บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หัวบีท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หัวบีท แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

บีทรูทพืชใต้ผิวดินกับการลดสิวอักเสบ





บีทรูทเป็นพืชเมืองหนาว มีรากสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน  ซึ่งประกอบไปด้วยไฟโตเคมีคอล (phytochemical) ให้สารอาหาร ทั้งวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น ไนเตรท(nitrates),บีเทน (betaines), แมกนีเซียม (magnesium) ธาตุเหล็ก (iron) และโฟเลท (folate) ซึ่งจะให้กรดโฟลิกจากธรรมชาติให้กับร่างกาย 


บีทรูท(Beetroot) ลักษณะเป็นทรงกลมป้อมๆ มีหลายสายพันธุ์

เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 3-4 เซนติเมตร เนื้อภายในจะอวบน้ำ มีสีแดงเลือดหมู สีม่วงแดง และสีเหลือง 


บีทรูทสายพันธุ์ที่ปลูกในต่างประเทศ จะมีขนาดเล็กเท่ามะเขือเทศสีดาที่ใช้ทำส้มตำจนถึงขนาดเท่ามะเขือเทศท้อ มีรสหวาน(แป้งเคยดื่มน้ำบีทรูทที่นำเข้าจากออสเตรเลีย รสหวานและมีกลิ่นดินบางๆ) แต่พันธุ์ที่ปลูกมากในไทย ขนาดจะใหญ่มากๆเท่าที่เคยเห็นคือ ลูกละกิโลกว่าและมีกลิ่นดินค่อนข้างแรง(ไม่ว่าจะล้างด้วยการแช่เกลือหรือเบกกิ้งโซดา กลิ่นดินก็ไม่จางหาย) 


หลักการเลือกบีทรูท ควรเลือกหัวที่มีขนาดเล็ก เพราะมีเนื้อละเอียดและให้รสหวานมากกว่าบีทรูทขนาดใหญ่ มีผิวตึงไม่เหี่ยว จับดูแล้วไม่นิ่ม หัวบีทที่ยังสดอยู่มักมีใบติดมาด้วย

 

ต้นกำเนิดของพืชชนิดนี้อยู่ทางยุโรปแถบเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อนำมาปลูกในประเทศไทยจึงนิยมนำมาปลูกทางภาคเหนือ


น้ำบีทรูท 100 มล. มีพลังงาน 29 แคลอรี่ ไม่มีไขมัน มีสารอาหารดังต่อไปนี้


 โปรตีน 0.42 กรัม 

 คาร์โบไฮเดรต 7.50 กรัม

 น้ำตาล 5.42 กรัม

 ไฟเบอร์ 0.40 กรัม


บีทรูทมีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ได้แก่ 


โฟเลต มีความสำคัญต่อการทำงานของ DNA และเซลล์ต่างๆ

วิตามิน B-6 ช่วยเผาผลาญสารอาหารและการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

แคลเซียม แร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกระดูก

ธาตุเหล็ก ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย


บีทรูทอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์เม็ดเลือดแดง  หากไม่มีธาตุเหล็ก เซลล์เม็ดเลือดแดงจะไม่สามารถขนส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกายได้


ผู้ที่มีระดับธาตุเหล็กต่ำ บางครั้งอาจมีภาวะที่เรียกว่าโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก  การเพิ่มแหล่งธาตุเหล็กในอาหารสามารถลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ได้


แมกนีเซียม แร่ธาตุที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท

แมงกานีส มีส่วนช่วยในการควบคุมการเผาผลาญสารอาหารและระดับน้ำตาลในเลือด

ฟอสฟอรัส สารอาหารที่จำเป็นสำหรับฟัน กระดูก และการซ่อมแซมเซลล์

ทองแดง มีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน กระดูก หลอดเลือด และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

สังกะสี ช่วยสมานแผล ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นการเจริญเติบโต


มีประโยชน์อย่างไร


1.ลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ โดยสารประกอบไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) (ไนเตรทในบีทรูทจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไนตริกออกไซด์ในร่างกาย) มีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่าย


2.ลดไขมันในตับ บีทรูทจะช่วยส่งเสริมการทำงานของตับและลดความเสี่ยงต่อโรคตับ เนื่องจากมีสารบีทานินในปริมาณมาก (สีแดงของบีทรูทเป็นสารประกอบบีเทน (betaines) เช่น บีทานิน (betanin) สารนี้ไม่ถูกเมตาบอไลต์ในร่างกาย หากกินปริมาณมากอาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดง หากพบในปัสสาวะ เรียกว่า beeturia ซึ่งมีลักษณะคล้ายมีเลือดออกในปัสสาวะ (hematuria)  แต่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย) อาจช่วยป้องกันหรือลดการสะสมไขมันในตับ 


อีกทั้งยังมีรายงานผลการทดลองในสัตว์และการศึกษานำร่องที่ระบุผลว่า สารบีทานินมีผลต่อการลดไขมันในผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ ชนิดที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์


3.ลดความดันโลหิต บีทรูทเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารไนเตรท(มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต) เปลี่ยนเป็นไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ขยายหลอดเลือด มีผลทำให้ความดันโลหิตลดลง 


จากการศึกษาพบว่า บีทรูทสามารถลดความดันโลหิตได้ถึง 4-10 mmHg ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ระดับไนเตรทในเลือดยังคงสูงขึ้นประมาณหกชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารที่มี

ไนเตรท ดังนั้นบีทรูทจึงมีผลเพียงชั่วคราวต่อความดันโลหิต และจำเป็นต้องบริโภคเป็นประจำเพื่อให้ความดันโลหิตลดลงในระยะยาว

4. อาจเพิ่มสมรรถภาพของนักกีฬา

รายงานจากบีบีซี อ้างผลการศึกษาทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอกซิเทอร์ (Exeter U, UK) พบว่า การดื่มน้ำบีทรูทสร้างเสริมพละกำลังและมีความทนทานขึ้นจนอาจออกกำลังได้นานขึ้นถึง 16%


การศึกษานี้มีจุดอ่อนที่ทำในกลุ่มตัวอย่างน้อยมาก คือจำนวน 8 คน อายุ 19-38 ราย ให้ดื่มน้ำบีทรูทวันละ 500 มล.(0.5 ลิตร)เป็นเวลา 6 วันติดต่อกัน ก่อนทดสอบด้วยการขี่จักรยานออกกำลังกาย หลังจากนั้นทดสอบซ้ำด้วยการให้ดื่มน้ำแบลคเคอเรนท์แทน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างทำเวลาได้เร็วขึ้นประมาณ 2%, ความดันเลือดลดลง, ออกกำลังได้นานขึ้นถึง 16% 


ไนเตรทดูเหมือนจะส่งผลต่อสมรรถภาพของร่างกาย โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพของไมโตคอนเดรีย ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตพลังงานในเซลล์ของมนุษย์


สิ่งสำคัญคือ ต้องสังเกตว่าระดับไนเตรทในเลือดจะสูงสุดภายใน 2-3 ชั่วโมง ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพสูงสุด ควรบริโภคบีทรูท 2-3 ชั่วโมงก่อนฝึกซ้อมหรือแข่งขัน


5. อาจช่วยต่อสู้กับการอักเสบ

การอักเสบเรื้อรังเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคตับ และมะเร็ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่พบในสัตว์ทดลอง(หนู)


การศึกษาหนึ่งในมนุษย์ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม พบว่าแคปซูลเบตาเลน(Betalain)ที่ทำจากสารสกัดจากบีทรูทช่วยลดความเจ็บปวดและความไม่สบายในข้อเข่า(เบตาเลนเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมา

จากกรดอะมิโนไทโรซีน โดยจัดอยู่ในกลุ่มอินโดล ( Indole ) มีลักษณะเป็นสารสีแดง-เหลือง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบได้)


แม้ว่าการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า บีทรูทมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าบีทรูท

สามารถใช้เพื่อลดการอักเสบได้หรือไม่


6. อาจมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้ โดยมีลักษณะเฉพาะของการเจริญเติบโตของเซลล์ที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติต้านการอักเสบของบีทรูทได้นำไปสู่ความสนใจในความสามารถในการป้องกันมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม หลักฐานปัจจุบันค่อนข้างจำกัด


สารสกัดจากบีทรูทสามารถลดการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกในสัตว์ทดลอง(หนู)


การศึกษาหนึ่งในหลอดทดลอง โดยใช้เซลล์ของมนุษย์ พบว่าสารสกัดจากบีทรูทซึ่งมีสารเบตาเลนสูง ช่วยลดการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมากและเซลล์มะเร็งเต้านม


ผลข้างเคียง


1.แม้ว่าบีทรูทดีต่อสุขภาพและปลอดภัย แต่ในบางคนอาจมีอาการแพ้บีทรูทเช่นเดียวกับการแพ้ผักและผลไม้อื่นๆ


การแพ้บีทรูทมักเกิดจากการแพ้เกสรดอกไม้  อาการของการแพ้

บีทรูทอาจรวมถึงรอยแดง บวม หรือคันในปาก ลิ้น หรือลำคอ  ในคนส่วนใหญ่ อาการจะไม่รุนแรง แต่บางคนอาจมีปฏิกิริยารุนแรงซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะภูมิแพ้เฉียบพลัน


2.การกินบีทรูทที่มากเกินไปเรียกว่าบีทูเรีย(Beeturia)  เม็ดสีแดงเข้มในบีทรูทสามารถเปลี่ยนปัสสาวะเป็นสีแดงหรือสีชมพูได้ประมาณ 10 - 14 %ตามรายงานของ Medical News Today  โดยเปลี่ยนอุจจาระเป็นสีแดงดำเข้มใน 1-2 วันหลังรับประทาน


Beeturia เป็นลักษณะการเปลี่ยนสีของปัสสาวะหลังจากรับประทาน

บีทรูท  ปัสสาวะอาจมีตั้งแต่สีชมพูจนถึงสีแดงเข้ม ภาวะนี้อาจพบได้ทั่วไปในประชากรประมาณ 14% และมีความถี่เพิ่มขึ้นในผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก 


ส่วนใหญ่ beeturia เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งจะหายไปเองเมื่อลดการบริโภคน้ำบีทรูท


การดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำอาจส่งผลต่อสีของปัสสาวะและอุจจาระได้ เนื่องจากสีตามธรรมชาติในบีทรูท อาจสังเกตเห็นปัสสาวะสีชมพูหรือสีม่วง ซึ่งเรียกว่าบีทูเรีย(Beeturia) การเปลี่ยนแปลงของสีเหล่านี้เกิดขึ้นชั่วคราวและไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล


3.อาจเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไต เนื่องจากบีทรูทมีกรดออกซาลิกสูง ในบางคนการรับประทานอาหารที่มีออกซาเลตสูงอาจทำให้เกิดนิ่วในไต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรับประทานในปริมาณมาก


บีทรูทมีออกซาเลตสูงและสามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้

โดยเพิ่มการขับออกซาเลตในปัสสาวะ ซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนาของนิ่วแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ซึ่งบีทรูทเป็นหนึ่งในอาหารที่มีออกซาเลตสูง จะทำให้ร่างกายไม่ดูดซึมแคลเซียม เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วในไต หากมีนิ่วในไต 

ไม่ควรรับประทานบีทรูทในทุกรูปแบบ


3.บีทรูทอาจทำให้เกิดภูมิแพ้ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการแพ้แบบเฉียบพลันต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายมีความรู้สึกไวเกินไป


บางการศึกษาพบว่า เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเกิดลมพิษ (ผื่นแดงบนผิวหนังที่คันอย่างรุนแรง บางครั้งอาจนำไปสู่อาการบวมที่เป็นอันตราย)และโรคหอบหืดหลังจากกินบีทรูทที่ต้มแล้ว  นอกจากนี้ยังมีอาการลมพิษ จุกที่ลำคอและหลอดลมหดเกร็งอีกด้วย


4.บีทรูทมีไนเตรท จากการตีพิมพ์ของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐอเมริกา(Department of Health and Human Services : HHS)การได้รับไนเตรทในปริมาณสูงอาจทำให้ปวดท้อง ไนเตรทที่มากเกินไปสามารถนำไปสู่เมทฮีโมโกลบิน (ระดับเมทฮีโมโกลบินในเลือดสูงขึ้น) ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ขาดพลังงาน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ผิวรอบดวงตา ตา ปาก ริมฝีปาก มือ และเท้าเป็นสีฟ้าเทา


5.น้ำผลไม้อาจทำให้เกิดปัญหาในกระเพาะอาหาร บีทรูทมีเส้นใยมาก หากรับประทานมากจะส่งผลทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารและทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด จุกเสียด รวมถึงการเป็นตะคริวที่ท้อง


มีการวิจัยที่จำกัดและไม่มีคำแนะนำอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับ

ปริมาณน้ำบีทรูทที่ปลอดภัย  ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน

รับประทานบีทรูทในรูปแบบอาหารเสริม


6.ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ไม่ควรดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ความดันโลหิตลดต่ำลง ไนเตรทในน้ำบีทรูทส่งผลต่อความดันโลหิต  ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำหรือกำลังใช้ยาลดความดันโลหิตอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทาน

บีทรูท


7.บีทรูทมีสาร FODMAPs ในรูปของน้ำตาลฟรุกแทน (Fructan) ที่ช่วยให้แบคทีเรียในลำไส้เจริญเติบโต ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการท้องเสียหรือความผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้ในบางรายที่ร่างกายมีการตอบสนองไว เช่น ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน


8.ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานบีทรูท เพราะมีไนเตรทที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น เกิดอาการครรภ์เป็นพิษ และเกิดความเครียดระหว่างตั้งครรภ์ได้


เมื่อก่อนช่วงที่เป็นสิวอักเสบ 1-2 เม็ดที่เกิดจากประจำเดือน(ขณะนั้นยังมีผิวมัน)แป้งจะคั้นน้ำบีทรูท+ขมิ้นชัน(ใช้แบบผงป่น)+มะนาว อัตราส่วน 1 :1:1 คนให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด ทาครีมบำรุงผิวตามปกติ ใบหน้าจะเนียนนุ่ม ผิวหน้าเรียบ รูขุมขนกระชับอย่างเห็นได้ชัด ทาแป้งติดดีกว่าปกติ หน้าไม่มันเยิ้มระหว่างวันอีกด้วย

แต่ผลลัพธ์ที่ว่าจะอยู่เพียง 8-10 ชม.ถ้าไม่พอกหน้าซ้ำในวันต่อมา สภาพผิวจะเป็นเหมือนเดิมก่อนที่จะพอกหน้าด้วยบีทรูทค่ะ


ไม่พอแค่นี้ แป้งแบ่งน้ำบีทรูทปริมาณ 150 ml. จากการคั้นด้วยเครื่องแยกกาก รินใส่แก้วผสมกับนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม ค่อยๆจิบทีละนิดจนหมดแก้วหลังอาหารเช้า-เย็น ทำต่อเนื่อง 5-7 วัน สิวอักเสบยุบลงโดยไม่ทิ้งรอยดำ(บีทรูทเป็นพืชที่ดีต่อสุขภาพผิวเพราะช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง สามารถบรรเทาอาการของสิวอักเสบ)


หมายเหตุ ส่วนใหญ่ตามเว็ปไซต์ต่างๆมักจะแนะนำให้ดื่มน้ำบีทรูทตอนท้องว่างเพื่อประโยชน์สูงสุด แต่แป้งเคยเป็นกรดไหลย้อน(เป็นๆหายๆถ้าไม่กินอาหารเผ็ด ก็ไม่เป็น)

บีทรูทมีเส้นใยอาหารมาก จะส่งผลต่อระบบย่อยอาหารทำให้เกิดแก๊ส ปวดแสบท้อง ท้องอืดได้ ดังนั้นจึงดื่มน้ำบีทรูทหรือน้ำผลไม้หลังอาหารค่ะ


เกือบลืมเล่าว่าเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว สนุกกับการทำเบเกอรี่หลายอย่าง เช่น เค้กชิฟฟอน เค้กสปันจ์ ไวท์ชอคโกแลตชีสเค้ก ฯลฯ

ซึ่งชีสมีไขมันอิ่มตัวสูง แป้งกินไวท์ชอคโกแลตชีสเค้กเพียงชิ้นเดียวในตอนกลางวัน รุ่งขึ้นรู้สึกเจ็บหน่วงๆที่ใต้ริมฝีปาก คลำดูพบว่า นี่มันสิวหัวช้างนี่นา แป้งไม่เคยเป็นสิวหัวช้าง 10 กว่าปีแล้ว เมื่อก่อนนานๆปีจะเป็นบ้าง ทายาลดสิว 0.5%benzac ก็ไม่หาย ต้องเข้า

คลีนิกฉีดสเตียรอยด์สถานเดียว สิวจึงจะยุบ 


แต่ครั้งนี้ลองใช้วิธีดื่มน้ำบีทรูทครั้งละ 150 ml.ผสมนมเปรี้ยวหลังอาหารเช้า-เย็น+ทา benzac เช้า-เย็น วันต่อมาสิวหัวช้างยุบลงใต้ผิว แบบจับแล้วไม่เจ็บและหายไปภายใน 2 วันค่ะ


บางครั้งเบื่อผสมกับนมเปรี้ยว แป้งจะนำน้ำบีทรูทผสมกับ

น้ำแอปเปิ้ล น้ำสับปะรด รสชาติดีทีเดียว แถมช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้นด้วย น้ำบีทรูทคั้นแยกกาก สามารถเก็บในตู้เย็นได้ 7-10 วัน(ที่จริงควรคั้นวันต่อวันเพื่อประโยชน์สูงสุด แต่เหนื่อยกับการล้างเครื่องแยกกากทุกวัน เลยคั้นทีเดียวทีละ 5 กก.ได้น้ำบีทรูท 2.3 ลิตร)


หมายเหตุ 

สูตรพอกหน้าด้วยบีทรูท+ขมิ้นชัน+มะนาว เหมาะกับผิวมัน ผิวผสม ไม่เหมาะสำหรับผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย 


หากมีผิวแห้ง แนะนำบีทรูท+ข้าวโอ๊ตบดละเอียด+น้ำผึ้งหรืออะโวคาโด












ที่มา 


7 Side Effects Of Drinking Beetroot Juice In Excess - Stylecrazehttps://www.stylecraze.com › articles › seri...


Beetroot juice: 6 health benefits, nutrition, and how to use ithttps://www.medicalnewstoday.com › artic...


Beet Juice: 11 Health Benefits From Blood Pressure to ...https://www.healthline.com › food-nutrition


บีทรูทกับประโยชน์ต่อสุขภาพ - พบแพทย์https://www.pobpad.com › บีทรูทกับประโยชน์ต่อสุ


บีทรูท กินอย่างไร ให้ได้ประโยชน์ และดีต่อสุขภาพที่สุด? | HD สุขภาพ ...https://hd.co.th › ... › การกินเพื่อสุขภาพ


บีตรูต - วิกิพีเดียhttps://th.wikipedia.org › wiki › บีตรูต


https://www.healthline.com/nutrition/benefits-of-beets


Beetroot / หัวบีทหรือหัวผักกาดแดง - Food Wiki | Food Network ...http://www.foodnetworksolution.com › word › beet


ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม