บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ไม่ควรที่จะมีใครต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้

โรคเบาหวาน คือ 1 ใน 5 กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็น
กลุ่มโรคที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกว่า 4 แสนล้านบาท หรือกว่า 75% ของงบประมาณสุขภาพทั้งหมดถูกใช้ไปสำหรับรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs 

ความอันตรายของโรคเบาหวานคือ
มักทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาในกลุ่มโรค NCDs เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตวายเรื้อรัง ฯลฯ 

ปัจจุบันเรารู้ว่า อาหารเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค NCDs
อาจดูเหมือนว่า มีความยุ่งยากในการเลือกอาหารการกิน ถ้าหากคุณไม่อยากป่วย ต้องไปหาหมอนั่งรอหลายชั่วโมงเพื่อพบแพทย์ แล้วได้คุยไม่ถึง 5 นาที สุดท้ายได้รับยากลับบ้านเป็นตะกร้า กินยารักษาโรคหนึ่ง กลับได้ของแถม(ที่ไม่มีใครอยากได้)คือ ผลข้างเคียงของยา เรียกว่า เจ็บป่วย 1 โรคแถมผลข้างเคียงอีก 1 โรคเสมอ

พึงระลึกไว้ว่ายาเป็นสารเคมี ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อรักษาและบรรเทาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นของมนุษย์ชั่วคราว ไม่ควรที่จะมีผู้ป่วยคนไหนต้องกินยารักษาโรคไปตลอดชีวิต ถึงแม้ในอดีตจะพบว่าโรคหลายอย่างรักษาไม่หาย แต่กลับไม่ใช่โรคเบาหวานชนิดที่ 1
(ต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต)

Richard K.Bernstein (ริชาร์ต เค เบิร์นสไตน์)เป็นเด็กที่มีน้ำหนักมากและป่วยหนัก ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในปี 1946 เมื่ออายุ 12 ปี ในเวลานั้นแผนการรักษาโรคคือ อาหารคาร์โบไฮเดรตสูง การฉีดอินซูลินทุกวันและพบแพทย์ตามนัดทุกเดือนเพื่อตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือด เบิร์นสไตน์ประสบกับภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงของโรคเป็นเวลาหลายปี ทั้งๆที่พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด 

ในปี 1969 ขณะนั้นอายุ 40 ปี ก่อนที่จะเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกร เบิร์นสไตน์ได้ซื้อเครื่องวัดระดับน้ําตาลในเลือด ซึ่งในอดีตจะใช้เฉพาะโรงพยาบาลเท่านั้น เขาเริ่มทดสอบระดับน้ําตาลในเลือดตลอดทั้งวัน เพื่อพยายามหาว่าปัจจัยใดที่จะทําให้ระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นหรือลดลง 

เขาพยายามศึกษาหาแนวทางอื่นๆที่น่าจะจัดการกับเบาหวานได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยเช็คน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่องว่าสัมพันธ์กับอาหาร กิจวัตรประจำวันและปริมาณอินซูลินที่ใช้อย่างไร แล้วจึงปรับเรื่องอาหาร 

เบิร์นสไตน์สามารถจัดการระดับน้ำตาลได้ด้วยการผสมผสานระหว่างอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ํา(การแพทย์สมัยก่อนจำเป็นต้องให้กินอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงเนื่องจากเมื่อฉีดอินซูลินเข้าไป ระดับน้ำตาลจะลดฮวบฮาบ)การออกกําลังกาย และอินซูลินในปริมาณที่น้อยกว่าอาหารที่รับประทาน ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างของโรคเบาหวานในอดีตได้รับการแก้ไขแล้ว

ในขณะที่คำแนะนำทางการแพทย์ยังถือว่าสารอาหารหลักคือคาร์โบไฮเดรต แต่เบิร์นสไตน์ใช้แนวทางโลว์คาร์บ(คาร์โบไฮเดรตต่ำ)เน้นไปที่โปรตีนและไขมัน ทำให้ควบคุมน้ำตาลได้ดีในระดับที่วงการแพทย์เคยเชื่อว่า‘‘ไม่น่าจะเป็นไปได้’’

เบิร์นสไตน์ได้พยายามเสนอแนวคิดใหม่ แต่ไม่ได้รับการยอมรับเนื่องจากไม่ใช่แพทย์ เรียกได้ว่า พูดไปเถอะ พูดเท่าไหร่ก็ไม่มีใครสนใจฟังอยู่ดี(อันนี้แป้งเติมเอง)

จึงได้ตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์เมื่ออายุ 45 ปี โดยเรียนต่อเฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อและได้รับปริญญาจากวิทยาลัยการแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เปลี่ยนสถานะจากวิศวกรมาประกอบวิชาชีพเวชกรรมในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ (Endocrinologist)

นพ.เบิร์นสไตน์ ได้ใช้แนวทางโลว์คาร์บในการรักษาให้กับผู้เป็นเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ทำให้ผู้ป่วยควบคุมเบาหวานให้อยู่ในระยะสงบและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมจำนวนมาก

นพ.เบิร์นสไตน์ยังอุทิศตนให้ความรู้ในการจัดการเบาหวานกับประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังได้เขียน Dr. Bernstein’s Diabetes Solution ซึ่งเป็นทั้งหนังสือและตำราสำหรับผู้เป็นเบาหวานและบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย

หนังสือดร. Bernstein's Diabetes Solution ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1997 และอัปเดตในปี 2011 เพื่อรวมข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปั๊มอินซูลิน เครื่องวัดน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง(CGM)ยา รวมถึงอินซูลินที่สูดดมและสูตรอาหารได้กลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานสําหรับผู้ป่วยและแพทย์ทั่วโลก 

หนังสือเล่มนี้ท้าทายคําแนะนําด้านอาหารคาร์โบไฮเดรตและสนับสนุนการบําบัดโรคเบาหวานด้วยการจํากัดคาร์โบไฮเดรตแทนด้วยโปรโตคอลอินซูลินโดยละเอียดและกลยุทธ์การจัดการไลฟ์สไตล์มุ่งเป้าไปที่การบรรลุระดับน้ําตาลในเลือดให้เป็นปกติ ซึ่งก่อนหน้านี้ เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้สําหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เย้!!

Bernstein เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 15 เมษายน 2025 ที่ผ่านมา ศิริอายุรวม 90 ปี แสดงว่า แนวทางการรักษาภาวะเบาหวานคือ โลว์คาร์บ(คาร์โบไฮเดรตต่ำ)เน้นโปรตีนและไขมัน เพิ่งเริ่มมีมา 35 ปีนี่เองนะคะ

หมายเหตุ 

1.โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes mellitus)เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ขาดอินซูลิน มักพบในเด็ก  ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องได้รับอินซูลินไปตลอดชีวิต ในรูปแบบยาฉีด เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปกติที่สุด และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการขาดอินซูลิน ร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

2.โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus)เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน มักพบในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนร่วมด้วย

การวินิจฉัยเบาหวาน ทำได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 4 วิธี ดังต่อไปนี้
 1. มีอาการโรคเบาหวานชัดเจน ได้แก่ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุ ร่วมกับตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ถ้ามีค่า ≥200 มก./ดล.
 2. ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (อย่างน้อย 8ชั่วโมง) ≥ 126 มก./ดล. 
 3. การตรวจความทนต่อกลูโคส โดยให้รับประทานกลูโคส 75 กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมง ถ้ามีค่า ≥ 200 มก./ดล.
 4. การตรวจระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ≥ 6.5% 

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกือบ 50% จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตลอดชีวิต บางคนอาจสูญเสียการมองเห็น ในขณะที่หลายคนเกิดโรคไตวายเรื้อรังจนต้องฟอกไตตลอดชีวิต

3.แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ (Endocrinologist) คือแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยและรักษาโรคและความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน, โรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์, โรคกระดูกพรุน, และภาวะผิดปกติของต่อมใต้สมองและต่อมหมวกไต,วัยหมดประจำเดือน

4. เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitoring หรือ CGM) คืออุปกรณ์ที่ใช้ติดตามระดับน้ำตาลในเลือดตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเจาะเลือดซ้ำๆ เหมือนเครื่องตรวจน้ำตาลแบบเดิม CGM ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพสามารถติดตามระดับน้ำตาลในเลือดได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรักษาได้ทันท่วงที

#เบิร์นสไตน์,Berstein, Richard K.Bernstein (ริชาร์ต เค เบิร์นสไตน์,NCDs,โรคเบาหวาน,โลว์คาร์บ, คาร์โบไฮเดรตต่ำ,NCD,CGM,แป้งปังปอนด์

ที่มา :

Diabetes pioneer Dr Richard Bernstein passes away at age of ...diabetes.co.ukhttps://www.diabetes.co.uk › news › apr

นพ.ชัชวาล ลีลาเจริญพร Phimai Diabetes Remission Training Center

Dr. Bernstein's Diabetes Diet: Pros, Cons, and How It WorksVerywell Healthhttps://www.verywellhealth.com › bernsteins-diabetes-d...

โรคเบาหวาน คืออะไรสมาคม โรค เบาหวาน แห่ง ประเทศไทยhttps://www.dmthai.org › index.php › 2018-diabates-31

วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

12 อาหารที่คนวัย 50+ปี ควรหลีกเลี่ยง

อาหารที่ทําให้เกิดแก๊สในคนๆหนึ่ง อาจไม่ทําให้เกิดแก๊สในอีกคนย่อมเป็นได้ จากความแตกต่างด้านจุลินทรีย์ชนิดดีหรือเรียกว่า โปรไบโอติกหรือเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหาร มีจำนวนมากน้อยไม่เท่ากัน เช่นเดียวกับการแพ้ยา อาหารหรือวิตามิน บางคนกินแล้วไม่แพ้ แต่บางคนกินไม่ได้เพราะมีอาการแพ้เป็นต้น

1.กล้วยหอม  อุดมไปด้วยไฟเบอร์และคาร์โบไฮเดรต(แปลงเป็นน้ำตาล)ซึ่งหมักโดยจุลินทรีย์ชนิดดีในลําไส้ระหว่างการย่อยอาหาร สารอาหารประเภทนี้ใช้เวลานานกว่าในการย่อย นําไปสู่การหมักที่ยาวนานขึ้น มีผลทำให้ท้องอืด แต่จะท้องอืดมากน้อยอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

กล้วยอาจทําให้เกิดแก๊สในบางคนเนื่องจากผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยเส้นใยที่ละลายน้ําได้ เส้นใยชนิดนี้ไม่สามารถย่อยได้ง่ายในลําไส้ ซึ่งอาจนําไปสู่การก่อตัวของแก๊ส

กล้วยยังมีฟรุกโตส ซึ่งเป็นน้ําตาลธรรมชาติที่มีอยู่ในผลไม้ กระตุ้นให้ท้องอืดได้ อาการเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นหากบริโภคมากเกินไป 

2.แครอท
แครอทอาจทำให้เกิดแก๊สในบางคนและกระตุ้นให้เกิดอาการปวดท้องเมื่อรับประทานดิบในคราวเดียว เนื่องจากมีไฟเบอร์และคาร์โบไฮเดรตบางชนิด ถึงแม้จะนำมาปั่นเป็นน้ำแครอท ไฟเบอร์ยังมีเยอะอยู่ดี ดื่มเข้าไปกลายเป็นจุกท้องทันที

แครอทมีไฟเบอร์สูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการย่อยอาหาร แต่อาจทำให้เกิดแก๊สได้เมื่อแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ย่อยไฟเบอร์ จากนั้นจะผลิตแก๊สเป็นผลพลอยได้ ทำให้เกิดตะคริวในช่องท้องและท้องอืด 

3.ถั่ว 
กระตุ้นให้เกิดแก๊สได้ ปริมาณไฟเบอร์ในถั่วเพียง 100 กรัม จะมีผลทำให้ท้องอืดเนื่องจากมีราฟิโนส(Raffinose) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่มนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ง่าย ทำให้เกิดแก๊สในลำไส้ใหญ่เนื่องจากขาดเอนไซม์เฉพาะในลำไส้ ส่งผลให้แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เกิดการหมักจนเกิดแก๊สต่างๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไฮโดรเจน โดยเฉพาะคนสูงอายุพอกินถั่วเข้าไป จะมีลมในท้องมากขึ้นจนผายลม และบางคนมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ

มีหลายวิธีที่สามารถลดแก๊สที่เกิดจากถั่วได้ เช่น แช่น้ำเป็นเวลา 12 ชั่วโมงก่อนปรุงอาหาร 

โดยทั่วไปอาหารจะใช้เวลา 14 - 58 ชั่วโมงในการเคลื่อนผ่านระบบย่อยอาหาร โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลา 28 ชั่วโมง อาหารบางชนิดย่อยได้เร็วกว่าในขณะที่อาหารประเภทโปรตีน ไฟเบอร์และไขมันสูง มักจะใช้เวลานานกว่า

ปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคลำไส้อักเสบ (IBD) กลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (IBS) และโรคไส้ใหญ่โป่งพอง อาจส่งผลต่อเวลาที่ใช้ในการย่อยอาหาร

ระยะเวลาที่ใช้ในการย่อยอาหารของแต่ละบุคคล จะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น นิสัยการกิน(อาหารแปรรูป น้ำตาล ยาปฏิชีวนะ) ความเครียด ปัญหาสุขภาพและการพักผ่อนไม่เพียงพอ

4.ผักชะอม โดยเฉพาะชะอมในฤดูฝน จะมีรสเปรี้ยวและกลิ่นฉุน
มีกรดยูริกมากเป็นพิเศษ เป็นตัวการที่ทำให้เกิดข้ออักเสบในผู้ป่วยโรคเกาต์ ซึ่งเป็นผลมาจากสารพิวรีน (Purine) โดยผักชะอมนั้นมีสารพิวรีนในระดับปานกลางถึงระดับสูง โดยเฉพาะผลจากฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มการขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะ หลังวัยหมดประจำเดือนระดับกรดยูริกในผู้หญิงจะค่อยๆ สูงขึ้น

5. ผลิตภัณฑ์จากนม
แลคโตสเป็นน้ําตาลในนมและผลิตภัณฑ์นมส่วนใหญ่ รวมถึงชีสครีมชีสและไอศกรีม

นม โยเกิร์ตและไอศกรีมมีน้ําตาลนมแลคโตสสูง แลคโตสต้องการเอนไซม์ที่เรียกว่า ‘‘แลคเตส‘‘ เพื่อย่อยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผลิตในลําไส้เล็ก หากร่างกายผลิตแลคเตสไม่เพียงพอ เมื่อเคลื่อนตัวไปถึงลําไส้ใหญ่ ดังนั้นน้ําตาลแลคโตสที่ไม่ได้ย่อยจะถูกย่อยโดยแบคทีเรียในลําไส้ เกิดการปล่อยไฮโดรเจนและกรดไขมันสายสั้นซึ่งผลิตแก๊ส อาจทําให้เกิดลม ท้องอืดท้องเฟ้อได้

6. หอมหัวใหญ่
หัวหอมมีสารประกอบที่เรียกว่า‘‘ฟรุกแทน’’ ฟรุกแทนเป็นโอลิโกแซ็กคาไรด์ที่ประกอบด้วยโมเลกุลฟรุกโตส เป็นคาร์โบไฮเดรตที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อกระเพาะอาหาร พืชผักตระกูลหอม ไม่ว่าจะเป็นหัวหอมแดง หัวหอมใหญ่ หรือต้นหอม มักดูดซึมในลำไส้ได้น้อย และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำในลำไส้ อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารจนกระตุ้นกรดไหลย้อนและท้องอืด

อันนี้เจอกับครอบครัวตัวเองเมื่อกลางปีที่แล้ว แป้งเห็นว่าหอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ร้อนและบรรเทาอาการหวัด เพราะในหัวหอมใหญ่มีปริมาณวิตามินซีสูง ช่วยเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง เผอิญแม่ป่วยเป็นไข้หวัดอยากให้แม่หายเร็วๆจึงแนะนำให้แม่ดื่มน้ำแอปเปิ้ล + หอมหัวใหญ่ปั่น แม่ดื่มตอนเย็นแล้วเข้านอนตอนสี่ทุ่ม จากนั้นแม่ไม่ได้นอนยันเช้าเพราะไอตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าจึงไปหาหมอที่คลีนิคหมอตรวจวินิจฉัยว่า เป็นโรคปอดอักเสบ(แม่อายุ 72 ปี) โดยไม่ได้เอกซเรย์เนื่องจากเป็นคลินิกเล็กๆ ให้ยาฆ่าเชื้อและยาแก้ไอมากิน

แป้งบอกกับแม่ว่า แม่ไม่ได้เป็นโรคปอดอักเสบตามที่หมอแจ้ง แต่แม่เป็นกรดไหลย้อนจากหอมหัวใหญ่+แอปเปิ้ล ไม่ต้องกินยาที่หมอจ่ายมา เดี๋ยวแม่ก็ดีขึ้น พอช่วงเย็นแป้งโทรไปถามอาการอีกที
ปรากฎว่า แม่หายไอแล้ว เริ่มสบายดีเหมือนก่อนจะกลายเป็นคนป่วยซ้ำซ้อนโดยไม่ได้ตั้งใจเพราะลูกสาวคะ

7.ผักตระกูลกะหล่ำ
ไม่ว่าจะเป็นกะหล่ำปลี บรอกโคลี หรือกะหล่ำดอก ล้วนมีคาร์โบไฮเดรตที่เรียกว่า ‘’แรฟฟิโนส‘‘ ประกอบด้วยน้ำตาล 3 ชนิด คือ ฟรุกโตส กลูโคส และกาแลกโทส ซึ่งร่างกายจะไม่สามารถย่อยในระบบทางเดินอาหารได้จนกว่าผักเหล่านี้จะถูกลำเลียงไปยังลำไส้ใหญ่เพื่อที่จะถูกย่อย แต่กว่าจะย่อยได้หมด กากอาหารจากผักจะเกิดการหมักหมมจนกลายเป็นแก๊ส หากไม่อยากท้องอืด ควรทำให้สุกก่อนกิน

8.ธัญพืช
ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์หรือข้าวไรย์ ต่างก็มีส่วนประกอบของฟรุกแทนที่ไม่สามารถย่อยได้เองตามธรรมชาติ และเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่แพ้กลูเตน(โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบการย่อยทางพันธุกรรม จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับกลูเตนซึ่งไม่สามารถย่อยในลำไส้เล็กได้)แต่ถึงแม้จะไม่ได้แพ้กลูเตนเลยก็ตาม เส้นใยจากพืชที่ไม่ละลายแบบนี้ จะถูกหมักโดยเชื้อจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ นำไปสู่การเกิดแก๊สเป็นจำนวนมากได้อยู่ดี 

9.ฟักทองและเมล็ดฟักทอง 
ฟักทองมีไฟเบอร์สูง การบริโภคอาจส่งผลกระทบต่อระบบย่อยอาหารและมีส่วนทําให้ปวดท้อง ท้องอืด 

10.ผลไม้หลายชนิด มีน้ําตาลฟรุกโตสตามธรรมชาติและน้ําตาลแอลกอฮอล์ซอร์บิทอล ซึ่งร่างกายมักมีปัญหาในการย่อย ตัวอย่างเช่น แอปเปิ้ล ลูกพีช ลูกแพร์ ลูกพรุน ฯลฯ

ผลไม้บางชนิดยังมีไฟเบอร์ที่ละลายน้ําได้ ซอร์บิทอลและเส้นใยที่ละลายน้ําได้ต้องผ่านลําไส้ใหญ่ ซึ่งแบคทีเรียจะย่อยสลายกลายเป็นก๊าซไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน

11. อาหารที่มีรสเค็มจัด โดยปกติโซเดียมจะทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของเหลวในร่างกาย หากร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ร่างกายจะดูดซึมน้ำเก็บไว้ที่ใต้ผิวหนังมากขึ้น จึงทำให้เกิดอาการบวมน้ำได้
โดยเฉพาะผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน(ผู้หญิงที่สิ้นสุดการมีประจำเดือนอย่างถาวร เนื่องมาจากการที่รังไข่หยุดการสร้างฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน) จะสังเกตเห็นได้ชัดเจน

หมายเหตุ ผู้หญิงจะได้รับการวินิจฉัยว่า เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเมื่อประจำเดือนไม่มาต่อเนื่องครบ 1 ปี ซึ่งวัยหมดประจำเดือนสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 45 - 55 ปี 

12. มันเทศ
อาจทําให้เกิดแก๊สได้เพราะอุดมไปด้วยแป้ง เป็นที่รู้กันดีว่า แป้งเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่ย่อยได้ช้ามาก ซึ่งนําไปสู่การผลิตแก๊สมากขึ้นในลําไส้ใหญ่ 

เราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนไปเกี่ยวกับเอนไซม์ย่อยอาหาร(enzyme มาจากภาษากรีก แปลว่า " หมัก " )ซึ่งกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก และตับอ่อน ล้วนสร้างเอนไซม์ย่อยอาหารทั้งสิ้น แต่จะสร้างลดลงเมื่ออายุมากขึ้น อาหารหรือพืชผักผลไม้ที่เคยกินได้ฉ่ำ กลับต้องงดหรือหลีกเลี่ยง 

มนุษย์ทุกคนหลีกไม่พ้นความเสื่อมอันเกิดจากวัยที่มากขึ้น เห็นได้จากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดี การสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมอวัยวะลดลง ระดับภูมิคุ้มกันต่ำลง ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมหาศาลในร่างกายที่เราไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่รับรู้ได้จากความรู้สึกและสัญญาณบางอย่างในผู้ที่ช่างสังเกตเท่านั้น



ที่มา :

Intestinal gas Causes - Mayo ClinicMayo Clinichttps://www.mayoclinic.org › causes › sym-20050922

#แป้งปังปอนด์ไดอารี่

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

โพรไบโอติก(probiotic)กับผลข้างเคียงที่ควรรู้

การค้นพบโพรไบโอติกเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อ Elie Metchnikoff หรือที่รู้จักกันในนาม "บิดาแห่งโพรไบโอติก" ได้สังเกตว่า ชาวชนบทในประเทศบัลแกเรียมีสุขภาพแข็งแรงแม้อยู่ในวัยชรามาก ท่ามกลางความยากจนและสภาพอากาศอันเลวร้าย เขาตั้งทฤษฎีว่าสุขภาพจะดีขึ้นและมีความชราช้าลง โดยการจัดการจุลินทรีย์ในลำไส้ด้วยแบคทีเรียที่เป็นมิตรกับโฮสต์ที่พบในนมเปรี้ยว ตั้งแต่นั้นมาการวิจัยยังคงสนับสนุนการค้นพบของเขาพร้อมกับประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้น


โพรไบโอติกมักถูกเรียกว่า "แบคทีเรียดี" เพราะช่วยให้ลำไส้แข็งแรง หากพูดถึงเรื่องแบคทีเรีย หลายๆคนอาจจะคิดถึงเชื้อโรคร้ายที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ แต่จริงๆ แล้วแบคทีเรียนั้นมีหลายประเภททั้งแบคทีเรียที่ก่อโรค และแบคทีเรียดีที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเรียกว่า Probiotic


Probiotic คือกลุ่มแบคทีเรียหรือยีสต์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร และระบบอื่นๆ ของร่างกาย เมื่อมีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบทางเดินอาหารและระบบอื่นๆ ของร่างกาย เนื่องจากจุลินทรีย์ที่เป็นมิตรเหล่านี้มีส่วนช่วยในการดูดซึมสารอาหาร การป้องกันโรค และรักษาภาวะที่ผิดปกติของร่างกาย


โพรไบโอติกเป็นแบคทีเรียและยีสต์ที่มีชีวิตซึ่งให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเมื่อบริโภคในปริมาณมาก


โปรไบโอติกที่พบบ่อยที่สุดสองชนิดในท้องตลาด ได้แก่ แบคทีเรียชนิดดีที่เรียกว่า แลคโตบาซิลลัสและบิฟิโดแบคทีเรียม 


เราสามารถรับประทานโพรไบโอติกเป็นอาหารเสริมหรือบริโภคตามธรรมชาติผ่านอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์(Kefir) กะหล่ำปลีดอง กิมจิ 

คอมบูชะ มิโซะ เต้าเจี้ยว ฯลฯ


มีประโยชน์ดังนี้

1.โพรไบโอติกอาจช่วยบรรเทาปัญหาการย่อยอาหารต่างๆรวมถึงอาการท้องร่วง ตะคริวและปวดท้องซึ่งเป็นอาการของโรคลำไส้แปรปรวน ( IBS )


 การศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ในเภสัชวิทยาทางเดินอาหารและการบำบัดพบว่า โพรไบโอติกสามารถช่วยบรรเทาอาการIBSเหล่านี้ได้


2.โพรไบโอติกอาจช่วยสุขภาพช่องปาก การวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในปี 2559 ในวารสาร Journal of Indian Society of Periodontologyพบหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า การใช้โพรไบโอติกสามารถลดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือกได้


3.โพรไบโอติกอาจบรรเทาอาการแพ้ การศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 2018 ในClinical and Molecular Allergyพบว่า โพรไบโอติกมีแนวโน้มในการรักษาอาการแพ้ไรฝุ่น เนื่องจากมีหลักฐานว่าช่วยเสริมสร้างการตอบสนองภูมิคุ้มกันของร่างกาย


4.โพรไบโอติกอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน การศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 2018 ในเทคโนโลยีชีวภาพสังเคราะห์และระบบพบว่าในผู้ใหญ่ที่เป็นหวัด การใช้โพรไบโอติกช่วยลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน นักวิจัยระบุว่าโพรไบโอติกช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน


5.โพรไบโอติกอาจช่วยให้สิวหายได้ การทบทวนที่ตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 2020 ในDermatologic Therapyพบว่า สิวเกี่ยวข้องกับแบคทีเรียบริเวณผิวหนังที่เรียกว่าPropionibacterium acnesและโพรไบโอติกอาจยับยั้งแบคทีเรียนี้ได้ นักวิจัยแนะนำให้ใช้โพรไบโอติกนอกเหนือจากการรักษามาตรฐานสำหรับสิวผดเล็กน้อยถึงปานกลาง


แม้ว่าจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายที่เชื่อมโยงกับการรับประทานโพรไบโอติก แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเล็กน้อยและมีผลกระทบต่อคนจำนวนน้อยเท่านั้น


อย่างไรก็ตามในคนที่เป็นโรคร้ายแรงหรือระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกรุกรานอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น


ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของโพรไบโอติก


1.อาจทำให้เกิดอาการทางเดินอาหารที่ไม่พึงประสงค์คือ การเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องอืดและท้องเฟ้อ 


ผู้ที่รับประทานโพรไบโอติกที่ใช้ยีสต์ อาจมีอาการท้องผูกและกระหายน้ำมากขึ้น


ไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดบางคนจึงได้รับผลข้างเคียงเหล่านี้แต่โดยทั่วไปแล้วอาการเหล่านี้จะลดลงหลังจากใช้งานต่อเนื่องสองถึงสามสัปดาห์


เพื่อลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงให้เริ่มรับประทานโพรไบโอติกในปริมาณที่น้อยและค่อยๆเพิ่มขึ้นในสองสามสัปดาห์

หากยังมีอาการท้องอืดหรือผลข้างเคียงอื่นๆเกิดขึ้นให้หยุดรับประทานโพรไบโอติก


2.โพรไบโอติกอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัว

โพรไบโอติกบางชนิด เช่น โยเกิร์ต กะหล่ำปลีดอง กิมจิ มีสารประกอบเอมีน(ไบโอเจนิกเอมีนเป็นสารที่เกิดขึ้นเมื่ออาหารที่มีโปรตีนมีอายุมากขึ้นหรือหมักด้วยแบคทีเรีย)


เอมีนที่พบบ่อยที่สุดในอาหารที่อุดมด้วยโพรไบโอติกได้แก่ ฮิสตามีน ไทรามีน ทริปตามีน และฟีนิลไทลามีน


เอมีนจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง สามารถเพิ่มหรือลดการไหลเวียนของเลือดและอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวสำหรับผู้ที่ไวต่อสารนี้


3.บางสายพันธุ์สามารถเพิ่มระดับฮีสตามีน แบคทีเรียบางสายพันธุ์ที่ใช้ในอาหารเสริมโพรไบโอติกสามารถผลิตฮีสตามีนในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ 


ฮีสตามีน(Histamine)เป็นโมเลกุลที่ปกติสร้างขึ้นโดยระบบภูมิคุ้มกันเมื่อตรวจพบภัยคุกคาม หากระดับฮีสตามีนสูงขึ้น หลอดเลือดจะขยายตัวเพื่อนำเลือดไปยังบริเวณที่ได้รับผลกระทบมากขึ้นหลอดเลือดยังสามารถซึมผ่านได้มากขึ้นเพื่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถเข้าไปในเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค


กระบวนการนี้ทำให้เกิดรอยแดงและบวมในบริเวณที่ได้รับผลกระทบและสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ เช่น คัน น้ำตาไหล น้ำมูกไหลหรือหายใจลำบาก(คนที่เป็นภูมิแพ้จะมองเห็นภาพชัดเจนกว่าใครเพราะเป็นอยู่ประจำ)


โดยปกติฮีสตามีนที่ผลิตในระบบทางเดินอาหารจะถูกย่อยสลายตามธรรมชาติโดยเอนไซม์ที่เรียกว่า diamine oxidase(DAO) เอนไซม์นี้ยับยั้งระดับฮีสตามีนไม่ให้เพิ่มขึ้นมากพอที่จะทำให้เกิดอาการ  อย่างไรก็ตามบางคนที่แพ้ฮีสตามีนจะมีปัญหาในการทำลายฮีสตามีนในร่างกายอย่างเหมาะสม เนื่องจากผลิต DAO ไม่เพียงพอ


โพรไบโอติกสายพันธุ์ที่สร้างฮิสตามีน ได้แก่ Lactobacillus buchneri, Lactobacillus helveticus, Lactobacillus hilgardii and Streptococcus thermophilus


4.ส่วนผสมบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ ผู้ที่มีอาการแพ้หรือแพ้ง่ายควรอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโพรไบโอติกอย่างละเอียด เนื่องจากอาจมีส่วนผสมที่สามารถตอบสนองได้

อาหารเสริมบางชนิดมีสารก่อภูมิแพ้ เช่น นม ไข่ ถั่วเหลือง


ทุกคนที่แพ้ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมเหล่านี้เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากจำเป็นที่จะต้องใช้ควรอ่านฉลากอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยง  ในทำนองเดียวกันโพรไบโอติกที่ใช้ยีสต์ไม่ควรนำมาใช้กับผู้ที่แพ้ยีสต์ ควรเลือกโพรไบโอติกที่ใช้แบคทีเรียแทน


น้ำตาลในนมหรือแล็กโตส(lactose)ยังใช้เป็นอาหารอาหารเสริมโพรไบโอติกหลายชนิด ในขณะที่การศึกษาชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่แพ้แลคโตสสามารถทนต่อแลคโตสได้ถึง 400 มิลลิกรัมในยาหรืออาหารเสริม


คนที่แพ้แลคโตส อาจพบแก๊สที่ไม่พึงประสงค์ ไม่สบายท้องและท้องอืดเมื่อบริโภคโพรไบโอติกที่มีแล็กโตส 


นอกเหนือจากการมีโพรไบโอติกที่มีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบางอย่างยังมีพรีไบโอติก(prebiotic)ซึ่งเป็นเส้นใยพืชที่ระบบทางเดินอาหารมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้แต่แบคทีเรียสามารถใช้เป็นอาหารได้ ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ แลคตูโลส(lactulose)อินนูลิน(inulin)และโอลิโกแซ็กคาไรด์(oligosaccharide)


อาหารเสริมที่มีทั้งจุลินทรีย์โพรไบโอติกและเส้นใย prebiotic เรียกว่า synbiotic


5.สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อสำหรับบางคน โพรไบโอติกปลอดภัยสำหรับประชากรส่วนใหญ่ แต่อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน บางกรณีแบคทีเรียหรือยีสต์ที่พบในโพรไบโอติกสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและทำให้เกิดการติดเชื้อในผู้ที่อ่อนแอ


ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดในการติดเชื้อจากโพรไบโอติกได้แก่ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกดจากการรับประทานยาสเตียรอยด์ การเข้ารับ การรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน การสวนหลอดเลือดดำหรือผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าตัด(ร่างกายผู้ป่วยเกิดความอ่อนแอ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้เกิดติดเชื้อแบคทีเรียโปรไบโอติกได้)


อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงมักเกิดขึ้นในผู้ที่อายุน้อยหรือผู้สูงอายุและผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรงหรือระบบภูมิคุ้มกันที่เสียหาย เช่น ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือป่วยระยะสุดท้าย โพรไบโอติกอาจไม่ดีสำหรับผู้ที่ป่วยหนักอยู่แล้ว


อย่างไรก็ตามความเสี่ยงในการติดเชื้อนั้นต่ำมากและไม่มีรายงานการติดเชื้อร้ายแรงในการศึกษาทางคลินิกของประชากรทั่วไป


การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันอย่างรุนแรงไม่ควรรับประทานโพรไบโอติก เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต


ทุกคนที่เลือกทานอาหารเสริมเหล่านี้ต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกรุกราน สำหรับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันถูกรุกรานเนื่องจากโรคหรือการรักษาโรค เช่นเคมีบำบัดมะเร็ง  ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือป่วยระยะสุดท้าย การใช้โพรไบโอติกอาจเพิ่มโอกาสในการป่วยได้ 


การใช้โพรไบโอติกต่างๆสำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ป่วยที่มีลำไส้รั่ว ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อและภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารเสริมภายใต้สถานการณ์เหล่านี้


หากกำลังรับเคมีบำบัด ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเพิ่งผ่าตัดควรรอจนกว่าจะหายเป็นปกติก่อนที่จะเริ่มรับประทานโพรไบโอติก









ที่มา 

When Probiotics Are Bad For You - Heart to Heart Medical ...hearttoheartmedicalcenter.com › Blog

5 Possible Side Effects of Probiotics - Healthlinewww.healthline.com › nutrition › probioti...


Probiotics, Prebiotics & Synbiotics: Benefits, Definition, Side ...www.medicinenet.com › probiotics › article


Could You Benefit From a Probiotic Supplement? | Everyday ...www.everydayhealth.com › digestive-health


โพรไบโอติกส์ - โรงพยาบาลนนทเวชwww.nonthavej.co.th › Probiotics

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564

ความชราที่มาไม่ถึง Ep.1


ร่างกายมนุษย์แต่ละคนเกิดมามีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน นิสัยใจคอแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ อวัยวะทุกส่วนมีความทนทานอย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ตับ ไต ปอด กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ สายตา ฯลฯ เราต้องใช้อย่างทะนุถนอม ไม่ใช้ตะบี้ตะบันใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เช่น ใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์ทั้งวันหรือโทรศัพท์มือถือทั้งคืนแถมปิดไฟมืดอีกต่างหาก ส่งผลให้เกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อมไปจนถึงจอประสาทตาเสื่อมได้ หรือรับประทานอาหารเกินความต้องการจนเกิดโรคอ้วน ส่งผลให้ข้อเข่าต้องแบกรับน้ำหนักตลอดเวลาจนเกิดข้อเข่าเสื่อมตามมาในที่สุด


อาหารสุขภาพคือ อาหารที่กินได้ทั้งคนป่วยและคนปกติ คนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง มักจะได้รับคำแนะนำว่า ห้ามกินอะไร แต่ไม่เคย

ได้รับคำแนะนำว่าควรกินอะไร 


1. กินน้อยแก่ช้า กินมากแก่เร็ว ควรกินอาหารเพียงวันละสองมื้อบ้าง แม้จะทำไม่ได้ทุกวันก็ยังดี

2. แป้งที่ดีคือแป้งที่มีกากใย เช่น มันเทศ ฟักทอง แครอท และธัญพืช

3. น้ำตาลคือยาพิษ ควรลดปริมาณของหวานลง นมวัวรสจืดก็

มีน้ำตาลรสจืด ที่มีชื่อว่า แลคโตส

4. ผลไม้มีวิตามิน แต่ก็มีน้ำตาลสูง ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรปั่นน้ำผลไม้ดื่มเป็นประจำเพราะจะทำให้ได้น้ำตาลมากเกินไป


5. ควรกินผักหลากสีเพื่อให้ได้วิตามินหลากหลาย ควรล้างผักด้วย น้ำส้มสายชูหรือเบคกิ้งโซดา(Baking Soda) หากเป็นไปได้ เลือกผักปลูกดินด้วยวิธีการเกษตรอินทรีย์ ที่เรียกว่า ผักออร์แกนิค

6. กินไข่ได้ทั้งฟอง ทั้งไข่ขาวและไข่แดง ไข่แดงมีวิตามินเกือบครบถ้วน และไม่ได้ทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูง

7. ใช้น้ำมันมะกอกและน้ำมันรำข้าวในการประกอบอาหาร เพราะมีกรดไขมันโอเมก้า 9 สูง ช่วยลดการอักเสบ เลี่ยงไขมันจากสัตว์และไขมันจากถั่วเหลืองเพราะมีสารที่เพิ่มการอักเสบสูง


8. กินธัญพืชและผักที่ปลูกจากดินเพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุอย่างเพียงพอ ธัญพืชยังมีกรดไขมันโอเมก้า 9 วิตามินอี และวิตามินบี

9. กินอาหารด่าง คืออาหารมังสวิรัติ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ร่างกายเป็นกรด เช่น ไขมันสัตว์ รวมทั้งนม เนื้อสัตว์ และของหวานรวมถึงช็อกโกแลต

10. ไม่ควรดื่มน้ำที่ผ่านการกรองด้วยกระบวนการรีเวอร์ส ออสโมซิส ที่รู้จักกันในนามว่า น้ำอาร์โอ และไม่ควรดื่มน้ำอัดลม(รวมทั้งน้ำอัดลมที่ปราศจากน้ำตาล) เพราะมีความเป็นกรดสูงมาก

11. ดื่มน้ำแร่หรือน้ำด่าง น้ำแร่มีความเป็นด่างสูงและยังช่วยเสริมแร่ธาตุให้กับร่างกาย การดื่มน้ำมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำที่มีความเป็นด่าง ช่วยกำจัดสารพิษและชะลอไตเสื่อม

12. หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป

13. หลีกเลี่ยงอาหารใส่ผงชูรส ซึ่งมักจะอยู่ในอาหารสำเร็จรูป สารปรุงแต่งรสอาหาร น้ำจิ้ม และน้ำซุป

14. หลีกเลี่ยงอาหารที่หุงต้มด้วยความร้อนสูงอยู่เป็นเวลานาน ๆ และไม่ควรทำอาหารด้วยการใช้เครื่องไม่โครเวฟอยู่เป็นประจำ

15. กินวิตามินเสริมอย่างถูกหลัก เพราะเราไม่มีทางกินอาหารให้ได้วิตามินอย่างครบถ้วน






ที่มา :

คนไม่อยากแก่ โดย ดร.นพ.พัฒนา เต็งอำนวย

ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม