บทความที่ได้รับความนิยม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ tretinoin แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ tretinoin แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ไขความลับเลเซอร์ ความจริงที่คุณควรรู้ (ตอนจบ)


  จากการทำเลเซอร์มาหลายๆครั้ง ทำให้ได้รู้สัจธรรมแห่งความงดงามว่า ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน เลเซอร์ก็เช่นเดียวกัน ตอนทำใหม่ๆ ใบหน้าเรียบเนียน สวยใสเหมือนวัยรุ่น ทาครีมอะไร หน้าก็เด้งไปหมด แต่พอหมดฤทธิ์การกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวชั่วคราว หน้าก็กลับสู่สภาพเดิม แต่จะหนักกว่าเดิมค่ะ เพราะขณะที่เลเซอร์(พลังงานความร้อนผ่าน)ผิวชั้นนอก(epidermis)ทะลุทะลวงถึงชั้นหนังแท้(dermis) ได้สร้างความเสียหายไว้กับผิวพอสมควร เพราะจะทำให้ผิวหน้าบอบบางเสียยิ่งกว่าผิวทารกเสียอีก ปราการที่คอยปกป้องผิวจะสูญเสียไป(ผิวจึงแห้งกร้าน บางคนลอกเป็นขุย) พอใบหน้าแห้ง สิ่งที่อันตรายมากที่สุดคือ พอใบหน้าถูกแสงแดด หรือโดนความร้อนจากการทำอาหาร ไดร์เป่าผม ฯลฯ  ผิวหน้าของเราจะดูดความร้อนมาสะสมไว้ นานวันเข้า กระ ฝ้าจึงมาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
                          
 แป้งสังเกตว่า ทำไมเรามีกระเพิ่มขึ้นกว่าปกติ นึกได้ว่าเพราะเลเซอร์นี่เอง ยังคิดเสียใจอยู่เลย ไม่น่าไปทดลองทำเลเซอร์ราคาถูกเลย ทำกับหมอเก่งๆ อย่าง นพ.รัสส์ภูมิ สุเมธิวิทย์ ก็ดีอยู่แล้ว เพราะแพทย์ที่เชี่ยวชาญและมากฝีมือ จะประเมินปัญหาหน้าของเรา แล้วจึงใช้ชนิดของเลเซอร์ให้เหมาะกับจุดบกพร่อง และตั้งค่าพลังงานให้เหมาะสมที่จะแก้ไขปัญหาผิวหน้า แต่ที่คนส่วนใหญ่เจอคือ ทำแล้วไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น 

ก็ด้วยเหตุผลที่แป้งเคยเขียนไว้ใน blog ที่ผ่านมา แพทย์ผิวหนังที่จบมาแต่ละปี มีจำนวนแค่ 80คนต่อรุ่น แล้วที่เราทำเลเซอร์กันโครมๆ จบ board ผิวหนังกันรึเปล่าน๊า หรือว่า??  ส่วนใหญ่ยังคงต้องใช้ทุนให้กับรัฐบาลอยู่ เพราะฉะนั้นปัญหาการขาดแคลนแพทย์จึงเป็นปัญหาระดับชาติ ซึ่งไม่เพียงแต่สาขาผิวหนังเท่านั้น สาขาอื่นๆก็เช่นเดียวกัน

                          
 จากนี้ แป้งคงไม่ข้องเกี่ยวกับเลเซอร์อีกต่อไป เพราะปัญหาหลุมสิว ได้ถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องทำให้ตัวเองสวยเพียงชั่วคราว(หลอกตัวเอง) แล้วทิ้งปัญหาผิวหน้าให้เรามหาศาลหรอกค่ะ ช่วงนั้นใบหน้าจะบอบบางมากกว่าปกติ เป็นปีนะคะ กว่าจะกลับคืนสมดุล ตอนนี้รู้สึกว่าผิวหนังไม่เหมือนเดิมเท่าไหร่ ปกติผิวหน้าแป้งแข็งแรงมาก แต่ scrub หน้านิดหน่อยก็แสบผิวแล้ว 

ประกอบกับอายุมากขึ้น ทุกอย่างเสื่อมโทรมไปหมด ไม่ใช่แป้งคนเดียวนะคะ แป้งเคยเห็นหน้าหมอผิวหนังชื่อดังที่มีอายุพอสมควร  น่าจะ(เกิน50ปี) เก่งด้วยนะคะ แป้งชอบอ่านหนังสือมากเลยค่ะ อ่านบทความเค้าอยู่บ่อยๆ  ปีที่แล้วหน้ายังเรียบสวยอยู่เลย แต่เห็นอีกที อ้าว!ทำไมหน้าดำ ฝ้า กระ เต็มไปหมด กลายเป็นคนละคนเลยค่ะ หากใครมาถามว่า "ทำเลเซอร์ดีมั๊ย" แป้งจะห้ามทันที หากมีผิวหน้าแห้งอยู่แล้ว ไม่สมควรอย่างยิ่ง เก็บเงินไว้ซื้อครีมลดริ้วรอยคุณภาพเยี่ยมดีกว่า วันหลังจะมาแนะนำให้ค่ะ เห็นผลชัดเจน ใครที่มีผิวแห้งจะยิ่งติดใจ แล้วไม่ต้องใช้ครีมหลายตัว ใช้อย่างเดียวก็พอ

                          
 เรื่องกระ ฝ้า เป็นปัญหาระดับภูมิภาค แก้ไขยาก แม้กระทั่งเลเซอร์ก็ไม่มีทางทำได้ ส่วนใหญ่ รอยกระ ฝ้า จางลงเพียงชั่วคราว เมลาโนไซต์(กลไกควบคุมเม็ดสี)ทำงานมากผิดปกติ จึงกระตุ้นให้ผิวหนังมีสีเข้มขึ้น ตรงข้ามกับผมหงอก ที่เมลาโนไซต์หยุดทำงาน เส้นผมบริเวณนั้นจึงกลายเป็นสีขาว ถึงจะย้อมผมปกปิด แต่เส้นผมที่งอกขึ้นมาใหม่ก็จะมีสีขาวดังเดิม แป้งโชคดีมากที่ผมยังไม่หงอกค่ะ อิอิ
                          
 คนส่วนใหญ่จะเลือกซื้อครีมลดฝ้า ซึ่งผสมตัวยา ไฮโดรควิโนน(hydroquinone ) ความเข้มข้น2-4% ยิ่งมีความเข้มข้นสูง(ประเทศไทยจัดเป็นยาควบคุม จำหน่ายในโรงพยาบาลหรือคลีนิคผิวหนังเท่านั้น) ประสิทธิภาพที่ทำให้ฝ้าจางลงสูงขึ้น แต่จะมีผลข้างเคียงคือ ระคายเคืองผิว และทำให้ใบหน้าเวลาถูกแสงแดดจะดูดแสง uv มาไว้ที่ใบหน้าของเรา ส่งผลให้หน้าดำกว่าเดิมค่ะ โอ๊ย!น่ากลัวจัง อย่าใช้เลยนะ 

แป้งว่าลองใช้ azeleic acid(หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป) เป็นยารักษาสิว ที่มีฤทธิ์ทำให้สีผิวจางลง โดยชะลอการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนัง อาจทำให้เกิดการระคายผิว แต่ไม่ทำให้ผิวไวต่อแสงเหมือน tretinoin หรือ hydroquinone นะคะ ระวังครีมแก้ฝ้าราคาถูกที่ไม่ผ่าน อ.ย ผสมสารปรอทแถมมาด้วยทั้งนั้น สวยแป๊บเดียวแต่หน้าพังเป็นปี กว่าจะรักษาให้คืนกลับมาดังเดิม หมดเงินไม่รู้เท่าไหร่ 

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มหากาพย์การรักษาสิว(ตอนจบ)


              
  ขออนุญาตวกกลับสู่อดีตชาติ ช่วงที่เรียนจบพยาบาลและเริ่มทำงานในโรงพยาบาล(อายุ21ปี)ต้องขึ้นเวรเช้า-บ่าย-ดึก เป็นเวลา4ปี หน้าจะเป็นสิวเฉพาะช่วงที่หยุดกินยาไดแอน รอยหลุมสิวที่เคยมีมาแต่ก่อนเก่าก็เพิ่มมากขึ้น ส่วนใหญ่เกิดตรงแก้มทั้งสองข้าง(กลัวน้อยหน้ากันมั๊ง) จนกระทั่งอายุ26ปี ได้ปลดแอกการขึ้นเวรโดยได้ปฏิบัติงานที่แผนกผู้ป่วยนอก(OPD) ทำให้เริ่มมีเวลาตัวเองมากขึ้น จึงคิดรักษาหลุมสิวโดยการใช้กรดTCA.แต้มที่หลุมสิวเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ เมื่อก่อนต้องทำในคลีนิคผิวหนังเท่านั้น                                                          
จำได้ว่านั่งรอหมอ1ชั่วโมง(คนไข้เยอะมาก) พอถึงคิวแป้ง พอหย่อนก้นเข้าไปนั่งประจำที่ปุ๊บ จะมีกระดาษใบเล็กๆขนาดเท่ากับกระดาษซับมันวางตรงหน้า เราก็หยิบมาอ่านอย่างรวดเร็ว 

มีข้อปฏิบัติ5ข้อ จำได้ว่า ทำตามไม่ได้ซักข้อ คือ ห้ามทาแป้ง ห้ามแต่งหน้า ห้ามทาครีมบำรุง ฯลฯ แล้วคุณหมอสั่งยาให้แล้วเชิญออกไป เดินออกมาด้วยความงงงวย ฮ่วย!รอเป็นชั่วโมง คุยไม่ถึง3นาที ต่อด้วยการได้ทำทรีตเมนท์แต้มTCA.กับน้องพยาบาล ระหว่างทำรู้สึกเจ็บๆแสบๆจี๊ดมากแต่ก็ต้องอดทน เสร็จแล้วจึงบอกน้องเค้าว่า "พี่ไม่ขอรับยานะเพราะมีอยู่แล้ว" แป้งเป็นโรคจิตไม่ชอบใช้ยาตลับของคลีนิคเพราะไม่ได้มีingredients(ส่วนประกอบ)ระบุว่ามีอะไรบ้าง                                                                    
                         
อีกอย่างครีมพวกนี้พอเปิดแล้วเจออากาศจะแข็งตัวเร็วมาก เพราะไม่ได้มาจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน กวนกันเองหลังร้าน ซื้อตามร้านขายยาดีกว่า เนื่องจากการรักษาสิวไม่ได้มีอะไรซับซ้อน มียาแค่ไม่กี่ตัว บางทีไม่มีความจำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อเลย สิ้นเปลืองกระเพาะอาหารในการย่อยยาอีกต่างหาก                                                   
                          
นับเป็นครั้งสุดท้ายที่ไปพบหมอเพื่อรักษาสิวและหลุมสิวแบบคนทั่วไป แป้งเริ่มต้นรักษาสิวด้วยตนเอง เมื่อทรามวัยอายุได้28ปี มีทั้งกินยา roaccutane 20 mg.วันละเม็ด เป็นเวลา 10 เดือน(คำนวณจากน้ำหนักตัว)ช่วงที่กินยาเข้าเดือนที่ 5 ผิวเนียนละเอียด แต่งหน้าง่ายมากแต่หน้าแห้งมากมาย แป้งเลยคิดว่า ในเมื่อเราหน้าแห้งก็ต้องเติมความชุ่มชื้นคืนสู่ผิว จึงไปซื้อครีมนวดหน้ายี่ห้อ shiseido white lucent มานวดหน้าทุกคืน พอประทังความเหี่ยวแห้งได้มากพอดู(อาศัยว่าเป็นคนกินน้ำเยอะวันละ2000ซีซี )พอครบ10เดือน จึงหยุดกินยา

อีก2เดือนต่อมา หน้ามันแผล็บเช่นเดิม สิวเริ่มมาประปราย เลยคิดได้ว่า เออ!นะ อนิจจัง สังขารไม่เที่ยงจริงๆ เรากินอะไรลงไปก็ได้อย่างน้ัน พอหยุดกินทุกสิ่งในร่างกายกลับเป็นเหมือนตอนก่อนกิน หรือชีวิตนี้จะหลีกไม่พ้นคำว่า"สิว"กันแน่นะ

คิดแล้วท้อใจ จะทำอย่างไรดีถึงจะหายเป็นสิวเสียที ตอนนั้นจึงเริ่มกินไดแอนใหม่อีกครั้ง ต้องใช้เวลา4-6เดือน ต่อมไขมันจึงจะทำงานน้อยลง หน้ากลับมาสวยอีกครั้ง แต่พอไปหาหมอผิวหนังเพื่อฉีดสิวอักเสบ(เป็นยาสเตียรอยด์ช่ื่อkenacort)ออกฤทธิ์ทำให้สิวยุบบวมภายใน24ชั่วโมง คุณหมอทักว่า เริ่มมีฝ้าจางๆล่ะ กรี๊ด!สิวหาย ฝ้าตามมา(จึงตั้งปณิธาณว่าชาตินี้จะไม่กินไดแอนอีกต่อไป)ได้ยามาทาฝ้า อีก2อาทิตย์ ไปตรวจอีกครั้ง ปรากฎว่า ฝ้าหายไปล่ะ                                                                                       
ธรรมชาติของคนผิวมันพร้อมที่อุดตันและเป็นสิวง่ายได้มากกว่าผิวทั่วไปอยู่แล้ว เมื่อไม่มีไดแอนมาปรับสมดุลฮอร์โมน สิวก็เกิดตามแก้มอีกครั้ง ขณะนั้นอายุได้30ปีพอดิบพอดี จึงฉุกคิดได้ว่า ถ้าหน้าเราแห้ง ต่อมไขมันจะทำงานน้อยลง สิวจะไม่ขึ้นเลยนะ แล้วเลเซอร์คือพลังงานความร้อนที่ลงลึกถึงชั้นdermis(หนังแท้)เราก็จะไม่เป็นสิว แถมหน้าจะเรียบเนียนสวยอีกต่างหาก

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มหากาพย์การรักษาสิว (ตอนที่2)


              เริ่มเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

  แป้งเป็นสิวมาเรื่อยๆจนกระทั่งสอบติดคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำให้รู้ว่าสิวเกิดฮอร์โมนเพศชายเรียกว่าแอนโดรเจนในร่างกายเรานี่เองที่ทำให้เกิดสิว ผิวมัน ขนดก เรื่องหน้ามัน อย่าให้พูดถึงเลย ทาแป้งได้ไม่ถึงชั่วโมง ไหลเยิ้มเชียว หน้าก็ไม่เคยว่างเว้นจากการเป็นสิว ผิวขรุขระดั่งดวงพระจันทร์ เคยคิดในใจว่า อยากเอาหน้าไปครูดกับถนนจะได้หน้าเรียบเหมือนคนอื่นเค้าบ้าง อย่ากระนั้นเลย สงสัยคงต้องไปเกิดใหม่แล้วล่ะ คิดได้ดังนั้น จึงเริ่มปฏิบัติในสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่งคือ การกินยาคุมไดแอน(หากกินติดต่อกันเกิน5ปีจะทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมได้ หลอดเลือดแดงแข็งตัว ไร้ความรู้สึกทางเพศ ร่างกายบวมน้ำ ฯล

  ก่อนกินยาหรืออาหารเสริมทุกชนิดจะต้องอ่านสรรพคุณ,ผลข้างเคียง,ตรวจสอบวันผลิต-หมดอายุให้เรียบร้อยจะได้ติดเป็นนิสัยค่ะ กินไปได้ประมาณ6เดือน ดีใจจัง สิวไม่ขึ้นเลยแฮะเลยกลั้นใจกินต่อจนครบปีและผ่านไป2ปี กลับนึกกลัวว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมเลยหยุดกิน แค่เดือนเดียวมาอีกล่ะ สิวบ้า!จะตามรังควานไปถึงไหนกันนะ เริ่มต้นกินไดแอนอีกครั้ง หน้ามันน้อยลงมาก จึงได้กินเรื่อยมาจนครบ2ปี ความกลัวกลับมาหลอนอีกรอบ(ขณะที่บางคนกินไดแอนจะมีกระ,ฝ้าแต่แป้งไม่มี อวบอย่างเดียวเลยค่ะ) 

เริ่มทำงานพยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชน ปรึกษาหมอ เค้าลงความเห็นว่า ถ้าไม่อยากเป็นสิวต้องกินยาคุมตลอดชีวิต พระเจ้า!ใครจะไปกินนานขนาดนั้น เลยอ่านหนังสือเจอยาชื่อ tretinoin(อนุพันธ์ของวิตามินเอ)ยี่ห้อ retin-a 0.05% ทาหน้าตอนกลางคืนเพื่อลดการอุดตันของต่อมไขมัน ส่งผลให้สิวลดลงแถมยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนอีกด้วย คุณสมบัติเริ่ด!ขนาดนี้ ไปหาซื้อมาโดยด่วนพร้อม benzoyl peroxide 5% เป็นไอเท็ม must have ของคนเป็นสิวเลยล่ะ

 ลืมบอกไปค่ะว่าเป็นสาวหน้ามันที่ผิวแข็งแรงมาก ไม่เคยแพ้เครื่องสำอางอะไรเลย benzoyl peroxide5% ทาทิ้งไว้ข้ามคืน หน้าไม่ลอกไม่แสบไม่แดง ทาควบคู่กันเป็นเวลา1ปีพร้อมทั้งยังกินไดแอนด้วย (ไม่กล้าหยุดกินยาคุม กลัวสิว)
               
 ตอนนั้นอายุ 27 ปี ไปเที่ยวสิงคโปร์กับเพื่อนสนิท ก่อนนอนล้างหน้าสะอาดเตรียมทาไนท์ครีม เพื่อนทักว่าทำไมหน้าแป้งเรียบจัง คุณพระช่วย!หูเราฝาดไปรึเปล่าน๊า? สิ่งที่เคยใฝ่ฝันมาตั้งแต่ครั้งเรียนมหาวิทยาลัย อยากมีใบหน้าเรียบเหมือนคนอื่นบ้าง ไชโย!ฝันเป็นจริงแล้วจ้า จึงเลิกกินไดแอนไปเลย ทาเรตินเออย่างเดียว

 แต่พอเลิกกินไปได้เพียง6เดือน สิวมาอีกล่ะเลยกลายเป็นว่ากินๆหยุดๆ จนกระทั่งอายุ 30 ปีเริ่มอยากรักษาหลุมสิวกะเค้าบ้าง ตอนนั้นหน้ามีกระจุดเดียวและเริ่มมีรอยฝ้าจางๆ(หมอผิวหนังทักตอนตรวจสภาพผิว)ว๊าย!ตายแล้วต่อไปนี้จะเลิกกินไดแอนตลอดชีวิตแล้วจ้าและหันมาเอาดีทางเลเซอร์แทน(ขณะนั้นคิดได้แค่นี้)

ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม