บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ALA แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ALA แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562

R-ALA สารต้านอนุมูลอิสระที่ไม่เหมือนใคร

กรดไลโปอิก(LA)หรือที่เรียกว่ากรดอัลฟ่าไลโปอิก(ALA),R-ALA หรือเรียกว่ากรด Thioctic เป็นสารที่ประกอบด้วยซัลไฟด์ พบได้ในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย

 ALA จากธรรมชาติหรือเรียกว่า R-ALA พบในเนื้อเยื่อสัตว์และพืช ในปริมาณน้อยมาก ทำหน้าที่เป็นปัจจัยร่วมสำหรับเอนไซม์ไมโตคอนเดรีย(Mitochondria)ในระหว่างการผลิตพลังงาน

เนื่องจากมีความยากลำบากอย่างมากและค่าใช้จ่ายสูงในการแยกส่วนประกอบของ R-ALA นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจึงทำการศึกษาด้วยกรดไลโปอิกสังเคราะห์ 

กรดไลโปอิกสังเคราะห์ประกอบด้วยส่วนประกอบ 50:50 ของสองรูปแบบ(enantiomers)ที่เรียกว่า R-ALA และ S -ALA  ซึ่งทั้งสอง R-ALAและ S -ALA เป็นรูปแบบของ ALA ที่เรียกว่าไอโซเมอร์

ความแตกต่างของ ALA และ R-ALA คือ ALA เป็นสารต้านอนุมูลอิสระคล้ายวิตามิน ในขณะที่ R-ALA เป็นรูปแบบตามธรรมชาติ มีความคงตัวสูงและดูดซึมได้ดีกว่า ALA

 นอกจากนี้ ALA โจมตีอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ ในขณะที่ R-ALA ทำหน้าที่เป็นปัจจัยร่วมสำหรับเอนไซม์ ไมโตคอนเดรีย(Mitochondria)ในระหว่างการผลิตพลังงาน จากการหายใจด้วยเซลล์

  การวิจัยแสดงให้เห็นว่า R-ALA เป็นรูปแบบทางชีวภาพของ ALA ที่ให้ประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะระบบประสาทมากขึ้นในขนาดที่ต่ำกว่ากรดไลโปอิกสังเคราะห์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 ความเข้มข้นของกรดไลโปอิกในพลาสมาโดยทั่วไป จะสูงสุด ในหนึ่งชั่วโมงหรือน้อยกว่าและลดลงอย่างรวดเร็ว

 อาหารเสริมกรดอัลฟาไลโปอิกสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบ Rและ Sในปริมาณที่เท่ากัน  อย่างไรก็ตามมีเพียง R-ALA เท่านั้น เป็นรูปแบบที่พบตามธรรมชาติในร่างกาย

 แม้ว่ากรดไลโปอิกจะถูกผลิตขึ้นตามธรรมชาติในร่างกาย แต่นักวิจัยก็ไม่ได้ตระหนักถึงการมีอยู่ของ ALA จนกระทั่งปี ค.ศ. 1930

 เมื่อตัวอย่างบริสุทธิ์ถูกแยกออกในปี ค.ศ 1950 เป็นครั้งแรกที่เชื่อว่าเป็นวิตามินใหม่

 ต่อมานักวิจัยค้นพบว่าในความเป็นจริง ALA เป็นโคเอนไซม์ที่จำเป็น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในปฏิกิริยาการขนส่งอิเลคตรอนแบบ ไมโตคอนเดรีย(Mitochondria)ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกลูโคสเป็นสารให้พลังงานสูงแก่เซลล์(ATP)

 ในปี 1988 นักวิจัยได้เรียนรู้ว่า ALA เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทางชีวภาพที่ทรงพลัง เมื่อค้นพบว่า ALA ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันและละลายน้ำ ซึ่งสามารถข้ามเยื่อหุ้มเซลล์ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น ALA จึงสามารถป้องกันอนุมูลอิสระให้กับโครงสร้างเซลล์ทั้งภายในและภายนอก

 กรดอัลฟ่าไลโปอิก(ALA) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีลักษณะคล้ายวิตามินซึ่งสามารถต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ซ่อมแซมตับที่เสียหาย บรรเทาโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน (polyneuropathy) และป้องกันกระบวนการออกซิเดชั่นที่เร่งให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย

  Dr.Lester Packer นักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่สถาบัน Lawrence Berkeley Laboratory และหัวหน้าห้องแล็บที่ University of California ใช้เวลากว่า 35 ปีในการศึกษาว่า สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน C, E และกลูตาไธโอนมีปฏิกิริยาอย่างไรในร่างกาย

 ดร. แพคเกอร์ค้นพบครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนว่า วิตามินอีถูกรีไซเคิลโดยวิตามินซี

แม้จะมีความเข้าใจอย่างละเอียดเกี่ยวกับวัฏจักรการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เมื่อดร. แพคเกอร์และนักวิจัยคนอื่นทดสอบวิธีการเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระ พวกเขาพบปัญหาเมื่อพยายามเพิ่มระดับกลูตาไธโอนภายในเซลล์ ในขณะที่เพิ่มการบริโภคแหล่งอาหารจากธรรมชาติหรืออาหารเสริม สามารถเพิ่มระดับวิตามินอีและซีได้อย่างง่ายดาย

  แต่นอกเหนือจากการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพที่ทรงพลังแล้ว ดร.แพคเกอร์ยังค้นพบว่า ALA ยังสามารถเพิ่มระดับกลูตาไธโอนในเซลล์ได้อีกด้วย

 มีประโยชน์อย่างไร
 1.ลดความเสียหายของผิวและชะลอริ้วรอยก่อนวัย กรดไลโปอิกที่เป็นส่วนประกอบในครีมบำรุงช่วยเพิ่มความหนาของชั้นผิว ลดความหยาบกร้านและความเสียหายของผิวที่โดนแสงแดด

 2.กรดไลโปอิกอาจมีประโยชน์ในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โดยการลดระดับของ cytokines(สารที่หลั่งจากเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกันในภาวะที่ถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนหรือตอบสนองต่อภาวะการอักเสบ)ในเลือด

 3.กรดไลโปอิกเมื่อรวมกับ Acetyl-l-carnitine จะช่วยลดความดันโลหิตและส่งเสริมการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย

 4.ช่วยยับยั้งการเกิดต้อกระจกและช่วยลดการตายของเซลล์ในจอประสาทตา(พบในสัตว์ทดลอง)

 5.ช่วยลดการอักเสบและการเสื่อมของกระดูกอ่อนในหนูที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
 6.กรดไลโปอิกสามารถจับโลหะที่เป็นพิษและทำปฏิกิริยาเป็นกลาง เช่น แคดเมียม ทองแดง สังกะสี ตะกั่ว จึงป้องกันสารพิษสะสมในตับและกระแสเลือด

 7.มีประสิทธิภาพในป้องกันความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ

 8.ช่วยเพิ่มระดับกลูตาไธโอนและเอนไซม์ Superoxide Dismutase(SOD)

  9.ช่วยรีไซเคิลวิตามินซี อี ที่ถูกทำลายลงให้นำกลับมาใช้ในร่างกายได้อีกครั้ง

  10.ลดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นนานเกินกว่า 5 ปี(คนที่เป็นเบาหวานนานเกิน 5 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการชาปลายมือปลายเท้า โดยจะมีอาการเฉพาะบริเวณข้อมือหรือข้อเท้าเท่านั้น)

 หมายเหตุ อาหารเสริมกรดไลโปอิกที่วางจำหน่ายในขนาด 600-1800 มิลลิกรัมต่อวัน

 มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ปริมาณที่เพิ่มจะตามด้วยผลข้างเคียงที่มากขึ้น  ผลข้างเคียง : ผื่น ลมพิษ หายใจลำบาก คลื่นไส้ คันที่ผิวหนัง         





  ที่มา

 R-Lipoic Acid - The most active form of alpha-lipoic acid to support healthy nerve and brain function* |

Thorne www .thorne. com › products › r-li... iew

 www .selfhacked. com › blog › lipoi...Alpha-Lipoic Acid Benefits + Dietary Sources - SelfHacked

www .everydayhealth. com › a...Alpha-Lipoic Acid - Side Effects, Dosage, Interactions - Drugs - Everyday Health

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

6 วิตามินที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

มีใครเคยคิดสงสัยบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคนบางคนถึงได้เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่แทบตลอดเวลา เข้าโรงพยาบาลทุก 2 เดือน หรือป่วยกระเสาะกระแสะ เป็นไข้ เจ็บคอ อยู่บ่อยๆ มีหนึ่งเหตุผลคือ อาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นเอง

คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น พืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชสมุนไพร อาหารปรุงสดใหม่ ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทั้งหลาย เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋องฯลฯ มักจะได้รับคุณค่าเต็มเปี่ยมจากสารอาหาร โดยกระบวนการย่อยอาหารซึ่งเป็นกระบวนการทางเคมีชีวภาพเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปสาร รวมถึงแยกย่อยโดยการทำงานของเอนไซม์ ให้มีขนาดเล็กลงและมีโครงสร้างทางเคมีที่ง่ายขึ้น เช่น อาหารประเภทโปรตีนจะถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโน อาหารประเภทไขมันจะถูกย่อยกลายเป็นกรดไขมัน เพื่อให้ง่ายต่อการดูดซึมที่ลำไส้เล็กต่อไป  ส่งเสริมให้ระบบภูมิต้านทานในร่างกายสูงขึ้น จึงห่างไกลจากความเจ็บป่วยและการอักเสบทั้งหลายทั้งปวง

การอักเสบ (Inflammation) เป็นการตอบสนองทางชีวภาพที่ซับซ้อนของเนื้อเยื่อหลอดเลือดต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตราย เช่น เชื้อโรค เซลล์ที่เสื่อมสภาพ หรือการระคายเคือง ซึ่งเป็นความพยายามของร่างกายที่จะนำสิ่งกระตุ้นดังกล่าวออกไปและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย

 การอักเสบไม่ใช่อาการของการติดเชื้อ แม้ว่าการอักเสบหลายๆ ครั้ง มักเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ เพราะการติดเชื้อเกิดจากเชื้อโรคภายนอกร่างกาย แต่การอักเสบคือการตอบสนองของร่างกาย เพื่อต่อต้านเชื้อโรคหรือต่อปัจจัยอื่นๆ เช่น การบาดเจ็บ สารเคมี สิ่งแปลกปลอม หรือภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง

การอักเสบเป็นรากของโรคเรื้อรังหลายชนิด ไม่เพียงแต่ข้ออักเสบหรือโรคหอบหืดเท่านั้น การอักเสบในระดับต่ำๆแต่เรื้อรัง อาจเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ อัลไซเมอร์ มะเร็งบางชนิด แม้กระทั่งโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน 

งานวิจัยศึกษาโดยนายแพทย์พอล ริดเคอร์ จากวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ใช้การตรวจเลือดแบบแม่นยำเป็นพิเศษ เพื่อตรวจวัดระดับของซีอาร์พี(CRP: C-reactive protein )
ซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดที่ก่อให้เกิดและบ่งบอกถึงระดับการอักเสบในร่างกาย พบว่า ระดับการอักเสบในร่างกายที่เพิ่มขึ้น มีทำให้ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

 ระดับของซีอาร์พี(CRP)ที่สูงในเลือด พบในโรคเรื้อรังหลายชนิดรวมเรียกว่า กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ

แจ๊ค ชาลเล็ม ผู้ประพันธ์หนังสือ The Inflammation Syndrome กล่าวว่า การอักเสบที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ในคนอ้วนและผู้ที่เป็นเบาหวานนั้น ก่อให้เกิดการอักเสบของผนังเส้นเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ 

การอักเสบอาจเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายเกิดการบาดเจ็บ มีภาวะเจ็บป่วยและความเครียดสูง อย่างไรก็ตามอาจเกิดจากการรับประทานอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมถึงการพักผ่อนนอนหลับสนิทตลอดคืนและการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ระบบที่ส่งเสริมและต่อต้านการอักเสบของร่างกายเสียสมดุล แต่ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งจะช่วยคืนความสมดุลให้เกิดขึ้นกับร่างกายได้

6 วิตามินที่ช่วยลดการอักเสบ 

1. กรดอัลฟ่าไลโปอิก (Alpha lipoic acid)เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีภาวะอ่อนแอ เจ็บป่วยเรื้อรัง จะสร้างน้อยลง 

มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญและการผลิตพลังงาน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระปกป้องเซลล์จากความเสียหายและช่วยฟื้นฟูระดับสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ เช่นวิตามิน C และ E 

มีงานวิจัยศึกษาแสดงให้เห็นว่า กรดอัลฟาไลโปอิค ช่วยลดการอักเสบที่เชื่อมโยงกับความต้านทานต่อโรคมะเร็ง โรคตับ โรคหัวใจและความผิดปกติอื่นๆ

นอกจากนี้กรดอัลฟาไลโปอิค อาจช่วยลดระดับการอักเสบหลายแห่งทั่วร่างกาย

ปริมาณที่แนะนำ: 300-600 มก. ต่อวัน ไม่มีรายงานใด ๆ เกี่ยวกับผู้ที่รับประทานกรดอัลฟ่าไลโปอิค 600 มก. นานถึง 7 เดือน

2. Curcumin(ขมิ้นชัน)
พืชสมุนไพรที่มีมากว่า 4000 ปี ใช้ล้างพิษและบำรุงตับในอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ถือได้ว่า เป็นราชินีแห่งสมุนไพรทั้งปวง ส่วนเมืองไทยเรียกว่า ขมิ้นชัน 

ในขมิ้นชันมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับมาช้านานอีกตัวหนึ่ง คือ curcuminoid ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถยับยั้งอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย ปกป้องเนื้อเยื่อและซ่อมแซม ส่วนของเซลล์ที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยม

Curcumin เป็นส่วนประกอบของเครื่องเทศขมิ้น มีหลากหลายประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถลดการอักเสบในโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคลำไส้อักเสบและโรคมะเร็ง

ขมิ้นชัน ยังดูเหมือนจะเป็นประโยชน์มากสำหรับการลดการอักเสบและบรรเทาอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 

จากการศึกษาแบบ randomized controlled trial พบว่าคนที่เป็นโรค metabolic syndrome(คือกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งพบร่วมกันได้บ่อย ความผิดปกติดังกล่าวได้แก่ความผิดปกติของไขมันในเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล)ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร curcumin มีระดับCRPและMDAลดลง อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก 

ปริมาณที่แนะนำ: 100-500 มก.ต่อวัน

3. น้ำมันปลา(fish oil)เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดี ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ประกอบด้วย

3.1 eicosapentaenoic (EPA) ช่วยลดการอักเสบและความเสื่อมของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขข้ออักเสบ 

3.2 docosahexaenoic (DHA) มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการทำงานของสมอง ระบบประสาท เพิ่มหน่วยความจำ และพัฒนาการเรียนรู้ รวมถึง retina ที่ช่วยในการมองเห็น ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ DHA จึงถูกผสมในนมผงเลี้ยงเด็กหลากหลายยี่ห้อในเมืองไทย

4. ขิง(ginger)เป็นพืชสมุนไพรที่มีมายาวนานในประเทศจีนและเอเชีย นิยมใช้เป็นประจำในการรักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อและคลื่นไส้ รวมทั้งอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์

ส่วนประกอบที่สำคัญของขิงคือ gingerolและzingerone อาจลดการอักเสบที่เชื่อมโยงกับอาการลำไส้ใหญ่บวม ความเสียหายต่อไต โรคเบาหวานและมะเร็งเต้านม 

การศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงมีระดับ CRP และ IL-6(interleukin-6 เป็นสารโปรตีนขนาดเล็ก โดยเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายสร้างขึ้น)ลดลง โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย

ปริมาณที่แนะนำ: 1 กรัมต่อวัน แต่ไม่เกิน 2 กรัม ถือว่าปลอดภัย 

5.Wobenzym คือสูตรเอนไซม์เฉพาะของระบบย่อยอาหารมานานหลายทศวรรษ โดดเด่นที่สุดในด้านกระดูกและการอักเสบ (การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ระบบภูมิคุ้มกันและต่อต้านการอักเสบในร่างกายเสียสมดุล)

เอนไซม์มีความจำเป็นต่อการย่อยอาหาร นำพาวิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโนเข้าสู่ร่างกาย เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย ถูกทำลายได้ด้วยความร้อน

เอนไซม์แต่ละชนิดทำงานกับอาหารแต่ละประเภท แยกเป็นอิสระ ในภาวะที่ร่างกายขาดเอนไซม์ตัวใดตัวหนึ่งจะส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงรุนแรง

โดดเด่นมากที่สุดในด้านสุขภาพของกระดูก เอ็น กล้ามเนื้อ เป็นที่รู้จักในเยอรมนีมากกว่า 40 ปี ประกอบด้วย พลังเอนไซม์จากพืช เอนไซม์ตับอ่อนและสารต้านอนุมูลอิสระ ถือได้ว่าเป็นเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในระบบย่อยอาหารแบบองค์รวม ส่งเสริมและเกี่ยวข้องเกือบทุกกระบวนการภายในร่างกาย ตั้งแต่การหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จนถึงส่งเสริมภูมิคุ้มกัน

ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีพันเอนไซม์ช่วยขับสามล้านปฏิกิริยาทางเคมีทุกวินาที 

มีฤทธิ์ป้องกันการอักเสบและความเสียหายระดับเซลล์ รวมถึงช่วยลดอาการปวดบวมช้ำหลังการผ่าตัด

Joseph Brasco M.D. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารในอลาบามา สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำให้ผู้ที่เข้าแข่งขันไตรกีฬารวมถึงคนไข้ กินเอนไซม์ wobenzym เป็นเวลานานกว่าทศวรรษ

ปริมาณที่แนะนำ : 3-6 เม็ดต่อวัน สูงสุด 12 เม็ดต่อวัน

6.เห็ดหางไก่งวง(turkey tail)อุดมไปด้วยสารประกอบโพลีแซคคาไรด์ ( polysaccharide ) เช่น เบต้ากลูแคน ( beta glucans ) arabinoxylanes, glucose , xylose, mannose

เห็ดหางไก่งวง มีสารประกอบที่เรียกว่า PSK ( Polysaccharide Krestin ) เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ( แป้งและน้ำตาล ) ละลายน้ำได้ มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการต้านมะเร็ง ป้องกันการลุกลามของมะเร็งและฟื้นตัวจากมะเร็งได้อย่างรวดเร็ว ช่วยบรรเทาผลข้างเคียงจากการใช้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา  

มีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด ( พบในหลอดทดลอง )  มีการศึกษาในนำร่องมนุษย์พบว่า อาจลดการเกิดซ้ำของโรคมะเร็ง

เห็ดหางไก่งวงใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆหลายร้อยปีในเอเชีย ยุโรปและชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาเหนือ โดยถูกต้มเป็นชาสมุนไพรจีน มีชื่อเรียกว่า Yun zhi ต้นศตวรรษที่15 ในช่วงราชวงศ์หมิงประเทศจีน 

นักวิจัยมหาวิทยาลัย Bastyr มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ ผู้นำด้านนวัตกรรมส่งเสริมสุขภาพอันดับหนึ่งในอเมริกา อยู่ใกล้กับการค้นพบว่า เห็ดหางไก่งวง ( Tremates versicolor ) สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด จากการได้รับทุนส่งเสริมจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา ( NIH ) เทียบเท่ากระทรวงสาธารณสุขของไทย

ในประเทศญี่ปุ่น เห็ดหางไก่งวงมีชื่อเรียกว่า Karawatake รักษาโรคมะเร็งอย่างแพร่หลายมานานกว่า 30 ปี อนุพันธ์เห็ดหางไก่งวงในประเทศญี่ปุ่น ผลิตโดยการสกัดน้ำร้อน

ในผู้ป่วยที่ได้รับ PSK ( polysaccharide Krestin ) อย่างต่อเนื่อง มีงานวิจัยแสดงให้เห็นถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง 5 ปีหรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร/ลำไส้ใหญ่/หลอดอาหาร/เต้านม และมะเร็งปอด ในการทดลองทางคลีนิกของประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปีค.ศ 1970 เป็นต้นมา

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารมะเร็ง peer-review ISRN  ของมหาวิทยาลัย Bastyr และมหาวิทยาลัยมินนิโซต้า สหรัฐอเมริกาพบว่า อาหารเสริมเห็ดหางไก่งวง อาจสนับสนุนการรักษาโรคมะเร็งเต้านม โดยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย กล่าวคือ สามารถเพิ่ม NK ( natural killer cell  เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเป็นหลัก )
และ CD8+T (T suppressor หรือ CD8 มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม รวมถึงยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ไม่เช่นนั้น จะเกิดความเสียหายต่อร่างกายจากการทำงานที่เกินเลยของระบบภูมิคุ้มกัน )  อย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งอเมริกา ใช้เห็ดหางไก่งวง ทดลองทางคลีนิกโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในช่วงต้นปี 2013 โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ พัฒนาการรักษาโรคมะเร็งโดยไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้สุขภาพทรุดโทรม จากยาเคมีบำบัด

ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน 300%โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งมากถึงร้อยละ 97 และส่งเสริมการทำงานของไต จึงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ โดยสามารถลดค่าไตที่สูงลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยไม่ต้องฟอกไต

ปริมาณที่แนะนำ รับประทานครั้งละ 1 เม็ด สูงสุดวันละ 2 เม็ด 












ที่มา :
www.doctor.or.th>metabolic syndrome

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

L-cysteine วิตามินขาวใส ผิวเปล่งประกาย แลดูอ่อนกว่าวัย

 


                 
ว่ากันว่า วิตามินและเกลือแร่ต้องได้จากการกินอาหารสดใหม่ เท่านั้น หากร่างกายจะได้รับครบถ้วนตามที่ RDI กำหนด เราต้องกินผักผลไม้ให้ได้ครบ 7 สี วันละ 8 จานโน่นแน่ะ อย่ากระนั้นเลย เรามาหาตัวช่วยกันดีกว่า ปฐมบทความขาวใส ไม่ได้มีแต่ Alpha Lipoic Acid 600 mg ยี่ห้อ healthy origins เพียงอย่างเดียวนะคะ ยังมีอีกหนึ่งวิตามินที่กระตุ้นการสังเคราะห์กลูต้าไทโอน นั่นคือ L-cysteine นั่นเอง มารู้จักกันเลยค่ะ

                  L-cysteine เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่เป็นสารตั้งต้นของกลูต้าไทโอน โดยจะทำงานร่วมกับไกลซีน ( glycine)และกรดกลูตามิก (glutamic acid) ทำหน้าที่ดังต่อไปนี้

1.สังเคราะห์กลูต้าไทโอนเพื่อขจัดสารพิษออกจากตับ ผลพลอยได้คือ ใบหน้าขาวสว่างใส ผิวอ่อนกว่าวัย ไม่แพ้ ALA

2.เผาผลาญน้ำตาลกลูโคสเพื่อเป็นพลังงานใช้ในร่างกาย ช่วยป้องกันการสลายของเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อและเพิ่มความทนในการเพาะกาย

3.มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารระหว่างเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน ลดการเกิดภูมิแพ้ได้

4.จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันสมองและตับจากความเสียหายเนื่องจาก การกินยาพาราเซตามอลเกินขนาด การดื่มแอลกอฮอล์และควันบุหรี่

5.ปกป้องร่างกายจากความเสียหายของเซลล์ข้างเคียงจากการฉายรังสี

6.เสริมสร้างและซ่อมแซมโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับเคราติน จึงมีส่วนทำให้ผมนุ่มสลวยมากขึ้น อย่างไม่น่าเชื่อ ปกติแป้งมีผมที่ยาวนุ่มสลวย มาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่พอทำสีผมเท่านั้นแหละ ผมแห้งกรอบ หาความเงางามไม่เจอเลย พอได้ลองกินครบ 1 เดือน ผมแป้งนุ่มนิ่มสลวยสวยเก๋เกือบเท่าของเดิมละ ไม่หลุดร่วงง่าย ยาวเร็วขึ้นอีกต่างหาก ส่วนเล็บแข็งแรงขึ้น ไม่เปราะ ฉีกหักง่ายด้วยนะคะ

                  L-cysteine พบในอาหารโปรตีนสูง เช่น หมู ไก่ ไข่ นม กระเทียม หัวหอม พริกแดง แต่ไม่เหลือพอที่จะใช้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงได้จากการกินวิตามินเติมเข้าไปเท่านั้น ปกติจะไม่ใช้ L-cysteine เป็นอาหารเสริมเท่าไหร่นัก มียี่ห้อให้เลือกน้อย ส่วนมากจะพบ L-cysteine ในรูปของ N- acetyl- cysteine ( NAC) เนื่องจากมีความคงตัวสูงและ half life ( ค่าครึ่งชีวิต) ยาวนานกว่า นั่นเอง

                  แต่ทว่า N-acetyl - cysteine หรือ NAC เป็นอนุพันธ์ของ cysteine ในประเทศไทยขึ้นทะเบียนเป็นยากลุ่ม mucolytic (ละลายเสมหะ) และใช้เพื่อบรรเทา paracetamol overdose(ล้างพิษในตับ)แต่ในต่างประเทศ จัดเป็นอาหารเสริม คนที่เป็นโรคหอบหืดกินจะดีมากๆ ช่วยยับยั้งการหดตัวและระบายสารคัดหลั่งในหลอดลม กลิ่นของวิตามิน เหม็นเหมือนยาฆ่าเชื้อ ไม่ผิดเพี้ยน เลยค่ะ เวลาหยิบขึ้นมากินทีไร นึกว่ากำลังป่วยทุกที แทบจะคลื่นไส้ อาเจียนทุกครั้ง เฮ้อ! นี่มันวิตามินหรือยากันแน่นะเนี่ย

                   L-cysteine นั้นจะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นเมื่อกินร่วมกับ vitamin E, vitamin C, vitamin B6 ,beta carotene and selenium. และอย่าลืมทานน้ำเยอะๆด้วยนะคะ เพื่อป้องกันนิ่วในไต ซึ่ง วิตามินอี เบต้าแคโรทีนและซีลีเนียม มีใน lyc-o-mato 15 mg ยี่ห้อ healthy origins อยู่แล้วค่ะ

                   ดังนั้นเพื่อความสุนทรีย์ในการกินวิตามินแป้งจึงเลือกกิน L-cysteine 500 mg ที่มีคุณภาพดี มีความคงตัวสูง ทำให้เพิ่มการสังเคราะห์กรดอะมิโน L-cysteine ให้ต่อสู้กับความเสียหายในระดับเซลล์อีกทั้งช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก และลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน  ขาวใสไม่แพ้ใคร ร่างกายแข็งแรงขึ้นเช่นกัน แนะนำใครต่อใคร ไม่เคยผิดหวังกับวิตามินตัวนี้ ผิวสวยเปล่งประกาย อย่างเห็นได้ชัด

                    แพทย์ผิวหนังในอเมริกาแนะนำให้กิน Hyaluronic acid คู่กับ L-cysteine นอกจาก หน้าใสฟูเด้ง ผิวกายนุ่มเนียน แผลเป็นจากสิว จะจางลงเร็วมากมายและสิวไม่มากวนใจอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

Alpha Lipoic Acid วิตามินผิวสว่างใสดุจหลอดไฟนีออน


                 Alpha Lipoic Acid หรือ ALA เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ครอบจักรวาล (Universal Antioxidation) ถูกใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และทดลองทางคลีนิกในปี ค.ศ 1950 และได้รับการยอมรับในแง่ของสารต้านอนุมูลอิสระ ในปีค.ศ 1988
          
         ร่างกายสามารถสร้างได้เอง พบมากที่ตับ,เนื้อเยื่ออื่นๆและอาหารบางชนิดเช่น บร็อกโคลี่ ผักขม เครื่องในสัตว์ ยีสต์ มะเขือเทศ แต่ไม่มากพอที่จะใช้เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (ชะลอความเสื่อมของเซลล์) บางประเทศอนุมัติให้เป็นยารักษาโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน (คนที่เป็นเบาหวานนานเกิน 5 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการชาปลายมือปลายเท้า เฉพาะบริเวณข้อมือหรือข้อเท้าเท่านั้น ) โรคตับอักเสบ เช่น ประเทศเยอรมัน แต่ในอเมริกาและญี่ปุ่น จัดเป็นอาหารเสริม

         ทำหน้าที่เปลี่ยนกลูโคสให้กลายเป็นพลังงานและคอยจัดการกับอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่ถูกปล่อยออกมาจากกระบวนการสลายกลูโคสภายในเซลล์ จึงมีผลในการลดน้ำตาลได้อีกด้วย แต่จะสร้างลดลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ทั้งสามารถออกฤทธิ์ได้ในส่วนของร่างกายที่เป็นน้ำและน้ำมัน เรามารู้จักก่อนนะคะว่าวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอีและวิตามินเค อาศัยน้ำดีช่วยในการดูดซึม ร่างกายเก็บสะสมไว้ที่ตับ หากมีมากเกินจะเกิดอาการแพ้ได้ ส่วนวิตามินที่ละลายได้ดีในน้ำ เช่น วิตามินบีและวิตามินซี ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้จากการกินเข้าไปเท่านั้น หากมีมากเกิน ร่างกายจะขับออกมาทางปัสสาวะ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระแทบทุกตัวจะออกฤทธิ์ได้ดีในส่วนที่เป็นน้ำหรือน้ำมัน เท่านั้น

          อนุมูลอิสระถือเป็นตัวเร่งที่สำคัญอันดับต้นๆที่ทำให้คนเราเข้าสู่วัยชรา ก่อนเวลาอันควร ปัจจัยที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ คือ ความเครียด มลภาวะ อาหารขยะ แสงแดดและการนอนดึก(ช่วงเวลา 22.00-02.00 เป็นเวลาที่อวัยวะภายในต้องได้รับการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเพื่อพร้อมใช้งานในวันต่อไป) ไม่เคยมีใครนอนดึก แล้วตื่นขึ้นมาสวยเด้งเลยซักคน มีแต่โทรมกับโทรมค่ะ

           กรดอัลฟ่าไลโปอิก มีบทบาทส่งเสริมการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นให้กลับมาใช้งานได้ใหม่ เช่น วิตามินซี วิตามินอี กลูต้าไธโอนและCOQ10 เลิศเลอเพอร์เฟคที่สุดนะเนี่ย ปกติ สารต้านอนุมูลอิสระพวกนี้เมื่อผ่านกระบวนการกำจัดอนุมูลอิสระแล้ว จะหมดฤทธิ์ทันทีแต่กรดอัลฟ่าไลโปอิกจะชุบชีวิตให้ฟื้นคืนเพื่อทำหน้าที่อีกครั้ง ว๊าว!ดีจังเลยค่ะ

            นอกจากนั้น ยังเพิ่มปริมาณกลูต้าไธโอนที่ผลิตได้ในร่างกาย โดยกระบวนการนี้จะทำให้ขจัดสารพิษออกจากตับได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วย มิน่า!คนที่กินวิตามิน Alpha Lipoic Acid 600mg,Grape Seed 300 mg,Lyc-o-mato 15 mg และ Ester-c 1000mg วันละเม็ด ถึงได้มีออร่ามาแต่ไกล ขาวใสยังกับหลอดไฟนีออนแน่ะ

             มีประโยชน์อย่างไร
1.กระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนในการย่อยเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน จึงมีส่วนช่วยให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ดีขึ้น

2.กรดอัลฟ่าไลโปอิก มี Sulfurเป็นองค์ประกอบ ช่วยทำให้ผิวสะอาด รวมถึงลดอาการบวมแดงจากสิวได้อีกด้วย

3.กรดอัลฟ่าไลโปอิก ช่วยลดขนาดของรูขุมขน จึงทำให้ต่อมไขมันทำงานได้น้อยลง รูขุมขนจึงกระชับขึ้น

4.ในอเมริกาและสวีเดน กรดอัลฟ่าไลโปอิก ความเข้มข้น 5% นิยมนำมาผสมในครีมลดริ้วรอยเพื่อช่วยลดริ้วรอยลึกจากการทำลายของแสงแดดได้อย่างดีเยี่ยม จากคุณสมบัติ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว

5.ใบหน้าขาว สว่างใส จากการที่กรดอัลฟ่าไลโปอิกดึงกลูต้าไธโอน กลับมาในฟอร์มที่ใช้งานได้อีก ถ้างั้น ก็ไม่ต้องกินอาหารเสริม กลูต้าไธโอน ได้สินะเพราะมีโมเลกุลใหญ่มาก กลืนลงไปกระเพาะย่อยหมดไม่เหลือซาก คนจึงนิยมฉีดเข้ากระแสเลือด งัยค่ะ

6.ลดอาการปวดไมเกรน

7.ปัองกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

8.ร่างกายแข็งแรงขึ้น จากการที่กรดอัลฟ่าไลโปอิก กระตุ้นให้กลูต้าไธโอนขจัดสารพิษออกจากตับได้อย่างรวดเร็ว

           แค่ประโยชน์ไม่กี่อย่าง ยังน่ากินได้มากขนาดนี้ แป้งเพิ่งเริ่มกินวิตามิน Alpha Lipoic Acid 600mg เพียงเดือนเดียว ผิวเปลั่งปลั่ง ขาวสว่างใส รูขุมขนกระชับ อย่างที่ไม่ได้รับจากวิตามินตัวไหนมากเท่านี้อีกแล้ว

            ลืมบอกไป ใบหน้าของแป้งขาวผ่องขึ้น จนต้องเปลี่ยนเบอร์แป้งเลยค่ะ ปกติ ใช้ primer ของ guerlain และใช้รองพื้นของ cle de peau แบบ fluid เบอร์ oc10แล้วตามด้วย แป้งฝุ่นของ lanagie เบอร์ 01 ตอนนี้ต้องเปลี่ยนใหม่หมดเลย ไม่งั้นหน้าจะขาวลอย เฮ้อ! ตกลงหน้าขาวขึ้นแล้วมันดีตรงไหนเนี่ย ก่อนหน้านั้น กิน Alpha Lipoic Acid 300mg ของ swanson มา 8เดือน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว เลยรู้ว่า วิตามินทุกไลน์ของเค้าเกรดต่ำมาก ราคาจึงถูก นั่นเอง







          รูปนี้ถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว อังกฤษ- สก็อตแลนด์ ตอนนั้นอายุ 36 ปี ระหว่างที่รอเช็คอินห้องพักที่ วินเดอร์เมียร์ เลคไซต์ ประมาณ 2-3 ทุ่ม เป็นโรงแรมที่สวยม๊าก อยู่กลางป่าเขา มีแมกไม้เขียวขจี แป้งโชคดีได้ห้องพักอยู่ชั้นล่าง เค้าจัดห้องได้น่ารักมากๆ กว้างสุดๆ พอตอนเช้าเปิดประตูออกมา เจอระเบียงมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งจิบชาสวยแบบผู้ดีอังกฤษ มองออกไปเห็นทะเลสาบ สวยมากมาย มีหงส์ 5-6ตัวลอยไปมา แป้งนึกว่าตัวเองอยู่ในดินแดนแห่งเทพนิยายเสียอีก ยังกะสวรรค์ชั้นฟ้าเลยค่ะ โรแมนติกสุดๆ

          หงส์ทุกตัวที่เกิดในสหราชอาณาจักร เป็นสมบัติของพระราชินีอลิซาเบทที่ 2 เพียงผู้เดียว ห้ามใครล่าหรือฆ่าโดยเด็ดขาด มิฉะนั้น จะมีความผิดตามกฎหมายค่ะ ขณะนั้นสายฝนโปรยปรายเล็กน้อย เดินออกไป 10ก้าวก็ถึงทะเลสาบแล้ว มีพี่ๆร่วมคณะกางร่มถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึก 2-3คน แต่แป้งคงไม่ไปถ่ายรูปกะเค้าหรอก กลัวจับไข้ จะเที่ยวไม่สนุก แป้งเหลือบมองนาฬิกา ว๊าย! จะ 6.30 น.แล้ว ยังไม่ได้อาบน้ำเลย ไปดีกว่า เดี๋ยวไม่ทันกินข้าวเช้า 



                 



Create Date : 09 กันยายน 2555
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2557 11:13:58 น.
Counter : 71929 Pageviews.

ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม