บทความที่ได้รับความนิยม

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ซิงค์ ( zinc ) มีทั้งหมดกี่รูปแบบ


Zinc ( สังกะสี ) ในโลกนี้มีมากมายหลายรูปแบบ ถูกใช้ประโยชน์มากมายจนนับไม่ถ้วน ตั้งแต่สารประกอบอินทรีย์และอนินทรีย์ ซึ่งสังกะสีมุงหลังคาบ้าน ก็มีที่มาจากต้นกำเนิดแหล่งเดียวกัน เพียงแต่ใช้กระบวนการสังเคราะห์ต่างกันเท่านั้นเองค่ะ


สังกะสี ( Zinc ) คือธาตุที่มีหมายเลขอะตอม30 และสัญลักษณ์ : Zn


สังกะสีอยู่ในตารางธาตุหมู่ 12

ชื่อในภาษาอังกฤษ ( zinc ) มาจากภาษาเยอรมันว่า Zink เป็นธาตุประเภทโลหะ ที่มีความไวต่อปฏิกิริยาเคมีพอสมควรกับออกซิเจน และธาตุที่ไม่ใช่โลหะ


สังกะสีเมื่อทำปฏิกิริยากับกรดเจือจาง จะปล่อยก๊าซไฮโดรเจนออก แร่ธาตุชนิดนี้เป็นโลหะธาตุ มีลักษณะเป็นสีเงิน มันวาว นิยมนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมหลากหลาย เพื่อเป็นโลหะโครงสร้าง หรือโลหะผสมกับโลหะอื่น สำหรับประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ


นอกจากนี้สังกะสียังเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง พบได้ในร่างกายมนุษย์และสัตว์


มีประโยชน์อย่างไร


•เคลือบโลหะ เพื่อป้องกันสนิมและการกัดกร่อน เช่นกระเบื้องสังกะสี หรือกระเบื้องสังกะสีลูกฟูก เรียกกันในวงการช่างโลหะว่า เหล็กอาบสังกะสี หรือเหล็กชุบสังกะสี
•เป็นส่วนประกอบในโลหะผสม เช่น ใช้ทำของเล่น
•ใช้เป็นภาชนะของถ่านอัลคาไลน์
•สังกะสีเป็นสารอาหาร ที่พบมากในหอยนางรม และโปรตีน ถั่ว แอลมอนด์ เมล็ดฟักทอง และเมล็ดทานตะวัน[1]
•ซิงค์คาร์บอเนต ( ZnCO3 ) ใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมยา เช่น ยาทาแก้คันตามผิวหนัง

•ซิงค์ซัลไฟต์ ( ZnS ) ใช้เป็นสีขาวในอุตสาหกรรมยาง ใช้เคลือบเป็นฉากเรืองแสง ในหลอดฟลูออเรสเซ็นต์ของโทรทัศน์ และเป็นส่วนผสมของสีพรายน้ำ
•ซิงค์ไฮดรอกไซด์ ( Zn ( OH2 ) ใช้ในอุตสาหกรรมยาง
•ซิงค์คลอไรด์ ( ZnCl2 ) เป็นสารป้องกันเชื้อราในอุตสาหกรรมกระดาษ และไม้อัด
•ซิงค์ไพริดีนไธโอน ( zinc pyridinethione ) เป็นส่วนผสมในน้ำยาหรือแชมพูสระผมป้องกันรังแค โดยถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในแชมพูขจัดรังแคที่มีประสิทธิภาพ แม้ในระดับความเข้มข้นต่ำ


สังกะสีแบ่งออกเป็น 10 รูปแบบดังนี้

1.zinc chelate ( ซิงค์คีเลต )

แร่ธาตุสังกะสีในรูปแบบนี้จะผ่านกระบวนการ chelation ( คีเลชั่น ) คือสารอินทรีย์บางชนิดที่มีประจุสามารถดึงดูดและจับเอาโมเลกุลของสังกะสีมารวมอยู่ในสารอินทรีย์นั้นๆได้ ซึ่งจะทำให้ความเข้มข้นของสังกะสีนั้นเพิ่มขึ้น

ตัวอย่างเช่น กรดอะมิโนไกลซีน ( glycine ) และ เมทไธโอนีน ( methionine ) ซึ่งเป็นสารชีวโมเลกุลประเภทสารอินทรีย์มีหมู่ฟังก์ชั่น ที่สามารถแตกตัวให้ประจุบวกหรือลบ จึงช่วยให้ร่างกายดูดซึมสังกะสีเพิ่มขึ้นกว่าปกติ

นอกจากนี้ เอ็นไซม์บางชนิดจำเป็นต้องใช้อิออนของสังกะสีเป็นโคแฟกเตอร์ ( cofactor ) หรือตัวช่วยให้เอ็นไซม์นั้นๆทำหน้าที่ในการเร่งปฏิกริยาเคมีได้ดียิ่งขึ้น

2.zinc orotate ( ซิงค์ออโรเตท )

เกิดจากการที่ orotic acid ( กรดออโรติก ) ทำการ chelate หรือจับเอาอิออนของสังกะสีมารวมอยู่ในโมเลกุล ซึ่งร่างกายของมนุษย์จะดูดซึมเอาสังกะสีในรูปนี้ ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด และ zinc orotate ยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถปกป้องเซลล์จากการเกิด oxidative damage ได้ดีอีกด้วย

Zinc Orotate เป็นเกลือแร่ที่พบในร่างกายมนุษย์ โดยการติดตามปริมาณแร่ธาตุสังกะสี ผู้ค้นพบคือ Dr.Huns Nieper แพทย์นวัตกรรมชาวเยอรมัน

3.zinc picolinate ( ซิงค์พิโคลิเนต )

เป็นรูปแบบของสังกะสีที่ได้รับการคีเลต ( chelate )โดย กรด picolinic ในร่างกายมนุษย์ เพื่อให้ดูดซึมได้มากกว่ารูปแบบอื่นๆ

การดูดซึมของสังกะสีในร่างกายมนุษย์เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน เริ่มต้นจากปากจนถึงกระเพาะอาหารผ่านเยื่อหุ้มลำไส้ เข้าไปในกระแสเลือดและเซลล์แต่ละเซลล์

การศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน ค.ศ 1987 พบว่า สังกะสีพิโคลิเนต ( zinc picolinate ) มีการดูดซึมเพิ่มขึ้นมากกว่าสังกะสีซิเตรต ( zinc citrate ) และสังกะสีกลูโคเนต ( zinc gluconate ) ถึง 5 เท่า

นอกจากนี้ สังกะสีพิโคลิเนต ( zinc picolinate ) ช่วยในการควบคุมการเกิดสิวและสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้

4.zinc gluconate ( ซิงค์กลูโคเนต ) เป็นเกลือสังกะสีของกรดกลูโคนิก ( Gluconic acid )

zinc gluconate เป็นหนึ่งในรูปแบบที่นิยมมากที่สุดของสังกะสีในตลาดอาหารเสริม ถูกสร้างขึ้นโดยกระบวนการของการผลิตเชิงอุตสาหกรรม คือ กระบวนการหมักน้ำตาลกลูโคส ซึ่งดูดซึมง่ายและดูดซึมได้อย่างรวดเร็วเข้าสู่ร่างกาย โดยไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร

zinc gluconate สามารถพบได้ในวิตามินหลายชนิดและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ ดูดซึมในร่างกายประมาณ 14%

เป็นรูปแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจำพวกสังกะสี โดยกระบวนการผลิต zinc gluconate จะมีการนำเอาน้ำตาลกลูโคสไปผ่านกระบวนการหมัก ( fermentation ) ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นมี shelf-life ( อายุการเก็บรักษา ) ที่ยาวนานขึ้น

5.zinc acetate ( ซิงค์อะซีเตท ) อีกหนึ่งรูปแบบการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของสังกะสี นิยมใช้ในการสังเคราะห์สารเคมีและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ละลายได้ดีในน้ำและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ซิงค์อะซีเตท ( zinc acetate ) จะดูดซึมได้มากกว่าซิงค์กลูโคเนต ( zinc gluconate )

การศึกษาทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า รูปแบบนี้จะช่วยลดระยะเวลาของโรคไข้หวัดได้อีกด้วย

zinc acetate มักจะใช้เป็นส่วนผสมผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในช่องปากสำหรับการรักษาผู้ที่ขาดสังกะสี ยาสมานแผลในรูปแบบของครีม หรือใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะ เช่น erythromycin สำหรับการรักษาเฉพาะที่ของการเกิดสิว

6. zinc oxide ( ซิงค์ออกไซด์ )
คือสารประกอบสังกะสีพื้นฐานที่สุด มนุษย์ใช้ซิงค์ออกไซด์ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน รวมทั้งในครีมกันแดด, สี, การผลิตยางและสารเคมีเคลือบกระดาษ

zinc oxide ดูดซับแสงอัลตราไวโอเลต จึงนิยมใช้เป็นส่วนผสมในครีมกันแดด ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงมีประโยชน์ในการรักษาบาดแผลต่างๆ

นอกจากนี้ ยังช่วยในการดูดซับความชื้นจากบาดแผล และบางครั้งใช้ในเทปพิเศษที่ออกแบบ เพื่อช่วยให้นักกีฬาหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน

ดร. Marilynn Syrett กล่าวว่า ซิงค์ออกไซด์เป็นหนึ่งในส่วนผสมที่ปลอดภัยที่สุด สำหรับการปกป้องผิวจากอันตรายของรังสีอัลตราไวโอเลต ( UV )

หากรังสียูวีผ่านเข้าไปในผิวหนังและเนื้อเยื่อ จะเกิดความเสียหาย จนกระทั่งผิวแห้งและเร่งกระบวนการเกิดริ้วรอยเร็วขึ้น รังสีเหล่านี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนัง

ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของซิงค์ออกไซด์ สามารถกรองรังสียูวี จึงป้องกันผิวหนังไม่ให้ดำไหม้และเกิดความเสียหายระดับเซลล์ ผิวคนที่โดนแดดจัดเป็นเวลานาน จึงดำเป็นถ่านหุงข้าว ด้วยเหตุผลนี้ค่ะ

ซิงค์ออกไซด์ ( ZnO ) มีลักษณะสีขาว ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับผลิตสีเคลือบ สีทาบ้าน อุตสาหกรรมเซรามิก เป็นส่วนผสมในกระบวนการผลิตยาง พลาสติก เซรามิก แก้ว ซีเมนต์ สารหล่อลื่น กาว ฯลฯ

•สำหรับทางด้านยา ซิงค์ ออกไซด์จะใช้เป็นส่วนผสมในสูตรตำรับยาทาภายนอก เช่น คาลามายด์โลชั่น ( calamine lotion ) ผสมในแป้งเด็ก ครีมทาแก้ผื่นผ้าอ้อม แชมพูสระผมกันรังแค หรือขี้ผึ้งทายับยั้งเชื้อโรค

•ปัจจุบันมีการผลิตนาโนซิงค์ ออกไซด์ สำหรับใช้เป็นส่วนผสมของสูตรตำรับยา Ciprofloxacin โดยมีสรรพคุณช่วยให้ Ciprofloxacinออกฤทธิ์ได้ดีมากยิ่งขึ้น


ซิงค์ ออกไซด์ถูกบรรจุลงในบัญชียาหลักแห่งชาติของไทย โดยระบุเป็นส่วนประกอบของยาที่ทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น และเป็นยาเตรียมสำหรับงานทางทันตกรรมอีกด้วย

7.ซิงค์ซัลเฟต ( zinc sulfate )

คือการรวมกันของกำมะถันและสังกะสี ละลายน้ำได้ดี

zinc sulfate ใช้บ่อยที่สุดในผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพราะดูดซึมได้ง่าย แต่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร

ทางการแพทย์ใช้ zinc sulfate ในโรคทางดวงตาเพื่อลดอาการระคายเคือง เช่น ยาหยอดตา


ซิงค์ซัลเฟต ( zinc sulfate ) เป็นสารประกอบอนินทรีย์ ซิงค์ซัลเฟต ( ZnSO3 ) ส่วนมากจะใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ


ส่วนอีกรูปแบบสูตรทางเคมีคือ ZnSO4 มีการผลิตเพื่อนำมาเป็นยารักษาโรค ซึ่งต้องใช้ซิงค์ออกไซด์ ( ZnO ) ที่เป็นเกรดบริสุทธิ์ทำปฏิกิริยากับกรดซัลฟิวริก ( Sulfuric acid ) และน้ำ

ทางเภสัชกรรมนำมาผลิตเป็นยารับประทานและยาใช้ภายนอก

หลังการรับประทานซิงค์ซัลเฟต พบว่า ยานี้จะถูกกำจัดออกทางอุจจาระประมาณ 90% ที่เหลือจะขับออกทางปัสสาวะ

องค์การอนามัยโลกกำหนดให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบ และป่วยด้วยโรคท้องร่วง ต้องได้รับแร่ธาตุสังกะสี ( zinc ) เสริมการรักษาเป็นเวลา 10 - 14 วัน เพื่อลดอาการรุนแรงและป้องกันการกลับมาเป็นใหม่

กระทรวงสาธารณสุขของไทย บรรจุซิงค์ซัลเฟตลงในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยเป็นเกลือแร่กับผู้ป่วยที่ร่างกายขาดแร่ธาตุสังกะสี ใช้สนับสนุนการรักษาอาการท้องเสียในเด็ก ยาทารักษาผิวหนัง ยาหยอดตา เป็นต้น


8. Carnosine ถูกค้นพบในปี ค.ศ 1980 เป็นโมเลกุลขนาดเล็กประกอบด้วยกรดอะมิโน 2 ชนิดคือ ฮิสติดีนและอะลานีน จะพบระดับความเข้มข้นที่ค่อนข้างสูงในเนื้อเยื่อส่วนใหญ่,กล้ามเนื้อหัวใจ, ผิวหนัง กระเพาะอาหาร เส้นประสาทและสมอง

การศึกษาจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่า carnosine มีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก Carnosine ยังอาจทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท ( ส่งสารเคมีในระบบประสาท ) Carnosine ได้รับการเรียกว่า "สารอาหารอายุวัฒนะ"

เนื่องจากมีการศึกษาเนื้อเยื่อในห้องปฏิบัติการ แสดงให้เห็นว่ามันสามารถชะลอริ้วรอยและกระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์ผิวได้

carnosine ในร่างกายของมนุษย์ยังไม่ชัดเจนนัก ณ เวลานี้ แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นสารอาหารที่มีศักยภาพสูง

มีส่วนช่วยลดอาการปวดท้องที่เกิดจากเชื้อ Helicobacter pylori ( H.pylori ) กระตุ้นเยื่อเมือกในลำไส้ใหญ่และอาจป้องกันการสลายของกระดูก จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และโรคไขข้ออักเสบ รวมถึงการเสื่อมสภาพของกระดูกขากรรไกร

นอกจากนี้ อาจช่วยลดการสะสมไขมันในตับและบรรเทาอาการโรคไวรัสตับอักเสบซี

9.ซิงค์ซิเตรต ( zinc citrate )

ซิงค์ซิเตรตส่วนใหญ่ จะใช้ในผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับทันตกรรม เช่น ยาสีฟัน, น้ำยาบ้วนปากและโรคเหงือกอักเสบ สามารถลดหรือยับยั้งการก่อตัวของคราบฟันและหินปูน

zinc citrate ถูกนำมาใช้มากมายในผลิตภัณฑ์อาหารเสริม, อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มพลังงาน

10.ซิงค์แลคเตท ( zinc lactate ) มักจะเป็นส่วนผสมของยาสีฟันป้องกันกลิ่นปากหรือน้ำยาบ้วนปากเพื่อลดคราบหินปูน

แม้ว่าทุกประเภทของสังกะสี หากมีการคีเลต ( chelated ) จะเพิ่มการดูดซึมและแตกตัวในร่างกายมากขึ้น แต่นักวิจัยยังไม่เห็นด้วยกับรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยมีความเห็นแตกต่างกันไป จนกว่าการวิจัยในอนาคตจะให้คำตอบที่ชัดเจนกว่านี้

มีการวิจัยแสดงให้เห็นว่า zinc picolinate จะถูกดูดซึมได้ดีกว่าสังกะสีประเภทอื่น ๆ

ในขณะที่ศูนย์การแพทย์ทั่วโลก แนะนำ zinc orotate ว่าเป็นสังกะสีในรูปแบบการดูดซึมที่ดีที่สุด

การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน "วารสาร FASEB" เดือนมีนาคม 2008 สรุปได้ว่า zinc glycinate เพิ่มระดับความเข้มข้นของสังกะสีในเลือดดีกว่า zinc gluconate ซึ่งทั้งสองดีกว่า zinc picolinate

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นสังกะสีคีเลต มีหลายรูปแบบ แต่ควรเลือกชนิด ซิงค์พิโคลิเนต ( Zinc picolinate ) ซิงค์อะซิเตท ( zinc acetate ) ซิงค์ซิเตรท ( zinc citrate ) และกรดอะมิโนแอซิดคีเลต ( amino acid chelate ) ซึ่งดูดซึมง่าย ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร

ความจริงเราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่างก็ได้นะคะ บางทีอ่านแล้วมึนศีรษะ ก็ข้ามๆไปบ้าง แต่เผอิญว่า มี zinc รูปแบบหนึ่งที่ช่วยชะลอวัย ย้อนเวลาให้ผิวได้เป็นอย่างดี แป้งเห็นคุณสมบัติแล้วน่าสนใจมาก จึงเป็นที่มาของการทำ blog นี้ขึ้น กว่าจะเสร็จ ขอลาตายแป๊บ



ที่มา :

http://www.globalhealingcenter.com>Blog Home>Health Condition Articles

http://www.livestrong.com>Food and drink

https://en.wikipedia.org/wiki/carnosine

https://en.wikipedia.org/wiki/zinc-pyrithione

customers.nbci.com/~wenonah/hydro/picolina.htm

https://th.wikipedia.org>wiki>สังกะสี




วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560

เหตุผลที่คนเราต้องกินวิตามินทุกวัน



แป้งขออนุญาตนำบทความที่แป้งเป็นคนค้นคว้าและเขียนขึ้นมาคนแรกในเมืองไทย ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 หลังจากนั้นมีหลายเพจเฟซบุ๊กขายวิตามินต่างๆ และอีกหลายเว็ปไซต์ขายวิตามินมา copy ข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมด โดยให้เครดิตบ้าง ไม่ให้เครดิตบ้าง 

ส่วนใหญ่จะไม่ให้เครดิต แถมหลายคนก็ copy จากบล็อกแป้ง ไปเขียนเป็นบล็อกตัวเองอีกต่างหาก แม่เจ้า!!

แต่ก็ช่างเถอะค่ะ หากจะมีคนอีกหลายคนผ่านมาอ่าน แล้วได้ประโยชน์ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องค่าครึ่งชีวิต(half-life)ของวิตามินมากขึ้น 

หากเราต้องกินอาหารทุกวัน วิตามินก็จำเป็นต้องกินต่อเนื่องไปตลอดชีวิตเช่นกัน เหตุเพราะ วิตามินมีค่าครึ่งชีวิต ( half life) คือ เวลาที่ใช้สำหรับโมเลกุลที่จะได้รับการแบ่งย่อยและขับออกจากร่างกาย 

หมายความว่า ช่วงเวลาที่ระดับวิตามินลดลงเหลือครึ่งหนึ่งของระดับวิตามินเริ่มต้น และระดับวิตามินมีค่าเป็นศูนย์เมื่อใช้เวลาเท่ากับ 5 เท่า ซึ่งถือได้ว่า สั้นมากๆ ยกตัวอย่างเช่น

1.grape seed มี half life 7 ชั่วโมง 

แป้งกิน grape seed 300mg เมื่อเวลาผ่านไป 7 ชม. grape seed จะลดระดับเหลือ 150mg และหมดไปจากร่างกายโดยสมบูรณ์ คือ 7x5(เท่า) = 35 
หรือ เท่ากับ 1 วัน 11ชม.

2.วิตามิน N-Acetyl L-cysteine(NAC)มีค่าครึ่งชีวิต 6 ชั่วโมง 

แป้งกิน NAC 600 mg เมื่อเวลาผ่านไป 6 ชม. NAC จะลดระดับเหลือ 300 mg และหมดไปจากร่างกายโดยสมบูรณ์ คือ 6x5=30 ชม. เท่ากับ 1 วัน 6 ชม.

3.Alpha lipoic acid(ALA)มี half life 3 ชั่วโมง 

แป้งกิน ALA 600 mg เมื่อเวลาผ่านไป 3ชม. ALA จะลดระดับเหลือ 300 mg และหมดไปจากร่างกายโดยสมบูรณ์ คือ
3x5=15 ชม.เท่ากับ ครึ่งวันกว่าๆ

อธิบายได้ง่ายๆว่า ระดับวิตามินในกระแสเลือดจะลดลงจนมีค่าเท่ากับศูนย์ เมื่อเวลาผ่านไป 1วันกว่าๆ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระบบเมตาโบลิซึม (กระบวนการสังเคราะห์พลังงานจากอาหารและกระบวนการสลายโมเลกุล เพื่อให้ลำไส้เล็กดูดซึมได้ทันที) ของแต่ละคนไม่เท่ากันด้วยค่ะ

 จึงเป็นเหตุผลให้เราจำเป็นต้องกินวิตามินเติมเข้าไปทุกวัน  เพราะถ้าเราไม่กินวิตามินอย่างต่อเนื่อง กินๆหยุดๆ เท่ากับ ต้องเริ่มต้นใหม่ ในการสะสมระดับวิตามินในกระแสเลือด นั่นเอง










ที่มา

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

6 วิตามินที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

มีใครเคยคิดสงสัยบ้างหรือไม่ว่า ทำไมคนบางคนถึงได้เจ็บไข้ได้ป่วยอยู่แทบตลอดเวลา เข้าโรงพยาบาลทุก 2 เดือน หรือป่วยกระเสาะกระแสะ เป็นไข้ เจ็บคอ อยู่บ่อยๆ มีหนึ่งเหตุผลคือ อาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน นั่นเอง

คนที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น พืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชสมุนไพร อาหารปรุงสดใหม่ ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทั้งหลาย เช่น อาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋องฯลฯ มักจะได้รับคุณค่าเต็มเปี่ยมจากสารอาหาร โดยกระบวนการย่อยอาหารซึ่งเป็นกระบวนการทางเคมีชีวภาพเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปสาร รวมถึงแยกย่อยโดยการทำงานของเอนไซม์ ให้มีขนาดเล็กลงและมีโครงสร้างทางเคมีที่ง่ายขึ้น เช่น อาหารประเภทโปรตีนจะถูกย่อยให้เป็นกรดอะมิโน อาหารประเภทไขมันจะถูกย่อยกลายเป็นกรดไขมัน เพื่อให้ง่ายต่อการดูดซึมที่ลำไส้เล็กต่อไป  ส่งเสริมให้ระบบภูมิต้านทานในร่างกายสูงขึ้น จึงห่างไกลจากความเจ็บป่วยและการอักเสบทั้งหลายทั้งปวง

การอักเสบ (Inflammation) เป็นการตอบสนองทางชีวภาพที่ซับซ้อนของเนื้อเยื่อหลอดเลือดต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตราย เช่น เชื้อโรค เซลล์ที่เสื่อมสภาพ หรือการระคายเคือง ซึ่งเป็นความพยายามของร่างกายที่จะนำสิ่งกระตุ้นดังกล่าวออกไปและซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย

 การอักเสบไม่ใช่อาการของการติดเชื้อ แม้ว่าการอักเสบหลายๆ ครั้ง มักเกิดขึ้นจากการติดเชื้อ เพราะการติดเชื้อเกิดจากเชื้อโรคภายนอกร่างกาย แต่การอักเสบคือการตอบสนองของร่างกาย เพื่อต่อต้านเชื้อโรคหรือต่อปัจจัยอื่นๆ เช่น การบาดเจ็บ สารเคมี สิ่งแปลกปลอม หรือภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง

การอักเสบเป็นรากของโรคเรื้อรังหลายชนิด ไม่เพียงแต่ข้ออักเสบหรือโรคหอบหืดเท่านั้น การอักเสบในระดับต่ำๆแต่เรื้อรัง อาจเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ อัลไซเมอร์ มะเร็งบางชนิด แม้กระทั่งโรคอ้วนหรือโรคเบาหวาน 

งานวิจัยศึกษาโดยนายแพทย์พอล ริดเคอร์ จากวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ใช้การตรวจเลือดแบบแม่นยำเป็นพิเศษ เพื่อตรวจวัดระดับของซีอาร์พี(CRP: C-reactive protein )
ซึ่งเป็นโปรตีนในเลือดที่ก่อให้เกิดและบ่งบอกถึงระดับการอักเสบในร่างกาย พบว่า ระดับการอักเสบในร่างกายที่เพิ่มขึ้น มีทำให้ความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลันเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า

 ระดับของซีอาร์พี(CRP)ที่สูงในเลือด พบในโรคเรื้อรังหลายชนิดรวมเรียกว่า กลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ

แจ๊ค ชาลเล็ม ผู้ประพันธ์หนังสือ The Inflammation Syndrome กล่าวว่า การอักเสบที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย ในคนอ้วนและผู้ที่เป็นเบาหวานนั้น ก่อให้เกิดการอักเสบของผนังเส้นเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ 

การอักเสบอาจเกิดขึ้นได้เมื่อร่างกายเกิดการบาดเจ็บ มีภาวะเจ็บป่วยและความเครียดสูง อย่างไรก็ตามอาจเกิดจากการรับประทานอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

การออกกำลังกายสม่ำเสมอ รวมถึงการพักผ่อนนอนหลับสนิทตลอดคืนและการจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ระบบที่ส่งเสริมและต่อต้านการอักเสบของร่างกายเสียสมดุล แต่ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยต้านการอักเสบ ซึ่งจะช่วยคืนความสมดุลให้เกิดขึ้นกับร่างกายได้

6 วิตามินที่ช่วยลดการอักเสบ 

1. กรดอัลฟ่าไลโปอิก (Alpha lipoic acid)เป็นกรดไขมันที่ร่างกายสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีภาวะอ่อนแอ เจ็บป่วยเรื้อรัง จะสร้างน้อยลง 

มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญและการผลิตพลังงาน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระปกป้องเซลล์จากความเสียหายและช่วยฟื้นฟูระดับสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ เช่นวิตามิน C และ E 

มีงานวิจัยศึกษาแสดงให้เห็นว่า กรดอัลฟาไลโปอิค ช่วยลดการอักเสบที่เชื่อมโยงกับความต้านทานต่อโรคมะเร็ง โรคตับ โรคหัวใจและความผิดปกติอื่นๆ

นอกจากนี้กรดอัลฟาไลโปอิค อาจช่วยลดระดับการอักเสบหลายแห่งทั่วร่างกาย

ปริมาณที่แนะนำ: 300-600 มก. ต่อวัน ไม่มีรายงานใด ๆ เกี่ยวกับผู้ที่รับประทานกรดอัลฟ่าไลโปอิค 600 มก. นานถึง 7 เดือน

2. Curcumin(ขมิ้นชัน)
พืชสมุนไพรที่มีมากว่า 4000 ปี ใช้ล้างพิษและบำรุงตับในอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ถือได้ว่า เป็นราชินีแห่งสมุนไพรทั้งปวง ส่วนเมืองไทยเรียกว่า ขมิ้นชัน 

ในขมิ้นชันมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับมาช้านานอีกตัวหนึ่ง คือ curcuminoid ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถยับยั้งอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย ปกป้องเนื้อเยื่อและซ่อมแซม ส่วนของเซลล์ที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระได้อย่างดีเยี่ยม

Curcumin เป็นส่วนประกอบของเครื่องเทศขมิ้น มีหลากหลายประโยชน์ต่อสุขภาพ สามารถลดการอักเสบในโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคลำไส้อักเสบและโรคมะเร็ง

ขมิ้นชัน ยังดูเหมือนจะเป็นประโยชน์มากสำหรับการลดการอักเสบและบรรเทาอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 

จากการศึกษาแบบ randomized controlled trial พบว่าคนที่เป็นโรค metabolic syndrome(คือกลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งพบร่วมกันได้บ่อย ความผิดปกติดังกล่าวได้แก่ความผิดปกติของไขมันในเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล)ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร curcumin มีระดับCRPและMDAลดลง อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก 

ปริมาณที่แนะนำ: 100-500 มก.ต่อวัน

3. น้ำมันปลา(fish oil)เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดี ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ประกอบด้วย

3.1 eicosapentaenoic (EPA) ช่วยลดการอักเสบและความเสื่อมของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขข้ออักเสบ 

3.2 docosahexaenoic (DHA) มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการทำงานของสมอง ระบบประสาท เพิ่มหน่วยความจำ และพัฒนาการเรียนรู้ รวมถึง retina ที่ช่วยในการมองเห็น ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ DHA จึงถูกผสมในนมผงเลี้ยงเด็กหลากหลายยี่ห้อในเมืองไทย

4. ขิง(ginger)เป็นพืชสมุนไพรที่มีมายาวนานในประเทศจีนและเอเชีย นิยมใช้เป็นประจำในการรักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อและคลื่นไส้ รวมทั้งอาการแพ้ท้องในหญิงตั้งครรภ์

ส่วนประกอบที่สำคัญของขิงคือ gingerolและzingerone อาจลดการอักเสบที่เชื่อมโยงกับอาการลำไส้ใหญ่บวม ความเสียหายต่อไต โรคเบาหวานและมะเร็งเต้านม 

การศึกษาหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม ได้รับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขิงมีระดับ CRP และ IL-6(interleukin-6 เป็นสารโปรตีนขนาดเล็ก โดยเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายสร้างขึ้น)ลดลง โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย

ปริมาณที่แนะนำ: 1 กรัมต่อวัน แต่ไม่เกิน 2 กรัม ถือว่าปลอดภัย 

5.Wobenzym คือสูตรเอนไซม์เฉพาะของระบบย่อยอาหารมานานหลายทศวรรษ โดดเด่นที่สุดในด้านกระดูกและการอักเสบ (การอักเสบเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ระบบภูมิคุ้มกันและต่อต้านการอักเสบในร่างกายเสียสมดุล)

เอนไซม์มีความจำเป็นต่อการย่อยอาหาร นำพาวิตามิน เกลือแร่ กรดอะมิโนเข้าสู่ร่างกาย เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกาย ถูกทำลายได้ด้วยความร้อน

เอนไซม์แต่ละชนิดทำงานกับอาหารแต่ละประเภท แยกเป็นอิสระ ในภาวะที่ร่างกายขาดเอนไซม์ตัวใดตัวหนึ่งจะส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงรุนแรง

โดดเด่นมากที่สุดในด้านสุขภาพของกระดูก เอ็น กล้ามเนื้อ เป็นที่รู้จักในเยอรมนีมากกว่า 40 ปี ประกอบด้วย พลังเอนไซม์จากพืช เอนไซม์ตับอ่อนและสารต้านอนุมูลอิสระ ถือได้ว่าเป็นเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในระบบย่อยอาหารแบบองค์รวม ส่งเสริมและเกี่ยวข้องเกือบทุกกระบวนการภายในร่างกาย ตั้งแต่การหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ จนถึงส่งเสริมภูมิคุ้มกัน

ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีพันเอนไซม์ช่วยขับสามล้านปฏิกิริยาทางเคมีทุกวินาที 

มีฤทธิ์ป้องกันการอักเสบและความเสียหายระดับเซลล์ รวมถึงช่วยลดอาการปวดบวมช้ำหลังการผ่าตัด

Joseph Brasco M.D. แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินอาหารในอลาบามา สหรัฐอเมริกา ได้แนะนำให้ผู้ที่เข้าแข่งขันไตรกีฬารวมถึงคนไข้ กินเอนไซม์ wobenzym เป็นเวลานานกว่าทศวรรษ

ปริมาณที่แนะนำ : 3-6 เม็ดต่อวัน สูงสุด 12 เม็ดต่อวัน

6.เห็ดหางไก่งวง(turkey tail)อุดมไปด้วยสารประกอบโพลีแซคคาไรด์ ( polysaccharide ) เช่น เบต้ากลูแคน ( beta glucans ) arabinoxylanes, glucose , xylose, mannose

เห็ดหางไก่งวง มีสารประกอบที่เรียกว่า PSK ( Polysaccharide Krestin ) เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ( แป้งและน้ำตาล ) ละลายน้ำได้ มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในการต้านมะเร็ง ป้องกันการลุกลามของมะเร็งและฟื้นตัวจากมะเร็งได้อย่างรวดเร็ว ช่วยบรรเทาผลข้างเคียงจากการใช้เคมีบำบัดหรือรังสีรักษา  

มีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด ( พบในหลอดทดลอง )  มีการศึกษาในนำร่องมนุษย์พบว่า อาจลดการเกิดซ้ำของโรคมะเร็ง

เห็ดหางไก่งวงใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆหลายร้อยปีในเอเชีย ยุโรปและชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาเหนือ โดยถูกต้มเป็นชาสมุนไพรจีน มีชื่อเรียกว่า Yun zhi ต้นศตวรรษที่15 ในช่วงราชวงศ์หมิงประเทศจีน 

นักวิจัยมหาวิทยาลัย Bastyr มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ ผู้นำด้านนวัตกรรมส่งเสริมสุขภาพอันดับหนึ่งในอเมริกา อยู่ใกล้กับการค้นพบว่า เห็ดหางไก่งวง ( Tremates versicolor ) สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัด จากการได้รับทุนส่งเสริมจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกา ( NIH ) เทียบเท่ากระทรวงสาธารณสุขของไทย

ในประเทศญี่ปุ่น เห็ดหางไก่งวงมีชื่อเรียกว่า Karawatake รักษาโรคมะเร็งอย่างแพร่หลายมานานกว่า 30 ปี อนุพันธ์เห็ดหางไก่งวงในประเทศญี่ปุ่น ผลิตโดยการสกัดน้ำร้อน

ในผู้ป่วยที่ได้รับ PSK ( polysaccharide Krestin ) อย่างต่อเนื่อง มีงานวิจัยแสดงให้เห็นถึงอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง 5 ปีหรือมากกว่านั้น โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร/ลำไส้ใหญ่/หลอดอาหาร/เต้านม และมะเร็งปอด ในการทดลองทางคลีนิกของประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปีค.ศ 1970 เป็นต้นมา

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารมะเร็ง peer-review ISRN  ของมหาวิทยาลัย Bastyr และมหาวิทยาลัยมินนิโซต้า สหรัฐอเมริกาพบว่า อาหารเสริมเห็ดหางไก่งวง อาจสนับสนุนการรักษาโรคมะเร็งเต้านม โดยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย กล่าวคือ สามารถเพิ่ม NK ( natural killer cell  เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเป็นหลัก )
และ CD8+T (T suppressor หรือ CD8 มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม รวมถึงยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว ไม่เช่นนั้น จะเกิดความเสียหายต่อร่างกายจากการทำงานที่เกินเลยของระบบภูมิคุ้มกัน )  อย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ นักวิจัยได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาแห่งอเมริกา ใช้เห็ดหางไก่งวง ทดลองทางคลีนิกโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในช่วงต้นปี 2013 โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ พัฒนาการรักษาโรคมะเร็งโดยไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้สุขภาพทรุดโทรม จากยาเคมีบำบัด

ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน 300%โดยเฉพาะในผู้ป่วยมะเร็งมากถึงร้อยละ 97 และส่งเสริมการทำงานของไต จึงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ โดยสามารถลดค่าไตที่สูงลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยไม่ต้องฟอกไต

ปริมาณที่แนะนำ รับประทานครั้งละ 1 เม็ด สูงสุดวันละ 2 เม็ด 












ที่มา :
www.doctor.or.th>metabolic syndrome

วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

fit bar chocolate กับน้ำหนักที่ลดลง

คนที่มีความสุขกับการกิน ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเข้าปาก มักจะเอร็ดอร่อยเสมอ บางทีกินแค่นิดเดียว แต่น้ำหนักขึ้นเอาๆ พยายามลดการกินลง แต่ไม่ได้ผลเลย น้ำหนักยังขึ้นต่อเนื่องสม่ำเสมอ

Fit bar chocolate ยี่ห้อ alinen เป็นวิตามินลดน้ำหนักในรูปแบบช็อกโกแลตชิ้นเล็ก ลิขสิทธิ์และเทคโนโลยีจากประเทศอังกฤษ ผลิตในมาเลเซีย ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ100% ปราศจากสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย 

LeptiCore®เป็นส่วนผสม nutraceutical ซึ่งประกอบด้วย polysaccharides กรดไขมันจำเป็น สารสกัดจากทับทิมและเบต้าแคโรทีน สาหร่ายสีน้ำตาลและสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว
ส่วนประกอบทุกอย่างล้วนแต่สกัดมาจากธรรมชาติทั้งสิ้น

มีประโยชน์อย่างไร

1.ช่วยควบคุมความอยากอาหาร ทำให้ไม่หิว แต่ร่างกายมีพลังงานเพิ่มขึ้นจากส่วนประกอบสำคัญคือ สาหร่ายสีน้ำตาล จึงไม่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า 

2.ช่วยให้มีการเผาผลาญอาหารได้ดียิ่งขึ้น
3.ส่งเสริมความแน่นกระชับของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะต้นแขน น่อง สะโพก
4.ช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างคงตัว แขนและขามีความกระชับ แน่น ไม่ย้วยเผละเหมือนยาลดน้ำหนักทั่วไป
5.ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือด
6.ช่วยส่งเสริมเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆให้มีความสมดุล
7.ส่งเสริมความคิดเชิงบวกและอารมณ์ โดยปรับอารมณ์ให้แจ่มใส
8.กระตุ้นการขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย
9.ปรับระบบลำไส้และระบบย่อยอาหาร
10.ลดการเกิดแก๊สในลำไส้
11.ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
12.ต้านอนุมูลอิสระ
13.ป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
14.ลดการเกิดภูมิแพ้

เป็นอาหารเสริมที่จัดได้ว่า ปลอดภัยต่อสุขภาพในระยะยาว และเหนือกว่าอาหารเสริมลดน้ำหนักทั้งปวง ถึงแม้ว่า จะเลิกรับประทานไป ก็ไม่ทำให้เกิดอาการโยโย่(yoyo effect)แต่อย่างใด

แป้งทดลองกิน 1 เดือน กินช็อคโกแลตวันละ 1 ชิ้น 
โดยที่กินอาหารทุกอย่างตามปกติ ปรากฎว่า น้ำหนักลดลง 2 กก.รอบเอว-รอบสะโพกลดลง 2 นิ้ว 
ไม่มีอาการหิวกระหายน้ำ คอแห้ง จิตหลอนแต่อย่างใด คือแก้มผอมลง เหนียงน้อยๆที่เคยมี ก็พลอยหายไปด้วย

แป้งกินช็อกโกแลตแค่กล่องเดียว ก็เลิกกินเพราะเกรงว่าน้ำหนักจะลดลงไปมากกว่าเดิม เอาแค่อยากรู้ว่า ถ้าเราไม่ออกกำลังกายและควบคุมอาหาร กินแค่อาหารเสริม น้ำหนักจะลดลงได้จริงหรือไม่

บอกได้เลยว่า หากใจร้อนมองหาวิตามินหรือยาลดน้ำหนักที่มีขายตามท้องตลาดเมืองไทย เราไม่อาจแน่ใจได้ว่า แม้น้ำหนักจะลดลงเดือนละหลายกิโลจริง แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่ได้กลับมา อาจได้ไม่คุ้มเสีย เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์มีความบอบบางยิ่งนัก มีคนมากมายหลายคนต้องแลกด้วยชีวิตก็ถมเถ หลายคนเกิดอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หรือไม่ก็สูญเสียความทรงจำบางช่วงเวลาถาวร ตามข่าวที่เห็นหน้าหนังสือพิมพ์เยอะแยะไปค่ะ

ยังไงถ้าอยากมีรูปร่างที่งดงาม กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งแรง การออกกำลังกายก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ เว้นแต่ว่า อยากหาตัวช่วยที่ปลอดภัยต่อชีวิตในระยะยาวแถมมีที่ไหน นอกจากลดน้ำหนักยังช่วยลดการเกิดภูมิแพ้และต่อต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย ลองมองหา Fit bar chocolate ได้เลย น้ำหนักจะค่อยๆลดลงมาอย่างช้าๆแต่ชัวร์ ชาตินี้ไม่มีโยโย่แน่นอน ตอนนี้แป้งไม่ได้กิน Fit bar มา 3 เดือนแล้ว แต่น้ำหนักยังลดลงเท่าเดิม ไม่ขึ้นอีกเลย จนบัดนี้ค่ะ

http://jabushebeautyplus.weloveshopping.com/shop/showproduct.php?pid=28505703&shopid=284596
สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ 
hamercandysiam.lnwshop.com
tel.081-845-3461
ID line;  noi_nunoy2512

วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

กินวิตามินเยอะๆจะเป็นอันตรายต่อตับไตหรือไม่

มีคำถามมาค่อนข้างบ่อยมาก ว่ากินวิตามินเยอะๆจะเป็นอันตรายต่อตับไตหรือไม่

ที่ผ่านมาแป้งจะอธิบายอย่างละเอียดเพื่อให้ความเข้าใจตรงกัน แต่ไม่เคยนำข้อมูลตรงนั้นมาลง blog สักที

เมื่อใดก็ตาม ที่เรากินอาหาร ยา วิตามินผ่านทางช่องปาก เข้าสู่กระเพาะอาหาร(บริเวณนี้แทบไม่มีการดูดซึมสารอาหารหรือวิตามิน)จากนั้นจะไปต่อยังลำไส้เล็ก ซึ่งจะเป็นที่ดูดซึมสารอาหารและวิตามิน และถูกลำเลียงเก็บไว้ที่ตับ 

ตับมีหน้าที่สำคัญในขบวนการเมตาบอลิซึมหลายอย่างในร่างกาย เช่น การควบคุมปริมาณไกลโคเจนสะสม การสลายเซลล์เม็ดเลือดแดง การสังเคราะห์พลาสมาโปรตีน การผลิตฮอร์โมน และการกำจัดพิษ

นอกจากนี้ ตับยังช่วยย่อยอาหารโดยผลิตน้ำดี ซึ่งเป็นสารประกอบอัลคาไลน์ช่วยย่อยอาหาร โดยจะรวมตัวกับสารอาหารประเภทไขมัน จากนั้นจึงขับออกทางไตในรูปแบบของปัสสาวะ

จากเส้นทางการขับสารอาหาร ยา หรือวิตามินที่ไม่ถูกใช้เป็นประโยชน์ภายในเซลล์ เราจะเห็นว่า เซลล์ตับมีภาระหน้าที่อย่างหนักตลอดชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นการกินอาหาร ยา วิตามิน ยาสมุนไพรต่างๆ จะมีผลต่อตับและไตทั้งสิ้น

 ดังนั้นคนที่กินยาเยอะๆ ไม่ว่าจะยารักษาโรคประจำตัว ยาแก้ปวดไมเกรน ยาแก้ปวดประจำเดือน สารพัด รวมถึงวิตามินต่างๆ ควรพึงระมัดระวังด้วยนะคะ

โลกของวิตามินไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรมากมาย แต่ความรู้ที่มีให้อ่านทางอินเตอร์เน็ตที่เป็นภาษาไทย ไม่ได้เปิดกว้างสำหรับคนที่สนใจอยากศึกษาอย่างละเอียด 

แป้งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิตามิน ผ่านทางเว็ปไซต์ต่างประเทศเท่านั้น เพราะวิตามินคุณภาพดี ถูกผลิตในต่างประเทศมาเนิ่นนาน ไล่อ่านตั้งแต่ความเป็นมา รีวิว ส่วนผสมหลัก(active ingredients) ส่วนผสมอื่นๆ(other ingredients) อ่านจนรู้ว่า ชาวต่างชาติเค้าจะกินวิตามินแต่ละเม็ด จะค้นคว้าเยอะมากๆ อ่านงานวิจัยนั่นโน่นนี่อย่างละเอียดเลยค่ะ

อาจเพราะต่างประเทศ เช่นอเมริกา ค่ารักษาพยาบาลแพงระยับ แถมจะพบแพทย์ทั้งที จะต้องนัดล่วงหน้า ดังนั้นการกินวิตามินคุณภาพสูง จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการดูแล บำรุงสุขภาพและป้องกันโรคเบื้องต้น แต่แป้งก็อ่านเจอหลายคน ใช้วิตามินแทนยารักษาโรค เช่น ภาวะไขมันในตับ โรคหัวใจ กระเพาะอาหารอักเสบ ไทรอยด์ โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ 

มาถึงคำถามสำคัญที่ว่า ว่ากินวิตามินเยอะๆจะเป็นอันตรายต่อตับไตหรือไม่ 

คำตอบคือ หากเป็นวิตามินคุณภาพสูง ร่างกายจะดูดซึมได้หมด ไม่เหลือตกค้างใดๆ กลับกัน หากเรากินวิตามินด้อยคุณภาพ จะมีส่วนผสมเกรดไม่ค่อยดี แล้วร่างกายจะนำพาวิตามินไปใช้ได้อย่างไรในเมื่อในวิตามินเม็ดนั้น อัดแน่นด้วยส่วนประกอบที่เป็นผงแป้งหรือสารเติมเต็ม(filler)อย่างอื่น 

ดังนั้นจึงเป็นภาระแก่ตับไตในการขับออกอย่างแน่นอน ไม่รวมวิตามินปลอม อันนั้นหนักเลยค่ะ

วิตามินมีหลักเช่นเดียวกับยา คือ ไม่เก็บสะสมไว้ที่ร่างกายตลอดเวลา ต้องถูกขับออกจากร่างกาย เราจึงมีความจำเป็นต้องกินวิตามินอย่างสม่ำเสมอทุกวัน 

หากเราไม่เติมวิตามินลงไปให้ต่อเนื่อง ระดับวิตามินจะลดลงไปจนหมดจากร่างกาย ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเหมือนก่อนกินวิตามินค่ะ

ส่วนผลที่ได้จากการกินวิตามิน จะปรากฎชัดเจนภายในระยะเวลากี่วันกี่เดือนนั้น ไม่สามารถบอกได้อย่างตายตัวว่าเมื่อไหร่ เนื่องจากร่างกายแต่ละคน ไวต่อสิ่งกระตุ้นไม่เหมือนกัน ขึ้นกับอายุ การใช้ชีวิต ความเครียด การรับประทานอาหาร การพักผ่อนนอนหลับ ที่สำคัญที่สุดคือ ระดับอนุมูลอิสระ(oxidant)ที่มีอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนใหญ่ หากมีสุขภาพปกติหรือมีปัญหาสุขภาพและผิวพรรณไม่มาก มักจะเห็นผลภายใน 4-6 เดือน แต่หากมีอายุมาก กว่าจะเห็นผลชัดเจน ต้องกินวิตามินร่วมปีค่ะ

ส่วนตัวแป้งกินวิตามินมาเกือบ 6 ปีแล้วค่ะ กินต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก ตรวจสุขภาพทุกปี ผลเลือดทุกอย่างดีหมด ค่าตับไตเป็นปกติ 

ไม่แนะนำวิตามินที่ด้อยคุณภาพ ผลิตด้วยเกรดวัตถุดิบไม่ค่อยดีเพราะเรามีความจำเป็นต้องกินต่อเนื่อง การที่เราจะเลือกสรรอะไรก็ตามเข้าสู่กระเพาะอาหาร ควรมองหาสิ่งที่ดี มีประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายนะคะ 

อย่าลืม! ว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งสิ้น ยกเว้นสินค้าที่นำเข้าและผลิตในเมืองไทย มีหลายอย่างมากที่ราคาสวนทางกับคุณภาพค่ะ

ของดีไม่มีถูก ของถูกไม่มีดี หากเราไม่เคยกินวิตามินคุณภาพสูง จะไม่สามารถเปรียบเทียบกับวิตามินคุณภาพต่ำได้ แป้งเคยกินวิตามินทั้งสองแบบ จึงบอกได้ว่า มิน่าล่ะ! ราคาถึงได้ถูกเนอะ



เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ

คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื...

บทความยอดนิยม