดเจ็บ สารเคมี สิ่งแปลกปลอม หรือภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง

การอักเสบเป็นรากของโรคเรื้อรังหลายชนิด ไม่เพียงแต่ข้ออักเสบหรือโรคหอบหืดเท่านั้น การอักเสบในระดับต่ำๆแต่เรื้อรัง อาจเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ อัลไซเมอร์ มะเร็งบางชนิด แม้กระทั่งโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน 

งานวิจัยศึกษาโดยนายแพทย์พอล ริดเคอร์ จากวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ใช้การตรวจเลือดแบบแม่นยำเป็นพิเศษ เพื่อตรวจวัดระดับของซีอาร์พี(CRP: C-reactive protein )
ซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดที่ก่อให้เกิดและบ่งบอกถึงระดับการอักเสบในร่างกาย พบว่า ระดับการอักเสบในร่างกายที่เพิ่มขึ้น มีทำให้ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

 ระดับของซีอาร์พี(CRP)ที่สูงในเลือด พบในโรคเรื้อรังหลายชนิดรวมเรียกว่า กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ

แจ๊ค ชาลเล็ม ผู้ประพันธ์หนังสือ The Inflammation Syndrome กล่าวว่า การอักเสบที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ในคนอ้วนและผู้ที่เป็นเบาหวานนั้น ก่อให้เกิดการอักเสบของผนังเส้นเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ 

การอักเสบอาจเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายเกิดการบาดเจ็บ มีภาวะเจ็บป่วยและความเครียดสูง อย่างไรก็ตามอาจเกิดจากการรับประทานอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมถึงการพักผ่อนนอนหลับสนิทตลอดคืนและการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ระบบที่ส่งเสริมและต่อต้านการอักเสบของร่างกายเสียสมดุล แต่ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งจะช่วยคืนความสมดุลให้เกิดขึ้นกับร่างกายได้

6 วิตามินที่ช่วยลดการอักเสบ 

1. กรดอัลฟ่าไลโปอิก (Alpha lipoic acid)เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีภาวะอ่อนแอ เจ็บป่วยเรื้อรัง จะสร้างน้อยลง 

มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญและการผลิตพลังงาน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระปกป้องเซลล์จากความเสียหายและช่วยฟื้นฟูระดับสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ เช่นวิตามิน C และ E 

มีงานวิจัยศึกษาแสดงให้เห็นว่า กรดอัลฟาไลโปอิค ช่วยลดการอักเสบที่เชื่อมโยงกับความต้านทานต่อโรคมะเร็ง โรคตับ โรคหัวใจและความผิดปกติอื่นๆ

นอกจากนี้กรดอัลฟาไลโปอิค อาจช่วยลดระดับการอักเสบหลายแห่งทั่วร่างกาย

ปริมาณที่แนะนำ: 300-600 มก. ต่อวัน ไม่มีรายงานใด ๆ เกี่ยวกับผู้ที่รับประทานกรดอัลฟ่าไลโปอิค 600 มก. นานถึง 7 เดือน

2. Curcumin(ขมิ้นชัน)
พืชสมุนไพรที่มีมากว่า 4000 ปี ใช้ล้างพิษและบำรุงตับในอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ถือได้ว่า เป็นราชินีแห่งสมุนไพรทั้งปวง ส่วนเมืองไทยเรียกว่า ขมิ้นชัน 

ในขมิ้นชันมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับมาช้านานอีกตัวหนึ่ง คือ curcuminoid ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถยับยั้งอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย ปกป้องเนื้อเยื่อและซ่อมแซม ส่วนของเซลล์ที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยม

Curcumin เป็นส่วนประกอบของเครื่องเทศขมิ้น มีหลากหลายประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถลดการอักเสบในโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคลำไส้อักเสบและโรคมะเร็ง

ขมิ้นชัน ยังดูเหมือนจะเป็นประโยชน์มากสำหรับการลดการอักเสบและบรรเทาอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 

จากการศึกษาแบบ randomized controlled trial พบว่าคนที่เป็นโรค metabolic syndrome(คือกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งพบร่วมกันได้บ่อย ความผิดปกติดังกล่าวได้แก่ความผิดปกติของไขมันในเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล)ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร curcumin มีระดับCRPและMDAลดลง อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก 

ปริมาณที่แนะนำ: 100-500 มก.ต่อวัน

3. น้ำมันปลา(fish oil)เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดี ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ประกอบด้วย

3.1 eicosapentaenoic (EPA) ช่วยลดการอักเสบและความเสื่อมของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขข้ออักเสบ 

3.2 docosahexaenoic (DHA) มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการทำงานของสมอง ระบบประสาท เพิ่มหน่วยความจำ และพัฒนาการเรียนรู้ รวมถึง retina ที่ช่วยในการมองเห็น ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ DHA จึงถูกผสมในนมผงเลี้ยงเด็กหลากหลายยี่ห้อในเมืองไทย

4. ขิง(ginger)เป็นพืชสมุนไพรที่มีมายาวนานในประเทศจีนและเอเชีย นิยมใช้เป็นประจำในการรักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อและคลื่นไส้ รวมทั้งอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์

ส่วนประกอบที่สำคัญของขิงคือ gingerolและzingerone อาจลดการอักเสบที่เชื่อมโยงกับอาการลำไส้ใหญ่บวม ความเสียหายต่อไต โรคเบาหวานและมะเร็งเต้านม 

การศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงมีระดับ CRP และ IL-6(interleukin-6 เป็นสารโปรตีนขนาดเล็ก โดยเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายสร้างขึ้น)ลดลง โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย

ปริมาณที่แนะนำ: 1 กรัมต่อวัน แต่ไม่เกิน 2 กรัม ถือว่าปลอดภัย 

5.Wobenzym คือสูตรเอนไซม์เฉพาะของระบบย่อยอาหารมานานหลายทศวรรษ โดดเด่นที่สุดในด้านกระดูกและการอักเสบ (การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ระบบภูมิคุ้มกันและต่อต้านการอักเสบในร่างกายเสียสมดุล)

เอนไซม์มีความจำเป็นต่อการย่อยอาหาร นำพาวิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโนเข้าสู่ร่างกาย เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย ถูกทำลายได้ด้วยความร้อน

เอนไซม์แต่ละชนิดทำงานกับอาหารแต่ละประเภท แยกเป็นอิสระ ในภาวะที่ร่างกายขาดเอนไซม์ตัวใดตัวหนึ่งจะส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงรุนแรง

โดดเด่นมากที่สุดในด้านสุขภาพของกระดูก เอ็น กล้ามเนื้อ เป็นที่รู้จักในเยอรมนีมากกว่า 40 ปี ประกอบด้วย พลังเอนไซม์จากพืช เอนไซม์ตับอ่อนและสารต้านอนุมูลอิสระ ถือได้ว่าเป็นเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในระบบย่อยอาหารแบบองค์รวม ส่งเสริมและเกี่ยวข้องเกือบทุกกระบวนการภายในร่างกาย ตั้งแต่การหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จนถึงส่งเสริมภูมิคุ้มกัน

ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีพันเอนไซม์ช่วยขับสามล้านปฏิกิริยาทางเคมีทุกวินาที 

มีฤทธิ์ป้องกันการอักเสบและความเสียหายระดับเซลล์ รวมถึงช่วยลดอาการปวดบวมช้ำหลังการผ่าตัด

Joseph Brasco M.D. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารในอลาบามา สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำให้ผู้ที่เข้าแข่งขันไตรกีฬารวมถึงคนไข้ กินเอนไซม์ wobenzym เป็นเวลานานกว่าทศวรรษ

ปริมาณที่แนะนำ : 3-6 เม็ดต่อวัน สูงสุด 12 เม็ดต่อวัน

6.เห็ดหางไก่งวง(turkey tail)อุดมไปด้วยสารประกอบโพลีแซคคาไรด์ ( polysaccharide ) เช่น เบต้ากลูแคน ( beta glucans ) arabinoxylanes, glucose , xylose, mannose

เห็ดหางไก่งวง มีสารประกอบที่เรียกว่า PSK ( Polysaccharide Krestin ) เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ( แป้งและน้ำตาล ) ละลายน้ำได้ มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการต้านมะเร็ง ป้องกันการลุกลามของมะเร็งและฟื้นตัวจากมะเร็งได้อย่างรวดเร็ว ช่วยบรรเทาผลข้างเคียงจากการใช้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา  

มีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด ( พบในหลอดทดลอง )  มีการศึกษาในนำร่องมนุษย์พบว่า อาจลดการเกิดซ้ำของโรคมะเร็ง

เห็ดหางไก่งวงใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆหลายร้อยปีในเอเชีย ยุโรปและชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาเหนือ โดยถูกต้มเป็นชาสมุนไพรจีน มีชื่อเรียกว่า Yun zhi ต้นศตวรรษที่15 ในช่วงราชวงศ์หมิงประเทศจีน 

นักวิจัยมหาวิทยาลัย Bastyr มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ ผู้นำด้านนวัตกรรมส่งเสริมสุขภาพอันดับหนึ่งในอเมริกา อยู่ใกล้กับการค้นพบว่า เห็ดหางไก่งวง ( Tremates versicolor ) สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด จากการได้รับทุนส่งเสริมจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา ( NIH ) เทียบเท่ากระทรวงสาธารณสุขของไทย

ในประเทศญี่ปุ่น เห็ดหางไก่งวงมีชื่อเรียกว่า Karawatake รักษาโรคมะเร็งอย่างแพร่หลายมานานกว่า 30 ปี อนุพันธ์เห็ดหางไก่งวงในประเทศญี่ปุ่น ผลิตโดยการสกัดน้ำร้อน

ในผู้ป่วยที่ได้รับ PSK ( polysaccharide Krestin ) อย่างต่อเนื่อง มีงานวิจัยแสดงให้เห็นถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง 5 ปีหรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร/ลำไส้ใหญ่/หลอดอาหาร/เต้านม และมะเร็งปอด ในการทดลองทางคลีนิกของประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปีค.ศ 1970 เป็นต้นมา

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารมะเร็ง peer-review ISRN  ของมหาวิทยาลัย Bastyr และมหาวิทยาลัยมินนิโซต้า สหรัฐอเมริกาพบว่า อาหารเสริมเห็ดหางไก่งวง อาจสนับสนุนการรักษาโรคมะเร็งเต้านม โดยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย กล่าวคือ สามารถเพิ่ม NK ( natural killer cell  เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเป็นหลัก )
และ CD8+T (T suppressor หรือ CD8 มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม รวมถึงยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ไม่เช่นนั้น จะเกิดความเสียหายต่อร่างกายจากการทำงานที่เกินเลยของระบบภูมิคุ้มกัน )  อย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งอเมริกา ใช้เห็ดหางไก่งวง ทดลองทางคลีนิกโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในช่วงต้นปี 2013 โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ พัฒนาการรักษาโรคมะเร็งโดยไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้สุขภาพทรุดโทรม จากยาเคมีบำบัด

ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน 300%โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งมากถึงร้อยละ 97 และส่งเสริมการทำงานของไต จึงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ โดยสามารถลดค่าไตที่สูงลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยไม่ต้องฟอกไต

ปริมาณที่แนะนำ รับประทานครั้งละ 1 เม็ด สูงสุดวันละ 2 เม็ด 












ที่มา :
www.doctor.or.th>metabolic syndrome

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

Omega-3 คุณค่าแห่งระบบประสาทและความทรงจำแถมลดการอักเสบได้อีกต่างหาก


                  20 ก.ค 56 ครบรอบ 1 ปีที่เขียน blog เกี่ยวกับสุขภาพและความงาม เผลอแป๊บเดียว วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจัง อันที่จริงมีข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำมันปลาเยอะแยะมากมาย แต่แป้งก็อยากจะแบ่งปันเรื่องราวของ fish oil อีกสักครั้ง

                  ยังมีอีกหลายคนเข้าใจผิด คิดว่า น้ำมันปลา&น้ำมันตับปลาคืออย่างเดียวกัน มิใช่เลยค่ะ น้ำมันปลาได้จาก ไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อปลาและหนังปลา ส่วนน้ำมันตับปลานั้นสกัดได้จากตับของปลาค้อดหรือปลาฉลาม ซึ่งจะมีวิตามินเอ&ดี สูงมาก ในต่างประเทศนิยมให้กินเสริมในเด็กเพื่อป้องกันโรคกระดูกอ่อน พบมากในเด็กอายุ 6 เดือน-3 ปี ในประเทศที่กำลังพัฒนา มักขาดวิตามินดีเนื่องจากไม่ค่อยโดนแสงแดด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ และพบในเด็กคลอดก่อนกำหนดเนื่องจากมีการสะสมแคลเซียมในปริมาณน้อยเช่นเดียวกัน

                   Fish oil (น้ำมันปลา) เป็นที่รู้จักตั้งแต่ ค.ศ 1930 และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยมาในปี ค.ศ 1990
Omega-3 ถือว่า เป็นกรดไขมันจำเป็น ( essential fatty acid ) สำหรับสุขภาพของมนุษย์ ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น พบมากในปลาทะเล เช่น ทูน่า แซลมอน เฮอริ่ง ( หน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่รู้สินะ ) สาหร่าย , krill ปลาน้ำจืดส่วนใหญ่จะมี omega-3 น้อยกว่าปลาทะเล ยกเว้น ปลาเทราต์ที่มีระดับ omega-3 สูงเทียบเท่าปลาทะเล


                  กรดไขมันที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ เรียกว่า กรดไขมันจำเป็นซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว กรดไขมันเหล่านี้จะมีพันธะคู่อยู่ที่ตำแหน่ง 3,6,9 จึงถูกเรียกว่า โอเมก้า 3,6,9

                 แล้วทำไมถึงได้เรียก fish oil ว่า omega-3 มาหาคำตอบกัน
                 Omega-3 มีพันธะอยู่ที่ตำแหน่งที่ 3 ประกอบด้วย

1.ALA ( alpha linoenic acid ) พบในน้ำมันพืช เช่น ถั่วเหลือง คาโนล่า flaxeed และพบในผักใบเขียวบางชนิดเช่น กะหล่ำปลี คะน้า ผักโขม สลัดใบเขียว
2.EPA ( eicosapentaenoic )
3.DHA ( decosahexaenoic )

                 แต่เราจะโฟกัสกรดไขมันจำเป็นแค่ 2 ตัว คือ EPA &DHA สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำให้กินปลาอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เทียบเท่า น้ำมันปลา 1000 มิลลิกรัม มีงานวิจัยมากมายแสดงให้เห็นว่า

EPA ลดการอักเสบและความเสื่อมของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขข้ออักเสบ
DHA มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการทำงานของสมอง ระบบประสาท เพิ่มหน่วยความจำ และพัฒนาการเรียนรู้รวมถึง retina ที่ช่วยในการมองเห็น ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้จึงถูกผสมในนมผงเลี้ยงเด็กหลากหลายยี่ห้อในเมืองไทย

                  มีประโยชน์อย่างไร
1.ลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์
2.ลดความดันโลหิตสูง
3.ป้องกันและรักษาหลอดเลือดแดงไม่ให้แข็งตัว โดยชะลอการอุดตันในหลอดเลือดและการเกิดคราบจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ
4.บรรเทาอาการไขข้ออักเสบ ข้อเข่าเสื่อม จากคุณสมบัติของ EPA นั่นเอง
5.เพิ่มระดับไขมัน HDL ซึ่งเป็นไขมันชนิดดี หากมีมากในร่างกายจะลดความเสี่ยงภาวะหัวใจขาดเลือด ต้นเหตุของหัวใจวาย
6.ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จากงานวิจัยศึกษาในกรีนแลนด์ ดินแดนทางเหนือสุดของโลก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอาร์กติก เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก พบว่า ชาวเอสกิโมที่อาศัยบริเวณขั้วโลกเหนือ มีแนวโน้มที่จะกินอาหารไขมันสูงเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายจากสภาพอากาศหนาวเย็นแทบตลอดทั้งปี แต่ก็กินปลาเป็นจำนวนมากที่อุดมไปด้วย omega-3 มีอัตราต่ำของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่&ทวารหนัก , โรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง มากกว่าภูมิภาคอื่นในโลก
7.มีบางงานวิจัยพบว่า คนที่ขาด omega-3 ทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้า
8.บรรเทาอาการลำไส้อักเสบ
9.ป้องกันอัลไซเมอร์&ภาวะสมองเสื่อม
10.ลดการเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อม & อาการตาแห้ง

                   ปริมาณ EPA&DHA ไม่ได้อยู่ที่จำนวนปริมาณของน้ำมันปลาแต่ละเม็ด ฝากวิธีการเลือกซื้อ omega-3 ให้คุ้มค่า&เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกายสูงสุดนะคะ

โดยไม่ต้องดูว่า fish oil กี่พันมิลลิกรัม ให้เล็งปริมาณ EPA ,DHA กรดไขมัน 2 ตัวรวมกัน 300 mg ขึ้นไป จึงจะถือว่าใช้ได้ เพียงพอที่จะบำรุงร่างกาย เช่น fish oil 1000 mg มี EPA 180 mg ,DHA 120 mg ( ส่วนของน้ำมันปลาจริงที่แท้จริง ) รวมกันเป็น 300 mg ที่เหลืออีก 700 mg เป็นส่วนผสมอื่น เช่น water ,กลีเซอริน ,วิตามินอี ฯลฯ

ลองมาดูส่วนประกอบ fish oil ที่ผลิตในอเมริกา 2 ยี่ห้อ ซึ่งแป้งมักพูดถึงเกรดวัตถุดิบกันนะคะ

ยี่ห้อที่1 solgar ; .Gelatin, vegetable glycerin, natural mixed tocopherols. Contains fish (anchovy, mackerel, sardine).
Free of: Gluten, wheat, dairy, yeast, sugar, sodium, artificial flavor, sweetener, preservatives and color.

ยี่ห้อที่ 2 nature made ; Gelatin, glycerin, water, tocopherol.
May also contain: Methacrylic acid copolymer, polysorbate 80, triethyl citrate, propylene glycol, ethylcellulose, sodium alginate, medium chain triglycerides, oleic acid, stearic acid, ammonium, hydroxide, talc.
Contains: Fish (anchovy, sardine) and soy.
Fish Oil liquid softgels are made to Nature Made's guaranteed purity and potency standards.

                  จากข้างบน จะเห็นได้ว่า ยี่ห้อที่ 1 pure มาก ไม่มีการผสม water ให้น้ำมันปลาเจือจางเพื่อจะได้ปริมาณต่อเม็ดมากขึ้น แต่จะผสม natural mixed tocopherols ซึ่งเป็นวิตามินอีคุณภาพสูง ไม่ก่อให้เกิดสิว เพื่อป้องกันการเหม็นหืนของน้ำมันปลา และ vegetable glycerin ( กลีเซอรินที่สกัดได้จากพืช )

                  ส่วนยี่ห้อที่ 2 ผสม water แถมมี tocopherol ซึ่งเป็นวิตามินอีเกรดธรรมดา และ glycerin (สกัดมาจากสัตว์ ) เกรดธรรมดา แถมมีส่วนผสมอีกหลายอย่าง ราคาจึงต่างกันมาก นี่เป็นเพียงส่วนน้อยนิด ในการเลือกวิตามินให้ได้ผลชัดเจนค่ะ

                  สิ่งที่ควรระมัดระวังในการบริโภคน้ำมันปลาคือ โลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว นิกเกิล สารหนู แคดเมียม และสารปนเปื้อน ( CBS ,พิวเรน ,ไดออกซิน ) ถึงแม้กระบวนการกลั่นน้ำมันปลาจะไม่พบสารเหล่านี้ เพราะโลหะหนักที่ปนกับน้ำมันปลามักจะผูกติดกับโปรตีนในเนื้อปลามากกว่าที่จะสะสมในน้ำมัน แต่อย่าได้วางใจนัก

                  แป้งขอแนะนำ fish oil ยี่ห้อ natural factors 1000 mg แต่มี EPA สูงถึง360 mgและ DHA สูงถึง 240 mg รวมกัน 600 mg ต่อเม็ด โอ้โห ! นับว่า EPA&DHA สูงจริงๆ กินแค่เม็ดเดียวได้คุณประโยชน์เปี่ยมค่า ไม่ต้องกินหลายเม็ดด้วย ไร้สารปนเปื้อนตกค้าง ปลอดภัยต่อร่างกายในระยะยาวแถมมีเทคโนโลยีกระบวนการผลิตในระดับ pharmaceutical grade ( มาตรฐานการผลิตยาแห่งสหรัฐอเมริกา ) อีกต่างหาก วุ๊ย ! น่ากินที่สุด

ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม