บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564

5 อาหารเสริมกับการกระตุ้นสิว


เคยมีใครบางคนกำลังประสบกับการเกิดสิวขณะรับประทานอาหารเสริมหรือเปล่าค่ะสิวสามารถเกิดขึ้นหรือทำให้รุนแรงขึ้นได้ด้วยอาหารเสริม แม้แต่อาหารเสริมที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย 


ผู้ร้ายหลักที่ก่อให้เกิดสิวคือ อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของวิตามิน B6,B12, ไอโอดีน,เวย์โปรตีน,คอลลาเจนและอาหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่อาจปนเปื้อนด้วยยา Anabolic androgenic steroids (มีผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 50% ใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและหลายคนต่อสู้กับสิวที่อธิบายไม่ได้)


1.ไอโอดีน


 สิวที่เกิดจากไอโอดีนเป็นสิวที่มีลักษณะตุ่มนูน สีแดง บนใบหน้าและลำตัวส่วนบน  ไอโอดีนสามารถทำให้สิวที่มีอยู่รุนแรงขึ้น ไอโอดีนพบได้ในอาหารเสริมสาหร่ายเคลป์(Kelp)นอกเหนือจากวิตามินและแร่ธาตุอีกมากมาย


2. เวย์โปรตีน


 เวย์โปรตีนเกี่ยวข้องกับสิวตุ่มหนองที่พบในลำตัวและใบหน้า  เวย์โปรตีนผลิตมาจากนม ซึ่งประกอบด้วยโปรตีนทรงกลมที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิตชีส  ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเวย์โปรตีนเป็นที่นิยมสำหรับการเพาะกายของวัยรุ่นอเมริกา 


เวย์โปรตีนส่งเสริมการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ เพราะอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่ให้สารตั้งต้นสำหรับการสังเคราะห์โปรตีน  ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเวย์โปรตีนจะพบผลข้างเคียงคือ เกิดสิวที่มีลักษณะตุ่มนูน สีแดง และตุ่มหนอง สิวประเภทนี้มักพบในนักเพาะกายชายที่ใช้อาหารเสริมเวย์


3.วิตามิน B6,B12

อาหารเสริมวิตามิน B6 และ B12 ปริมาณสูงนำไปสู่สิว Monomorphic แม้ว่าจะไม่ทราบสาเหตุของโรค Monomorphic (รอยโรคจากสิวมีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกัน)อาหารเสริมที่มีวิตามิน B6 และ B12 ปริมาณสูงอาจทำให้สิวที่มีอยู่แย่ลง ซึ่งพบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย  


 วิตามินบี 12 ยังแสดงให้เห็นว่า ช่วยการเผาผลาญแบบไม่ใช้ออกซิเจนของแบคทีเรียPropionobacterium Acnes(P.acne)ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่อยู่เบื้องหลังการเกิดสิว


4.Anabolic-androgenic steroids(อนาบอลิก แอนโดรจินิก 

สเตียรอยด์)


การเกิดสิวที่เกิดจาก Anabolic androgenic steroids (AAS) จัดเป็นสิวรุนแรงที่สุดที่เกิดจากอาหารเสริม  นักเพาะกายมักใช้ AAS เพื่อสร้างกล้ามเนื้อ  แม้ว่าจะเป็นการไม่ใช้สเตียรอยด์โดยตรง

แต่สเตียรอยด์มักมีอยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับการเพาะกายทั่วไป


องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา(FDA) มีการศึกษาผลิตภัณฑ์อาหารเสริม 776 รายการ  พบว่า 89.1% ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสร้างกล้ามเนื้อปนเปื้อนด้วยสเตียรอยด์สังเคราะห์  นอกจากนี้ยังพบว่า AAS ทำให้สิวที่มีอยู่รุนแรงขึ้น


สเตียรอยด์ (Steroids) เป็นชื่อเรียกโดยย่อของกลุ่มยาที่มีชื่อเต็มว่า Anabolic Androgenic Steroids หรือเรียกว่า Anabolic Steroids เป็นยาที่สังเคราะห์เลียนแบบสเตียรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับ

เทสโทสเตอโรนในการช่วยให้กล้ามเนื้อเจริญเติบโต ด้วยการฉีดสารสเตียรอยด์เข้าไปในกล้ามเนื้อส่วนต่าง  หรือรับประทานทางปาก 


สเตียรอยด์ (Steroids) คือฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง  ภายในร่างกาย เช่น ต้านการอักเสบ ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ กดภูมิคุ้มกัน ในปัจจุบันวงการแพทย์ได้นำสเตียรอยด์มาใช้รักษาอาการเจ็บป่วย หรือแม้แต่ใช้ในวงการเสริมความงาม


สเตียรอยด์แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดใหญ่  ดังนี้

1.คอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ซึ่งเป็นการสังเคราะห์เลียนแบบสเตียรอยด์ที่ร่างกายสร้างขึ้น โดยหวังผลในส่วนของฤทธิ์ต้านการอักเสบในร่างกาย 


แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

1.ยาสเตียรอยด์ที่ใช้ภายนอก (External Use) เช่น ยาหยอดตา ยาพ่นจมูก ยาสูดพ่นทางปากและยาทาผิวหนัง หวังผลการรักษาให้ออกฤทธิ์เฉพาะที่

2.ยาสเตียรอยด์ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย (Systemic Use) หวังผลการรักษาให้ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายทุกระบบ เช่น ยาฉีดและยารับประทาน ส่วนใหญ่มักใช้ลดการอักเสบภายในหรือเพื่อกดภูมิคุ้มกัน เช่น ผู้ป่วยข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคภูมิแพ้ตนเอง (SLE) หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาทางเดินหายใจอักเสบเรื้อรัง และอาการภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือทางเดินหายใจที่รุนแรง เป็นต้น


2.ยาอนาบอลิก-แอนโดรจีนิก สเตียรอยด์(Anabolic Androgenic Steroid: AAS หรือเรียกว่า อนาบอลิก สเตียรอยด์


โดยปกติแล้วฮอร์โมนสเตียรอยด์จะถูกผลิตออกมาเองตามธรรมชาติจากต่อมหมวกไตซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กที่อยู่เหนือไตทั้ง 2 ข้าง ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนสำคัญ  ในร่างกายอีกหลายชนิด เช่น อะดรีนาลีน(Adrenaline )คอร์ติซอล (Cortisol)ฯลฯ

สเตียรอยด์ยังถูกมาผลิตเป็นยารักษาโรค และอาการเจ็บป่วยต่าง  อีกด้วย


ในประเทศไทย อนาบอลิก สเตียรอยด์ที่เป็นยาสังเคราะห์จะมีทั้งแบบรับประทานและฉีด มักจะถูกใช้กับนักกีฬาเพาะกายหรือคนที่อยากเพิ่มกล้ามเนื้อให้มีขนาดใหญ่ในเวลาไม่นาน


เทรนเนอร์ท่านหนึ่งเปิดเผยว่า เคยใช้อนาบอลิก สเตียรอยด์แบบเร่งด่วน โดยจะฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพก  สัปดาห์ละ 1 ครั้งและเพิ่มเป็น 4 ครั้งต่อสัปดาห์เมื่อใกล้ถึงช่วงฤดูแข่งขัน(เพาะกาย)จนครบ 6 เดือนแต่ได้หยุดใช้อนาบอลิก สเตียรอยด์อย่างสิ้นเชิง เมื่อตรวจเลือดพบว่า ค่าไตมีการทำงานมากกว่าปกติถึง 3 เท่า ค่าตับสูงขึ้น มีโปรตีนรั่ว(กรวยไตอักเสบที่สำคัญมีคนในโรงยิมตาย 2 คน


แต่ในคนที่อายุยังน้อยประมาณ 25 ปีบางคน มีการฉีดสารอนาบอลิก สเตียรอยด์ต่อเนื่องหลายปี ค่าตับไตอยู่ในเกณ์ปกติ มีเลือดข้นหนืด หนวดเครายาวเร็วกว่าปกติ 


ผลข้างเคียงของอนาบอลิก สเตียรอยด์คือ  สิวขึ้น หนวดเครายาวเร็วเลือดข้น หงุดหงิดง่าย ผิวหนังไหม้ ผมร่วง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ


กลุ่มเภสัชจัดการปัญหาสเตียรอยด์ ได้ตรวจสอบเวย์โปรตีนที่สั่งมาจากร้านค้าออนไลน์และโรงยิม พบว่า มีหลายยี่ห้อที่ปริมาณโปรตีนไม่ตรงกับฉลากโภชนาการและปนเปื้อนยาอนาบอลิกสเตียรอยด์(Oxymetholone,Otanozolol)มากกว่า 25% โดย 3 ใน 5 

เป็นยี่ห้อที่มีอย.


16 มิ..2564 นิตยสารฉลาดซื้อและโครงการสนับสนุนระบบเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ เผยผลทดสอบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเวย์โปรตีนเพื่อการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน และได้รับความปลอดภัยจากสินค้าหรือบริการตาม ...คุ้มครองผู้บริโภคฯ 


โดยสุ่มเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเวย์โปรตีน จำนวน 9 ตัวอย่าง จากร้านค้าทั่วไปและร้านค้าออนไลน์ ช่วงเดือนมกราคม 2564 เพื่อทดสอบสารอนาบอลิก สเตียรอยด์ (Anabolic - Androgenic Steroids) ซึ่งเป็นยาที่นิยมกันในหมู่นักกีฬาเพาะกายและทดสอบหาปริมาณโปรตีน (ร้อยละของน้ำหนักว่าเป็นไปตามการกล่าวอ้างบนฉลากหรือไม่


จากผลสำรวจพบว่า ไม่พบสารอนาบอลิก สเตียรอยด์ แต่พบโปรตีน (ร้อยละของน้ำหนักไม่ตรงตามฉลาก คือ น้อยกว่าร้อยละ 30 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเวย์โปรตีนยี่ห้อหนึ่ง กลิ่นมอคค่า ทดสอบพบโปรตีน ร้อยละ 38.8 แต่ฉลากระบุว่ามีโปรตีน ร้อยละ83.33 และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อหนึ่ง รสช็อกโกแลต ทดสอบพบโปรตีนร้อยละ 26 แต่บนฉลากระบุว่ามีโปรตีน 62.5


อนาบอลิก สเตียรอยด์ เป็นกลุ่มสารเคมีที่มีโครงสร้างเป็นสเตียรอยด์และมีฤทธิ์เสริมสร้างกล้ามเนื้อ สารกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ทำหน้าที่ให้ร่างกายเก็บกักกรดอะมิโนซึ่งเป็นวัตถุดิบโดยตรงในการสังเคราะห์โปรตีนได้มากขึ้น เรียกว่าเป็น ‘positive nitrogen balance’ เพิ่มกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน เพิ่มกระบวนการสังเคราะห์เม็ดเลือดแดงฯลฯ


อย่างไรก็ตาม อนาบอลิก สเตียรอยด์ เป็นสารเคมีที่ดัดแปลงโครงสร้างมาจากฮอร์โมนเพศชายตามธรรมชาติคือ เทสโทสเตอโรน ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่อนาบอลิค สเตียรอยด์จะมีผลที่คนใช้ไม่ค่อยจะอยากได้เท่าไร นั่นก็คือ สิวหนอง ผิวมัน หัวล้าน หากใช้ระยะยาวนานอาจจะมีเต้านมโต


ดร.เจมส์ มอสส์แมน จากมหาวิทยาลัยบราวน์ของสหรัฐฯและศาสตราจารย์อัลลัน เพซีย์ จากมหาวิทยาลัยเชฟฟีลด์ของอังกฤษ 

เผยว่าพฤติกรรมย้อนแย้งดังกล่าวพบได้มากขึ้นเรื่อย  ในปัจจุบัน และกำลังบั่นทอนความสามารถในการเจริญพันธุ์ของเพศชายในวงกว้าง


ดร.มอสส์แมนอธิบายว่า "ผู้ชายที่ใช้สารสเตียรอยด์พยายามทำให้ตัวเองกล้ามโตและดูตัวใหญ่กว่าปกติ เหมือนกับลักษณะของเพศชายที่อยู่ในขั้นสุดยอดของวิวัฒนาการแต่แท้ที่จริงแล้ว พวกเขากำลังทำให้ตัวเองกลายเป็นสิ่งชำรุดทางวิวัฒนาการมากกว่าเพราะแต่ละคนไม่มีเชื้ออสุจิเหลืออยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว"


การใช้สารจำพวกอนาบอลิก สเตียรอยด์ (Anabolic Steroids) ซึ่งเป็นที่นิยมกันในหมู่นักเพาะกาย ส่งผลเสียต่อความสามารถในการมีบุตรของผู้ชายอย่างมาก แม้ว่าสารดังกล่าวจะให้ผลเลียนแบบฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโทสเตอโรน ซึ่งช่วยกระตุ้นการเติบโตของกล้ามเนื้อได้ แต่ในขณะเดียวกัน สารนี้จะทำให้ต่อมพิทูอิทารีในสมองเข้าใจผิดว่าอัณฑะกำลังทำงานหนัก จนหยุดการผลิตฮอร์โมนสำคัญที่ช่วยในการผลิตอสุจิไปอย่างสิ้นเชิง


การใช้สารอนาบอลิกสเตียรอยด์ ยังพบได้มากในหมู่คนที่มีปัญหาเรื่องผมบางศีรษะล้านอีกด้วย โดย .เพซีย์ บอกว่า "ปัญหานี้ยังพบได้น้อยกว่ากรณีการใช้สเตียรอยด์สร้างกล้ามเนื้อ แต่ปัจจุบันยอดขายยาป้องกันหรือรักษาศีรษะล้านกำลังเพิ่มขึ้น ทำให้เชื่อได้ว่าจำนวนผู้ชายที่มีบุตรยากจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกในอนาคต"


"อัตราความเสี่ยงเป็นหมันของผู้ชายที่ใช้สเตียรอยด์นั้นมีมากกว่าที่เคยเข้าใจกัน เรียกได้ว่าอาจมีความเสี่ยงสูงถึง 90% เลยทีเดียวเพซีย์กล่าว


5.คอลลาเจน


แม้ว่าอาหารเสริมคอลลาเจนจะเป็นที่รู้จักกันดีในการซ่อมแซมสภาพผิว แต่บางชนิดอาจมีซัลไฟต์ซึ่งสามารถทำให้ผิวของเราแออัดและนำไปสู่การเกิดสิวขึ้นได้


สารในกลุ่มซัลไฟด์ในอาหารส่วนใหญ่จะใช้เป็นสารกันเสีย (preservative) ที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาถูก ง่ายต่อการใช้งาน ช่วยยับยั้งการเจริญของยีสต์ (yeast) รา(mold) และแบคทีเรีย (bacteria) เช่น ใช้ฆ่าจุลินทรีย์ในการทำไวน์ (wine) เบียร์ (beer) และใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เกลือซัลไฟด์ เกลือโซเดียมและโปแตสเซียมของไบซัลไฟด์ (bisulfite) เมื่อถูกความร้อนจะสลายให้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur dioxide : SO2) จะไปทำลายวิตามินบีเช่นกัน นอกจากนั้น ยังมีcarboxylic acid และตัวอื่นๆอีก


กลไกที่แน่นอนหรือการเกิดโรคของอาหารเสริมที่ทำให้เกิดสิวไม่ชัดเจน  เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า AAS( อนาบอลิก สเตียรอยด์)ช่วยเพิ่มไขมันบนผิว และเพิ่มกรดไขมันอิสระและปริมาณคอเลสเตอรอลของไขมันเหล่านี้  AAS ยังเพิ่มความหนาแน่นของสิวPropionobacterium(P.acne)บนผิวของเรา  การตรวจชิ้นเนื้อผิวหนังอาจช่วยระบุกลไกนี้ได้ในระดับหนึ่ง









ที่มา : 


Acne Caused By Aggressive Supplements - Dr David Kaplan apdkc . co m › acne-caused-by-aggre...


อาหารปลอดภัย....มีจริงหรือ ในประเทศไทย? (ตอนที่ 3) - ไทยรัฐออนไลน์ ww w.thairat h.c o.t h › ไลฟ์สไตล์ › ไลฟ์


กล้ามเช่า จากเวย์โปรตีนสู่อนาบอลิกสเตียรอยด์ - รายการไทยพีบีเอส progra m .thai pbs.o r. th › episodes


เตือนผู้ชายใช้สเตียรอยด์เสริมหล่อ เสี่ยงเป็น "สิ่งชำรุดทางวิวัฒนาการ ww w . BBC com› thai › international-484 32052


"เวย์โปรตีน"ไม่พบสเตียรอยด์-2ยี่ห้อปริมาณไม่ตรงฉลาก - ช่อง 8 ww w.thaich8 com › news_detail


!! เต้าโต หัวเถิก อัณฑะหด ความดัน โรคหัวใจ ฯ : อันตรายของ “กล้าม ...mgronlin e. co m › goodhealth › detail


“สเตียรอยด์” ฤทธิ์ครอบจักรวาล แต่หากใช้เกินจำเป็น ระวังผลข้างเคียง ...w ww .vejt hani .c om › 2018/06 › สเตียรอยด์ระวัง


วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564

รู้ไว้ใช่ว่า(วัคซีนโควิด-19)

***หมอธีระวัฒน์เผย 10 ข้อควรรู้เกี่ยวกับวัคซีนโควิดในประเทศไทย ชี้ต่อไปซิโนแวคและซิโนฟาร์มจะเป็นเพียงทางผ่านหรือขัดตาทัพ


วัคซีนซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ต่อจากนี้จะเป็นเพียง “ทางผ่าน” หรือ “ขัดตาทัพ” เท่านั้น แต่แม้มีวัคซีนอื่นๆเข้ามาพอ และค่อยๆเลิกทางผ่านนี้ แต่ต้วอื่นๆก็จะกลายเป็นทางผ่านในอนาคตอันใกล้ ถ้าการระบาดคุมไม่ได้และมีการกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ


1.ธรรมชาติของแต่ละยี่ห้อ

ซิโนแวค ภูมิคุ้มกันขึ้นช้าตกเร็ว

ยี่ห้ออื่น AZ (AstraZeneca ) หรือ mRNA ขึ้นเร็วตกช้ากว่า

2.ซิโนแวคต้อง 2 เข็ม จะเริ่มเห็นภูมิคุ้มกันที่หนึ่งเดือนหลังเข็มสอง

ยี่ห้ออื่นจะเริ่มเห็น ตั้งแต่สองอาทิตย์หล้งเข็มหนึ่ง และเต็มที่ตั้งแต่สองอาทิตย์หลังเข็มสอง

3.แต่แล้วซิโนแวค ซิโนฟาร์มสู้สายพันธุ์อื่นนอกจากสายพันธุ์ตั้งเดิมได้ไม่ดี เริ่มตั้งแต่สายอังกฤษอัลฟา และจนถึงเดลตา จะมีข้อจำกัดมากขึ้น ทั้งการป้องกันการติดเชื้อ แม้ว่าระดับภูมิยังสูง เช่นความสามารถในการยับยั้งไวรัสเกิน 68% ก็ตาม โดยเฉพาะ ถ้ายิ่งลดลงไปอีก การป้องกันอาการหนักและเสียชีวิตจะด้อยลงช้ดเจน


4.ทั้งนี้วัคซีนอื่น แอสตร้า และ mRNA ขึ้นอยู่กับระดับภูมิเช่นกัน โดยถ้ายังสูงอยู่ ยัง “พอยัน” เดลตาได้ แต่ก็ไม่ดีเท่าอัลฟ่า และเมื่อภูมิลดลงก็กระตุ้นด้วยยี่ห้อเดิม ยกเว้นแอสตร้า 2 เข็ม ถ้ากระตุ้นด้วย mRNA น่าจะได้มูลค่าเพิ่มดีกว่า

5.ทำให้ต้องมีการควบรวมหลายยี่ห้อเข้าด้วยกันกับซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ทั้งนี้เพื่อต้องให้ได้กำไรสองต่อ

กำไรต่อที่หนึ่งก็คือ ทำให้ภูมิคุ้มกันที่ตกไปแล้วสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทันการณ์

กำไรต่อที่สองก็คือทำให้ภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นนั้นสามารถต่อต้านกับเดลตาหรือสายพันธุ์อื่นได้แต่ต้องติดตามว่าอยู่ได้นานเพียงใด?


6.ข้อมูลในประเทศไทยชิโนแว็กสองเข็ม ตามด้วย 

แอสตร้า ไม่ว่าฉีด”เข้ากล้าม”หรือฉีด “เข้าชั้นผิวหนัง” จะได้ตรงตามเป้าหมายในข้อห้า

7.วัคซีนซิโนแวค ซิโนฟาร์ม ต่อจากนี้จะเป็นเพียง “ทางผ่าน”ให้วัคซีนอื่นๆเข้ามาควบ ทำให้มีกำไรเพิ่มและป้องกันโรคเท่านั้น จะเป็นตัวโดดๆ ไม่ได้ และจะซ้ำเป็นเข็มสามก็ไม่ดี 

ข้อสำคัญ ทางผ่านนี้ต้องฉีดเต็มสองเข็มก่อน ฉีดด้วยเข็มเดียวและต่ออย่างอื่นไม่ได้กำไรเท่าไหร่

8.ตราบใดที่โควิดยังเก่งกาจสามารถกลายพันธุ์ได้เก่งมากเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง แม้ชื่อพันธุ์เดิมยังมีสายย่อยๆ การกดดันโควิดต้องเข้ม

9.การกดดันที่สำคัญคือการ ”คัดกรอง” ว่าติดหรือไม่ ด้วยการตรวจที่เข้าถึงได้ทุกคนและแยกตัวทันทีเพื่อไม่ให้มีการระบาดต่อเนื่องและ “หน่วง” การระบาดได้เป็นพักๆ ร่วมกับวินัย และทำให้จำนวนผู้ป่วยอาการหนักชะลอตัวทำให้รักษาได้เร็วที่สุด และกดหัวให้ไวรัสนิ่งที่สุด

10.วัคซีนภาคพิสดารต้องครอบจักรวาลเล็งทั้งสายพันธุ์ที่มีปัจจุบันและอนาคต


***นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์เพจเฟซบุ๊ก “Chalermchai Boonyaleepun” เรื่อง ภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ ที่ฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ สองเข็ม ลดลงมากกว่าบุคลากรทางการแพทย์ และมีโอกาสป่วยต้องนอนโรงพยาบาลสูง จึงเป็นกลุ่มที่ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มสาม เช่นเดียวกับบุคลากรทางการแพทย์ โดยระบุว่า


“ภูมิคุ้มกัน ผู้สูงอายุที่ฉีดวัคซีน Pfizer สองเข็ม ลดลงมากกว่าบุคลากรทางการแพทย์


วัคซีนเทคโนโลยี mRNA ของบริษัท Pfizer มีรายงานเรื่องระดับภูมิคุ้มกัน และประสิทธิผลในการป้องกันโรค สูงมาโดยตลอด


แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อเวลาผ่านไป ก็เริ่มมีรายงานการศึกษาว่า ระดับภูมิคุ้มกัน และประสิทธิผลในการป้องกันโรคลดลงเป็นลำดับ

ยิ่งเมื่อมีไวรัสสายพันธุ์เดลตา ระบาดกว้างขวางทั่วโลก และกระทบกับประสิทธิผลของวัคซีนทุกชนิด จึงทำให้เกิดคำถามสำหรับประชาชนทั่วไป ที่ฉีดวัคซีนแล้วสองเข็มตามกำหนด ว่าจำเป็นจะต้องฉีดกระตุ้นเข็มสามหรือไม่


โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่วัคซีนยังขาดแคลนทั่วโลก มีวัคซีนไม่พอที่จะฉีดให้กับทุกคน แล้วกลุ่มใดบ้าง ที่จะเป็นกลุ่มเสี่ยงแม้ฉีดวัคซีนสองเข็มแล้ว จนจำเป็นจะต้องฉีดวัคซีนเข็มสาม


ข้อมูลที่มีในเบื้องต้น ได้ระบุกลุ่มเสี่ยงของผู้ที่ฉีดวัคซีนสองเข็มแล้วว่า อาจจะป้องกันโควิดได้ไม่ดีนัก ประกอบด้วย

1. กลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ที่ผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะและได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่เป็นมะเร็งได้รับการฉายแสงหรือได้รับเคมีบำบัด ผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อต่อระบบภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

2. กลุ่มผู้สูงอายุ

3. กลุ่มที่มีโรคประจำตัว

4. กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด


ในปัจจุบันนี้ สหรัฐ ได้กำหนดให้ฉีดกระตุ้นเข็มสาม ในประชาชนกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ (เกือบ 3% ของจำนวนประชากรทั้งหมด)


อิสราเอล ให้ฉีดกระตุ้นเข็มสาม ในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป


ภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุ ลดลงเหลือน้อยกว่าบุคลากรทางการแพทย์

ส่วนในประเทศไทย มีนโยบายและเริ่มให้ฉีดกระตุ้นเข็มสามกับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac สองเข็ม


รายงานการศึกษาวันนี้ เป็นการติดตามผลการฉีดวัคซีน Pfizer สองเข็มไปนาน 6 เดือน ในสองกลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์


การศึกษาพบว่า ระดับภูมิคุ้มกัน ผู้สูงอายุ ลดลงเหลือน้อยกว่าในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ที่อายุน้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็น Anti SARS-CoV-2 S1 หรือ RBD-IgG และในกลุ่มภูมิคุ้มกันที่ทำลายไวรัสโดยตรง (NAb)ก็ลดลงชัดเจน เมื่อเทียบกับกลุ่มบุคลากร

นอกจากนั้น ระดับการทำงานของทีเซลล์ (T-cell) ซึ่งร่วมกับภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับไวรัส ก็มีผลการทำงานลดลง แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์

ทำให้พบผู้สูงอายุที่ฉีดวัคซีนสองเข็มแล้ว เป็นเวลาตั้งแต่หกเดือนขึ้นไป เริ่มมีอัตราการติดเชื้อ การป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาล มากกว่าคนที่อายุน้อยกว่าและได้รับวัคซีนสองเข็มเท่ากัน


แต่ถ้าในกรณีที่ผู้สูงอายุ ไม่ได้ออกไปนอกบ้าน ไปสัมผัสผู้ที่มีความเสี่ยงจะติดเชื้อ ความเสี่ยงของบุคลากรทางการแพทย์ แม้มีระดับภูมิคุ้มกันสูงกว่า แต่สัมผัสเสี่ยงกับผู้ป่วยมากกว่า ก็อาจจะเป็นเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้สูงอายุ เป็นสองกลุ่มที่มีความเสี่ยง และอยู่ในลำดับที่จะได้ฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มสามใกล้เคียงกัน


***ผู้เชี่ยวชาญไวรัสวิทยาไทยจากไบโอเทค ไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนโควิดหลายเข็มเกินความจำเป็น เพราะอาจเสี่ยงติดเชื้อกลายพันธุ์มากกว่าคนอื่นได้


วันนี้( 24 ส.ค. 64 ) “ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา" นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทค โนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana โดยระบุข้อความว่า


ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่จำเป็นต้องถูกกระตุ้นด้วยวัคซีนมากขนาดนั้น" .. สิ่งที่คิดว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างวัคซีน ถ้าให้มาก หรือ ถี่เกินไปจะได้โทษมากกว่าประโยชน์ 


วัคซีนที่มีการใช้อยู่เป็นวัคซีนที่พัฒนามาจากข้อมูลของไวรัสอู่ฮั่น (Wuhan) ที่ปัจจุบันไม่มีโอกาสไปติดเชื้อไรัสสายพันธุ์นั้นตามธรรมชาติอีกแล้ว


โพสต์ ดร.อนันต์ ยังบอกด้วยว่า การกระตุ้นร่างกายด้วยวัคซีนของ Wuhan ช้ำๆๆๆ แบบกรณี 5 ครั้งใน 3 เดือน ผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนแนวหน้าอย่างน้อย 2 ท่าน (คือ Dr. Gregory Poland จากMayo Clinic และ Dr. Monica Gandhi จาก UCSF) เคยให้ความเห็นเตือนว่า ภูมิคุ้มกันในสภาวะดังกล่าวอาจจะไม่สามารถปรับมาสร้างแอนติบอดีต่อไวรัสกลายพันธ์ุได้ดีเท่ากับคนปกติที่ฉีดวัคนห่างกันตามวิธีมาตรฐาน เพราะ ระบบภูมิคุ้มกันที่มีความจำนั้นถูกกระตุ้น จนไม่อยากเปลี่ยนไปสร้างแอนติบอดีที่จำเพาะต่อสายพันธุ์อื่นแล้ว 


พูดง่ายๆว่า ถ้าวัคซีน Version ใหม่ออกมา โอกาสที่จะกระตุ้นไม่ขึ้นมีสูง และ ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อกลายพันธุ์ก็จะมากขึ้นกว่าคนอื่นๆ พร้อมระบุ "5 เข็ม 3 เดือน อย่าทำ"


ทั้งนี้ ดร.อนันต์ ออกมาเตือน หลังจาก "เป๊ก สัณณ์ชัย เองตระกูล" ลงภาพและข้อความเข้ารับการฉีดวัคซีนโควิดกระตุ้นเข็มที่ 5 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พร้อมระบุข้อความว่าฉีดวัคซีนเข็มที่ 5 ครบทุกยี่ห้อ โดยเจ้าตัวได้ฉีดวัคซีนซิโนแวคที่ประเทศไทย ครบ 2 เข็ม เป็นเวลา 1 เดือน จึงตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเข้ารับการฉีดวัคซีนโมเดอร์น่าเข็มแรก ซึ่งเจ้าตัวโพสต์ไว้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน หลังครบ 1 เดือน ในวันที่ 23 กรกฎาคม ได้ลงภาพฉีดโมเดอร์น่าเข็มที่ 2 ซึ่งเจ้าตัวโพสต์ว่า ที่ผ่านมาไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ล่าสุดครบ 1 เดือน เมื่อวานนี้ เป๊ก โพสต์ภาพฉีดวัคซีนเข็มที่ 5 แต่ไม่ระบุยี่ห้อ









ที่มา :

เฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

เฟซบุ๊ก Chalermchai Boonyaleepun

เฟซบุ๊ก  Anan Jongkaewwattana

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

บีทรูทพืชใต้ผิวดินกับการลดสิวอักเสบ





บีทรูทเป็นพืชเมืองหนาว มีรากสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน  ซึ่งประกอบไปด้วยไฟโตเคมีคอล (phytochemical) ให้สารอาหาร ทั้งวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น ไนเตรท(nitrates),บีเทน (betaines), แมกนีเซียม (magnesium) ธาตุเหล็ก (iron) และโฟเลท (folate) ซึ่งจะให้กรดโฟลิกจากธรรมชาติให้กับร่างกาย 


บีทรูท(Beetroot) ลักษณะเป็นทรงกลมป้อมๆ มีหลายสายพันธุ์

เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 3-4 เซนติเมตร เนื้อภายในจะอวบน้ำ มีสีแดงเลือดหมู สีม่วงแดง และสีเหลือง 


บีทรูทสายพันธุ์ที่ปลูกในต่างประเทศ จะมีขนาดเล็กเท่ามะเขือเทศสีดาที่ใช้ทำส้มตำจนถึงขนาดเท่ามะเขือเทศท้อ มีรสหวาน(แป้งเคยดื่มน้ำบีทรูทที่นำเข้าจากออสเตรเลีย รสหวานและมีกลิ่นดินบางๆ) แต่พันธุ์ที่ปลูกมากในไทย ขนาดจะใหญ่มากๆเท่าที่เคยเห็นคือ ลูกละกิโลกว่าและมีกลิ่นดินค่อนข้างแรง(ไม่ว่าจะล้างด้วยการแช่เกลือหรือเบกกิ้งโซดา กลิ่นดินก็ไม่จางหาย) 


หลักการเลือกบีทรูท ควรเลือกหัวที่มีขนาดเล็ก เพราะมีเนื้อละเอียดและให้รสหวานมากกว่าบีทรูทขนาดใหญ่ มีผิวตึงไม่เหี่ยว จับดูแล้วไม่นิ่ม หัวบีทที่ยังสดอยู่มักมีใบติดมาด้วย

 

ต้นกำเนิดของพืชชนิดนี้อยู่ทางยุโรปแถบเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อนำมาปลูกในประเทศไทยจึงนิยมนำมาปลูกทางภาคเหนือ


น้ำบีทรูท 100 มล. มีพลังงาน 29 แคลอรี่ ไม่มีไขมัน มีสารอาหารดังต่อไปนี้


 โปรตีน 0.42 กรัม 

 คาร์โบไฮเดรต 7.50 กรัม

 น้ำตาล 5.42 กรัม

 ไฟเบอร์ 0.40 กรัม


บีทรูทมีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ได้แก่ 


โฟเลต มีความสำคัญต่อการทำงานของ DNA และเซลล์ต่างๆ

วิตามิน B-6 ช่วยเผาผลาญสารอาหารและการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

แคลเซียม แร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกระดูก

ธาตุเหล็ก ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย


บีทรูทอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์เม็ดเลือดแดง  หากไม่มีธาตุเหล็ก เซลล์เม็ดเลือดแดงจะไม่สามารถขนส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกายได้


ผู้ที่มีระดับธาตุเหล็กต่ำ บางครั้งอาจมีภาวะที่เรียกว่าโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก  การเพิ่มแหล่งธาตุเหล็กในอาหารสามารถลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ได้


แมกนีเซียม แร่ธาตุที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท

แมงกานีส มีส่วนช่วยในการควบคุมการเผาผลาญสารอาหารและระดับน้ำตาลในเลือด

ฟอสฟอรัส สารอาหารที่จำเป็นสำหรับฟัน กระดูก และการซ่อมแซมเซลล์

ทองแดง มีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน กระดูก หลอดเลือด และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

สังกะสี ช่วยสมานแผล ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นการเจริญเติบโต


มีประโยชน์อย่างไร


1.ลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ โดยสารประกอบไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) (ไนเตรทในบีทรูทจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไนตริกออกไซด์ในร่างกาย) มีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่าย


2.ลดไขมันในตับ บีทรูทจะช่วยส่งเสริมการทำงานของตับและลดความเสี่ยงต่อโรคตับ เนื่องจากมีสารบีทานินในปริมาณมาก (สีแดงของบีทรูทเป็นสารประกอบบีเทน (betaines) เช่น บีทานิน (betanin) สารนี้ไม่ถูกเมตาบอไลต์ในร่างกาย หากกินปริมาณมากอาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดง หากพบในปัสสาวะ เรียกว่า beeturia ซึ่งมีลักษณะคล้ายมีเลือดออกในปัสสาวะ (hematuria)  แต่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย) อาจช่วยป้องกันหรือลดการสะสมไขมันในตับ 


อีกทั้งยังมีรายงานผลการทดลองในสัตว์และการศึกษานำร่องที่ระบุผลว่า สารบีทานินมีผลต่อการลดไขมันในผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ ชนิดที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์


3.ลดความดันโลหิต บีทรูทเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารไนเตรท(มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต) เปลี่ยนเป็นไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ขยายหลอดเลือด มีผลทำให้ความดันโลหิตลดลง 


จากการศึกษาพบว่า บีทรูทสามารถลดความดันโลหิตได้ถึง 4-10 mmHg ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ระดับไนเตรทในเลือดยังคงสูงขึ้นประมาณหกชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารที่มี

ไนเตรท ดังนั้นบีทรูทจึงมีผลเพียงชั่วคราวต่อความดันโลหิต และจำเป็นต้องบริโภคเป็นประจำเพื่อให้ความดันโลหิตลดลงในระยะยาว

4. อาจเพิ่มสมรรถภาพของนักกีฬา

รายงานจากบีบีซี อ้างผลการศึกษาทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอกซิเทอร์ (Exeter U, UK) พบว่า การดื่มน้ำบีทรูทสร้างเสริมพละกำลังและมีความทนทานขึ้นจนอาจออกกำลังได้นานขึ้นถึง 16%


การศึกษานี้มีจุดอ่อนที่ทำในกลุ่มตัวอย่างน้อยมาก คือจำนวน 8 คน อายุ 19-38 ราย ให้ดื่มน้ำบีทรูทวันละ 500 มล.(0.5 ลิตร)เป็นเวลา 6 วันติดต่อกัน ก่อนทดสอบด้วยการขี่จักรยานออกกำลังกาย หลังจากนั้นทดสอบซ้ำด้วยการให้ดื่มน้ำแบลคเคอเรนท์แทน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างทำเวลาได้เร็วขึ้นประมาณ 2%, ความดันเลือดลดลง, ออกกำลังได้นานขึ้นถึง 16% 


ไนเตรทดูเหมือนจะส่งผลต่อสมรรถภาพของร่างกาย โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพของไมโตคอนเดรีย ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตพลังงานในเซลล์ของมนุษย์


สิ่งสำคัญคือ ต้องสังเกตว่าระดับไนเตรทในเลือดจะสูงสุดภายใน 2-3 ชั่วโมง ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพสูงสุด ควรบริโภคบีทรูท 2-3 ชั่วโมงก่อนฝึกซ้อมหรือแข่งขัน


5. อาจช่วยต่อสู้กับการอักเสบ

การอักเสบเรื้อรังเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคตับ และมะเร็ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่พบในสัตว์ทดลอง(หนู)


การศึกษาหนึ่งในมนุษย์ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม พบว่าแคปซูลเบตาเลน(Betalain)ที่ทำจากสารสกัดจากบีทรูทช่วยลดความเจ็บปวดและความไม่สบายในข้อเข่า(เบตาเลนเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมา

จากกรดอะมิโนไทโรซีน โดยจัดอยู่ในกลุ่มอินโดล ( Indole ) มีลักษณะเป็นสารสีแดง-เหลือง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบได้)


แม้ว่าการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า บีทรูทมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าบีทรูท

สามารถใช้เพื่อลดการอักเสบได้หรือไม่


6. อาจมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้ โดยมีลักษณะเฉพาะของการเจริญเติบโตของเซลล์ที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติต้านการอักเสบของบีทรูทได้นำไปสู่ความสนใจในความสามารถในการป้องกันมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม หลักฐานปัจจุบันค่อนข้างจำกัด


สารสกัดจากบีทรูทสามารถลดการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกในสัตว์ทดลอง(หนู)


การศึกษาหนึ่งในหลอดทดลอง โดยใช้เซลล์ของมนุษย์ พบว่าสารสกัดจากบีทรูทซึ่งมีสารเบตาเลนสูง ช่วยลดการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมากและเซลล์มะเร็งเต้านม


ผลข้างเคียง


1.แม้ว่าบีทรูทดีต่อสุขภาพและปลอดภัย แต่ในบางคนอาจมีอาการแพ้บีทรูทเช่นเดียวกับการแพ้ผักและผลไม้อื่นๆ


การแพ้บีทรูทมักเกิดจากการแพ้เกสรดอกไม้  อาการของการแพ้

บีทรูทอาจรวมถึงรอยแดง บวม หรือคันในปาก ลิ้น หรือลำคอ  ในคนส่วนใหญ่ อาการจะไม่รุนแรง แต่บางคนอาจมีปฏิกิริยารุนแรงซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะภูมิแพ้เฉียบพลัน


2.การกินบีทรูทที่มากเกินไปเรียกว่าบีทูเรีย(Beeturia)  เม็ดสีแดงเข้มในบีทรูทสามารถเปลี่ยนปัสสาวะเป็นสีแดงหรือสีชมพูได้ประมาณ 10 - 14 %ตามรายงานของ Medical News Today  โดยเปลี่ยนอุจจาระเป็นสีแดงดำเข้มใน 1-2 วันหลังรับประทาน


Beeturia เป็นลักษณะการเปลี่ยนสีของปัสสาวะหลังจากรับประทาน

บีทรูท  ปัสสาวะอาจมีตั้งแต่สีชมพูจนถึงสีแดงเข้ม ภาวะนี้อาจพบได้ทั่วไปในประชากรประมาณ 14% และมีความถี่เพิ่มขึ้นในผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก 


ส่วนใหญ่ beeturia เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งจะหายไปเองเมื่อลดการบริโภคน้ำบีทรูท


การดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำอาจส่งผลต่อสีของปัสสาวะและอุจจาระได้ เนื่องจากสีตามธรรมชาติในบีทรูท อาจสังเกตเห็นปัสสาวะสีชมพูหรือสีม่วง ซึ่งเรียกว่าบีทูเรีย(Beeturia) การเปลี่ยนแปลงของสีเหล่านี้เกิดขึ้นชั่วคราวและไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล


3.อาจเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไต เนื่องจากบีทรูทมีกรดออกซาลิกสูง ในบางคนการรับประทานอาหารที่มีออกซาเลตสูงอาจทำให้เกิดนิ่วในไต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรับประทานในปริมาณมาก


บีทรูทมีออกซาเลตสูงและสามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้

โดยเพิ่มการขับออกซาเลตในปัสสาวะ ซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนาของนิ่วแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ซึ่งบีทรูทเป็นหนึ่งในอาหารที่มีออกซาเลตสูง จะทำให้ร่างกายไม่ดูดซึมแคลเซียม เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วในไต หากมีนิ่วในไต 

ไม่ควรรับประทานบีทรูทในทุกรูปแบบ


3.บีทรูทอาจทำให้เกิดภูมิแพ้ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการแพ้แบบเฉียบพลันต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายมีความรู้สึกไวเกินไป


บางการศึกษาพบว่า เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเกิดลมพิษ (ผื่นแดงบนผิวหนังที่คันอย่างรุนแรง บางครั้งอาจนำไปสู่อาการบวมที่เป็นอันตราย)และโรคหอบหืดหลังจากกินบีทรูทที่ต้มแล้ว  นอกจากนี้ยังมีอาการลมพิษ จุกที่ลำคอและหลอดลมหดเกร็งอีกด้วย


4.บีทรูทมีไนเตรท จากการตีพิมพ์ของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐอเมริกา(Department of Health and Human Services : HHS)การได้รับไนเตรทในปริมาณสูงอาจทำให้ปวดท้อง ไนเตรทที่มากเกินไปสามารถนำไปสู่เมทฮีโมโกลบิน (ระดับเมทฮีโมโกลบินในเลือดสูงขึ้น) ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ขาดพลังงาน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ผิวรอบดวงตา ตา ปาก ริมฝีปาก มือ และเท้าเป็นสีฟ้าเทา


5.น้ำผลไม้อาจทำให้เกิดปัญหาในกระเพาะอาหาร บีทรูทมีเส้นใยมาก หากรับประทานมากจะส่งผลทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารและทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด จุกเสียด รวมถึงการเป็นตะคริวที่ท้อง


มีการวิจัยที่จำกัดและไม่มีคำแนะนำอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับ

ปริมาณน้ำบีทรูทที่ปลอดภัย  ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน

รับประทานบีทรูทในรูปแบบอาหารเสริม


6.ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ไม่ควรดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ความดันโลหิตลดต่ำลง ไนเตรทในน้ำบีทรูทส่งผลต่อความดันโลหิต  ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำหรือกำลังใช้ยาลดความดันโลหิตอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทาน

บีทรูท


7.บีทรูทมีสาร FODMAPs ในรูปของน้ำตาลฟรุกแทน (Fructan) ที่ช่วยให้แบคทีเรียในลำไส้เจริญเติบโต ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการท้องเสียหรือความผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้ในบางรายที่ร่างกายมีการตอบสนองไว เช่น ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน


8.ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานบีทรูท เพราะมีไนเตรทที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น เกิดอาการครรภ์เป็นพิษ และเกิดความเครียดระหว่างตั้งครรภ์ได้


เมื่อก่อนช่วงที่เป็นสิวอักเสบ 1-2 เม็ดที่เกิดจากประจำเดือน(ขณะนั้นยังมีผิวมัน)แป้งจะคั้นน้ำบีทรูท+ขมิ้นชัน(ใช้แบบผงป่น)+มะนาว อัตราส่วน 1 :1:1 คนให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด ทาครีมบำรุงผิวตามปกติ ใบหน้าจะเนียนนุ่ม ผิวหน้าเรียบ รูขุมขนกระชับอย่างเห็นได้ชัด ทาแป้งติดดีกว่าปกติ หน้าไม่มันเยิ้มระหว่างวันอีกด้วย

แต่ผลลัพธ์ที่ว่าจะอยู่เพียง 8-10 ชม.ถ้าไม่พอกหน้าซ้ำในวันต่อมา สภาพผิวจะเป็นเหมือนเดิมก่อนที่จะพอกหน้าด้วยบีทรูทค่ะ


ไม่พอแค่นี้ แป้งแบ่งน้ำบีทรูทปริมาณ 150 ml. จากการคั้นด้วยเครื่องแยกกาก รินใส่แก้วผสมกับนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม ค่อยๆจิบทีละนิดจนหมดแก้วหลังอาหารเช้า-เย็น ทำต่อเนื่อง 5-7 วัน สิวอักเสบยุบลงโดยไม่ทิ้งรอยดำ(บีทรูทเป็นพืชที่ดีต่อสุขภาพผิวเพราะช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง สามารถบรรเทาอาการของสิวอักเสบ)


หมายเหตุ ส่วนใหญ่ตามเว็ปไซต์ต่างๆมักจะแนะนำให้ดื่มน้ำบีทรูทตอนท้องว่างเพื่อประโยชน์สูงสุด แต่แป้งเคยเป็นกรดไหลย้อน(เป็นๆหายๆถ้าไม่กินอาหารเผ็ด ก็ไม่เป็น)

บีทรูทมีเส้นใยอาหารมาก จะส่งผลต่อระบบย่อยอาหารทำให้เกิดแก๊ส ปวดแสบท้อง ท้องอืดได้ ดังนั้นจึงดื่มน้ำบีทรูทหรือน้ำผลไม้หลังอาหารค่ะ


เกือบลืมเล่าว่าเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว สนุกกับการทำเบเกอรี่หลายอย่าง เช่น เค้กชิฟฟอน เค้กสปันจ์ ไวท์ชอคโกแลตชีสเค้ก ฯลฯ

ซึ่งชีสมีไขมันอิ่มตัวสูง แป้งกินไวท์ชอคโกแลตชีสเค้กเพียงชิ้นเดียวในตอนกลางวัน รุ่งขึ้นรู้สึกเจ็บหน่วงๆที่ใต้ริมฝีปาก คลำดูพบว่า นี่มันสิวหัวช้างนี่นา แป้งไม่เคยเป็นสิวหัวช้าง 10 กว่าปีแล้ว เมื่อก่อนนานๆปีจะเป็นบ้าง ทายาลดสิว 0.5%benzac ก็ไม่หาย ต้องเข้า

คลีนิกฉีดสเตียรอยด์สถานเดียว สิวจึงจะยุบ 


แต่ครั้งนี้ลองใช้วิธีดื่มน้ำบีทรูทครั้งละ 150 ml.ผสมนมเปรี้ยวหลังอาหารเช้า-เย็น+ทา benzac เช้า-เย็น วันต่อมาสิวหัวช้างยุบลงใต้ผิว แบบจับแล้วไม่เจ็บและหายไปภายใน 2 วันค่ะ


บางครั้งเบื่อผสมกับนมเปรี้ยว แป้งจะนำน้ำบีทรูทผสมกับ

น้ำแอปเปิ้ล น้ำสับปะรด รสชาติดีทีเดียว แถมช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้นด้วย น้ำบีทรูทคั้นแยกกาก สามารถเก็บในตู้เย็นได้ 7-10 วัน(ที่จริงควรคั้นวันต่อวันเพื่อประโยชน์สูงสุด แต่เหนื่อยกับการล้างเครื่องแยกกากทุกวัน เลยคั้นทีเดียวทีละ 5 กก.ได้น้ำบีทรูท 2.3 ลิตร)


หมายเหตุ 

สูตรพอกหน้าด้วยบีทรูท+ขมิ้นชัน+มะนาว เหมาะกับผิวมัน ผิวผสม ไม่เหมาะสำหรับผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย 


หากมีผิวแห้ง แนะนำบีทรูท+ข้าวโอ๊ตบดละเอียด+น้ำผึ้งหรืออะโวคาโด












ที่มา 


7 Side Effects Of Drinking Beetroot Juice In Excess - Stylecrazehttps://www.stylecraze.com › articles › seri...


Beetroot juice: 6 health benefits, nutrition, and how to use ithttps://www.medicalnewstoday.com › artic...


Beet Juice: 11 Health Benefits From Blood Pressure to ...https://www.healthline.com › food-nutrition


บีทรูทกับประโยชน์ต่อสุขภาพ - พบแพทย์https://www.pobpad.com › บีทรูทกับประโยชน์ต่อสุ


บีทรูท กินอย่างไร ให้ได้ประโยชน์ และดีต่อสุขภาพที่สุด? | HD สุขภาพ ...https://hd.co.th › ... › การกินเพื่อสุขภาพ


บีตรูต - วิกิพีเดียhttps://th.wikipedia.org › wiki › บีตรูต


https://www.healthline.com/nutrition/benefits-of-beets


Beetroot / หัวบีทหรือหัวผักกาดแดง - Food Wiki | Food Network ...http://www.foodnetworksolution.com › word › beet


วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564

กรดทรานเอกซามิก (tranexamic acid) กับการรักษาฝ้า

ข้อมูลวิชาการเรื่อง “การใช้กรดทรานเอกซามิก (tranexamic acid) ในการรักษาฝ้า”


กรดทรานเอกซามิก มีฤทธิ์ในการห้ามเลือด

ในประเทศไทยขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาผู้ป่วยโรคเลือดไหลหยุดยากหรือเลือดออกมากผิดปกติ 


ต่อมาแพทย์ชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ค้นพบว่า การรับประทานยากรดทรานเอกซามิกในขนาดยาที่ต่ำ (500-1,000 มิลลิกรัม/วัน) สามารถทำให้ฝ้าจางหายได้ชั่วคราว


ในปัจจุบันมีการใช้กรดทรานเอกซามิกแบบนอกข้อบ่งใช้ (off-label) ในการรักษาฝ้าอย่างแพร่หลาย จากการสืบค้นข้อมูลทางการแพทย์พบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 มีงานวิจัยทางการแพทย์ไม่ต่ำกว่า 20 งานวิจัยที่รายงานถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้กรดทรานเอกซามิกชนิดรับประทานในการรักษาฝ้า 


ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 วารสารของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์งานวิจัย 4 เรื่องเกี่ยวกับการใช้กรดทรานเอกซามิกในการรักษาฝ้า และ 1 ใน 4 งานวิจัยดังกล่าวทางบรรณาธิการของวารสารในหัวเรื่องว่า “การใช้กรดทรานเอกซามิกชนิดรับประทานเพื่อใช้ในการรักษาฝ้า: จุดเปลี่ยนของแนวทางการรักษาฝ้า (JAAD Game Changers: Oral tranexamic acid (TA) in the treatment of melasma: A retrospective analysis)”


ในปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัดของกรดทรานเอกซามิกในการรักษาฝ้า


แต่ข้อมูลจากงานวิจัยหลายฉบับสันนิษฐานว่ากรดทรานเอกซามิก

ออกฤทธิ์ในการรักษาฝ้า โดยการยับยั้งขนวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน


รายงานทางการแพทย์โดยการศึกษาแบบ Meta-analysis (การวิเคราะห์อภิมาน) และการศึกษาแบบงานปริทัศน์แบบทั้งระบบ (Systematic review) จำนวน 2 ฉบับซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2560 และ 2561


สรุปผลว่า สำหรับในผู้ป่วยซึ่งไม่มีข้อห้ามใช้กรดทรานเอกซามิก การใช้กรดทรานเอกซามิกชนิดรับประทานในขนาดยาต่ำ (500-1,000 มิลลิกรัม/วัน) เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันประมาณ 3 เดือน สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้และมีความปลอดภัยสูง 


ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น การมีประจำเดือนน้อยลง

การปวดมวนท้องหรือการเกิดผื่นแพ้ การรับประทานกรดทรานเอกซามิกในขนาดยาดังกล่าว ไม่มีการรายงานว่ามีผู้ป่วยที่เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันในสมอง ปอด หัวใจ หรืออวัยวะอื่นๆ


ผู้ป่วยที่ไม่ควรรับประทานกรดทรานเอกซามิกได้แก่

- ผู้ป่วยที่ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดขอดหรือมีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (Deep vein thrombosis)

- สตรีมีครรภ์

- สตรีให้นมบุตร

- ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้กรดทรานเอกซามิก


ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาฝ้าให้หายขาดได้ 

การรับประทานกรดทรานเอกซามิกสามารถทำให้ฝ้าจางลงชั่วคราวเท่านั้น 


ผู้ป่วยยังต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้การเกิดฝ้า เช่น แสงแดด และการใช้ยาบางชนิดที่กระตุ้นให้เกิดฝ้า เช่น ยาคุมกำเนิด


เพื่อความปลอดภัย ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยซื้อกรดทรานเอกซามิก

มารับประทานเอง การรักษาควรอยู่ในการควบคุมและดุลยพินิจของแพทย์เป็นสำคัญ





ที่มา

เพจ Prof Dr Worapong

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

โพรไบโอติก(probiotic)กับผลข้างเคียงที่ควรรู้

การค้นพบโพรไบโอติกเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อ Elie Metchnikoff หรือที่รู้จักกันในนาม "บิดาแห่งโพรไบโอติก" ได้สังเกตว่า ชาวชนบทในประเทศบัลแกเรียมีสุขภาพแข็งแรงแม้อยู่ในวัยชรามาก ท่ามกลางความยากจนและสภาพอากาศอันเลวร้าย เขาตั้งทฤษฎีว่าสุขภาพจะดีขึ้นและมีความชราช้าลง โดยการจัดการจุลินทรีย์ในลำไส้ด้วยแบคทีเรียที่เป็นมิตรกับโฮสต์ที่พบในนมเปรี้ยว ตั้งแต่นั้นมาการวิจัยยังคงสนับสนุนการค้นพบของเขาพร้อมกับประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้น


โพรไบโอติกมักถูกเรียกว่า "แบคทีเรียดี" เพราะช่วยให้ลำไส้แข็งแรง หากพูดถึงเรื่องแบคทีเรีย หลายๆคนอาจจะคิดถึงเชื้อโรคร้ายที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ แต่จริงๆ แล้วแบคทีเรียนั้นมีหลายประเภททั้งแบคทีเรียที่ก่อโรค และแบคทีเรียดีที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเรียกว่า Probiotic


Probiotic คือกลุ่มแบคทีเรียหรือยีสต์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร และระบบอื่นๆ ของร่างกาย เมื่อมีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบทางเดินอาหารและระบบอื่นๆ ของร่างกาย เนื่องจากจุลินทรีย์ที่เป็นมิตรเหล่านี้มีส่วนช่วยในการดูดซึมสารอาหาร การป้องกันโรค และรักษาภาวะที่ผิดปกติของร่างกาย


โพรไบโอติกเป็นแบคทีเรียและยีสต์ที่มีชีวิตซึ่งให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเมื่อบริโภคในปริมาณมาก


โปรไบโอติกที่พบบ่อยที่สุดสองชนิดในท้องตลาด ได้แก่ แบคทีเรียชนิดดีที่เรียกว่า แลคโตบาซิลลัสและบิฟิโดแบคทีเรียม 


เราสามารถรับประทานโพรไบโอติกเป็นอาหารเสริมหรือบริโภคตามธรรมชาติผ่านอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์(Kefir) กะหล่ำปลีดอง กิมจิ 

คอมบูชะ มิโซะ เต้าเจี้ยว ฯลฯ


มีประโยชน์ดังนี้

1.โพรไบโอติกอาจช่วยบรรเทาปัญหาการย่อยอาหารต่างๆรวมถึงอาการท้องร่วง ตะคริวและปวดท้องซึ่งเป็นอาการของโรคลำไส้แปรปรวน ( IBS )


 การศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ในเภสัชวิทยาทางเดินอาหารและการบำบัดพบว่า โพรไบโอติกสามารถช่วยบรรเทาอาการIBSเหล่านี้ได้


2.โพรไบโอติกอาจช่วยสุขภาพช่องปาก การวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในปี 2559 ในวารสาร Journal of Indian Society of Periodontologyพบหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า การใช้โพรไบโอติกสามารถลดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือกได้


3.โพรไบโอติกอาจบรรเทาอาการแพ้ การศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 2018 ในClinical and Molecular Allergyพบว่า โพรไบโอติกมีแนวโน้มในการรักษาอาการแพ้ไรฝุ่น เนื่องจากมีหลักฐานว่าช่วยเสริมสร้างการตอบสนองภูมิคุ้มกันของร่างกาย


4.โพรไบโอติกอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน การศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 2018 ในเทคโนโลยีชีวภาพสังเคราะห์และระบบพบว่าในผู้ใหญ่ที่เป็นหวัด การใช้โพรไบโอติกช่วยลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน นักวิจัยระบุว่าโพรไบโอติกช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน


5.โพรไบโอติกอาจช่วยให้สิวหายได้ การทบทวนที่ตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 2020 ในDermatologic Therapyพบว่า สิวเกี่ยวข้องกับแบคทีเรียบริเวณผิวหนังที่เรียกว่าPropionibacterium acnesและโพรไบโอติกอาจยับยั้งแบคทีเรียนี้ได้ นักวิจัยแนะนำให้ใช้โพรไบโอติกนอกเหนือจากการรักษามาตรฐานสำหรับสิวผดเล็กน้อยถึงปานกลาง


แม้ว่าจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายที่เชื่อมโยงกับการรับประทานโพรไบโอติก แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเล็กน้อยและมีผลกระทบต่อคนจำนวนน้อยเท่านั้น


อย่างไรก็ตามในคนที่เป็นโรคร้ายแรงหรือระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกรุกรานอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น


ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของโพรไบโอติก


1.อาจทำให้เกิดอาการทางเดินอาหารที่ไม่พึงประสงค์คือ การเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องอืดและท้องเฟ้อ 


ผู้ที่รับประทานโพรไบโอติกที่ใช้ยีสต์ อาจมีอาการท้องผูกและกระหายน้ำมากขึ้น


ไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดบางคนจึงได้รับผลข้างเคียงเหล่านี้แต่โดยทั่วไปแล้วอาการเหล่านี้จะลดลงหลังจากใช้งานต่อเนื่องสองถึงสามสัปดาห์


เพื่อลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงให้เริ่มรับประทานโพรไบโอติกในปริมาณที่น้อยและค่อยๆเพิ่มขึ้นในสองสามสัปดาห์

หากยังมีอาการท้องอืดหรือผลข้างเคียงอื่นๆเกิดขึ้นให้หยุดรับประทานโพรไบโอติก


2.โพรไบโอติกอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัว

โพรไบโอติกบางชนิด เช่น โยเกิร์ต กะหล่ำปลีดอง กิมจิ มีสารประกอบเอมีน(ไบโอเจนิกเอมีนเป็นสารที่เกิดขึ้นเมื่ออาหารที่มีโปรตีนมีอายุมากขึ้นหรือหมักด้วยแบคทีเรีย)


เอมีนที่พบบ่อยที่สุดในอาหารที่อุดมด้วยโพรไบโอติกได้แก่ ฮิสตามีน ไทรามีน ทริปตามีน และฟีนิลไทลามีน


เอมีนจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง สามารถเพิ่มหรือลดการไหลเวียนของเลือดและอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวสำหรับผู้ที่ไวต่อสารนี้


3.บางสายพันธุ์สามารถเพิ่มระดับฮีสตามีน แบคทีเรียบางสายพันธุ์ที่ใช้ในอาหารเสริมโพรไบโอติกสามารถผลิตฮีสตามีนในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ 


ฮีสตามีน(Histamine)เป็นโมเลกุลที่ปกติสร้างขึ้นโดยระบบภูมิคุ้มกันเมื่อตรวจพบภัยคุกคาม หากระดับฮีสตามีนสูงขึ้น หลอดเลือดจะขยายตัวเพื่อนำเลือดไปยังบริเวณที่ได้รับผลกระทบมากขึ้นหลอดเลือดยังสามารถซึมผ่านได้มากขึ้นเพื่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถเข้าไปในเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค


กระบวนการนี้ทำให้เกิดรอยแดงและบวมในบริเวณที่ได้รับผลกระทบและสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ เช่น คัน น้ำตาไหล น้ำมูกไหลหรือหายใจลำบาก(คนที่เป็นภูมิแพ้จะมองเห็นภาพชัดเจนกว่าใครเพราะเป็นอยู่ประจำ)


โดยปกติฮีสตามีนที่ผลิตในระบบทางเดินอาหารจะถูกย่อยสลายตามธรรมชาติโดยเอนไซม์ที่เรียกว่า diamine oxidase(DAO) เอนไซม์นี้ยับยั้งระดับฮีสตามีนไม่ให้เพิ่มขึ้นมากพอที่จะทำให้เกิดอาการ  อย่างไรก็ตามบางคนที่แพ้ฮีสตามีนจะมีปัญหาในการทำลายฮีสตามีนในร่างกายอย่างเหมาะสม เนื่องจากผลิต DAO ไม่เพียงพอ


โพรไบโอติกสายพันธุ์ที่สร้างฮิสตามีน ได้แก่ Lactobacillus buchneri, Lactobacillus helveticus, Lactobacillus hilgardii and Streptococcus thermophilus


4.ส่วนผสมบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ ผู้ที่มีอาการแพ้หรือแพ้ง่ายควรอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโพรไบโอติกอย่างละเอียด เนื่องจากอาจมีส่วนผสมที่สามารถตอบสนองได้

อาหารเสริมบางชนิดมีสารก่อภูมิแพ้ เช่น นม ไข่ ถั่วเหลือง


ทุกคนที่แพ้ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมเหล่านี้เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากจำเป็นที่จะต้องใช้ควรอ่านฉลากอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยง  ในทำนองเดียวกันโพรไบโอติกที่ใช้ยีสต์ไม่ควรนำมาใช้กับผู้ที่แพ้ยีสต์ ควรเลือกโพรไบโอติกที่ใช้แบคทีเรียแทน


น้ำตาลในนมหรือแล็กโตส(lactose)ยังใช้เป็นอาหารอาหารเสริมโพรไบโอติกหลายชนิด ในขณะที่การศึกษาชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่แพ้แลคโตสสามารถทนต่อแลคโตสได้ถึง 400 มิลลิกรัมในยาหรืออาหารเสริม


คนที่แพ้แลคโตส อาจพบแก๊สที่ไม่พึงประสงค์ ไม่สบายท้องและท้องอืดเมื่อบริโภคโพรไบโอติกที่มีแล็กโตส 


นอกเหนือจากการมีโพรไบโอติกที่มีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบางอย่างยังมีพรีไบโอติก(prebiotic)ซึ่งเป็นเส้นใยพืชที่ระบบทางเดินอาหารมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้แต่แบคทีเรียสามารถใช้เป็นอาหารได้ ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ แลคตูโลส(lactulose)อินนูลิน(inulin)และโอลิโกแซ็กคาไรด์(oligosaccharide)


อาหารเสริมที่มีทั้งจุลินทรีย์โพรไบโอติกและเส้นใย prebiotic เรียกว่า synbiotic


5.สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อสำหรับบางคน โพรไบโอติกปลอดภัยสำหรับประชากรส่วนใหญ่ แต่อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน บางกรณีแบคทีเรียหรือยีสต์ที่พบในโพรไบโอติกสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและทำให้เกิดการติดเชื้อในผู้ที่อ่อนแอ


ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดในการติดเชื้อจากโพรไบโอติกได้แก่ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกดจากการรับประทานยาสเตียรอยด์ การเข้ารับ การรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน การสวนหลอดเลือดดำหรือผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าตัด(ร่างกายผู้ป่วยเกิดความอ่อนแอ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้เกิดติดเชื้อแบคทีเรียโปรไบโอติกได้)


อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงมักเกิดขึ้นในผู้ที่อายุน้อยหรือผู้สูงอายุและผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรงหรือระบบภูมิคุ้มกันที่เสียหาย เช่น ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือป่วยระยะสุดท้าย โพรไบโอติกอาจไม่ดีสำหรับผู้ที่ป่วยหนักอยู่แล้ว


อย่างไรก็ตามความเสี่ยงในการติดเชื้อนั้นต่ำมากและไม่มีรายงานการติดเชื้อร้ายแรงในการศึกษาทางคลินิกของประชากรทั่วไป


การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันอย่างรุนแรงไม่ควรรับประทานโพรไบโอติก เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต


ทุกคนที่เลือกทานอาหารเสริมเหล่านี้ต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกรุกราน สำหรับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันถูกรุกรานเนื่องจากโรคหรือการรักษาโรค เช่นเคมีบำบัดมะเร็ง  ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือป่วยระยะสุดท้าย การใช้โพรไบโอติกอาจเพิ่มโอกาสในการป่วยได้ 


การใช้โพรไบโอติกต่างๆสำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ป่วยที่มีลำไส้รั่ว ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อและภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารเสริมภายใต้สถานการณ์เหล่านี้


หากกำลังรับเคมีบำบัด ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเพิ่งผ่าตัดควรรอจนกว่าจะหายเป็นปกติก่อนที่จะเริ่มรับประทานโพรไบโอติก









ที่มา 

When Probiotics Are Bad For You - Heart to Heart Medical ...hearttoheartmedicalcenter.com › Blog

5 Possible Side Effects of Probiotics - Healthlinewww.healthline.com › nutrition › probioti...


Probiotics, Prebiotics & Synbiotics: Benefits, Definition, Side ...www.medicinenet.com › probiotics › article


Could You Benefit From a Probiotic Supplement? | Everyday ...www.everydayhealth.com › digestive-health


โพรไบโอติกส์ - โรงพยาบาลนนทเวชwww.nonthavej.co.th › Probiotics

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564

เลือกไม่ถูกเลย คาเฟอีนให้ประโยชน์หรือโทษ


คนทั่วไปไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกินวันละ 400 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับการดื่มกาแฟประมาณ 4 แก้ว เครื่องดื่มชูกำลัง 2 ขวด หรือโคล่าประมาณ 10 กระป๋อง แต่ต้องระวังปริมาณน้ำตาลที่มากเกินไปด้วย เพราะในโคล่า 10 กระป๋องอาจมีน้ำตาลมากถึง 350 กรัม รวมถึงกาแฟชงสำเร็จรูปมักมีน้ำตาลผสมอยู่ในปริมาณมากเช่นกัน


หากบริโภคเป็นประจำอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วนหรือโรคเบาหวานได้ ดังนั้นนอกจากปริมาณคาเฟอีนที่ต้องควบคุมแล้ว ยังต้องระวังเรื่องการบริโภคน้ำตาลส่วนเกินที่อยู่ในอาหารแต่ละประเภทด้วย


อาหารและเครื่องดื่มแต่ละชนิดจะมีปริมาณคาเฟอีนไม่เท่ากัน ซึ่งอาหารที่มีคาเฟอีนมากที่สุด คือ กาแฟ โดยกาแฟประมาณ 240 มิลลิลิตร จะมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 95-200 มิลลิกรัม


คาเฟอีนเป็นยากระตุ้นระบบประสาท ทำให้รู้สึกตื่นเต้น บางคนดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ เช่น ชาหรือกาแฟอาจจะทำให้นอนไม่หลับ แต่บางคนหลับได้สบาย


การที่เราไม่รู้สึกง่วงนอนนั้น ไม่ใช่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเสมอไป เพราะถ้าเราอ่อนเพลีย ร่างกายต้องการพักผ่อน แต่เราต้องการกระตุ้นให้ตื่น การทำงานจะไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ แล้วค่อยมาทำต่อ 


การที่ร่างกายไม่ยอมพักผ่อนนั้นจะทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมเร็วกว่าปกติ การรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมานั้นก็ไม่ใช่ฤทธิ์ของคาเฟอีนโดยตรง แต่เป็นการเอาพลังงานสำรองมาใช้ ซึ่งเมื่อถึงคราวที่เราต้องอาศัยพลังงานสำรองจริงๆ แล้วจะไม่มีเหลือ ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ ป่วยง่ายและหายยาก หรืออาจจะไม่หายเลยก็ได้


คาเฟอีนนับเป็นสิ่งเสพติด เพราะถ้าเราดื่มทุกวันแล้วงด จะมีอาการถอนยาหรืออาการขาดยา คือ ปวดหัว หงุดหงิด กระสับกระส่าย ซึมเศร้า น้ำมูกไหล คลื่นไส้ ง่วงซึม และไม่อยากทำงาน แต่ถ้าได้รับประทานยา หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้าไปอาการเหล่านี้ก็จะหายไป


ในปี ค.ศ.1980 สำนักงานอาหารและยา (F.D.A.) ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเตือนสตรีที่มีครรภ์ให้งดและลดกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อทารกทำให้คลอดออกมาไม่สมประกอบได้


มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของสหรัฐพบว่า 

การดื่มกาแฟวันละ 1-2 ถ้วย จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอ่อนได้มากถึง 2 เท่า 

การดื่มกาแฟร้อนวันละ 3 ถ้วยหรือมากกว่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอ่อนถึง 3 เท่า


ส่วนชามีสารชนิดหนึ่งชื่อเเทนนิน (Tannin) ซึ่งเป็นตัวทำลาย

วิตามินบีหนึ่งในอาหาร จึงไม่ควรดื่มน้ำชาร่วมกับอาหาร ถ้าใครอดไม่ได้ ควรดื่มชาหลังอาหารแล้วประมาณ1 ชั่วโมง เพื่อรอให้

วิตามินบีหนึ่งได้ดูดซึมไปก่อน 


คนที่ขาดวิตามินบี 1 จะทำให้เป็นโรคเหน็บชา มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปวดแสบ เสียวในขาและขาไม่มีแรง อารมณ์เสียและหงุดหงิดง่าย


การดื่มชามากๆ จะทำให้ท้องผูก แพทย์จึงมักแนะนำให้ดื่มน้ำชาในคนไข้มีอาการท้องร่วงหรือท้องเดิน แต่ไม่ใช่ดื่มเป็นเครื่องดื่มประจำวัน


การดื่มชาขณะรับประทานอาหาร จะทำให้การดูดซึมของธาตุเหล็กลดลงถึงร้อยละ 87  ส่วนดื่มกาแฟพร้อมอาหารจะลดลงร้อยละ 39 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เป็นโรคโลหิตจาง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาและกาแฟ (ข้อมูลจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยแพทย์แคนซัสสหรัฐอเมริกา)


โทษของคาเฟอีน

1. หัวใจสั่น (หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติหรือผิดปกติ)

2.ทำให้ความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

3.ไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ในทางอ้อมจะทำให้เป็นโรคหัวใจวายง่ายขึ้น


4. กระเพาะอาหารผลิตกรดไฮโดรคลอริกออกมามากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อน 

อีกทั้งคาเฟอีนสามารถกระตุ้นการขับถ่ายได้ด้วยการเพิ่มการหดตัวของกล้ามเนื้อของทางเดินอาหาร (Peristalsis) จึงอาจทำให้บางคนขับถ่ายดีขึ้น หรือมีอาการท้องเสีย 


นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่า การบริโภคคาเฟอีน อาจทำให้อาการของโรคกรดไหลย้อนแย่ลง เนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสามารถทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารตอนล่างคลายตัว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของอาการกรดไหลย้อน 


5. เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาจทำให้มีก้อนซีสต์ที่เป็นเนื้องอกในเต้านมสตรี

6. ทำลายโครโมโซมในหนูทดลองและลูกหนูที่คลอดออกมาอาการไม่สมประกอบ


7. กระตุ้นระบบประสาท ทำให้นอนไม่หลับ มือสั่น ตึงเครียด อารมณ์เสียง่าย ปวดศีรษะ ประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง


8.กล้ามเนื้อและกระดูกเสียหาย หากบริโภคคาเฟอีนมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมน้อยลงจนเกิดภาวะกระดูกพรุน หรืออาจทำให้อัตราเมตาบอลิซึมสูงเกินไป จนเกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็ง 


ประโยชน์ของคาเฟอีน

1. แพทย์อาจจะใช้กับเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดและหยุดหายใจแล้วกว่า 20 วินาที เพื่อช่วยกระตุ้นให้ฟื้น ซึ่งได้ผลไม่แน่นอน

2. ใช้ในห้องทดลองเกี่ยวกับการกระตุ้นระบบประสาท

3. ผสมกับยาเออร์กอท (Ergot) ในการรักษาไมเกรน

4. ช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น คาเฟอีนจะไปปิดกั้นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณของสารสื่อประสาทชนิดอื่นอย่าง

โดปามีนและนอร์อิพิเนฟรินเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้มีการส่งข้อมูลของเซลล์ประสาทภายในสมองเพิ่มมากขึ้น 


จากการศึกษาพบว่า คาเฟอีนอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เช่น อารมณ์ ความจำ การตอบสนอง ความระมัดระวัง ระดับพลังงาน และกระบวนการคิดทั่วไป 


5.ช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย โดยคาเฟอีนอาจเพิ่มระดับ

อะดรีนาลีน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกายอย่างหนัก และคาเฟอีนยังช่วยสลายไขมันให้เป็นพลังงานอีกด้วย นอกจากนี้คาเฟอีนยังอาจช่วยเพิ่มความทนทานและอาจช่วยให้เหนื่อยช้าลง แต่คาเฟอีนอาจไม่เพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายในกรณีที่ต้องใช้แรงมากในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างการยกของหรือการวิ่งเร็ว


6.ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น โดยมีการศึกษาพบว่า คาเฟอีนจะเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกายให้มากขึ้น และมีงานค้นคว้าอื่น ๆ ที่ระบุว่า คาเฟอีนสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญของคนอ้วน 10 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มอัตราการเผาผลาญของคนผอม 29 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ว่าประสิทธิภาพนี้จะลดลงในผู้ที่บริโภคคาเฟอีนในระยะยาว


7.ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้า คาเฟอีนอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าและลดความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้ โดยมีงานวิจัยพบว่า การบริโภคคาเฟอีนอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าในผู้ใหญ่ได้


 อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยบางส่วนที่เผยว่า การบริโภคคาเฟอีนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าในเด็กได้เช่นกัน


8.ลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี การบริโภคคาเฟอีนวันละประมาณ 400 มิลลิกรัม อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ 


มีการศึกษาพบว่า คาเฟอีนอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นการหดตัวของถุงน้ำดีและการไหลเวียนของน้ำดี ซึ่งอาจช่วยลดการเกิดนิ่วได้อีกด้วย


9.ป้องกันโรคเบาหวาน มีการวิจัยที่พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 1 แก้ว อาจเสี่ยงเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ลดลง 7 เปอร์เซ็นต์ หากดื่มกาแฟมากขึ้นอาจทำให้ความเสี่ยงลดลงไปอีก


อย่างไรก็ตาม การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนควรเป็นแบบไม่เติมน้ำตาล และไม่บริโภคคาเฟอีนมากเกินปริมาณสูงสุดที่กำหนดต่อวัน และจากการค้นคว้าแม้พบว่าคาเฟอีนอาจช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ แต่สารชนิดนี้อาจไม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 อยู่แล้วได้


10.ลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสัน ไม่เพียงแต่คาเฟอีนจะช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย 


โดยโรคทั้ง 2 ชนิดนี้มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในการทำงานของสมอง จากการศึกษาไม่พบว่าการบริโภคคาเฟอีนจะทำให้ความเสี่ยงต่อโรคพาร์กินสันลดลงได้ในผู้ที่สูบบุหรี่


11.ลดความเสี่ยงโรคตับ มีงานวิจัยที่พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วขึ้นไป อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็งลดลงมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และบางงานวิจัยยังบอกด้วยว่าสารคาเฟอีนอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์










ที่มา

คาเฟอีน ให้ประโยชน์ หรือโทษ - บทความสุขภาพ โดยมูลนิธิหมอชาวบ้าน

ww w. doctor.or. th › article › detail

คาเฟอีน มีประโยชน์หรือให้โทษต่อร่างกาย - พบแพทย์

ความชราที่มาไม่ถึง Ep.1


ร่างกายมนุษย์แต่ละคนเกิดมามีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน นิสัยใจคอแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ อวัยวะทุกส่วนมีความทนทานอย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ตับ ไต ปอด กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ สายตา ฯลฯ เราต้องใช้อย่างทะนุถนอม ไม่ใช้ตะบี้ตะบันใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เช่น ใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์ทั้งวันหรือโทรศัพท์มือถือทั้งคืนแถมปิดไฟมืดอีกต่างหาก ส่งผลให้เกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อมไปจนถึงจอประสาทตาเสื่อมได้ หรือรับประทานอาหารเกินความต้องการจนเกิดโรคอ้วน ส่งผลให้ข้อเข่าต้องแบกรับน้ำหนักตลอดเวลาจนเกิดข้อเข่าเสื่อมตามมาในที่สุด


อาหารสุขภาพคือ อาหารที่กินได้ทั้งคนป่วยและคนปกติ คนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง มักจะได้รับคำแนะนำว่า ห้ามกินอะไร แต่ไม่เคย

ได้รับคำแนะนำว่าควรกินอะไร 


1. กินน้อยแก่ช้า กินมากแก่เร็ว ควรกินอาหารเพียงวันละสองมื้อบ้าง แม้จะทำไม่ได้ทุกวันก็ยังดี

2. แป้งที่ดีคือแป้งที่มีกากใย เช่น มันเทศ ฟักทอง แครอท และธัญพืช

3. น้ำตาลคือยาพิษ ควรลดปริมาณของหวานลง นมวัวรสจืดก็

มีน้ำตาลรสจืด ที่มีชื่อว่า แลคโตส

4. ผลไม้มีวิตามิน แต่ก็มีน้ำตาลสูง ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรปั่นน้ำผลไม้ดื่มเป็นประจำเพราะจะทำให้ได้น้ำตาลมากเกินไป


5. ควรกินผักหลากสีเพื่อให้ได้วิตามินหลากหลาย ควรล้างผักด้วย น้ำส้มสายชูหรือเบคกิ้งโซดา(Baking Soda) หากเป็นไปได้ เลือกผักปลูกดินด้วยวิธีการเกษตรอินทรีย์ ที่เรียกว่า ผักออร์แกนิค

6. กินไข่ได้ทั้งฟอง ทั้งไข่ขาวและไข่แดง ไข่แดงมีวิตามินเกือบครบถ้วน และไม่ได้ทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูง

7. ใช้น้ำมันมะกอกและน้ำมันรำข้าวในการประกอบอาหาร เพราะมีกรดไขมันโอเมก้า 9 สูง ช่วยลดการอักเสบ เลี่ยงไขมันจากสัตว์และไขมันจากถั่วเหลืองเพราะมีสารที่เพิ่มการอักเสบสูง


8. กินธัญพืชและผักที่ปลูกจากดินเพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุอย่างเพียงพอ ธัญพืชยังมีกรดไขมันโอเมก้า 9 วิตามินอี และวิตามินบี

9. กินอาหารด่าง คืออาหารมังสวิรัติ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ร่างกายเป็นกรด เช่น ไขมันสัตว์ รวมทั้งนม เนื้อสัตว์ และของหวานรวมถึงช็อกโกแลต

10. ไม่ควรดื่มน้ำที่ผ่านการกรองด้วยกระบวนการรีเวอร์ส ออสโมซิส ที่รู้จักกันในนามว่า น้ำอาร์โอ และไม่ควรดื่มน้ำอัดลม(รวมทั้งน้ำอัดลมที่ปราศจากน้ำตาล) เพราะมีความเป็นกรดสูงมาก

11. ดื่มน้ำแร่หรือน้ำด่าง น้ำแร่มีความเป็นด่างสูงและยังช่วยเสริมแร่ธาตุให้กับร่างกาย การดื่มน้ำมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำที่มีความเป็นด่าง ช่วยกำจัดสารพิษและชะลอไตเสื่อม

12. หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป

13. หลีกเลี่ยงอาหารใส่ผงชูรส ซึ่งมักจะอยู่ในอาหารสำเร็จรูป สารปรุงแต่งรสอาหาร น้ำจิ้ม และน้ำซุป

14. หลีกเลี่ยงอาหารที่หุงต้มด้วยความร้อนสูงอยู่เป็นเวลานาน ๆ และไม่ควรทำอาหารด้วยการใช้เครื่องไม่โครเวฟอยู่เป็นประจำ

15. กินวิตามินเสริมอย่างถูกหลัก เพราะเราไม่มีทางกินอาหารให้ได้วิตามินอย่างครบถ้วน






ที่มา :

คนไม่อยากแก่ โดย ดร.นพ.พัฒนา เต็งอำนวย

ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม