บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารต้านอนุมูลอิสระ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สารต้านอนุมูลอิสระ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

แอสตาแซนธิน (astaxanthin) ราชาแห่งแคโรทินอยด์

พูดถึง astaxanthin ( แอสตาแซนธิน )ในปัจจุบันนี้ คงแทบไม่มีใครจะไม่รู้จักซุปเปอร์สารต้านอนุมูลอิสระตัวใหม่ มาแรงแซงทางโค้งที่สุดในยุคนี้กันนะคะ 

ความจริงแอสตาแซนธิน โด่งดังมากๆในอเมริกาเพราะความแรงของการต้านอนุมูลอิสระ ชนะสารต้านอนุมูลอิสระทุกๆตัวที่มีมาก่อนบนโลกใบนี้เลยค่ะ ใครได้อ่านแล้วเป็นต้องเบิกตาโพลงด้วยความอึ้งทึ่ง!!มหัศจรรย์พันลึกยิ่งนัก

  • มากกว่าวิตามินอี  550 เท่า
  • มากกว่าเบต้าแคโรทีน 40 เท่า
  • มากกว่าวิตามินซี 6000 เท่า
  • มากกว่าโคเอนไซม์คิวเท็น 800 เท่า
  • มากกว่าชาเขียว ( cathechin ) 550 เท่า

Haematococcus Pluvialis ( ฮีมาโตคอกคัส พลูวิเอลิส ) เป็นสาหร่ายสีแดง  พบมากในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย สารสำคัญที่ทำให้สาหร่ายชนิดนี้มีสีแดงสด เรียกว่าastaxanthin ( แอสตาแซนธิน ) มีในสาหร่าย,ยีสต์, ปลาแซลมอน, ปลาเทราท์

แอสตาแซนทิน เป็นรงควัตถุสีแดง ในกลุ่มแคโรทีนอยด์ (carotenoid) พบความเข้มข้นสูงสุดในสาหร่ายสีแดง นอกจากจะให้สีแดงสดแล้ว ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ จัดเป็นโภชนะเภสัช ( nutraceutical ) มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ถึงกับได้รับฉายาว่า "ราชาแห่งสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ "  ซึ่งเมื่อเทียบกับสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น เช่นวิตามินซี วิตามินอี ชาเขียว เบต้าแคโรทีน(beta carotene) สารสกัดจากเมล็ดองุ่น และCoQ10 แล้ว แอสตาแซนธินช่วยชะลอการเสื่อมและช่วยฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้ดีกว่า จึงเป็นความหวังของมวลมนุษยชาติที่ต้องการคงความเป็นหนุ่มสาว ร่างกายแข็งแรง ปราศจากจากโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง

ในขณะที่แอสตาแซนธินซึ่งเป็นส่วนประกอบในอาหารตามธรรมชาติ ยังสามารถนำมาใช้เป็นอาหารเสริม โดยเป็นอาหารเสริมทั้งสำหรับมนุษย์และสัตว์น้ำ

การผลิตภาคอุตสาหกรรมของ แอสตาแซนธินมาจากทั้งแหล่งน้ำตามธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้นมา

องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้มีมติอนุมัติ astaxanthin เป็นสีผสมอาหาร (หรือสารเติมแต่งสี) สำหรับการใช้งานที่เฉพาะเจาะจงในสัตว์และอาหารปลา

แอสตาแซนธินมีโครงสร้างเดียวกันแบบเบต้าแคโรทีนและแคโรทีนอยด์ที่เรารู้จักกันแต่จะไม่แปลงเป็นวิตามินเอในร่างกายมนุษย์ เช่นเดียวกับแคโรทีนอยด์ตัวอื่น ๆ

ปัจจุบันแอสตาแซนธิน ได้กลายเป็นพืชใต้ผิวน้ำมูลค่ามหาศาล จากความนิยมเพิ่มขึ้นในการบริโภคของตลาดอาหารเสริม มีการเพาะเลี้ยงในระบบนิเวศน์แบบปิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา โดยบริษัท Cyanotech ผู้ผลิต astaxanthin ยี่ห้อ nutrex ที่มีคุณภาพสูงจากเทคโนโลยีการผลิตที่เรียกว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากของเหลว  "supercritical fluid extraction" สารสกัดที่ได้จากวิธีการนี้ มีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคมากกว่าวิธีการสกัดโดยใช้ตัวทำละลายอินทรีย์ ที่อาจไม่สามารถแยกตัวทำละลายออกมาได้หมดโดยสมบูรณ์ จึงทำให้มีตัวทำละลายตกค้าง แน่นอนว่า วิตามินคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม มักจะตามมาด้วยราคาที่สูงด้วยเช่นกัน


มีประโยชน์อย่างไร
1.ปรับสมดุลอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต จึงมีผลดีต่อหัวใจ ( พบในหนูทดลอง ) มีงานศึกษาวิจัยปี 2006 ในหนูทดลองที่มีความดันโลหิตสูง พบว่า เพิ่มความหนาของผนังหลอดเลือดและอีลาสติน ( elastin ) ยืดหยุ่นขึ้น

2.เพิ่มระดับความอดทนและลดความเมื่อยล้าหลังออกกำลังกาย ( พบในหนูทดลอง ) มีงานศึกษาในหนูทดลอง แสดงให้เห็นว่า สามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันในร่างกาย โดยช่วยเพิ่มระดับความทนทาน ป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและความเสียหายของกระดูกและข้อต่อจากการกระแทก ในขณะออกกำลังกาย

3.ลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดข้อ เช่น ไขข้ออักเสบ ผังผืดรัดเส้นประสาท เอ็นอักเสบ

4.เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
5.บรรเทาอาการไซแอ็ททิคา (Sciatica ) คือ อาการปวดร้าวเริ่มจากสะโพกแล่นลงมาที่ขา (ส่วนมากจะเป็นขาข้างใดข้างหนึ่ง) ซึ่งเกิดจากความระคายเคืองหรือ การถูกกดทับของเส้นประสาทไซแอ็ททิค (Sciatic nerve)

เส้นประสาทไซแอ็ททิค (Sciatic nerve) เป็นเส้นประสาทที่ยาวที่สุดในร่างกายของมนุษย์ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของเส้นประสาทที่ออกจากกระดูกสันหลังส่วนเอว 5 เส้น มาเชื่อมรวมกันในบริเวณกระดูกเชิงกราน เส้นประสาทเริ่มต้นจากสะโพกหรือกระดูกเชิงกราน ควบคุมและหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อต่างๆ และรวมทั้งข้อต่างๆ ที่ต้นขา เข่า น่องเท้า และนิ้วเท้า

บริเวณของร่างกายที่มักจะปวด เช่น ด้านหลังของต้นขาและน่อง บางกรณีอาจปวดที่สะโพกด้านหน้าหรือ ด้านข้างของขา  บางครั้งความเจ็บปวด จะร้าวไปถึงข้อเท้า เท้าและนิ้วเท้า ในบางรายผู้ป่วยอาจมีอาการปวดหลัง หรือปวดสะโพกก่อนอาการปวดร้าวลงขา

6.บำรุงสายตาไม่ให้อ่อนล้าจากการจ้องคอมพิวเตอร์หรือแทบเล็ตเป็นเวลานาน โดยปรับสายตาให้มองเห็นได้ดีขึ้น ฟื้นฟูจอประสาทตาที่เสื่อมจากวัยในผู้สูงอายุ ลดความเสี่ยงต้อกระจก โดยแอสตาแซนธินข้ามผ่านอุปสรรคหลอดเลือดสมองและตัวกรองเลือดที่จอประสาทตา (เบต้าแคโรทีนและไลโคปีนไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ )

7.ปกป้องผิวจากแสงแดด ป้องกันผิวไหม้แดด 
ในความเป็นจริง การถูกแสงแดดแผดเผา จะส่งผลให้เกิดการอักเสบ แอสตาแซนธินแทรกซึมสู่เซลล์ผิว โดยช่วยลดลดความเสียหายจากรังสี UVA อาจเรียกได้ว่า เป็นครีมกันแดดจากภายใน 

มีงานวิจัยศึกษาแสดงให้เห็นว่า ในคนที่บริโภคแอสตาแซนธิน จะเพิ่มการป้องกันแสงแดดจากการสัมผัสรังสียูวี ได้เพิ่มขึ้น20-50%

8.ช่วยลดอนุมูลอิสระ

ผลข้างเคียง : ปวดศีรษะ เลือดออกง่าย เจ็บหน้าอก

แป้งทดลองกิน astaxanthin 6 mg ยี่ห้อ nutrex หลังอาหารเช้า-เย็น เป็นเวลา 4 เดือน ไม่พบความเปลี่ยนแปลงของผิวใดๆ นอกจากรู้สึกถึงพลังงานที่เพิ่มขึ้นขณะออกกำลังกาย โดยกินก่อนออกกำลังกายร่วมกับ l-carnitine ซึ่งปกติจะปวดเมื่อยเนื้อตัว เจ็บกล้ามเนื้อประหนึ่งโดนช้างเหยียบ หลังออกกำลังกาย แต่ช่วงที่กิน แอสตาแซนธินนั้น ไม่มีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ ไม่ปวดเมื่อยแต่อย่างใด ตรงตามที่อ่านรีวิวของต่างประเทศเลยทีเดียว 

แป้งมองว่า แอสตาแซนธินช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ข้อต่อและเส้นเอ็นได้ดีมาก สาวๆที่ชอบใส่รองเท้าส้นสูงในชีวิตประจำวันหรือผู้ชายที่ใช้แรงยกของหนัก ยืนนานๆ จนปวดหลังปวดเอว ไม่ควรมองข้ามนะคะ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น อนุมูลอิสระจากทุกทาง ทั้งจากการใช้ชีวิตหรือการสันดาปที่เกิดขึ้นภายในแต่ละเซลล์ จะถาโถมประเดประดังเข้ามา กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่เคยแข็งแรง จะเสื่อมลงในอัตราที่เร็วมาก จนเราคาดไม่ถึงเลยค่ะ 

สำหรับคนที่หวังผลในเรื่องผิวพรรณ อาจต้องผิดหวังเพราะ
Mehmet Oz MD. ศัลยแพทย์ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจชื่อดัง ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ผู้จัดรายการโทรทัศน์ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแก่ประชาชน ชื่อ Dr.Oz Show  จัดว่าเป็นรายการยอดฮิตและได้รับความนิยมอย่างสูงของอเมริกา ไม่ได้กล่าวถึงผลลัพธ์ของแอสตาแซนธินในแง่ของผิวพรรณแม้แต่น้อย โดยมากจะเน้นฟื้นฟูข้อต่อและเส้นเอ็น บำรุงสายตา ป้องกันแสง
แดด แต่เราสามารถหาอ่านประโยชน์ทางผิวพรรณได้ในบทความอื่นๆ ได้ค่ะ

ที่สำคัญ การบริโภคแอสตาแซนธินต่อวัน จำเป็นต้องรับประทานอย่างน้อย 6-12 mg ต่อวัน แล้วแต่อาการ จึงจะเห็นผลชัดเจน อาทิเช่น 
บรรเทาอาการปวดหลัง ปวดขา วันละ 12 mg
เพิ่มความทนในการออกกำลังกาย วันละ 12 mg
บำรุงสายตา วันละ 6-8 mg
บรรเทาอาการจอประสาทตาเสื่อม วันละ 12 mg
การถูกกดทับของเส้นประสาทไซแอ็ททิค(Sciatic nerve) วันละ 12 mg 

สิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดคือ การกินแอสตาแซนธิน ไม่ได้เห็นผลชัดเจนในเวลาอันใกล้แต่ใช้เวลาแรมปี ( จากการอ่านรีวิวของต่างประเทศ ) ซึ่งแตกต่างจากวิตามินตัวอื่นๆ ที่ใช้เวลาแรมเดือน แต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุนกับสุขภาพโดยเฉพาะระบบกระดูก ข้อต่อและเส้นเอ็นในระยะยาวนะคะ

































ที่มา :

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

สารต้านอนุมูลอิสระมีความสำคัญแค่ไหนกับร่างกาย ตอนที่1


ทุกลมหายใจเข้าออก ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้น ร่างกายมนุษย์ใช้สารต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันในการควบคุมอนุมูลอิสระ
จำแนกเป็น 2 ชนิดคือ
1.สารต้านอนุมูลอิสระภายใน ( ผลิตได้เองในร่างกาย )
2.สารต้านอนุมูลอิสระภายนอก ( จากการบริโภคอาหารและแหล่งอื่นๆ )
ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้เป็นโมเลกุลที่สามารถทำลายเซลล์โดยไม่อาจควบคุมได้ ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าใด สารต้านอนุมูลอิสระที่ร่างกายสร้างโดยธรรมชาติเพื่อควบคุมโมเลกุลที่พร้อมทำลายล้าง ยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่ออนุมูลอิสระสะสมในร่างกาย ร่างกายของเราจะเสื่อมสภาพลง ความชราจะมาเยือนเร็วขึ้น ส่งผลให้เสี่ยงต่อทุกอย่าง ตั้งแต่จุดด่างดำ ริ้วรอยไปจนถึงโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงที่ไม่อาจรักษาได้

ประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระ

1.ชะลอกระบวนการชรา
2.ลดระดับ cholesterol
3.ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัว
4.ช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคเส้นโลหิตในสมองตีบ
5.ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งทุกชนิด
6.ช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ( ความจำเสื่อมในผู้สูงอายุ ) 
7.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกต่างๆ
8.ช่วยให้ร่างกายขับสารพิษที่อาจก่อมะเร็ง
9.ปกป้องดวงตาจากโรคจอประสาทตาเสื่อมซึ่งเป็นสาเหตุของการตาบอดในผู้สูงอายุ
10.ช่วยป้องกันโรคปอดเรื้อรังต่างๆเช่น โรคหอบหืด หลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง
11.เป็นเกราะป้องกันมลพิษจากสิ่งแวดล้อม
12.ย้อนอายุผิวและความเยาว์วัยได้ 5-10 ปี

ในโลกของวิตามิน มีวิตามินหลายชนิดที่จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระพื้นฐาน สารต้านอนุมูลอิสระชั้นสูงและสุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเราอายุมากขึ้น ร่างกายจะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ไม่มีใครหยุดยั้งความชราได้ นอกจากชะลอวัยให้
ช้าลงโดย

1.เลือกกินอาหารที่อุดมไปด้วยผักและผลไม้สด 
2.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายเป็นยาอายุวัฒนะแต่ต้องมีขีดจำกัด การออกกำลังกายที่มากเกินไปในระยะยาว สามารถเร่งการเกิดริ้วรอยได้เช่นกัน เนื่องจากร่างกายอยู่ภายใต้ความกดดันขณะออกกำลังกาย คอร์ติซอล ( ฮอร์โมนแห่งความเครียด ) ถูกปล่อยออกมาเมื่อมีระดับความเครียดสูงในร่างกาย ภาควิชาสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยวาเลนเซีย ระบุว่า การออกกำลังกายอย่างหนักทำให้เกิดการผลิตของอนุมูลอิสระจากเซลล์และอนุมูลอิสระเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสียหายระดับเซลล์ 
3.พักผ่อนให้เป็นเวลา อย่านอนดึก ส่งผลให้ระดับภูมิต้านต่ำ ความเจ็บไข้ได้ป่วยจะมาเยือนได้ง่ายมาก
4.ไม่เคร่งเครียดจนเกินไป ระดับความเครียดที่เพิ่มขึ้นจะสวนทางกับระดับสารต้านอนุมูลที่ลดลง นานวันเข้าภาวะความเครียดสูงจะนำไปสู่ความเหนื่อยล้า เจ็บป่วย เสื่อมสมรรถภาพ ภาวะซึมเศร้า นอนไม่หลับ สูญเสียความทรงจำ รวมถึงริ้วรอยก่อนวัยอันสมควร 
5.มองโลกในแง่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตที่ช่วยเพิ่มระดับภูมิต้านทานในร่างกายได้เป็นอย่างดีรวมถึงเลือกกินวิตามินที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดต่างๆ ซึ่งจะกล่าวถึงใน blog หน้าค่ะ








ที่มา ; Vitamin bible

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

Alpha Lipoic Acid วิตามินผิวสว่างใสดุจหลอดไฟนีออน


                 Alpha Lipoic Acid หรือ ALA เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ครอบจักรวาล (Universal Antioxidation) ถูกใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และทดลองทางคลีนิกในปี ค.ศ 1950 และได้รับการยอมรับในแง่ของสารต้านอนุมูลอิสระ ในปีค.ศ 1988
          
         ร่างกายสามารถสร้างได้เอง พบมากที่ตับ,เนื้อเยื่ออื่นๆและอาหารบางชนิดเช่น บร็อกโคลี่ ผักขม เครื่องในสัตว์ ยีสต์ มะเขือเทศ แต่ไม่มากพอที่จะใช้เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (ชะลอความเสื่อมของเซลล์) บางประเทศอนุมัติให้เป็นยารักษาโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน (คนที่เป็นเบาหวานนานเกิน 5 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการชาปลายมือปลายเท้า เฉพาะบริเวณข้อมือหรือข้อเท้าเท่านั้น ) โรคตับอักเสบ เช่น ประเทศเยอรมัน แต่ในอเมริกาและญี่ปุ่น จัดเป็นอาหารเสริม

         ทำหน้าที่เปลี่ยนกลูโคสให้กลายเป็นพลังงานและคอยจัดการกับอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่ถูกปล่อยออกมาจากกระบวนการสลายกลูโคสภายในเซลล์ จึงมีผลในการลดน้ำตาลได้อีกด้วย แต่จะสร้างลดลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ทั้งสามารถออกฤทธิ์ได้ในส่วนของร่างกายที่เป็นน้ำและน้ำมัน เรามารู้จักก่อนนะคะว่าวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอีและวิตามินเค อาศัยน้ำดีช่วยในการดูดซึม ร่างกายเก็บสะสมไว้ที่ตับ หากมีมากเกินจะเกิดอาการแพ้ได้ ส่วนวิตามินที่ละลายได้ดีในน้ำ เช่น วิตามินบีและวิตามินซี ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้จากการกินเข้าไปเท่านั้น หากมีมากเกิน ร่างกายจะขับออกมาทางปัสสาวะ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระแทบทุกตัวจะออกฤทธิ์ได้ดีในส่วนที่เป็นน้ำหรือน้ำมัน เท่านั้น

          อนุมูลอิสระถือเป็นตัวเร่งที่สำคัญอันดับต้นๆที่ทำให้คนเราเข้าสู่วัยชรา ก่อนเวลาอันควร ปัจจัยที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ คือ ความเครียด มลภาวะ อาหารขยะ แสงแดดและการนอนดึก(ช่วงเวลา 22.00-02.00 เป็นเวลาที่อวัยวะภายในต้องได้รับการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอเพื่อพร้อมใช้งานในวันต่อไป) ไม่เคยมีใครนอนดึก แล้วตื่นขึ้นมาสวยเด้งเลยซักคน มีแต่โทรมกับโทรมค่ะ

           กรดอัลฟ่าไลโปอิก มีบทบาทส่งเสริมการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นให้กลับมาใช้งานได้ใหม่ เช่น วิตามินซี วิตามินอี กลูต้าไธโอนและCOQ10 เลิศเลอเพอร์เฟคที่สุดนะเนี่ย ปกติ สารต้านอนุมูลอิสระพวกนี้เมื่อผ่านกระบวนการกำจัดอนุมูลอิสระแล้ว จะหมดฤทธิ์ทันทีแต่กรดอัลฟ่าไลโปอิกจะชุบชีวิตให้ฟื้นคืนเพื่อทำหน้าที่อีกครั้ง ว๊าว!ดีจังเลยค่ะ

            นอกจากนั้น ยังเพิ่มปริมาณกลูต้าไธโอนที่ผลิตได้ในร่างกาย โดยกระบวนการนี้จะทำให้ขจัดสารพิษออกจากตับได้รวดเร็วขึ้นอีกด้วย มิน่า!คนที่กินวิตามิน Alpha Lipoic Acid 600mg,Grape Seed 300 mg,Lyc-o-mato 15 mg และ Ester-c 1000mg วันละเม็ด ถึงได้มีออร่ามาแต่ไกล ขาวใสยังกับหลอดไฟนีออนแน่ะ

             มีประโยชน์อย่างไร
1.กระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนในการย่อยเผาผลาญน้ำตาลให้เป็นพลังงาน จึงมีส่วนช่วยให้ร่างกายควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ดีขึ้น

2.กรดอัลฟ่าไลโปอิก มี Sulfurเป็นองค์ประกอบ ช่วยทำให้ผิวสะอาด รวมถึงลดอาการบวมแดงจากสิวได้อีกด้วย

3.กรดอัลฟ่าไลโปอิก ช่วยลดขนาดของรูขุมขน จึงทำให้ต่อมไขมันทำงานได้น้อยลง รูขุมขนจึงกระชับขึ้น

4.ในอเมริกาและสวีเดน กรดอัลฟ่าไลโปอิก ความเข้มข้น 5% นิยมนำมาผสมในครีมลดริ้วรอยเพื่อช่วยลดริ้วรอยลึกจากการทำลายของแสงแดดได้อย่างดีเยี่ยม จากคุณสมบัติ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว

5.ใบหน้าขาว สว่างใส จากการที่กรดอัลฟ่าไลโปอิกดึงกลูต้าไธโอน กลับมาในฟอร์มที่ใช้งานได้อีก ถ้างั้น ก็ไม่ต้องกินอาหารเสริม กลูต้าไธโอน ได้สินะเพราะมีโมเลกุลใหญ่มาก กลืนลงไปกระเพาะย่อยหมดไม่เหลือซาก คนจึงนิยมฉีดเข้ากระแสเลือด งัยค่ะ

6.ลดอาการปวดไมเกรน

7.ปัองกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

8.ร่างกายแข็งแรงขึ้น จากการที่กรดอัลฟ่าไลโปอิก กระตุ้นให้กลูต้าไธโอนขจัดสารพิษออกจากตับได้อย่างรวดเร็ว

           แค่ประโยชน์ไม่กี่อย่าง ยังน่ากินได้มากขนาดนี้ แป้งเพิ่งเริ่มกินวิตามิน Alpha Lipoic Acid 600mg เพียงเดือนเดียว ผิวเปลั่งปลั่ง ขาวสว่างใส รูขุมขนกระชับ อย่างที่ไม่ได้รับจากวิตามินตัวไหนมากเท่านี้อีกแล้ว

            ลืมบอกไป ใบหน้าของแป้งขาวผ่องขึ้น จนต้องเปลี่ยนเบอร์แป้งเลยค่ะ ปกติ ใช้ primer ของ guerlain และใช้รองพื้นของ cle de peau แบบ fluid เบอร์ oc10แล้วตามด้วย แป้งฝุ่นของ lanagie เบอร์ 01 ตอนนี้ต้องเปลี่ยนใหม่หมดเลย ไม่งั้นหน้าจะขาวลอย เฮ้อ! ตกลงหน้าขาวขึ้นแล้วมันดีตรงไหนเนี่ย ก่อนหน้านั้น กิน Alpha Lipoic Acid 300mg ของ swanson มา 8เดือน ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่นิดเดียว เลยรู้ว่า วิตามินทุกไลน์ของเค้าเกรดต่ำมาก ราคาจึงถูก นั่นเอง







          รูปนี้ถ่ายเมื่อครั้งไปเที่ยว อังกฤษ- สก็อตแลนด์ ตอนนั้นอายุ 36 ปี ระหว่างที่รอเช็คอินห้องพักที่ วินเดอร์เมียร์ เลคไซต์ ประมาณ 2-3 ทุ่ม เป็นโรงแรมที่สวยม๊าก อยู่กลางป่าเขา มีแมกไม้เขียวขจี แป้งโชคดีได้ห้องพักอยู่ชั้นล่าง เค้าจัดห้องได้น่ารักมากๆ กว้างสุดๆ พอตอนเช้าเปิดประตูออกมา เจอระเบียงมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งจิบชาสวยแบบผู้ดีอังกฤษ มองออกไปเห็นทะเลสาบ สวยมากมาย มีหงส์ 5-6ตัวลอยไปมา แป้งนึกว่าตัวเองอยู่ในดินแดนแห่งเทพนิยายเสียอีก ยังกะสวรรค์ชั้นฟ้าเลยค่ะ โรแมนติกสุดๆ

          หงส์ทุกตัวที่เกิดในสหราชอาณาจักร เป็นสมบัติของพระราชินีอลิซาเบทที่ 2 เพียงผู้เดียว ห้ามใครล่าหรือฆ่าโดยเด็ดขาด มิฉะนั้น จะมีความผิดตามกฎหมายค่ะ ขณะนั้นสายฝนโปรยปรายเล็กน้อย เดินออกไป 10ก้าวก็ถึงทะเลสาบแล้ว มีพี่ๆร่วมคณะกางร่มถ่ายรูปไว้เป็นที่ระทึก 2-3คน แต่แป้งคงไม่ไปถ่ายรูปกะเค้าหรอก กลัวจับไข้ จะเที่ยวไม่สนุก แป้งเหลือบมองนาฬิกา ว๊าย! จะ 6.30 น.แล้ว ยังไม่ได้อาบน้ำเลย ไปดีกว่า เดี๋ยวไม่ทันกินข้าวเช้า 



                 



Create Date : 09 กันยายน 2555
Last Update : 20 กุมภาพันธ์ 2557 11:13:58 น.
Counter : 71929 Pageviews.

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ester-c สารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังกับผู้พิชิตรางวัลโนเบล


  เป็นที่ถกเถียงกันมาแสนนานว่า กินวิตามินซีเท่าไหร่ดีถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง ยิ่งค้นคว้าหาความรู้ ยิ่งงงมากเพราะไม่มีข้อมูลว่า ร่างกายดูดซึมไปใช้ทั้งหมดเท่าไหร่ รู้แต่เพียงว่า วิตามินซีละลายน้ำได้ หากมีมากเกินจะถูกขับออกมาทางไต กลายเป็นปัสสาวะ เท่านั้นเอง แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่                        
 Linus Carl Pauling นักเคมีอัจฉริยะ ชาวอเมริกัน ผู้พิชิตรางวัลโนเบล สาขาเคมี ค.ศ1954 จากผลงานเรื่อง ธรรมชาติของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล ผลงานชิ้นนี้ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สังเคราะห์โมเลกุลขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนได้ เช่น protein,antibodyในร่างกายมนุษย์
                       
 ในปีค.ศ1962 Pauling ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ จากความพยายามที่ได้ผลักดันให้ประเทศมหาอำนาจลงนามในสัญญาไม่ทดลองระเบิดปรมาณูอีกต่อไป เพราะเขาเชื่อว่ากัมมันตภาพรังสีจากระเบิดปรมาณู ถึงแม้จะมีปริมาณน้อยนิดก็สามารถทำลายDNAของมนุษย์ นำไปสู่การเกิดโรคร้ายแรงได้ แต่ในยุคสมัยที่ Pauling เดินขบวนคัดค้านนั้น ทุกคนคิดว่า เขาเป็นเสียสติไปแล้ว
                        
 Pauling ได้รับการยกย่องให้เป็น"นักเคมีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษที่20"โดยเริ่มกินวิตามินซีเมื่ออายุ40ปีและเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก จึงได้เพิ่มขนาดสูงเป็น18000mg เมื่ออายุุได้64ปีและเสียชีวิตในเวลาต่อมาเมื่ออายุได้93ปี เนี่ย!ขนาดเป็นมะเร็งยังมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างผลงานที่ควรค่าแก่การยกย่อง ช่างเป็น คนที่มีความคิดก้าวไกล ยังกับรู้ว่า โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยมลพิษโดยแท้
                       
  แป้งคาดว่าน่าจะแบ่งทานเป็น4มื้อ ไม่ก็อาจเป็นวิตามินซีชนิดผง มิฉะนั้นวิตามินซีคงจุกคอหอยตายก่อนที่จะพิสูจน์ให้โลกรับรู้ว่า วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง จากผลงานการค้นคว้าวิจัยมานานเกือบ20ปี
                         
 ขณะที่ Pauling มีชีวิตอยู่ ได้อธิบายหลักการ dynamic flow model เกี่ยวกับวิตามินซีว่า หากมีระดับวิตามินซีในกระแสเลือดคงที่ จะสามารถนำไปใช้เมื่อร่างกายต้องการได้ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า เราจะต้องกินวิตามินซีต่อเนื่องไปตลอด เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น หากวิตามินซีในกระแสเลือดลดระดับลง ภูมิต้านทานจากวิตามินซีจะลดลงตามไปด้วย และจะต้องแบ่งกินเป็น2มื้อเพื่อให้ร่างกายชุ่มฉ่ำด้วยวิตามินซีตลอดเวลา
                        
  Pauling ได้ค้นพบการดูดซึมของวิตามินซี  หลังจากกินวิตามินซีวันละ18000mg.และยืนยันว่า วิตามินซี mega dose ช่วยทำให้มะเร็งในร่างกาย สงบลง ดังต่อไปนี้
                        
  1. วิตามินซีถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก 60% คงค้างที่ลำไส้ใหญ่ 25% ขับออกเป็นปัสสาวะ 15%เท่านั้น ขณะที่วิตามินซีอยู่ในลำไส้ใหญ่ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยการขจัด carcinoma(สารก่อมะเร็ง)ที่มีในอุจจาระ(ร่างกายจึงต้องมีการขับถ่ายของเสียทุกวันเพื่อลดสารพิษตกค้างในลำไส้)และช่วยดูดน้ำกลับเข้ามาในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้อุจจาระนิ่มขึ้น จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราต้องดื่มน้ำมากๆ เมื่อกินวิตามินซีปริมาณสูงและไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วในไตแต่อย่างใด(ไม่งั้นPauling คงได้โรคนิ่วในไตแถมมาด้วยเป็นแน่แท้)
                          
2.วิตามินซี mega dose สามารถป้องกันการทำลายของเซลล์มะเร็ง ด้วยกลไกการสร้างคอลลาเจน วิตามินซียับยั้งได้ โดยจะทำให้โครงสร้างภายในเซลล์มะเร็งเปลี่ยนแปลงไป เยื่อหุ้มเซลล์มะเร็งจะขาดออก แล้วถูกล้อมรอบด้วยคอลลาเจน
                          
 3.เมื่อวิตามินซีถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็กและกระจายไปยังกระแสเลือด จะสามารถป้องกันโรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ วิตามินซีจะลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด และช่วยขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ส่งผลให้หัวใจทำงานได้ตามปกติ การบริโภคอาหารไขมันสูงเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคหัวใจและมะเร็งลำไส้ใหญ่ในที่สุด
                          
 4.วิตามินซีป้องกันการติดเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจส่วนต้นเช่น โรคไข้หวัด  หากร่างกายได้รับเชื้อโรค ปริมาณเม็ดเลือดขาวจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วมหาศาลเพื่อจับกินเชื้อโรคเมื่อมีวิตามินซีสะสมอยู่ในร่างกายปริมาณมาก อันนี้แป้งพิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้วหลายครั้งค่ะ(ก่อนที่จะกินวิตามินจากอเมริกาต่อเนื่อง10เดือนนะคะ) เวลารู้สึกเหมือนจะเป็นหวัด เริ่มเจ็บคอนิดๆ แป้งจะรีบหยิบวิตามินซี2เม็ด(2000mg.)ใส่ปาก ดื่มน้ำตาม500ml.จากนั้นอีก1ชั่วโมง กรอกวิตามินซีใส่ปากอีก2เม็ดตามด้วยน้ำ500ml รวมทั้งหมด 4000mg. อีก2ชั่วโมงต่อมา อาการเหมือนจะเจ็บคอ หายเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ แป้งจึงไม่ต้องกินยาฆ่าเชื้อโรคแม้เพียงเม็ดเดียวเลยค่ะ Pauling นี่สุดยอดจริงๆค่ะ
                          
 5.วิตามินซีสามารถเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายเมื่อมีระดับวิตามินซีสูงและความสามารถในการจับกินเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ข้อนี้แป้งพิสูจน์มาแล้วเช่นกัน เมื่อ2ปีที่แล้วเดินทางไปเที่ยวอเมริกาพร้อมครอบครัวเป็นเวลา9วัน พกวิตามินติดตัวไปแค่ 3ชนิดคือ วิตามินซีวันละ4000mg,Q10วันละ200mg และเมลาโทนินวันละ3mg(จำเป็นมากเนื่องจากเดินทางข้ามเส้นแบ่งเขตเวลา จะทำให้ร่างกายปรับเวลานอนไม่ได้ จึงต้องกินเมลาโทนินค่ะ) แบ่งวิตามินกินเป็น2มื้อ ซึ่งการเดินทางไปกับทัวร์ จะเหนื่อยมากกว่าปกติ ทุกอย่างต้องตรงเวลา ตื่นนอน 6โมง  7โมงทานอาหารเช้า 8โมงล้อหมุน กว่าจะได้นอนในแต่ละคืน ปาเข้าไปเที่ยงคืนทุกวัน กลับมาเมืองไทยแป้งไม่เหนื่อย แถมสวยเด้งอีกต่างหาก(น้องในออฟฟิศชม)
                         
 เมื่อปีที่แล้วเดินทางไปอังกฤษ-สก็อตแลนด์พร้อมครอบครัวเป็นเวลา9วัน นำวิตามินไปสูตรเดิม ก็ไม่โทรมกลับมานะคะ สวยเด้งและสุขภาพแข็งแรงมาเชียว ไม่มีวี่แววของความเหนื่อยล้าเลยค่ะ และกลางปีที่ผ่านมาเดินทางไปยุโรป ระยะเวลา9วัน อยากซ่าส์! ลองเปลี่ยนสูตรวิตามินค่ะ ไม่เอาวิตามินซีไป(เม็ดมันใหญ่ กลืนลำบาก) แต่เอาgrape seed 300mg วันละ2เม็ด,Q10 วันละ 300mgและเมลาโทนินวันละ 3mg ไม่อยากบอกว่า รู้สึกเหนื่อยมากมาย กลับมาเมืองไทย นอนสลบ 1วันเต็มๆ ตื่นมากินข้าวอย่างเดียว ชำรุดทรุดโทรมมาก เรียกได้ว่า ยับเยินที่สุดในชีวิต ตอนนี้เชื่อหลักการดูดซึมวิตามินซี ของPauling สนิทใจเลยค่ะ
                        
   FDA(องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) ได้กำหนดให้บริโภควิตามินซีเพียงวันละ 60mg ส่วนอ.ย ประเทศไทย อนุญาตให้กินวิตามินซีได้แค่ วันละ 200mg  นอกจากกินวิตามินซีชนิดที่เป็นอาหารเสริมแล้ว ควรบริโภควิตามินซีจากธรรมชาติด้วยนะคะเช่น ผักใบเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว มะเขือเทศ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ฝรั่ง แตงโมและมะละกอ
                          
  ค.ศ 1970 ขณะยังมีชีวิตอยู่ ทุกคนคิดว่า Pauling สติแตก แต่หลังจากนั้นอีก20ปี สิ่งที่ Pauling ได้ศึกษาและวิจัยเรื่อง วิตามินซี ได้รับการยอมรับในระดับสากล และมีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่า หลักการของPauling เรื่องวิตามินซีถูกต้องที่สุด อีกทั้งได้รับการยกย่องว่า เป็น"บิดาแห่งวิตามินซี" และ ในวันที่19สิงหาคม2555 นี้ เป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของ Pauling ปีที่18  ขอบคุณมากมายด้วยนะคะ
                          
  แป้งเลือกกินวิตามินซี ชนิด ester-c 1000mg ซึ่งมี bioflavonoid (เป็นส่วนประกอบที่พบได้จากพืชธรรมชาติเท่านั้น) มากถึง 200mg (หากมีมากในร่างกาย จะช่วยปกป้องเนื้อเยื่อจากการทำลายของอนุมูลิอสระและป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้เป็นอย่างดี ) ยี่ห้อ SOLGAR ผลิตในอเมริกา นับได้ว่าคุ้มค่าที่สุดในการกินวิตามินซี อีกทั้งจดสิทธิบัตรไป 25 ประเทศทั่วโลก เนื่องจาก ถูกสกัดความเป็นกรดออกไปจนหมดสิ้น จึงไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและไม่กัดกร่อนหูรูดอาหาร ไม่ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้องหรือท้องเสียแต่อย่างใด แถมมาด้วยคุณสมบัติเพิ่มการดูดซึมวิตามินซีได้ดียิ่งขึ้น สามารถรับประทานขณะท้องว่างได้อีกด้วย

 มีจำหน่ายที่ jabushebeautyplus.weloveshopping.com เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย  ควรปรับปริมาณวิตามินซี ตามระดับความเครียด มลภาวะ ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย ความเจ็บป่วย รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำและชอบกินอาหารทอด ปิ้ง ย่าง ส่งเสริมให้เกิดcarcinogen (สารก่อมะเร็ง ) ในร่างกาย คนเราหน้าตาสดใส สุขภาพกายแข็งแรง ไม่ต้องเอาเงินไปให้หมอ เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บ เพียงเท่านี้ก็มีความสุขในชีวิตมากพอแล้ว



ที่มา;1.www.medicalnewtoday.com/release/12154.php
       2.www.healingdaily.com/detoxification.../vitaminc.htm

 v



Create Date : 23 สิงหาคม 2555
Last Update : 8 มิถุนายน 2556 8:18:42 น.
Counter : 11177 Pageviews.

ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม