บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ผลข้างเคียงต่างๆจากการกินวิตามินที่เราควรรู้

ทุกวันนี้ตลาดอาหารเสริมหรือวิตามินเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดเนื่องจากคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของวิตามินที่มีมากมาย แป้งเชื่อว่ามีหลายคนรับประทานอาหารเสริมเพื่อจุดประสงค์ต่างๆหลากหลาย เช่น เพิ่มระดับภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย ฟื้นฟูสุขภาพและบำรุงผิวพรรณ ฯลฯ

แต่ใช่ว่าเราจะได้รับประโยชน์จากอาหารเสริมเพียงด้านเดียว
ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น มีไม่น้อยจนทำให้หลายคนไม่สามารถรับประทานวิตามินชนิดนั้นได้เช่นกัน 

มาดูกันว่าอาหารเสริมเหล่านั้นมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เกิดกรดไหลย้อน คลื่นไส้หรือเกิดสิว ผดผื่นคัน ฯลฯได้หรือไม่

1.วิตามินบี 6 และโกโก้ อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือทำให้เกิดอาการเสียดท้องในบางคน

2.อาร์จินีน(Arginine)อาจเพิ่มระดับกรดในกระเพาะอาหารและทำให้เกิดกรดไหลย้อน(โปรดทราบว่า อาร์จินีนอาจถูกชูเป็นจุดเด่นเพียงตัวเดียวหรือเป็นส่วนประกอบในอาหารเสริมเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ)

หากรับประทานร่วมกับยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพื่อใช้รักษากรดไหลย้อน เช่น omeprazole(Prilosec)หรือเซนต์จอห์นเวิร์ต(St John's Wort)ซึ่งเป็นสมุนไพรบรรเทาโรคซึมเศร้า อาจทำให้อาการเกิดกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้น

3.วิตามินซีอาจทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นในบางคน แต่โชคดีที่มีวิตามินซีรูปแบบพิเศษ(Ester-c)ซึ่งมีประโยชน์คือ สกัดความเป็นกรดออกไปจนหมดสิ้น จึงไม่ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร

4.วิตามินเกลือแร่รวม(Multivitamin)มักมีแร่ธาตุ เช่น เหล็ก(Iron)และสังกะสี(Zinc)ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร

5.ซิตรัส ไบโอฟลาโวนอยด์(Citrus Bioflavonoid)เป็นส่วนประกอบที่พบบ่อยใน Multivitamin(วิตามินเกลือแร่รวม) สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนได้ในผู้หญิงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือใช้ฮอร์โมนทดแทน

6.CoQ10 สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อย่างไรก็ตามสามารถลดผลข้างเคียงได้ โดยการแบ่งปริมาณวิตามินต่อครั้ง

ไม่ควรรับประทานตอนเย็น เนื่องจาก CoQ10 เป็นวิตามินที่ให้พลังงาน อาจมีผลทำให้นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน

7.NAC,ALA อาจมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือเกิดผดผื่น คันตามตัว

8.อาหารเสริมน้ำมันปลา(Omega-3,Fish oil)มีผลทำให้เกิดผดผื่นคัน กรดไหลย้อน คลื่นไส้และเรอกลิ่นคาวปลาได้ในบางคน

กรดไขมันโอเมก้า 3 ไม่ได้พบได้แค่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาและปลาเท่านั้น แต่ยังพบได้ในอาหารเพื่อสุขภาพหลากหลายชนิดที่เราบริโภคทุกวันอีกด้วย กรดไขมันโอเมก้า 3 ปริมาณสูงพบได้ในธัญพืชและผลไม้ เช่น
 • น้ำมันเมล็ดแฟลกซ์(Flaxeed Oil)
 • ถั่ว โดยเฉพาะแมคคาเดเมียคุณภาพดี จะมีกรดไขมันโอเมก้าสูงที่สุด
 • เมล็ดงา
 • อะโวคาโด 

คนที่บริโภคน้ำมันปลาหรือน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ปริมาณมากเกินไป จะมีความเสี่ยงฟกช้ำง่าย อันนี้จริงเลยคะ แป้งเคยเห็นแขนและขาของรุ่นพี่และรุ่นน้องผู้หญิง มีรอยฟกช้ำจ้ำเขียวกระจัดกระจายไม่ต่ำว่า 5 จุด เลยไถ่ถามว่า กินน้ำมันปลาหรือเมล็ดแฟลกซ์หรือเปล่า 
คนนึงตอบว่า น้ำมันปลา ส่วนอีกคน กินเมล็ดแฟลกซ์ 

9.แมกนีเซียม(Magnesium)ทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือท้องเสีย

10.SAM-e อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องในบางคน ซึ่งสามารถลดลงได้โดยการใช้สูตรเคลือบลำไส้(Enteric),
Mini Dose,แบ่งขนาดหรือรับประทานพร้อมอาหาร

11.การศึกษาหนึ่งพบว่า Curcumin(ขมิ้นชัน)ใช้รักษาอาการกรดไหลย้อน แต่อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และปวดท้องเล็กน้อยในบางคน โปรดทราบว่าขมิ้นชันมีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานหลังอาหารทันที จะเกิดอาการจุกเสียดแน่นท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานขมิ้นชันปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

12.แม้ว่าจะมีหลักฐานเบื้องต้นว่า Ginger(ขิง)มีประโยชน์สำหรับลดอาการคลื่นไส้หรือลดกรดไหลย้อน แต่อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือกรดไหลย้อนได้ในบางคน

13.วิตามินบีรวม(B-complex)ที่มีส่วนประกอบเป็นวิตามินซี ไบโอติน(Biotin)และกรดโฟลิก(Folic Acid )อาจทำให้เกิดอาการมึนงงปวดศีรษะ คลื่นไส้และท้องเสียเล็กน้อย

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของสูตร B-complex คือกรดไหลย้อนและท้องผูก

กรดไหลย้อนไม่ได้เป็นผลข้างเคียงในทันทีของการรับประทาน
วิตามินบีรวม อย่างไรก็ดีเม็ดวิตามินที่มีขนาดใหญ่มาก อาจทำให้หลอดอาหารระคายเคืองมีผลทำให้เกิดการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหาร

14.วิตามินบี12 มีผลข้างเคียงคือ อาจทำให้มีอาการคัน ปวดศีรษะ

15.กรดไฮยาลูโรนิก(Hyaluronic acid) มีผลข้างเคียงคือ บวมใต้ตา

16.R-ALA อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและเกิดกรดไหลย้อนได้

17.Collagen 2500 mg ขึ้นไป อาจมีผลทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวผดได้ในผู้ที่มีผิวผสมหรือผิวมัน

18.โปรไบโอติกส์(Probiotics)มีผลข้างเคียงคือ แน่นท้อง ท้องอืด

ร่างกายแต่ละคนมีระบบย่อยอาหารรวมถึงจุลินทรีย์ประจำถิ่นไม่เหมือนกัน การดูดซึมสารอาหารก็แตกต่างกัน ดังนั้นผลลัพธ์ในการกินวิตามินแล้วเกิดผลข้างเคียง จึงไม่ได้เกิดกับทุกคนเสมอไป

แม้ว่าในอดีตแป้งจะเป็นภูมิแพ้ แต่ไม่ค่อยเจอผลข้างเคียงจากการกินวิตามินเท่าไหร่ เพราะค่อนข้างพิถีพิถันในการเลือกยี่ห้อ ดูส่วนประกอบโดยเฉพาะส่วนประกอบหลัก(Main ingredients)และวัตถุดิบอื่นๆ(Other ingredients)รวมถึงอัตราส่วนไปจนถึงที่มาของส่วนผสมว่ามาจากซีกโลกไหนอีกด้วย(วัตถุดิบที่มาจากจีน จะมีราคาถูกกว่าอินเดีย ส่วนผสมที่ผลิตในแถบสแกนดิเนเวียจะมีราคาแพงกว่าอเมริกา)

สำหรับแป้ง การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไม่ได้เกิดจากการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพหรือออกกำลังกายสม่ำเสมอเพียงเท่านี้ การกินวิตามินเสริมคือทางเลือกที่ดีที่สุดในการเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันและพลังชีวิตเลยทีเดียวคะ











เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์






ที่มา
https://www.consumerlab.com › hea...Supplements That Cause Reflux, Heartburn & GERD | Consumerlab ...
https://www.livestrong.com › articleIs it Normal to Have Acid Reflux After Taking a Vitimin B Complex ...


วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ผอมเร็วอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

ผอมเร็วอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
การที่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วมากกว่า 5 กิโลกรัม ภายใน 1-2 เดือน โดยไม่ได้ตั้งใจ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติบางอย่างในร่างกาย เช่น ภาวะสุขภาพที่เกี่ยวกับการทำงานของฮอร์โมน การติดเชื้อ หรือแม้กระทั่งมะเร็ง
บางครั้งเราอาจมองข้ามหรือคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินหรือการออกกำลังกาย เราควรตระหนักและหาสาเหตุให้แน่ชัด
การผอมลงอย่างรวดเร็ว อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
1.ความเครียดหรือภาวะซึมเศร้า
สภาพจิตใจที่มีเครียดสะสมระยะเวลาหนึ่ง สามารถส่งผลต่อการกินอาหาร ทำให้เบื่ออาหารและน้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็ว
2.ความผิดปกติของระบบฮอร์โมน
ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ อาจทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว แม้จะกินอาหารเท่าเดิม
3.การติดเชื้อหรือโรคร้ายแรง
การติดเชื้อบางชนิดหรือแม้แต่โรคมะเร็ง อาจทำให้น้ำหนักลดลงได้อย่างไม่คาดคิด มะเร็งบางประเภทสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น จนทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่รู้ตัว
น้ำหนักที่ลดลงโดยไม่รู้สาเหตุ อาจเป็นสัญญาณของมะเร็งบางประเภท เช่น
1.มะเร็งกระเพาะอาหาร
มะเร็งชนิดนี้มักทำให้เบื่ออาหาร ปวดท้อง และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
2.มะเร็งตับอ่อน
มะเร็งตับอ่อนจะมีอาการปวดท้องหรือท้องอืด รวมถึงการสูญเสียน้ำหนักที่รวดเร็ว
3.มะเร็งปอด
มะเร็งปอดสามารถทำให้น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ร่วมกับอาการหายใจลำบากหรือไอเรื้อรัง
4.มะเร็งลำไส้ใหญ่ การสูญเสียน้ำหนักที่ไม่คาดคิดอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยเฉพาะการถ่ายเป็นมูกเลือดหรือเมื่อมีท้องผูก,ท้องเสียร่วมด้วย
5.มะเร็งเม็ดเลือดขาว(ลูคีเมีย)
มะเร็งชนิดนี้ อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากและน้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ
การอักเสบเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งทำหน้าที่เป็นการตอบสนองทางชีวภาพต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตราย และอาจกระตุ้นให้เกิดอาการทั่วไป เช่น ไข้ บวม แดงและปวด
มีรายงานว่า การอักเสบเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคเมตาบอลิซึม โรคอ้วน โรคภูมิต้านตนเอง และโรคมะเร็ง
ในบรรดาโรคเหล่านี้ มะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุด จากข้อมูลของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติ( IARC)ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 9.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2561
ไซโตไคน์(Cytokine)ในการอักเสบ เกี่ยวข้องกับมะเร็งอย่างไร
ไซโตไคน์(Cytokine)คือ กลุ่มของโปรตีนมีหน้าที่หลั่งออกมาจากระบบภูมิคุ้มกัน เป็นตัวควบคุมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบ มีงานวิจัยจำนวนมาก พบว่า การเพิ่มขึ้นของไซโตไคน์บางชนิดเกี่ยวข้องกับการเหนี่ยวนำและการลุกลามของเนื้องอก
มะเร็งไม่ได้เพียงแค่เติบโตเงียบๆ แต่ยังหลั่งสารก่ออักเสบ เช่น IL-1β ,IL-6, TNF-α( Tumor necrosis factor alpha)เป็นไซโตไคน์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งมีส่วนร่วมในการควบคุมกระบวนการส่งสัญญาณที่หลากหลาย ทั้งโดยตรงและจากการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวตอบสนอง จนเกิดการอักเสบเรื้อรังทั่วร่างกาย
นอกจากนี้ มะเร็งยังผลิตสารเฉพาะที่ทำลายสมดุลร่างกาย เช่น
1. Proteolysis-Inducing Factor (PIF) กระตุ้นการสลายโปรตีนกล้ามเนื้อผ่าน ubiquitin–proteasome system
2. Lipid-Mobilizing Factor (LMF) เร่งสลายไขมันโดยตรง
3.PTHrP กระตุ้นการเผาผลาญและยับยั้งการกินอาหารผ่านสมอง
4.GDF15 ทำให้ไม่อยากอาหาร
5. MyostatinและActivin A ดังนั้นคนที่เป็นมะเร็งจึงมีร่างกายซูบผอม
ไมโอสแตติน (Myostatin) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นในกล้ามเนื้อ เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อไม่ให้มากเกินไป โดยทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมเชิงลบ (negative regulator)เมื่อไมโอสแตตินจับกับตัวรับบนเซลล์กล้ามเนื้อ จะจำกัดการเพิ่มจำนวนและขนาดของใยกล้ามเนื้อ เรียกง่ายๆว่า ยับยั้งการสร้างกล้ามเนื้อ นั่นเอง
แอคติวิน เอ(Activin A)เป็นหนึ่งในกลุ่ม TGF-β ของปัจจัยการเจริญเติบโตที่มีบทบาทในการส่งสัญญาณผ่านตัวรับเฉพาะ เพื่อควบคุมการเผาผลาญของกระดูก รวมถึงการสลายและการสร้างกระดูก
เมื่อบรรดาสารดังกล่าวทำงานพร้อมกัน ราวกับเครือข่ายที่ค่อยๆ ทำลายกลไกการเผาผลาญของร่างกาย ผลลัพธ์เลยเป็นดังนี้
1.ไม่อยากอาหารเพราะสมองถูกกด
สารต่างๆ จะไปกดศูนย์ความหิว (NPY/AgRP) และกระตุ้นศูนย์ความอิ่ม (POMC/CART) ที่สมองส่วนไฮโปทาลามัส
แม้ฮอร์โมนกระตุ้นความหิวอย่างเกรลิน(ghrelin)จะเพิ่มขึ้น แต่กลับเกิดภาวะ “ดื้อต่อ ghrelin” ทำให้ไม่รู้สึกหิวเหมือนเดิม
การรักษามะเร็ง บางครั้งมีผลข้างเคียงที่ทำให้ขัดขวางการกินมากขึ้น เช่น เกิดแผลในระบบเดินอาหาร, คลื่นไส้อาเจียน
2.ร่างกายเร่งสลายไขมันจนหมด
เนื้อเยื่อไขมันชนิดขาว (WAT) ที่เก็บไขมันเพื่อให้อวัยวะอื่นใช้ ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเนื้อเยื่อไขมันชนิดผลิตความร้อน (BAT) ซึ่งใช้พลังงานสูง เร่งสลายไขมันรุนแรงทำให้พลังงานถูกเผาผลาญตลอดเวลา แม้ในเวลาพัก ไม่ได้เพิ่มการใช้พลังงานใด ๆ
3.กล้ามเนื้อถูกย่อยสลาย
อันนี้แหละค่ะ น่ากลัวที่สุด เพราะมันทำให้ผู้ป่วยร่างกายย่ำแย่
กล้ามเนื้อถูกทำลายจากสารต่างๆ เร่งระบบลากโปรตีนเส้นใยไปทำลายที่เครื่องสลายโปรตีน แถมเส้นทางสร้างโปรตีน (IGF-1/AKT/mTOR) ถูกยับยั้ง อีกทั้งไมโตคอนเดรียยังเสียหาย ทำให้สร้างพลังงานได้ไม่ดีอีก
ผลลัพธ์คือ กล้ามเนื้อฝ่อเพราะขาดโปรตีนเส้นใย การใช้พลังงานจึงไม่ดี ผลิตกำลังได้น้อยมากๆ ภาวะนี้เรียกว่า สภาพผอมแห้งจากมะเร็ง (Cancer cachexia)
ผู้ป่วยจะทนต่อการรักษาได้น้อยลง ฟื้นตัวยากและเสียชีวิตเร็วขึ้น หลายครั้งมะเร็งยังไม่ทันทำอะไร ก็โดนภาวะแทรกซ้อนจากสภาพร่างกายของตัวเองเล่นงาน เช่น ติดเชื้อรุนแรง เป็นต้น
สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม
หากน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรเปลี่ยนไปจากชีวิตประจำวัน และยังมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันที ได้แก่
1. เบื่ออาหาร
2. เหนื่อยง่าย
3. ปวดท้อง
4. อาการผิดปกติอื่นๆ ที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์
ที่มา :
เพจ tensia
ผอมเร็ว แค่น้ำหนักลด หรือมะเร็ง? อาการและวิธีการวินิจฉัย - โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย
Cytokines, Inflammation and Pain - PMC - PubMed Central - NIHNational Institutes of Health (NIH) | (articles › PMC2785020

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568

"ผมจำได้ว่ามีแสงวาบ ๆ คล้ายแสงคาไลโดสโคปเข้าตา จนแสบตาจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย“

เมื่อคาลัม แมคโดนัลด์ ชายหนุ่มชาวอังกฤษวัย 23 ปี เดินทางมาถึงชายแดนเวียดนาม เขาอ่านเอกสารราชการที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาเห็นคือ "แสงวูบวาบหลากสี"

เขาเพิ่งลงจากรถบัสที่เดินทางข้ามคืนพร้อมเพื่อน ๆ จากวังเวียง เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในลาว ก่อนหน้านี้คาลัมและกลุ่มเพื่อนพักอยู่ที่โฮสเทลแห่งหนึ่ง ซึ่งมีวิสกี้และวอดก้าช็อตแจกฟรีให้กับแขก โดยคาลัมผสมวิสกี้และวอดก้าช็อตกับเครื่องดื่มในคืนที่ผ่านมา

จนกระทั่งถึงจุดผ่านแดนแห่งนั้น เขาจึงสงสัยว่าสายตาอาจมีปัญหาบางอย่าง คาลัมจึงกล่าวเพื่อน ๆ ของเขา
"ผมจำได้ว่ามีแสงวาบ ๆ คล้ายแสงคาไลโดสโคปเข้าตา จนแสบตาจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย“

พวกเราเห็นพ้องต้องกันว่ามันแปลก แต่คิดว่าเกิดจากอาหารเป็นพิษ และแสงที่ผมเห็นน่าจะเป็นความไวต่อแสงบางอย่าง เขากล่าวในรายการบีบีซี เบรคฟาสต์ (BBC Breakfast) จริงๆคือสัญญาณจากการตายของเซลล์ปมประสาทจอประสาทตาและ demyelination retrobulbar ของเส้นประสาทตาคะ

แต่เมื่อพวกเขามาถึงจุดหมายปลายทางในเวียดนาม ก็เห็นได้ชัดว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างร้ายแรง
"เรานั่งอยู่ในห้องพักโรงแรม เพื่อนของผมแล้วก็ผม และผมก็พูดกับพวกเขาว่า 'ทำไมเราต้องนั่งอยู่ในที่มืดด้วย ใครก็ได้เปิดไฟที'" แต่ตอนนั้นไฟทุกดวงเปิดอยู่

เรื่องน่าเศร้าที่ฟังแล้วสะเทือนใจ ตอนนี้คาลัม วัย 23 ปี ตาบอดถาวรแล้ว กำลังเล่าเรื่องราวของเขาเป็นครั้งแรก เขาเป็นหนึ่งในเหยื่อหลายรายที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มเหล้าเถื่อนที่ผสมเมทานอลและบางคนก็เสียชีวิตจากพิษเมทานอลในเมืองวังเวียง เมื่อเดือน พ.ย. 2024 

มีผู้เสียชีวิต 6 ราย โดย 2 รายเป็นคนรู้จักของคาลัม ซึ่งเป็นสาวชาวเดนมาร์กที่เขาพบในคืนหนึ่ง พวกเขาทั้งหมดพักอยู่ที่ นานา แบ็คแพ็คเกอร์ โฮสเทล ประเทศลาว

เมทิลแอลกอฮอล์(เมทานอล)เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะผ่านเอนไซม์ แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส(Alcohol Dehydrogenase)เปลี่ยนเป็นฟอร์มาลดีไฮด์(รูปแบบของเหลวเรียกว่าฟอร์มาลีน)ซึ่งเป็นสารพิษรุนแรง จากนั้นจะถูกเปลี่ยนต่อไปเป็นกรดฟอร์มิก (formic acid) ซึ่งเป็นสารหลักที่ทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย เช่น อาการตาพร่ามัว สูญเสียการมองเห็น อาจมองไม่เห็นหรือเห็นผิดปกติทั้งสองข้าง ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย สับสน มึนงง หากร่างกายได้รับในปริมาณมาก อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic acidosis) เกิดอาการชักเกร็งทั้งตัว หมดสติ และเสียชีวิต

นักต้มเหล้าเถื่อนมักเติมเมทานอล(ที่มีราคาถูกกว่าเอทานอลเพื่อลดต้นทุน)สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งพบได้ในสีทาบ้านและสารเคลือบเงา ลงไปในเหล้าเถื่อนเพื่อทำให้เหล้าต้มมีดีกรีแอลกอฮอล์สูงขึ้น แม้มีสารประกอบดังกล่าวในเหล้าปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำลายส่วนต่าง ๆ ของระบบประสาทส่วนกลางได้อย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ตาบอดถาวร แม้แต่ระบบการแพทย์สมัยใหม่ที่พัฒนาไปไกล ก็ไม่อาจกอบกู้สายตาของผู้ป่วยที่ดื่มเหล้าเถื่อน ให้กลับมาดีดังเดิมได้

ในกรณีปกติเมื่อดื่มเหล้าที่ผลิตตามมาตรฐาน ร่างกายจะเปลี่ยนแอลกอฮอล์เป็นสารที่ชื่อว่า อะเซทัลดีไฮด์(acetaldehyde)ซึ่งเป็นสารที่ทำลายเซลล์ตับโดยตรง 

ช่วงแรกๆเซลล์ตับจะพยายามซ่อมแซมตัวเองโดยการสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นแทนเนื้อเยื่อตับที่เสียหาย หากยังคงดื่มต่อเนื่องเมื่อวันเวลาผ่านไป เซลล์ตับที่งอกใหม่เริ่มทำได้น้อยลงเพราะเต็มไปด้วยพังผืด กระบวนการนี้จะนําไปสู่ปริมาณเนื้อเยื่อแผลเป็นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนขัดขวางการไหลเวียนของเลือดผ่านตับ ส่งผลให้ตับอักเสบและพัฒนาเป็นภาวะตับแข็งได้ เมื่อดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน

โรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ มักเกิดขึ้นในผู้ที่ดื่มหนักหน่วงติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี แต่ความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกับโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์นั้นไม่ชัดเจน ผู้ที่ดื่มหนักไม่ได้เป็นโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ทุกคน และบางคนที่ดื่มน้อยกว่าก็เป็นโรคนี้เช่นกัน

คนส่วนใหญ่ที่มีอาการนี้ มักดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยวันละ 7 แก้ว เป็นเวลา 20 ปีหรือมากกว่านั้น(หมายถึงไวน์ 7 แก้ว,เบียร์, 7 แก้ว หรือสุรา 7 ช็อต)




หมายเหตุ

1.เอทิลแอลกอฮอล์(เอทานอล)ปลอดภัยสำหรับมนุษย์ ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ ยา และน้ำยาทำความสะอาด 

2.เมทิลแอลกอฮอล์(เมทานอล)ใช้เป็นตัวทำละลายในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เช่น สีทาไม้ น้ำมันเคลือบเงาและยาลอกสี 
ส่วนผสมในทินเนอร์และเป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมีอื่น ๆ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ พลาสติก ไบโอดีเซล มีฤทธิ์เป็นอันตรายสุดร้ายแรง พิษจากเมทานอลอาจทำให้ตาบอดหรือเสียชีวิตได้

3.เอทิลแอลกอฮอล์ มีแหล่งกำเนิดจากธรรมชาติ คือการนำพืชประเภท เช่น มันสำปะหลัง, มันเทศ, ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ และพืชอีกชนิดที่ให้น้ำตาลได้อย่างอ้อย มาหมักให้แป้งเปลี่ยนเป็นน้ำตาล จากนั้นน้ำตาลจึงเปลี่ยนเป็นแอลกอฮฮล์ โดยใช้เอนไซม์หรือกรดบางชนิดช่วยย่อย เพื่อทำให้เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95% จนได้เอทิลแอลกอฮอล์

4.เมทิลแอลกอฮอล์ มีต้นกำเนิดจากกระบวนการกลั่นทางปิโตรเคมี ด้วยการสังเคราะห์ผ่านการเร่งปฏิกิริยาจากคาร์บอนมอนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจน

5.การดื่มสุราอย่างหนัก เช่น ดื่ม 5 แก้วหรือมากกว่า ภายในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงสำหรับผู้ชาย และ 4 แก้วหรือมากกว่าสำหรับผู้หญิง อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคตับอักเสบจากแอลกอฮอล์










เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์


ที่มา :

https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/alcoholic-hepatitis/symptoms-causes/syc-20351388

https://www.bbc.com/thai/articles/c4gzxv9804zo

เมทานอล: เหล้าเถื่อนทำให้ถึงตายได้อย่างไร แอลกอฮอล์ ...BBChttps://www.bbc.com › thai › articles

Methanol Poisoning - MedLink Neurology MedLink Neurologyhttps://www.medlink.com › articles › methanol-poisoning

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568

วิตามินบี12 กับระบบประสาทและสมองที่เกือบถูกลืม

คนเราเมื่อถึงวัยหนุ่มสาว ร่างกายแข็งแรง ไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพอะไรมากมายนัก ในความเป็นจริง ร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีพันเอนไซม์ช่วยขับสามล้านปฏิกิริยาทางเคมีทุกวินาที หากใครนึกไม่ภาพไม่ออก อย่างผงซักฟอกนอกจากมีสารเคมีชะล้างทำความสะอาดแล้ว ยังมีการเติมเอนไซม์ลงในผงซักฟอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการชำระล้างคราบขนาดใหญ่ที่เกาะติดกับเส้นใยผ้า จะถูกเอนไซม์ย่อยสลายเป็นอนุภาคขนาดเล็กแล้วหลุดออกจากเส้นใยผ้าได้ง่ายขึ้น

ส่วนมากมักเป็นเอนไซม์ประเภทโปรตีเอส(protease)ใช้สำหรับแช่ผ้าก่อนซักและใช้ซักผ้า เพื่อกำจัดคราบโปรตีน(เลือด)ออกจากผ้า  อะไมเลส(amylase)ใช้กำจัดคราบแป้งติดแน่นบนเนื้อผ้า และไลเปส(lipase)เพื่อกำจัดคราบไขมันบนเนื้อผ้า เอนไซม์ที่พบในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดส่วนใหญ่สกัดจากแบคทีเรียและเชื้อรา

ระบบย่อยอาหารเหล่านี้เสมือนฟันเฟืองเล็กๆในร่างกายที่ช่วยให้ผู้คนสุขภาพดี มีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคและลดการอักเสบต่างๆ
จนมีคำกล่าวว่า ภูมิคุ้มกันเริ่มสร้างที่ลำไส้(หลายคนแอบหัวเราะ แต่เป็นความจริง)แต่พออายุมากขึ้นประกอบกับความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ รวมถึงระบบย่อยอาหารทำงานลดลง วิตามินตามธรรมชาติที่เคยสังเคราะห์ได้เอง กลับไม่มีการสร้างขึ้นตามปกติ จึงเป็นที่มาของการขาดวิตามินบี12 ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทและสมองอย่างมาก นั่นเอง

เรามักได้ยินคำว่า วิตามินบี12 ในเครื่องดื่มเพิ่มพลังงาน( energy drink)หลากหลายยี่ห้อ ซึ่งผสมลงในอัตราส่วนน้อยนิดนั้น เมื่อเครื่องดื่มเคลื่อนตัวลงสู่ระบบทางเดินอาหารแล้ว จะดูดซึมได้ดีหรือไม่ ลองมาหาคำตอบกันนะคะ

วิตามินบี 12 มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า โคบาลามิน (Cobalamin) และแบ่งย่อยได้เป็นหลายชนิด เช่น ไซยาโนโคบาลามิน (Cyanocobalamin) ไฮดรอกโซโคบาลามิน (Hydroxocobalamin) อะดีโนซิล โคบาลามิน (Adenosyl Cobalamin) หรือเมทิลโคบาลามิน (Methylcobalamin) แต่ชนิดที่นำมาใช้รักษาภาวะขาดวิตามินบี 12 มากที่สุด คือ ไซยาโนโคบาลามิน มักเป็นส่วนประกอบในวิตามินบีรวมหรือรวมอยู่ในวิตามินชนิดอื่น

วิตามินบี12 ( Cyanocobalamin ) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ ในเชิงพาณิชย์ผลิตได้จากการหมักเชื้อแบคทีเรียโดยใช้เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม แตกตัวได้ไม่ดีนักในกระเพาะอาหาร ต้องรวมตัวกับแคลเซียมเพื่อให้ดูดซึมได้ดีที่ลำไส้เล็กส่วนปลายที่เรียกว่า ileum 

การขาดวิตามินบี12 พบมากในผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร เช่น ผู้สูงอายุที่ระบบย่อยอาหารทำงานน้อยลง ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบและผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

มีประโยชน์อย่างไร
1.ช่วยในกระบวนการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและป้องกันโรคโลหิตจางชนิด pernicious anemia ( โรคเรื้อรังที่เกิดจากการขาดวิตามินบี12 เนื่องจากขาดสาร intrinsic factor ซึ่งช่วยการดูดซึมวิตามินที่กระเพาะอาหาร )พบในสัตว์ทดลอง
2.ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและไขสันหลัง 
3.ช่วยเปลี่ยนสารอาหารที่รับประทานเข้าไปให้อยู่ในรูปของกลูโคสเพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย
4.ช่วยเพิ่มสมาธิ ความจำและความคิดเฉียบคม
5.บรรเทาความเครียด วิตกกังวล หงุดหงิด
6.ช่วยรักษาภาวะขาดวิตามินบี 12 โดยการสร้างสารที่เรียกว่า "ไมอีลิน" สารนี้ทำหน้าที่หุ้มและปกป้องเส้นใยประสาท หากร่างกายมีโคบาลามินไม่เพียงพอ ปลอกไมอีลินจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ดีหรือคงสภาพดีได้(พบในสัตว์ทดลอง)
7.ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
8.บรรเทาอาการปวดจากโรคเส้นประสาทอักเสบสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
9.ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
10.ลดภาวะซึมเศร้า
11.ลดภาวะปลายประสาทอักเสบ ( peripheral neuropathy ) คือ อาการรู้สึกเจ็บแปล๊บๆเหมือนเข็มทิ่ม แสบร้อนบริเวณปลายเท้าจากโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานนานเกิน 5 ปี 
13.หากรับประทานกรดโฟลิกร่วมกับวิตามินบี12 จะเป็นวิตามินที่เพิ่มพละกำลังได้อย่างดี

พบในเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะตับ ปลา ไข่ ผลิตภัณฑ์จากนมและอาหารหมักดอง เช่น กะปิ น้ำปลา เต้าเจี้ยว ปลาร้าฯลฯ

อาหารที่มาจากพืชผักทั้งหมด ไม่มีวิตามิน บี12(ยกเว้นอาหารหมักดอง)จึงเป็นที่มาของการขาดวิตามินบี12 ในผู้ที่รับประทานมังสวิรัตน์ นั่นเอง

ถึงแม้จะเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ แต่มีความพิเศษคือ ร่างกายสามารถเก็บสะสมวิตามินบี12 ที่ตับได้นานถึง 3 ปี จนกว่าวิตามินจะถูกขับออกจากร่างกาย  ดังนั้นการขาดวิตามินบี12 มักปรากฎให้เห็นหลังจาก 5 ปีขึ้นไป

ปัจจุบันวิตามินบี 12 มีกรรมวิธีผลิตโดยเทคโนโลยีชั้นสูง เรียกว่า เมธิลโคบาลามิน( methylcobalamin )จะดูดซึมได้ดีมากในระบบทางเดินอาหาร 

หากใครกินมังสวิรัตน์อยู่เป็นประจำ แนะนำให้มองหาวิตามินบี12 ชนิดเม็ดอมหรือเคี้ยวในรูปแบบ methylcobalamin วันละ 1000-5000 mcg 

ส่วนรูปแบบการฉีดวิตามินบี12 เป็นที่นิยมมากโดยเฉพาะในอเมริกา แม้กระทั่งผู้ที่เป็นโรคอ้วนมีความจำเป็นต้องผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหาร ต้องได้รับการฉีดวิตามินบี12 ด้วยเช่นกัน อืม!! เพิ่งจะรู้นะเนี่ย

สัญญานที่บ่งบอกว่าร่างกายขาดวิตามินบี12
1.กล้ามเนื้ออ่อนแรง
2.กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
3.มีปัญหาการมองเห็น สายตาพร่ามัว
4.สมาธิสั้น มีปัญหาในการจดจำสิ่งต่างๆ หรือสับสนได้ง่าย
5.ชาบริเวณปลายมือหรือเท้า
6.เดินเซหรือมีปัญหาเรื่องการทรงตัว
7.เบื่ออาหาร
8.มีอารมณ์หดหู่หรือซึมเศร้า
9.ปวดเส้นประสาทบริเวณใบหน้า (Facial neuralgia)
10.เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียเรื้อรัง

ผลข้างเคียง : เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ผื่นผิวหนัง

ยังไม่พบรายงานว่า วิตามินบี12 ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แม้แต่การรับประทานในขนาดที่สูงมาก

วิตามินบี12 มีความเชื่อมโยงกับการนอนหลับ ภาวะซึมเศร้าเป็นอาการทางระบบประสาทจากการขาดวิตามินบี12 ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นอนไม่หลับและมีผลต่อกระทบต่อการผลิตฮอร์โมน
เมลาโทนิน หากร่างกายมีวิตามินบี12 ในปริมาณสูง จะสามารถเพิ่มการผลิตเมลาโทนิน ส่งผลให้นอนหลับได้ดีขึ้น

ในประเทศไทย วิตามินบี 12 ขึ้นทะเบียนเป็นยา 2 ยี่ห้อคือ Neurobion®(นิวโรเบียน)และ Methylcobal®(เมธิลโคบอล)มีส่วนประกอบของ Vitamin B 12 แตกต่างกัน

ร่างกายมนุษย์แต่ละคนมีอัตราการดูดซึมสารอาหาร ยาหรือวิตามินไม่เหมือนกัน อาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน พอผ่านระบบย่อยอาหารที่เปรียบเสมือนศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่จนกลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก สารอาหารจะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตผู้คนจากสุขภาพแข็งแรง กลายเป็นเจ็บป่วยเล็กน้อยไปจนถึงโรคร้ายแรง ใช้เวลาไม่นานนักหรือแรมปี เริ่มต้นจากตรงนี้คะ




เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์


ที่มา 

Methylcobalamin : Uses, Side Effects, Dosage, Precautions ...CARE Hospitalshttps://www.carehospitals.com › Medicine Blogs

Vitamin B12 Deficiency: Symptoms, Causes & TreatmentCleveland Clinichttps://my.clevelandclinic.org › health › diseases › 228...

Vitamin B12 or folate deficiency anaemia - Symptoms - NHSnhs.ukhttps://www.nhs.uk › conditions › symptoms

Detergent enzymes - WikipediaWikipediahttps://en.wikipedia.org › wiki › Detergent_enzymes

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568

คอเลสเตอรอลกับยาลดไขมัน simvastatin

มีน้องผู้ชายอายุราว 45 ปี มาถามแป้งว่า ตรวจเลือดพบระดับคลอเลสเตอรอล 200 mg/dl หมออายุรกรรมจ่ายยากลุ่มสแตติน(statin)ชื่อ simvastatin 20 mg ครั้งละหนึ่งเม็ด ก่อนนอน
ควรกินยาดีหรือไม่(ยาสแตตินทำหน้าที่ยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA reductase ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับ)

แป้งเลยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับไขมันคลอเลสเตอรอลฉบับย่อ
กะจิ๊ดริดมาให้อ่านกันนะคะ

คอเลสเตอรอล (cholesterol) มีความจำเป็นต่อชีวิต กล่าวคือ ไม่สามารถขาดคอเลสเตอรอลได้ ร่างกายใช้คอเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบเยื่อหุ้มเซลล์ (20-25% ของผนังเซลล์) สร้างปลอกไมอีลิน (หุ้มเส้นประสาท) พัฒนาตัวอ่อนในครรภ์ สังเคราะห์น้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน สังเคราะห์วิตามินดีซึ่งสำคัญต่อระดับภูมิคุ้มกัน+ดูดแคลเซียมและเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตฮอร์โมนเพศ(เทสโทสเตอโรน เอสโตรเจน)และคอร์ติซอล ฯลฯ

พูดถึงเรื่องการผลิตฮอร์โมนเพศเนี่ย ในผู้หญิงที่ออกกำลังกายเยอะ+มีการควบคุมอาหารโดยจำกัดไขมัน ปรากฎว่า ประจำเดือนขาดทุกราย พอเปลี่ยนกลับมากินอาหารที่มีไขมัน ประจำเดือนก็กลับมารอบปกติ 

ร่างกายได้รับคอเลสเตอรอลจาก 2 แหล่งคือ 
1.จากการสังเคราะห์ขึ้นเองในร่างกายที่ตับและลําไส้ โดยตับสังเคราะห์ประมาณร้อยละ 15 และลำไส้สังเคราะห์ประมาณร้อยละ 10 ของปริมาณที่ร่างกายสังเคราะห์ได้ในแต่ละวัน 
2.ได้รับจากอาหารโดยเฉพาะที่มาจากสัตว์ เช่น ไข่แดง เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องในสัตว์ และสัตว์น้ำทะเลที่มีกระดอง( กุ้ง, หอย, ปลาหมึก, ปู) ผลิตภัณฑ์จากนมไขมันเต็มส่วน ฯลฯ

ตามปกติผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดีจะสังเคราะห์คอเลสเตอรอลเฉลี่ยวันละ 1 กรัม และใช้วันละ 0.3 กรัม ร่างกายจะควบคุมให้มีคอเลสเตอรอล 150-200 มก./เดซิลิตร ค่า LDL น้อยกว่า 160 มก./เดซิลิตร ค่า HDL มากกว่า 40 มก./เดซิลิตร โดยควบคุมกระบวนการสังเคราะห์ในร่างกาย หากร่างกายได้รับคอเลสเตอรอลจากอาหารมาก ร่างกายก็จะสังเคราะห์คอเลสเตอรอลน้อยลง อ้าว!! เป็นแบบนี้เนอะ

คอเลสเตอรอลจะขนส่งโดยไลโปโปรตีน (lipoprotein) ซึ่งมี 2 กลุ่มคือ 
1.LDL (Low density lipoprotein) จะขนส่งคอเลสเตอรอลไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ 
2. HDL (High density lipoprotein) จะขนส่งคอแเลสเตอรอลจากเนื้อเยื่อไปกำจัดที่ตับ ตับจะใช้คอเลสเตอรอลสร้างน้ำดี ส่วนที่เหลือจะถูกขับทิ้งทางลงโถส้วมไป

การเรียกไขมันคอเลสเตอรอล มักเรียกตามกลุ่มของไลโปโปรตีน 

กรณีที่ร่างกายมี LDL-cholesterol ในหลอดเลือดสูง แต่ HDL-cholesterol ต่ำ เนื่องจาก LDL-cholesterol สามารถจับกับเซลล์ของกล้ามเนื้อหลอดเลือดแดงได้ ทำให้เกิดการสะสมคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดมาก ส่งผลเลือดไหลผ่านหลอดเลือดได้ยาก ในกรณีที่หลอดเลือดนั้นส่งเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว หากเป็นหลอดเลือดที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง อาจทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดสมองอุดตันหรือตีบ

การศึกษาทางการแพทย์ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา มีผลขัดแย้งกันแต่ต่อมากลับลำเงียบๆก็มีเยอะ เช่น มีรายงานว่า ครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวไม่สัมพันธ์กับการมีคอเลสเตอรอลสูง และมูลนิธิโรคหัวใจแห่งอังกฤษ ยอมรับว่า คำแนะนำที่ให้ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายนั้น ไม่ได้มาจากงานวิจัยที่สมบูรณ์

ปริมาณของคอเลสเตอรอลในร่างกายที่มากเกินความจำเป็นต่างหากที่นำไปสู่โรค และเซลล์ต่างๆของร่างกายมีความสามารถที่จะสร้างคอเลสเตอรอลได้เอง แม้ว่าเราจะไปยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอลที่ตับ เซลล์ก็สามารถทำงานต่อได้

สมาคมแพทย์ทั่วโลกรวมถึงองค์การอนามัยโลก มีความเห็นตรงกันว่าระดับไขมันที่สูง เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนทั่วโลก

ในปี 1987 ได้ถือกำเนิดยากลุ่มสแตติน(Statin)ตัวแรกออกสู่ตลาด พร้อมเปลี่ยนเกณฑ์ "ปกติ" จาก < 300 เป็น < 200

เกณฑ์ถูกเปลี่ยนเนื่องจากมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า การให้ยา Statin ในคนที่มีระดับไขมันเฉลี่ยสูงเกิน 190 สามารถที่จะลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงได้ ยาถึงได้รับการรับรองให้นำมาใช้

ในปี 1993 เปลี่ยนโฟกัสไปที่ LDL โดยกำหนดเกณฑ์ใหม่คือ
ค่าปกติ < 130 → ต่อมาลดเหลือ < 100 → และ < 70 ในกลุ่มเสี่ยงสูง

เนื่องจากเกณฑ์ถูกเปลี่ยนให้ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะการศึกษาใหม่ๆ ด้วยตัวยาที่มีประสิทธิภาพในการลดไขมันที่มากกว่า สามารถพิสูจน์ได้ว่า การลดไขมันลงไปที่ค่าเฉลี่ยใดค่าเฉลี่ยหนึ่ง มีประโยชน์มากกว่ากลุ่มที่ปล่อยค่าไขมันไว้ที่จุดนั้นๆ

ผลลัพธ์คือจำนวนผู้ "ต้องกินยา" จาก 0 คน (ก่อนปี 1987) เป็น 42 ล้านคน ในปี 2001

เรื่องคอเลสเตอรอลเป็นเรื่องของความเสี่ยง คนที่มีคอเลสเตอรอลสูง คือมีความเสี่ยงสูง อาจจะเป็น 30% ที่จะเกิดโรคหัวใจ (จะเห็นว่าไม่ใช่ 100% แต่สูงกว่าคนอื่นที่มีไขมันต่ำกว่าและมีความเสี่ยงต่ำกว่า)

ยาลดไขมันถือเป็นที่มีประสิทธิภาพในการลดไขมันได้ดี เพียงแต่ยาแถมผลข้างเคียงด้วยเสมอ หากเรายอมรับผลที่ตามมาได้ ควรกินยาสม่ำเสมอ และหยุดยาเมื่อไขมันลดลง แต่ดูท่าจะหยุดยาได้ยากเพราะเกณฑ์วัดระดับไขมันคอเลสเตอรอลสูง ปัจจุบันคือ ไม่เกิน 200 mg/dl

ส่วนแป้งมีค่าไขมันคอเลสเตอรอล 268 mg/dl,TG 68 mg/dl,HDL 98 mg/dl,LDL 158 mg/dl ไม่กินยาลดไขมันใดๆเพราะกลัวผลข้างเคียงของยา ที่ผ่านมาในอดีตแค่เจอผลข้างเคียงจากยาแก้แพ้ในรูปแบบฉีดและกินก็เหลือทนแล้วคะ

กลไกการสร้าง การดูดซึมและการกำจัดคอเลสเตอรอลในร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆในร่างกายแต่ละคนต่างกัน ดังนั้นการปรับไลฟ์สไตล์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน หากอยากมีสุขภาพดี ไม่ต้องเสียเวลานั่งรอหมอนานๆเพียงเพื่อได้คุยไม่กี่นาทีแล้วรับยากลับบ้านเป็นกอบเป็นกำ แต่ทว่ายังมีหลายโรคที่ซับซ้อนจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อันนี้ก็แยกเป็นกรณีๆไปนะคะ

เปลี่ยนวิถีชีวิตโดยเลือกรับประทานอาหารที่มาจากธรรมชาติเป็นหลัก โดยหลีกเลี่ยงน้ำตาล น้ำมันพืชผ่านกรรมวิธี สารเคมี อาหารแปรรูป(สังเกตง่ายๆคือ อาหารที่มองไม่ออกว่า หน้าตาเดิมเป็นอย่างไร) อาหารแช่แข็ง ออกกำลังกายแต่พอควร พักผ่อนให้เพียงพอและดีที่สุดคือ กินน้อยมื้อ( IF)




เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์







ที่มา

ข้อดี…ข้อเสียของคอเลสเตอรอลFood Science and Technology Association of Thailandhttps://fostat.org › communication › fscm046

เฟซบุ๊กนพ.ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ
อายุรแพทย์โรคหัวใจ




วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ไม่ควรที่จะมีใครต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้(ตอนจบ)

ตำรับอาหารของเบิร์นสไตน์เป็นอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก

ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานบรรเทาและรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ หรือลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน


ย้ำว่า ไม่ใช่อาหารลดน้ําหนัก แม้ว่าจะมีแนวโน้มว่าใครก็ตามที่ทําตามได้จะลดน้ําหนักได้


เนื่องจากจํากัดคาร์โบไฮเดรตอย่างมาก อาหารเบิร์นสไตน์จึงแตกต่างจากแนวทางการบริโภคอาหารสําหรับโรคเบาหวานที่ส่งเสริมโดยสมาคมทางการแพทย์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน


อาหารเบิร์นสไตน์จํากัดจํานวนคาร์โบไฮเดรต 30 กรัมต่อวัน(ข้าวขาว 1 ทัพพี (โดยประมาณ) มีคาร์โบไฮเดรต 18 กรัม)


อาหารเบิร์นสไตน์ไม่มีกฎหรือแนวทางเกี่ยวกับโปรตีน ไขมัน หรือแคลอรี่ทั้งหมด 


อาหารของเบิร์นสไตน์ไม่ใช่อาหารลดน้ําหนัก แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดน้ําตาลในเลือด อาหารไม่สามารถพิจารณาได้ว่า "แคลอรี่ต่ํา" เนื่องจากไม่มีข้อจํากัด เกี่ยวกับปริมาณโปรตีนหรือไขมันที่คุณสามารถรับประทานได้


อาหารเบิร์นสไตน์ยังมีมุมมองที่แตกต่างของโปรตีนในอาหารมากกว่าแนวทางทางการแพทย์ส่วนใหญ่ ในขณะที่การจํากัดโปรตีนเป็นคําแนะนำหลักด้านโภชนาการโรคเบาหวานแบบดั้งเดิม ดร. เบิร์นสไตน์ไม่เห็นเหตุผลที่จะจํากัดการบริโภคโปรตีน เนื่องจากพอลดคาร์บลง เราจะไม่มีรู้สึกอิ่มหรือไม่มีเรี่ยวแรงเท่ากับตอนกินคาร์บเยอะๆ ดังนั้นการเพิ่มโปรตีนและไขมัน จะทำให้เรารู้สึกอิ่มและมีพลังงานมากขึ้นจากการเผาผลาญโปรตีนและไขมัน โดยที่ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

หมายเหตุ


1.ขนมอบและธัญพืชส่วนใหญ่ทำจากแป้งขัดสี ธัญพืชบางชนิดมีไขมันและน้ำตาลสูง เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะย่อยและดูดซึมเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง


2.พืชตระกูลถั่วทุกชนิด 

ดร.เบิร์นสไตน์แนะนำให้จำกัดการบริโภคพืชตระกูลถั่วในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและใยอาหารสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้ แม้ว่าถั่วจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆ เช่น โปรตีนและแร่ธาตุ แต่สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเคร่งครัด การจำกัดปริมาณถั่วจึงเป็นสิ่งสำคัญ 


พืชตระกูลถั่วเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต ซึ่งเมื่อย่อยแล้วจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด


3.ดร.เบิร์นสไตน์ไม่ได้ห้ามกินมะเขือเทศในการลดน้ำตาล แต่แนะนำให้จำกัดปริมาณที่บริโภคเนื่องจากมะเขือเทศมีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่เป็นเบาหวานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลอย่างเข้มงวด


4.น้ำหวานจากอะกาเว่ (Agave Nectar) หรือที่เรียกกันว่า น้ำเชื่อมอะกาเว่ คือน้ำหวานที่สกัดจากต้นอะกาเว่ ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่งสามารถพบได้ในแถบเม็กซิโกและอเมริกาใต้

5. พืชตระกูลถั่ว (Legumes) คือพืชที่อยู่ในวงศ์ Fabaceae (หรือ Leguminosae) ซึ่งมีลักษณะเป็นฝักและมีเมล็ดอยู่ภายใน ฝักและเมล็ดของพืชตระกูลถั่วสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด 


ตัวอย่างพืชตระกูลถั่วที่นิยมนำมาประกอบอาหาร ได้แก่

ถั่วเมล็ดแห้ง (Dry beans)เช่น ถั่วเหลือง, ถั่วแดง, ถั่วดำ, ถั่วขาว, ถั่วเขียว, ถั่วลันเตาถั่วฝัก (Fresh beans)เช่น ถั่วฝักยาว, ถั่วพู, ถั่วแขกถั่วอื่นๆ เช่น ถั่วลิสง, ถั่วชิกพี (chickpea), ถั่วเลนทิล, ถั่วลิมา, ถั่วเนย


6. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้าหนึ่งออนซ์ครึ่งหรือเบียร์หนึ่งกระป๋องมีแนวโน้มที่จะมีผลต่อระดับน้ําตาลในเลือดขึ้นเล็กน้อย


เรียบเรียงโดย แป้งปังปอนด์





ที่มา :


Dr. Bernstein's Diabetes Diet: Pros, Cons, and How It Works


https://diatribe.org/diet-and-nutrition/which-yogurt-best-people-diabetes

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ไม่ควรที่จะมีใครต้องมาเจ็บป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้

โรคเบาหวาน คือ 1 ใน 5 กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็น
กลุ่มโรคที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกว่า 4 แสนล้านบาท หรือกว่า 75% ของงบประมาณสุขภาพทั้งหมดถูกใช้ไปสำหรับรักษาผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs 

ความอันตรายของโรคเบาหวานคือ
มักทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาในกลุ่มโรค NCDs เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง และโรคไตวายเรื้อรัง ฯลฯ 

ปัจจุบันเรารู้ว่า อาหารเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค NCDs
อาจดูเหมือนว่า มีความยุ่งยากในการเลือกอาหารการกิน ถ้าหากคุณไม่อยากป่วย ต้องไปหาหมอนั่งรอหลายชั่วโมงเพื่อพบแพทย์ แล้วได้คุยไม่ถึง 5 นาที สุดท้ายได้รับยากลับบ้านเป็นตะกร้า กินยารักษาโรคหนึ่ง กลับได้ของแถม(ที่ไม่มีใครอยากได้)คือ ผลข้างเคียงของยา เรียกว่า เจ็บป่วย 1 โรคแถมผลข้างเคียงอีก 1 โรคเสมอ

พึงระลึกไว้ว่ายาเป็นสารเคมี ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อรักษาและบรรเทาความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นของมนุษย์ชั่วคราว ไม่ควรที่จะมีผู้ป่วยคนไหนต้องกินยารักษาโรคไปตลอดชีวิต ถึงแม้ในอดีตจะพบว่าโรคหลายอย่างรักษาไม่หาย แต่กลับไม่ใช่โรคเบาหวานชนิดที่ 1
(ต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต)

Richard K.Bernstein (ริชาร์ต เค เบิร์นสไตน์)เป็นเด็กที่มีน้ำหนักมากและป่วยหนัก ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ในปี 1946 เมื่ออายุ 12 ปี ในเวลานั้นแผนการรักษาโรคคือ อาหารคาร์โบไฮเดรตสูง การฉีดอินซูลินทุกวันและพบแพทย์ตามนัดทุกเดือนเพื่อตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือด เบิร์นสไตน์ประสบกับภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงของโรคเป็นเวลาหลายปี ทั้งๆที่พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด 

ในปี 1969 ขณะนั้นอายุ 40 ปี ก่อนที่จะเปลี่ยนอาชีพจากวิศวกร เบิร์นสไตน์ได้ซื้อเครื่องวัดระดับน้ําตาลในเลือด ซึ่งในอดีตจะใช้เฉพาะโรงพยาบาลเท่านั้น เขาเริ่มทดสอบระดับน้ําตาลในเลือดตลอดทั้งวัน เพื่อพยายามหาว่าปัจจัยใดที่จะทําให้ระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นหรือลดลง 

เขาพยายามศึกษาหาแนวทางอื่นๆที่น่าจะจัดการกับเบาหวานได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ โดยเช็คน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่องว่าสัมพันธ์กับอาหาร กิจวัตรประจำวันและปริมาณอินซูลินที่ใช้อย่างไร แล้วจึงปรับเรื่องอาหาร 

เบิร์นสไตน์สามารถจัดการระดับน้ำตาลได้ด้วยการผสมผสานระหว่างอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ํา(การแพทย์สมัยก่อนจำเป็นต้องให้กินอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงเนื่องจากเมื่อฉีดอินซูลินเข้าไป ระดับน้ำตาลจะลดฮวบฮาบ)การออกกําลังกาย และอินซูลินในปริมาณที่น้อยกว่าอาหารที่รับประทาน ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างของโรคเบาหวานในอดีตได้รับการแก้ไขแล้ว

ในขณะที่คำแนะนำทางการแพทย์ยังถือว่าสารอาหารหลักคือคาร์โบไฮเดรต แต่เบิร์นสไตน์ใช้แนวทางโลว์คาร์บ(คาร์โบไฮเดรตต่ำ)เน้นไปที่โปรตีนและไขมัน ทำให้ควบคุมน้ำตาลได้ดีในระดับที่วงการแพทย์เคยเชื่อว่า‘‘ไม่น่าจะเป็นไปได้’’

เบิร์นสไตน์ได้พยายามเสนอแนวคิดใหม่ แต่ไม่ได้รับการยอมรับเนื่องจากไม่ใช่แพทย์ เรียกได้ว่า พูดไปเถอะ พูดเท่าไหร่ก็ไม่มีใครสนใจฟังอยู่ดี(อันนี้แป้งเติมเอง)

จึงได้ตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์เมื่ออายุ 45 ปี โดยเรียนต่อเฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อและได้รับปริญญาจากวิทยาลัยการแพทย์อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เปลี่ยนสถานะจากวิศวกรมาประกอบวิชาชีพเวชกรรมในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ (Endocrinologist)

นพ.เบิร์นสไตน์ ได้ใช้แนวทางโลว์คาร์บในการรักษาให้กับผู้เป็นเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 ทำให้ผู้ป่วยควบคุมเบาหวานให้อยู่ในระยะสงบและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมจำนวนมาก

นพ.เบิร์นสไตน์ยังอุทิศตนให้ความรู้ในการจัดการเบาหวานกับประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังได้เขียน Dr. Bernstein’s Diabetes Solution ซึ่งเป็นทั้งหนังสือและตำราสำหรับผู้เป็นเบาหวานและบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย

หนังสือดร. Bernstein's Diabetes Solution ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1997 และอัปเดตในปี 2011 เพื่อรวมข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปั๊มอินซูลิน เครื่องวัดน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง(CGM)ยา รวมถึงอินซูลินที่สูดดมและสูตรอาหารได้กลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานสําหรับผู้ป่วยและแพทย์ทั่วโลก 

หนังสือเล่มนี้ท้าทายคําแนะนําด้านอาหารคาร์โบไฮเดรตและสนับสนุนการบําบัดโรคเบาหวานด้วยการจํากัดคาร์โบไฮเดรตแทนด้วยโปรโตคอลอินซูลินโดยละเอียดและกลยุทธ์การจัดการไลฟ์สไตล์มุ่งเป้าไปที่การบรรลุระดับน้ําตาลในเลือดให้เป็นปกติ ซึ่งก่อนหน้านี้ เชื่อว่าเป็นไปไม่ได้สําหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เย้!!

Bernstein เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 15 เมษายน 2025 ที่ผ่านมา ศิริอายุรวม 90 ปี แสดงว่า แนวทางการรักษาภาวะเบาหวานคือ โลว์คาร์บ(คาร์โบไฮเดรตต่ำ)เน้นโปรตีนและไขมัน เพิ่งเริ่มมีมา 35 ปีนี่เองนะคะ

หมายเหตุ 

1.โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes mellitus)เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ขาดอินซูลิน มักพบในเด็ก  ผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องได้รับอินซูลินไปตลอดชีวิต ในรูปแบบยาฉีด เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปกติที่สุด และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการขาดอินซูลิน ร่วมกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

2.โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus)เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน มักพบในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนร่วมด้วย

การวินิจฉัยเบาหวาน ทำได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน 4 วิธี ดังต่อไปนี้
 1. มีอาการโรคเบาหวานชัดเจน ได้แก่ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่มีสาเหตุ ร่วมกับตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ถ้ามีค่า ≥200 มก./ดล.
 2. ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (อย่างน้อย 8ชั่วโมง) ≥ 126 มก./ดล. 
 3. การตรวจความทนต่อกลูโคส โดยให้รับประทานกลูโคส 75 กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาลในเลือดที่ 2 ชั่วโมง ถ้ามีค่า ≥ 200 มก./ดล.
 4. การตรวจระดับน้ำตาลสะสม (A1C) ≥ 6.5% 

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกือบ 50% จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตลอดชีวิต บางคนอาจสูญเสียการมองเห็น ในขณะที่หลายคนเกิดโรคไตวายเรื้อรังจนต้องฟอกไตตลอดชีวิต

3.แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ (Endocrinologist) คือแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการวินิจฉัยและรักษาโรคและความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน, โรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์, โรคกระดูกพรุน, และภาวะผิดปกติของต่อมใต้สมองและต่อมหมวกไต,วัยหมดประจำเดือน

4. เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitoring หรือ CGM) คืออุปกรณ์ที่ใช้ติดตามระดับน้ำตาลในเลือดตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเจาะเลือดซ้ำๆ เหมือนเครื่องตรวจน้ำตาลแบบเดิม CGM ช่วยให้ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพสามารถติดตามระดับน้ำตาลในเลือดได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรักษาได้ทันท่วงที

#เบิร์นสไตน์,Berstein, Richard K.Bernstein (ริชาร์ต เค เบิร์นสไตน์,NCDs,โรคเบาหวาน,โลว์คาร์บ, คาร์โบไฮเดรตต่ำ,NCD,CGM,แป้งปังปอนด์

ที่มา :

Diabetes pioneer Dr Richard Bernstein passes away at age of ...diabetes.co.ukhttps://www.diabetes.co.uk › news › apr

นพ.ชัชวาล ลีลาเจริญพร Phimai Diabetes Remission Training Center

Dr. Bernstein's Diabetes Diet: Pros, Cons, and How It WorksVerywell Healthhttps://www.verywellhealth.com › bernsteins-diabetes-d...

โรคเบาหวาน คืออะไรสมาคม โรค เบาหวาน แห่ง ประเทศไทยhttps://www.dmthai.org › index.php › 2018-diabates-31

ผลข้างเคียงต่างๆจากการกินวิตามินที่เราควรรู้

ทุกวันนี้ตลาดอาหารเสริมหรือวิตามินเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดเนื่องจากคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของวิตามินที่มีมากมาย แป้งเชื่อว่ามีหลายคนรั...

บทความยอดนิยม