บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

บีทรูทพืชใต้ผิวดินกับการลดสิวอักเสบ





บีทรูทเป็นพืชเมืองหนาว มีรากสะสมอาหารอยู่ใต้ดิน  ซึ่งประกอบไปด้วยไฟโตเคมีคอล (phytochemical) ให้สารอาหาร ทั้งวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น ไนเตรท(nitrates),บีเทน (betaines), แมกนีเซียม (magnesium) ธาตุเหล็ก (iron) และโฟเลท (folate) ซึ่งจะให้กรดโฟลิกจากธรรมชาติให้กับร่างกาย 


บีทรูท(Beetroot) ลักษณะเป็นทรงกลมป้อมๆ มีหลายสายพันธุ์

เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 3-4 เซนติเมตร เนื้อภายในจะอวบน้ำ มีสีแดงเลือดหมู สีม่วงแดง และสีเหลือง 


บีทรูทสายพันธุ์ที่ปลูกในต่างประเทศ จะมีขนาดเล็กเท่ามะเขือเทศสีดาที่ใช้ทำส้มตำจนถึงขนาดเท่ามะเขือเทศท้อ มีรสหวาน(แป้งเคยดื่มน้ำบีทรูทที่นำเข้าจากออสเตรเลีย รสหวานและมีกลิ่นดินบางๆ) แต่พันธุ์ที่ปลูกมากในไทย ขนาดจะใหญ่มากๆเท่าที่เคยเห็นคือ ลูกละกิโลกว่าและมีกลิ่นดินค่อนข้างแรง(ไม่ว่าจะล้างด้วยการแช่เกลือหรือเบกกิ้งโซดา กลิ่นดินก็ไม่จางหาย) 


หลักการเลือกบีทรูท ควรเลือกหัวที่มีขนาดเล็ก เพราะมีเนื้อละเอียดและให้รสหวานมากกว่าบีทรูทขนาดใหญ่ มีผิวตึงไม่เหี่ยว จับดูแล้วไม่นิ่ม หัวบีทที่ยังสดอยู่มักมีใบติดมาด้วย

 

ต้นกำเนิดของพืชชนิดนี้อยู่ทางยุโรปแถบเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อนำมาปลูกในประเทศไทยจึงนิยมนำมาปลูกทางภาคเหนือ


น้ำบีทรูท 100 มล. มีพลังงาน 29 แคลอรี่ ไม่มีไขมัน มีสารอาหารดังต่อไปนี้


 โปรตีน 0.42 กรัม 

 คาร์โบไฮเดรต 7.50 กรัม

 น้ำตาล 5.42 กรัม

 ไฟเบอร์ 0.40 กรัม


บีทรูทมีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น ได้แก่ 


โฟเลต มีความสำคัญต่อการทำงานของ DNA และเซลล์ต่างๆ

วิตามิน B-6 ช่วยเผาผลาญสารอาหารและการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง

แคลเซียม แร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและความแข็งแรงของกระดูก

ธาตุเหล็ก ช่วยให้เซลล์เม็ดเลือดแดงนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆในร่างกาย


บีทรูทอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์เม็ดเลือดแดง  หากไม่มีธาตุเหล็ก เซลล์เม็ดเลือดแดงจะไม่สามารถขนส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกายได้


ผู้ที่มีระดับธาตุเหล็กต่ำ บางครั้งอาจมีภาวะที่เรียกว่าโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก  การเพิ่มแหล่งธาตุเหล็กในอาหารสามารถลดความเสี่ยงต่อภาวะนี้ได้


แมกนีเซียม แร่ธาตุที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หัวใจ กล้ามเนื้อ และระบบประสาท

แมงกานีส มีส่วนช่วยในการควบคุมการเผาผลาญสารอาหารและระดับน้ำตาลในเลือด

ฟอสฟอรัส สารอาหารที่จำเป็นสำหรับฟัน กระดูก และการซ่อมแซมเซลล์

ทองแดง มีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน กระดูก หลอดเลือด และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

สังกะสี ช่วยสมานแผล ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นการเจริญเติบโต


มีประโยชน์อย่างไร


1.ลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ โดยสารประกอบไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) (ไนเตรทในบีทรูทจะถูกเปลี่ยนไปเป็นไนตริกออกไซด์ในร่างกาย) มีฤทธิ์ช่วยขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกขึ้น ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ง่าย


2.ลดไขมันในตับ บีทรูทจะช่วยส่งเสริมการทำงานของตับและลดความเสี่ยงต่อโรคตับ เนื่องจากมีสารบีทานินในปริมาณมาก (สีแดงของบีทรูทเป็นสารประกอบบีเทน (betaines) เช่น บีทานิน (betanin) สารนี้ไม่ถูกเมตาบอไลต์ในร่างกาย หากกินปริมาณมากอาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดง หากพบในปัสสาวะ เรียกว่า beeturia ซึ่งมีลักษณะคล้ายมีเลือดออกในปัสสาวะ (hematuria)  แต่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย) อาจช่วยป้องกันหรือลดการสะสมไขมันในตับ 


อีกทั้งยังมีรายงานผลการทดลองในสัตว์และการศึกษานำร่องที่ระบุผลว่า สารบีทานินมีผลต่อการลดไขมันในผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ ชนิดที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์


3.ลดความดันโลหิต บีทรูทเป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารไนเตรท(มีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต) เปลี่ยนเป็นไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ขยายหลอดเลือด มีผลทำให้ความดันโลหิตลดลง 


จากการศึกษาพบว่า บีทรูทสามารถลดความดันโลหิตได้ถึง 4-10 mmHg ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ระดับไนเตรทในเลือดยังคงสูงขึ้นประมาณหกชั่วโมงหลังจากรับประทานอาหารที่มี

ไนเตรท ดังนั้นบีทรูทจึงมีผลเพียงชั่วคราวต่อความดันโลหิต และจำเป็นต้องบริโภคเป็นประจำเพื่อให้ความดันโลหิตลดลงในระยะยาว

4. อาจเพิ่มสมรรถภาพของนักกีฬา

รายงานจากบีบีซี อ้างผลการศึกษาทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอกซิเทอร์ (Exeter U, UK) พบว่า การดื่มน้ำบีทรูทสร้างเสริมพละกำลังและมีความทนทานขึ้นจนอาจออกกำลังได้นานขึ้นถึง 16%


การศึกษานี้มีจุดอ่อนที่ทำในกลุ่มตัวอย่างน้อยมาก คือจำนวน 8 คน อายุ 19-38 ราย ให้ดื่มน้ำบีทรูทวันละ 500 มล.(0.5 ลิตร)เป็นเวลา 6 วันติดต่อกัน ก่อนทดสอบด้วยการขี่จักรยานออกกำลังกาย หลังจากนั้นทดสอบซ้ำด้วยการให้ดื่มน้ำแบลคเคอเรนท์แทน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างทำเวลาได้เร็วขึ้นประมาณ 2%, ความดันเลือดลดลง, ออกกำลังได้นานขึ้นถึง 16% 


ไนเตรทดูเหมือนจะส่งผลต่อสมรรถภาพของร่างกาย โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพของไมโตคอนเดรีย ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตพลังงานในเซลล์ของมนุษย์


สิ่งสำคัญคือ ต้องสังเกตว่าระดับไนเตรทในเลือดจะสูงสุดภายใน 2-3 ชั่วโมง ดังนั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพสูงสุด ควรบริโภคบีทรูท 2-3 ชั่วโมงก่อนฝึกซ้อมหรือแข่งขัน


5. อาจช่วยต่อสู้กับการอักเสบ

การอักเสบเรื้อรังเกี่ยวข้องกับโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคตับ และมะเร็ง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยส่วนใหญ่พบในสัตว์ทดลอง(หนู)


การศึกษาหนึ่งในมนุษย์ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม พบว่าแคปซูลเบตาเลน(Betalain)ที่ทำจากสารสกัดจากบีทรูทช่วยลดความเจ็บปวดและความไม่สบายในข้อเข่า(เบตาเลนเป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นมา

จากกรดอะมิโนไทโรซีน โดยจัดอยู่ในกลุ่มอินโดล ( Indole ) มีลักษณะเป็นสารสีแดง-เหลือง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบได้)


แม้ว่าการศึกษาเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า บีทรูทมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ จำเป็นต้องมีการศึกษาในมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าบีทรูท

สามารถใช้เพื่อลดการอักเสบได้หรือไม่


6. อาจมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง

มะเร็งเป็นโรคร้ายแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้ โดยมีลักษณะเฉพาะของการเจริญเติบโตของเซลล์ที่เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระและคุณสมบัติต้านการอักเสบของบีทรูทได้นำไปสู่ความสนใจในความสามารถในการป้องกันมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม หลักฐานปัจจุบันค่อนข้างจำกัด


สารสกัดจากบีทรูทสามารถลดการแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกในสัตว์ทดลอง(หนู)


การศึกษาหนึ่งในหลอดทดลอง โดยใช้เซลล์ของมนุษย์ พบว่าสารสกัดจากบีทรูทซึ่งมีสารเบตาเลนสูง ช่วยลดการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมากและเซลล์มะเร็งเต้านม


ผลข้างเคียง


1.แม้ว่าบีทรูทดีต่อสุขภาพและปลอดภัย แต่ในบางคนอาจมีอาการแพ้บีทรูทเช่นเดียวกับการแพ้ผักและผลไม้อื่นๆ


การแพ้บีทรูทมักเกิดจากการแพ้เกสรดอกไม้  อาการของการแพ้

บีทรูทอาจรวมถึงรอยแดง บวม หรือคันในปาก ลิ้น หรือลำคอ  ในคนส่วนใหญ่ อาการจะไม่รุนแรง แต่บางคนอาจมีปฏิกิริยารุนแรงซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะภูมิแพ้เฉียบพลัน


2.การกินบีทรูทที่มากเกินไปเรียกว่าบีทูเรีย(Beeturia)  เม็ดสีแดงเข้มในบีทรูทสามารถเปลี่ยนปัสสาวะเป็นสีแดงหรือสีชมพูได้ประมาณ 10 - 14 %ตามรายงานของ Medical News Today  โดยเปลี่ยนอุจจาระเป็นสีแดงดำเข้มใน 1-2 วันหลังรับประทาน


Beeturia เป็นลักษณะการเปลี่ยนสีของปัสสาวะหลังจากรับประทาน

บีทรูท  ปัสสาวะอาจมีตั้งแต่สีชมพูจนถึงสีแดงเข้ม ภาวะนี้อาจพบได้ทั่วไปในประชากรประมาณ 14% และมีความถี่เพิ่มขึ้นในผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก 


ส่วนใหญ่ beeturia เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เป็นอันตราย ซึ่งจะหายไปเองเมื่อลดการบริโภคน้ำบีทรูท


การดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำอาจส่งผลต่อสีของปัสสาวะและอุจจาระได้ เนื่องจากสีตามธรรมชาติในบีทรูท อาจสังเกตเห็นปัสสาวะสีชมพูหรือสีม่วง ซึ่งเรียกว่าบีทูเรีย(Beeturia) การเปลี่ยนแปลงของสีเหล่านี้เกิดขึ้นชั่วคราวและไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล


3.อาจเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไต เนื่องจากบีทรูทมีกรดออกซาลิกสูง ในบางคนการรับประทานอาหารที่มีออกซาเลตสูงอาจทำให้เกิดนิ่วในไต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากรับประทานในปริมาณมาก


บีทรูทมีออกซาเลตสูงและสามารถทำให้เกิดนิ่วในไตได้

โดยเพิ่มการขับออกซาเลตในปัสสาวะ ซึ่งสามารถนำไปสู่การพัฒนาของนิ่วแคลเซียมออกซาเลต (Calcium oxalate) ซึ่งบีทรูทเป็นหนึ่งในอาหารที่มีออกซาเลตสูง จะทำให้ร่างกายไม่ดูดซึมแคลเซียม เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดนิ่วในไต หากมีนิ่วในไต 

ไม่ควรรับประทานบีทรูทในทุกรูปแบบ


3.บีทรูทอาจทำให้เกิดภูมิแพ้ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการแพ้แบบเฉียบพลันต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ร่างกายมีความรู้สึกไวเกินไป


บางการศึกษาพบว่า เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเกิดลมพิษ (ผื่นแดงบนผิวหนังที่คันอย่างรุนแรง บางครั้งอาจนำไปสู่อาการบวมที่เป็นอันตราย)และโรคหอบหืดหลังจากกินบีทรูทที่ต้มแล้ว  นอกจากนี้ยังมีอาการลมพิษ จุกที่ลำคอและหลอดลมหดเกร็งอีกด้วย


4.บีทรูทมีไนเตรท จากการตีพิมพ์ของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐอเมริกา(Department of Health and Human Services : HHS)การได้รับไนเตรทในปริมาณสูงอาจทำให้ปวดท้อง ไนเตรทที่มากเกินไปสามารถนำไปสู่เมทฮีโมโกลบิน (ระดับเมทฮีโมโกลบินในเลือดสูงขึ้น) ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ขาดพลังงาน ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ผิวรอบดวงตา ตา ปาก ริมฝีปาก มือ และเท้าเป็นสีฟ้าเทา


5.น้ำผลไม้อาจทำให้เกิดปัญหาในกระเพาะอาหาร บีทรูทมีเส้นใยมาก หากรับประทานมากจะส่งผลทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารและทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด จุกเสียด รวมถึงการเป็นตะคริวที่ท้อง


มีการวิจัยที่จำกัดและไม่มีคำแนะนำอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับ

ปริมาณน้ำบีทรูทที่ปลอดภัย  ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน

รับประทานบีทรูทในรูปแบบอาหารเสริม


6.ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ไม่ควรดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ความดันโลหิตลดต่ำลง ไนเตรทในน้ำบีทรูทส่งผลต่อความดันโลหิต  ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำหรือกำลังใช้ยาลดความดันโลหิตอยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนที่จะรับประทาน

บีทรูท


7.บีทรูทมีสาร FODMAPs ในรูปของน้ำตาลฟรุกแทน (Fructan) ที่ช่วยให้แบคทีเรียในลำไส้เจริญเติบโต ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการท้องเสียหรือความผิดปกติเกี่ยวกับลำไส้ในบางรายที่ร่างกายมีการตอบสนองไว เช่น ผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวน


8.ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานบีทรูท เพราะมีไนเตรทที่มีผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น เกิดอาการครรภ์เป็นพิษ และเกิดความเครียดระหว่างตั้งครรภ์ได้


เมื่อก่อนช่วงที่เป็นสิวอักเสบ 1-2 เม็ดที่เกิดจากประจำเดือน(ขณะนั้นยังมีผิวมัน)แป้งจะคั้นน้ำบีทรูท+ขมิ้นชัน(ใช้แบบผงป่น)+มะนาว อัตราส่วน 1 :1:1 คนให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นล้างหน้าให้สะอาด ทาครีมบำรุงผิวตามปกติ ใบหน้าจะเนียนนุ่ม ผิวหน้าเรียบ รูขุมขนกระชับอย่างเห็นได้ชัด ทาแป้งติดดีกว่าปกติ หน้าไม่มันเยิ้มระหว่างวันอีกด้วย

แต่ผลลัพธ์ที่ว่าจะอยู่เพียง 8-10 ชม.ถ้าไม่พอกหน้าซ้ำในวันต่อมา สภาพผิวจะเป็นเหมือนเดิมก่อนที่จะพอกหน้าด้วยบีทรูทค่ะ


ไม่พอแค่นี้ แป้งแบ่งน้ำบีทรูทปริมาณ 150 ml. จากการคั้นด้วยเครื่องแยกกาก รินใส่แก้วผสมกับนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม ค่อยๆจิบทีละนิดจนหมดแก้วหลังอาหารเช้า-เย็น ทำต่อเนื่อง 5-7 วัน สิวอักเสบยุบลงโดยไม่ทิ้งรอยดำ(บีทรูทเป็นพืชที่ดีต่อสุขภาพผิวเพราะช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง สามารถบรรเทาอาการของสิวอักเสบ)


หมายเหตุ ส่วนใหญ่ตามเว็ปไซต์ต่างๆมักจะแนะนำให้ดื่มน้ำบีทรูทตอนท้องว่างเพื่อประโยชน์สูงสุด แต่แป้งเคยเป็นกรดไหลย้อน(เป็นๆหายๆถ้าไม่กินอาหารเผ็ด ก็ไม่เป็น)

บีทรูทมีเส้นใยอาหารมาก จะส่งผลต่อระบบย่อยอาหารทำให้เกิดแก๊ส ปวดแสบท้อง ท้องอืดได้ ดังนั้นจึงดื่มน้ำบีทรูทหรือน้ำผลไม้หลังอาหารค่ะ


เกือบลืมเล่าว่าเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว สนุกกับการทำเบเกอรี่หลายอย่าง เช่น เค้กชิฟฟอน เค้กสปันจ์ ไวท์ชอคโกแลตชีสเค้ก ฯลฯ

ซึ่งชีสมีไขมันอิ่มตัวสูง แป้งกินไวท์ชอคโกแลตชีสเค้กเพียงชิ้นเดียวในตอนกลางวัน รุ่งขึ้นรู้สึกเจ็บหน่วงๆที่ใต้ริมฝีปาก คลำดูพบว่า นี่มันสิวหัวช้างนี่นา แป้งไม่เคยเป็นสิวหัวช้าง 10 กว่าปีแล้ว เมื่อก่อนนานๆปีจะเป็นบ้าง ทายาลดสิว 0.5%benzac ก็ไม่หาย ต้องเข้า

คลีนิกฉีดสเตียรอยด์สถานเดียว สิวจึงจะยุบ 


แต่ครั้งนี้ลองใช้วิธีดื่มน้ำบีทรูทครั้งละ 150 ml.ผสมนมเปรี้ยวหลังอาหารเช้า-เย็น+ทา benzac เช้า-เย็น วันต่อมาสิวหัวช้างยุบลงใต้ผิว แบบจับแล้วไม่เจ็บและหายไปภายใน 2 วันค่ะ


บางครั้งเบื่อผสมกับนมเปรี้ยว แป้งจะนำน้ำบีทรูทผสมกับ

น้ำแอปเปิ้ล น้ำสับปะรด รสชาติดีทีเดียว แถมช่วยให้ขับถ่ายคล่องขึ้นด้วย น้ำบีทรูทคั้นแยกกาก สามารถเก็บในตู้เย็นได้ 7-10 วัน(ที่จริงควรคั้นวันต่อวันเพื่อประโยชน์สูงสุด แต่เหนื่อยกับการล้างเครื่องแยกกากทุกวัน เลยคั้นทีเดียวทีละ 5 กก.ได้น้ำบีทรูท 2.3 ลิตร)


หมายเหตุ 

สูตรพอกหน้าด้วยบีทรูท+ขมิ้นชัน+มะนาว เหมาะกับผิวมัน ผิวผสม ไม่เหมาะสำหรับผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย 


หากมีผิวแห้ง แนะนำบีทรูท+ข้าวโอ๊ตบดละเอียด+น้ำผึ้งหรืออะโวคาโด












ที่มา 


7 Side Effects Of Drinking Beetroot Juice In Excess - Stylecrazehttps://www.stylecraze.com › articles › seri...


Beetroot juice: 6 health benefits, nutrition, and how to use ithttps://www.medicalnewstoday.com › artic...


Beet Juice: 11 Health Benefits From Blood Pressure to ...https://www.healthline.com › food-nutrition


บีทรูทกับประโยชน์ต่อสุขภาพ - พบแพทย์https://www.pobpad.com › บีทรูทกับประโยชน์ต่อสุ


บีทรูท กินอย่างไร ให้ได้ประโยชน์ และดีต่อสุขภาพที่สุด? | HD สุขภาพ ...https://hd.co.th › ... › การกินเพื่อสุขภาพ


บีตรูต - วิกิพีเดียhttps://th.wikipedia.org › wiki › บีตรูต


https://www.healthline.com/nutrition/benefits-of-beets


Beetroot / หัวบีทหรือหัวผักกาดแดง - Food Wiki | Food Network ...http://www.foodnetworksolution.com › word › beet


วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564

กรดทรานเอกซามิก (tranexamic acid) กับการรักษาฝ้า

ข้อมูลวิชาการเรื่อง “การใช้กรดทรานเอกซามิก (tranexamic acid) ในการรักษาฝ้า”


กรดทรานเอกซามิก มีฤทธิ์ในการห้ามเลือด

ในประเทศไทยขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาผู้ป่วยโรคเลือดไหลหยุดยากหรือเลือดออกมากผิดปกติ 


ต่อมาแพทย์ชาวญี่ปุ่นเป็นผู้ค้นพบว่า การรับประทานยากรดทรานเอกซามิกในขนาดยาที่ต่ำ (500-1,000 มิลลิกรัม/วัน) สามารถทำให้ฝ้าจางหายได้ชั่วคราว


ในปัจจุบันมีการใช้กรดทรานเอกซามิกแบบนอกข้อบ่งใช้ (off-label) ในการรักษาฝ้าอย่างแพร่หลาย จากการสืบค้นข้อมูลทางการแพทย์พบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 มีงานวิจัยทางการแพทย์ไม่ต่ำกว่า 20 งานวิจัยที่รายงานถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้กรดทรานเอกซามิกชนิดรับประทานในการรักษาฝ้า 


ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 วารสารของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตีพิมพ์งานวิจัย 4 เรื่องเกี่ยวกับการใช้กรดทรานเอกซามิกในการรักษาฝ้า และ 1 ใน 4 งานวิจัยดังกล่าวทางบรรณาธิการของวารสารในหัวเรื่องว่า “การใช้กรดทรานเอกซามิกชนิดรับประทานเพื่อใช้ในการรักษาฝ้า: จุดเปลี่ยนของแนวทางการรักษาฝ้า (JAAD Game Changers: Oral tranexamic acid (TA) in the treatment of melasma: A retrospective analysis)”


ในปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัดของกรดทรานเอกซามิกในการรักษาฝ้า


แต่ข้อมูลจากงานวิจัยหลายฉบับสันนิษฐานว่ากรดทรานเอกซามิก

ออกฤทธิ์ในการรักษาฝ้า โดยการยับยั้งขนวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน


รายงานทางการแพทย์โดยการศึกษาแบบ Meta-analysis (การวิเคราะห์อภิมาน) และการศึกษาแบบงานปริทัศน์แบบทั้งระบบ (Systematic review) จำนวน 2 ฉบับซึ่งตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2560 และ 2561


สรุปผลว่า สำหรับในผู้ป่วยซึ่งไม่มีข้อห้ามใช้กรดทรานเอกซามิก การใช้กรดทรานเอกซามิกชนิดรับประทานในขนาดยาต่ำ (500-1,000 มิลลิกรัม/วัน) เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันประมาณ 3 เดือน สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้และมีความปลอดภัยสูง 


ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น การมีประจำเดือนน้อยลง

การปวดมวนท้องหรือการเกิดผื่นแพ้ การรับประทานกรดทรานเอกซามิกในขนาดยาดังกล่าว ไม่มีการรายงานว่ามีผู้ป่วยที่เกิดลิ่มเลือดไปอุดตันในสมอง ปอด หัวใจ หรืออวัยวะอื่นๆ


ผู้ป่วยที่ไม่ควรรับประทานกรดทรานเอกซามิกได้แก่

- ผู้ป่วยที่ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดการอุดตันของหลอดเลือด เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดขอดหรือมีภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (Deep vein thrombosis)

- สตรีมีครรภ์

- สตรีให้นมบุตร

- ผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้กรดทรานเอกซามิก


ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาฝ้าให้หายขาดได้ 

การรับประทานกรดทรานเอกซามิกสามารถทำให้ฝ้าจางลงชั่วคราวเท่านั้น 


ผู้ป่วยยังต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้การเกิดฝ้า เช่น แสงแดด และการใช้ยาบางชนิดที่กระตุ้นให้เกิดฝ้า เช่น ยาคุมกำเนิด


เพื่อความปลอดภัย ไม่แนะนำให้ผู้ป่วยซื้อกรดทรานเอกซามิก

มารับประทานเอง การรักษาควรอยู่ในการควบคุมและดุลยพินิจของแพทย์เป็นสำคัญ





ที่มา

เพจ Prof Dr Worapong

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

โพรไบโอติก(probiotic)กับผลข้างเคียงที่ควรรู้

การค้นพบโพรไบโอติกเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เมื่อ Elie Metchnikoff หรือที่รู้จักกันในนาม "บิดาแห่งโพรไบโอติก" ได้สังเกตว่า ชาวชนบทในประเทศบัลแกเรียมีสุขภาพแข็งแรงแม้อยู่ในวัยชรามาก ท่ามกลางความยากจนและสภาพอากาศอันเลวร้าย เขาตั้งทฤษฎีว่าสุขภาพจะดีขึ้นและมีความชราช้าลง โดยการจัดการจุลินทรีย์ในลำไส้ด้วยแบคทีเรียที่เป็นมิตรกับโฮสต์ที่พบในนมเปรี้ยว ตั้งแต่นั้นมาการวิจัยยังคงสนับสนุนการค้นพบของเขาพร้อมกับประโยชน์ที่มากยิ่งขึ้น


โพรไบโอติกมักถูกเรียกว่า "แบคทีเรียดี" เพราะช่วยให้ลำไส้แข็งแรง หากพูดถึงเรื่องแบคทีเรีย หลายๆคนอาจจะคิดถึงเชื้อโรคร้ายที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ แต่จริงๆ แล้วแบคทีเรียนั้นมีหลายประเภททั้งแบคทีเรียที่ก่อโรค และแบคทีเรียดีที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเรียกว่า Probiotic


Probiotic คือกลุ่มแบคทีเรียหรือยีสต์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร และระบบอื่นๆ ของร่างกาย เมื่อมีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบทางเดินอาหารและระบบอื่นๆ ของร่างกาย เนื่องจากจุลินทรีย์ที่เป็นมิตรเหล่านี้มีส่วนช่วยในการดูดซึมสารอาหาร การป้องกันโรค และรักษาภาวะที่ผิดปกติของร่างกาย


โพรไบโอติกเป็นแบคทีเรียและยีสต์ที่มีชีวิตซึ่งให้ประโยชน์ต่อสุขภาพเมื่อบริโภคในปริมาณมาก


โปรไบโอติกที่พบบ่อยที่สุดสองชนิดในท้องตลาด ได้แก่ แบคทีเรียชนิดดีที่เรียกว่า แลคโตบาซิลลัสและบิฟิโดแบคทีเรียม 


เราสามารถรับประทานโพรไบโอติกเป็นอาหารเสริมหรือบริโภคตามธรรมชาติผ่านอาหารหมัก เช่น โยเกิร์ต คีเฟอร์(Kefir) กะหล่ำปลีดอง กิมจิ 

คอมบูชะ มิโซะ เต้าเจี้ยว ฯลฯ


มีประโยชน์ดังนี้

1.โพรไบโอติกอาจช่วยบรรเทาปัญหาการย่อยอาหารต่างๆรวมถึงอาการท้องร่วง ตะคริวและปวดท้องซึ่งเป็นอาการของโรคลำไส้แปรปรวน ( IBS )


 การศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ในเภสัชวิทยาทางเดินอาหารและการบำบัดพบว่า โพรไบโอติกสามารถช่วยบรรเทาอาการIBSเหล่านี้ได้


2.โพรไบโอติกอาจช่วยสุขภาพช่องปาก การวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในปี 2559 ในวารสาร Journal of Indian Society of Periodontologyพบหลักฐานเพิ่มขึ้นว่า การใช้โพรไบโอติกสามารถลดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคเหงือกได้


3.โพรไบโอติกอาจบรรเทาอาการแพ้ การศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 2018 ในClinical and Molecular Allergyพบว่า โพรไบโอติกมีแนวโน้มในการรักษาอาการแพ้ไรฝุ่น เนื่องจากมีหลักฐานว่าช่วยเสริมสร้างการตอบสนองภูมิคุ้มกันของร่างกาย


4.โพรไบโอติกอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน การศึกษาที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายน 2018 ในเทคโนโลยีชีวภาพสังเคราะห์และระบบพบว่าในผู้ใหญ่ที่เป็นหวัด การใช้โพรไบโอติกช่วยลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน นักวิจัยระบุว่าโพรไบโอติกช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน


5.โพรไบโอติกอาจช่วยให้สิวหายได้ การทบทวนที่ตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 2020 ในDermatologic Therapyพบว่า สิวเกี่ยวข้องกับแบคทีเรียบริเวณผิวหนังที่เรียกว่าPropionibacterium acnesและโพรไบโอติกอาจยับยั้งแบคทีเรียนี้ได้ นักวิจัยแนะนำให้ใช้โพรไบโอติกนอกเหนือจากการรักษามาตรฐานสำหรับสิวผดเล็กน้อยถึงปานกลาง


แม้ว่าจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายที่เชื่อมโยงกับการรับประทานโพรไบโอติก แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเล็กน้อยและมีผลกระทบต่อคนจำนวนน้อยเท่านั้น


อย่างไรก็ตามในคนที่เป็นโรคร้ายแรงหรือระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกรุกรานอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น


ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของโพรไบโอติก


1.อาจทำให้เกิดอาการทางเดินอาหารที่ไม่พึงประสงค์คือ การเพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องอืดและท้องเฟ้อ 


ผู้ที่รับประทานโพรไบโอติกที่ใช้ยีสต์ อาจมีอาการท้องผูกและกระหายน้ำมากขึ้น


ไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดบางคนจึงได้รับผลข้างเคียงเหล่านี้แต่โดยทั่วไปแล้วอาการเหล่านี้จะลดลงหลังจากใช้งานต่อเนื่องสองถึงสามสัปดาห์


เพื่อลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงให้เริ่มรับประทานโพรไบโอติกในปริมาณที่น้อยและค่อยๆเพิ่มขึ้นในสองสามสัปดาห์

หากยังมีอาการท้องอืดหรือผลข้างเคียงอื่นๆเกิดขึ้นให้หยุดรับประทานโพรไบโอติก


2.โพรไบโอติกอาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัว

โพรไบโอติกบางชนิด เช่น โยเกิร์ต กะหล่ำปลีดอง กิมจิ มีสารประกอบเอมีน(ไบโอเจนิกเอมีนเป็นสารที่เกิดขึ้นเมื่ออาหารที่มีโปรตีนมีอายุมากขึ้นหรือหมักด้วยแบคทีเรีย)


เอมีนที่พบบ่อยที่สุดในอาหารที่อุดมด้วยโพรไบโอติกได้แก่ ฮิสตามีน ไทรามีน ทริปตามีน และฟีนิลไทลามีน


เอมีนจะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง สามารถเพิ่มหรือลดการไหลเวียนของเลือดและอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวสำหรับผู้ที่ไวต่อสารนี้


3.บางสายพันธุ์สามารถเพิ่มระดับฮีสตามีน แบคทีเรียบางสายพันธุ์ที่ใช้ในอาหารเสริมโพรไบโอติกสามารถผลิตฮีสตามีนในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ 


ฮีสตามีน(Histamine)เป็นโมเลกุลที่ปกติสร้างขึ้นโดยระบบภูมิคุ้มกันเมื่อตรวจพบภัยคุกคาม หากระดับฮีสตามีนสูงขึ้น หลอดเลือดจะขยายตัวเพื่อนำเลือดไปยังบริเวณที่ได้รับผลกระทบมากขึ้นหลอดเลือดยังสามารถซึมผ่านได้มากขึ้นเพื่อให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถเข้าไปในเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค


กระบวนการนี้ทำให้เกิดรอยแดงและบวมในบริเวณที่ได้รับผลกระทบและสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ เช่น คัน น้ำตาไหล น้ำมูกไหลหรือหายใจลำบาก(คนที่เป็นภูมิแพ้จะมองเห็นภาพชัดเจนกว่าใครเพราะเป็นอยู่ประจำ)


โดยปกติฮีสตามีนที่ผลิตในระบบทางเดินอาหารจะถูกย่อยสลายตามธรรมชาติโดยเอนไซม์ที่เรียกว่า diamine oxidase(DAO) เอนไซม์นี้ยับยั้งระดับฮีสตามีนไม่ให้เพิ่มขึ้นมากพอที่จะทำให้เกิดอาการ  อย่างไรก็ตามบางคนที่แพ้ฮีสตามีนจะมีปัญหาในการทำลายฮีสตามีนในร่างกายอย่างเหมาะสม เนื่องจากผลิต DAO ไม่เพียงพอ


โพรไบโอติกสายพันธุ์ที่สร้างฮิสตามีน ได้แก่ Lactobacillus buchneri, Lactobacillus helveticus, Lactobacillus hilgardii and Streptococcus thermophilus


4.ส่วนผสมบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ ผู้ที่มีอาการแพ้หรือแพ้ง่ายควรอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมโพรไบโอติกอย่างละเอียด เนื่องจากอาจมีส่วนผสมที่สามารถตอบสนองได้

อาหารเสริมบางชนิดมีสารก่อภูมิแพ้ เช่น นม ไข่ ถั่วเหลือง


ทุกคนที่แพ้ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมเหล่านี้เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หากจำเป็นที่จะต้องใช้ควรอ่านฉลากอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยง  ในทำนองเดียวกันโพรไบโอติกที่ใช้ยีสต์ไม่ควรนำมาใช้กับผู้ที่แพ้ยีสต์ ควรเลือกโพรไบโอติกที่ใช้แบคทีเรียแทน


น้ำตาลในนมหรือแล็กโตส(lactose)ยังใช้เป็นอาหารอาหารเสริมโพรไบโอติกหลายชนิด ในขณะที่การศึกษาชี้ให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่แพ้แลคโตสสามารถทนต่อแลคโตสได้ถึง 400 มิลลิกรัมในยาหรืออาหารเสริม


คนที่แพ้แลคโตส อาจพบแก๊สที่ไม่พึงประสงค์ ไม่สบายท้องและท้องอืดเมื่อบริโภคโพรไบโอติกที่มีแล็กโตส 


นอกเหนือจากการมีโพรไบโอติกที่มีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบางอย่างยังมีพรีไบโอติก(prebiotic)ซึ่งเป็นเส้นใยพืชที่ระบบทางเดินอาหารมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้แต่แบคทีเรียสามารถใช้เป็นอาหารได้ ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ แลคตูโลส(lactulose)อินนูลิน(inulin)และโอลิโกแซ็กคาไรด์(oligosaccharide)


อาหารเสริมที่มีทั้งจุลินทรีย์โพรไบโอติกและเส้นใย prebiotic เรียกว่า synbiotic


5.สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อสำหรับบางคน โพรไบโอติกปลอดภัยสำหรับประชากรส่วนใหญ่ แต่อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน บางกรณีแบคทีเรียหรือยีสต์ที่พบในโพรไบโอติกสามารถเข้าสู่กระแสเลือดและทำให้เกิดการติดเชื้อในผู้ที่อ่อนแอ


ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดในการติดเชื้อจากโพรไบโอติกได้แก่ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกดจากการรับประทานยาสเตียรอยด์ การเข้ารับ การรักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน การสวนหลอดเลือดดำหรือผู้ที่เพิ่งได้รับการผ่าตัด(ร่างกายผู้ป่วยเกิดความอ่อนแอ จึงเป็นโอกาสที่ทำให้เกิดติดเชื้อแบคทีเรียโปรไบโอติกได้)


อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงมักเกิดขึ้นในผู้ที่อายุน้อยหรือผู้สูงอายุและผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรงหรือระบบภูมิคุ้มกันที่เสียหาย เช่น ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือป่วยระยะสุดท้าย โพรไบโอติกอาจไม่ดีสำหรับผู้ที่ป่วยหนักอยู่แล้ว


อย่างไรก็ตามความเสี่ยงในการติดเชื้อนั้นต่ำมากและไม่มีรายงานการติดเชื้อร้ายแรงในการศึกษาทางคลินิกของประชากรทั่วไป


การวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันอย่างรุนแรงไม่ควรรับประทานโพรไบโอติก เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต


ทุกคนที่เลือกทานอาหารเสริมเหล่านี้ต้องใช้ความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกรุกราน สำหรับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันถูกรุกรานเนื่องจากโรคหรือการรักษาโรค เช่นเคมีบำบัดมะเร็ง  ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีหรือป่วยระยะสุดท้าย การใช้โพรไบโอติกอาจเพิ่มโอกาสในการป่วยได้ 


การใช้โพรไบโอติกต่างๆสำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือผู้ป่วยที่มีลำไส้รั่ว ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อและภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารเสริมภายใต้สถานการณ์เหล่านี้


หากกำลังรับเคมีบำบัด ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเพิ่งผ่าตัดควรรอจนกว่าจะหายเป็นปกติก่อนที่จะเริ่มรับประทานโพรไบโอติก









ที่มา 

When Probiotics Are Bad For You - Heart to Heart Medical ...hearttoheartmedicalcenter.com › Blog

5 Possible Side Effects of Probiotics - Healthlinewww.healthline.com › nutrition › probioti...


Probiotics, Prebiotics & Synbiotics: Benefits, Definition, Side ...www.medicinenet.com › probiotics › article


Could You Benefit From a Probiotic Supplement? | Everyday ...www.everydayhealth.com › digestive-health


โพรไบโอติกส์ - โรงพยาบาลนนทเวชwww.nonthavej.co.th › Probiotics

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564

เลือกไม่ถูกเลย คาเฟอีนให้ประโยชน์หรือโทษ


คนทั่วไปไม่ควรบริโภคคาเฟอีนเกินวันละ 400 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับการดื่มกาแฟประมาณ 4 แก้ว เครื่องดื่มชูกำลัง 2 ขวด หรือโคล่าประมาณ 10 กระป๋อง แต่ต้องระวังปริมาณน้ำตาลที่มากเกินไปด้วย เพราะในโคล่า 10 กระป๋องอาจมีน้ำตาลมากถึง 350 กรัม รวมถึงกาแฟชงสำเร็จรูปมักมีน้ำตาลผสมอยู่ในปริมาณมากเช่นกัน


หากบริโภคเป็นประจำอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วนหรือโรคเบาหวานได้ ดังนั้นนอกจากปริมาณคาเฟอีนที่ต้องควบคุมแล้ว ยังต้องระวังเรื่องการบริโภคน้ำตาลส่วนเกินที่อยู่ในอาหารแต่ละประเภทด้วย


อาหารและเครื่องดื่มแต่ละชนิดจะมีปริมาณคาเฟอีนไม่เท่ากัน ซึ่งอาหารที่มีคาเฟอีนมากที่สุด คือ กาแฟ โดยกาแฟประมาณ 240 มิลลิลิตร จะมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 95-200 มิลลิกรัม


คาเฟอีนเป็นยากระตุ้นระบบประสาท ทำให้รู้สึกตื่นเต้น บางคนดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนผสมอยู่ เช่น ชาหรือกาแฟอาจจะทำให้นอนไม่หลับ แต่บางคนหลับได้สบาย


การที่เราไม่รู้สึกง่วงนอนนั้น ไม่ใช่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายเสมอไป เพราะถ้าเราอ่อนเพลีย ร่างกายต้องการพักผ่อน แต่เราต้องการกระตุ้นให้ตื่น การทำงานจะไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ แล้วค่อยมาทำต่อ 


การที่ร่างกายไม่ยอมพักผ่อนนั้นจะทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมเร็วกว่าปกติ การรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นมานั้นก็ไม่ใช่ฤทธิ์ของคาเฟอีนโดยตรง แต่เป็นการเอาพลังงานสำรองมาใช้ ซึ่งเมื่อถึงคราวที่เราต้องอาศัยพลังงานสำรองจริงๆ แล้วจะไม่มีเหลือ ทำให้ภูมิต้านทานต่ำ ป่วยง่ายและหายยาก หรืออาจจะไม่หายเลยก็ได้


คาเฟอีนนับเป็นสิ่งเสพติด เพราะถ้าเราดื่มทุกวันแล้วงด จะมีอาการถอนยาหรืออาการขาดยา คือ ปวดหัว หงุดหงิด กระสับกระส่าย ซึมเศร้า น้ำมูกไหล คลื่นไส้ ง่วงซึม และไม่อยากทำงาน แต่ถ้าได้รับประทานยา หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเข้าไปอาการเหล่านี้ก็จะหายไป


ในปี ค.ศ.1980 สำนักงานอาหารและยา (F.D.A.) ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเตือนสตรีที่มีครรภ์ให้งดและลดกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเพราะอาจจะเป็นอันตรายต่อทารกทำให้คลอดออกมาไม่สมประกอบได้


มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของสหรัฐพบว่า 

การดื่มกาแฟวันละ 1-2 ถ้วย จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอ่อนได้มากถึง 2 เท่า 

การดื่มกาแฟร้อนวันละ 3 ถ้วยหรือมากกว่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับอ่อนถึง 3 เท่า


ส่วนชามีสารชนิดหนึ่งชื่อเเทนนิน (Tannin) ซึ่งเป็นตัวทำลาย

วิตามินบีหนึ่งในอาหาร จึงไม่ควรดื่มน้ำชาร่วมกับอาหาร ถ้าใครอดไม่ได้ ควรดื่มชาหลังอาหารแล้วประมาณ1 ชั่วโมง เพื่อรอให้

วิตามินบีหนึ่งได้ดูดซึมไปก่อน 


คนที่ขาดวิตามินบี 1 จะทำให้เป็นโรคเหน็บชา มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปวดแสบ เสียวในขาและขาไม่มีแรง อารมณ์เสียและหงุดหงิดง่าย


การดื่มชามากๆ จะทำให้ท้องผูก แพทย์จึงมักแนะนำให้ดื่มน้ำชาในคนไข้มีอาการท้องร่วงหรือท้องเดิน แต่ไม่ใช่ดื่มเป็นเครื่องดื่มประจำวัน


การดื่มชาขณะรับประทานอาหาร จะทำให้การดูดซึมของธาตุเหล็กลดลงถึงร้อยละ 87  ส่วนดื่มกาแฟพร้อมอาหารจะลดลงร้อยละ 39 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เป็นโรคโลหิตจาง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาและกาแฟ (ข้อมูลจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยแพทย์แคนซัสสหรัฐอเมริกา)


โทษของคาเฟอีน

1. หัวใจสั่น (หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติหรือผิดปกติ)

2.ทำให้ความดันโลหิตสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง

3.ไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ในทางอ้อมจะทำให้เป็นโรคหัวใจวายง่ายขึ้น


4. กระเพาะอาหารผลิตกรดไฮโดรคลอริกออกมามากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและโรคกรดไหลย้อน 

อีกทั้งคาเฟอีนสามารถกระตุ้นการขับถ่ายได้ด้วยการเพิ่มการหดตัวของกล้ามเนื้อของทางเดินอาหาร (Peristalsis) จึงอาจทำให้บางคนขับถ่ายดีขึ้น หรือมีอาการท้องเสีย 


นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่า การบริโภคคาเฟอีน อาจทำให้อาการของโรคกรดไหลย้อนแย่ลง เนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสามารถทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารตอนล่างคลายตัว ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของอาการกรดไหลย้อน 


5. เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาจทำให้มีก้อนซีสต์ที่เป็นเนื้องอกในเต้านมสตรี

6. ทำลายโครโมโซมในหนูทดลองและลูกหนูที่คลอดออกมาอาการไม่สมประกอบ


7. กระตุ้นระบบประสาท ทำให้นอนไม่หลับ มือสั่น ตึงเครียด อารมณ์เสียง่าย ปวดศีรษะ ประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง


8.กล้ามเนื้อและกระดูกเสียหาย หากบริโภคคาเฟอีนมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมน้อยลงจนเกิดภาวะกระดูกพรุน หรืออาจทำให้อัตราเมตาบอลิซึมสูงเกินไป จนเกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็ง 


ประโยชน์ของคาเฟอีน

1. แพทย์อาจจะใช้กับเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดและหยุดหายใจแล้วกว่า 20 วินาที เพื่อช่วยกระตุ้นให้ฟื้น ซึ่งได้ผลไม่แน่นอน

2. ใช้ในห้องทดลองเกี่ยวกับการกระตุ้นระบบประสาท

3. ผสมกับยาเออร์กอท (Ergot) ในการรักษาไมเกรน

4. ช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น คาเฟอีนจะไปปิดกั้นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณของสารสื่อประสาทชนิดอื่นอย่าง

โดปามีนและนอร์อิพิเนฟรินเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้มีการส่งข้อมูลของเซลล์ประสาทภายในสมองเพิ่มมากขึ้น 


จากการศึกษาพบว่า คาเฟอีนอาจทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เช่น อารมณ์ ความจำ การตอบสนอง ความระมัดระวัง ระดับพลังงาน และกระบวนการคิดทั่วไป 


5.ช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย โดยคาเฟอีนอาจเพิ่มระดับ

อะดรีนาลีน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ช่วยเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการออกกำลังกายอย่างหนัก และคาเฟอีนยังช่วยสลายไขมันให้เป็นพลังงานอีกด้วย นอกจากนี้คาเฟอีนยังอาจช่วยเพิ่มความทนทานและอาจช่วยให้เหนื่อยช้าลง แต่คาเฟอีนอาจไม่เพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายในกรณีที่ต้องใช้แรงมากในระยะเวลาสั้น ๆ อย่างการยกของหรือการวิ่งเร็ว


6.ช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น โดยมีการศึกษาพบว่า คาเฟอีนจะเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกายให้มากขึ้น และมีงานค้นคว้าอื่น ๆ ที่ระบุว่า คาเฟอีนสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญของคนอ้วน 10 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มอัตราการเผาผลาญของคนผอม 29 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามมีความเป็นไปได้ว่าประสิทธิภาพนี้จะลดลงในผู้ที่บริโภคคาเฟอีนในระยะยาว


7.ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้า คาเฟอีนอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าและลดความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้ โดยมีงานวิจัยพบว่า การบริโภคคาเฟอีนอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าในผู้ใหญ่ได้


 อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยบางส่วนที่เผยว่า การบริโภคคาเฟอีนอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าในเด็กได้เช่นกัน


8.ลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี การบริโภคคาเฟอีนวันละประมาณ 400 มิลลิกรัม อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ 


มีการศึกษาพบว่า คาเฟอีนอาจมีส่วนช่วยกระตุ้นการหดตัวของถุงน้ำดีและการไหลเวียนของน้ำดี ซึ่งอาจช่วยลดการเกิดนิ่วได้อีกด้วย


9.ป้องกันโรคเบาหวาน มีการวิจัยที่พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 1 แก้ว อาจเสี่ยงเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ลดลง 7 เปอร์เซ็นต์ หากดื่มกาแฟมากขึ้นอาจทำให้ความเสี่ยงลดลงไปอีก


อย่างไรก็ตาม การบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนควรเป็นแบบไม่เติมน้ำตาล และไม่บริโภคคาเฟอีนมากเกินปริมาณสูงสุดที่กำหนดต่อวัน และจากการค้นคว้าแม้พบว่าคาเฟอีนอาจช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ แต่สารชนิดนี้อาจไม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 อยู่แล้วได้


10.ลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสัน ไม่เพียงแต่คาเฟอีนจะช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสันได้อีกด้วย 


โดยโรคทั้ง 2 ชนิดนี้มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในการทำงานของสมอง จากการศึกษาไม่พบว่าการบริโภคคาเฟอีนจะทำให้ความเสี่ยงต่อโรคพาร์กินสันลดลงได้ในผู้ที่สูบบุหรี่


11.ลดความเสี่ยงโรคตับ มีงานวิจัยที่พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วขึ้นไป อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับแข็งลดลงมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และบางงานวิจัยยังบอกด้วยว่าสารคาเฟอีนอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับได้ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์










ที่มา

คาเฟอีน ให้ประโยชน์ หรือโทษ - บทความสุขภาพ โดยมูลนิธิหมอชาวบ้าน

ww w. doctor.or. th › article › detail

คาเฟอีน มีประโยชน์หรือให้โทษต่อร่างกาย - พบแพทย์

ความชราที่มาไม่ถึง Ep.1


ร่างกายมนุษย์แต่ละคนเกิดมามีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกัน นิสัยใจคอแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ อวัยวะทุกส่วนมีความทนทานอย่างจำกัด ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ตับ ไต ปอด กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ สายตา ฯลฯ เราต้องใช้อย่างทะนุถนอม ไม่ใช้ตะบี้ตะบันใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เช่น ใช้สายตาจ้องคอมพิวเตอร์ทั้งวันหรือโทรศัพท์มือถือทั้งคืนแถมปิดไฟมืดอีกต่างหาก ส่งผลให้เกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อมไปจนถึงจอประสาทตาเสื่อมได้ หรือรับประทานอาหารเกินความต้องการจนเกิดโรคอ้วน ส่งผลให้ข้อเข่าต้องแบกรับน้ำหนักตลอดเวลาจนเกิดข้อเข่าเสื่อมตามมาในที่สุด


อาหารสุขภาพคือ อาหารที่กินได้ทั้งคนป่วยและคนปกติ คนที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง มักจะได้รับคำแนะนำว่า ห้ามกินอะไร แต่ไม่เคย

ได้รับคำแนะนำว่าควรกินอะไร 


1. กินน้อยแก่ช้า กินมากแก่เร็ว ควรกินอาหารเพียงวันละสองมื้อบ้าง แม้จะทำไม่ได้ทุกวันก็ยังดี

2. แป้งที่ดีคือแป้งที่มีกากใย เช่น มันเทศ ฟักทอง แครอท และธัญพืช

3. น้ำตาลคือยาพิษ ควรลดปริมาณของหวานลง นมวัวรสจืดก็

มีน้ำตาลรสจืด ที่มีชื่อว่า แลคโตส

4. ผลไม้มีวิตามิน แต่ก็มีน้ำตาลสูง ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรปั่นน้ำผลไม้ดื่มเป็นประจำเพราะจะทำให้ได้น้ำตาลมากเกินไป


5. ควรกินผักหลากสีเพื่อให้ได้วิตามินหลากหลาย ควรล้างผักด้วย น้ำส้มสายชูหรือเบคกิ้งโซดา(Baking Soda) หากเป็นไปได้ เลือกผักปลูกดินด้วยวิธีการเกษตรอินทรีย์ ที่เรียกว่า ผักออร์แกนิค

6. กินไข่ได้ทั้งฟอง ทั้งไข่ขาวและไข่แดง ไข่แดงมีวิตามินเกือบครบถ้วน และไม่ได้ทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูง

7. ใช้น้ำมันมะกอกและน้ำมันรำข้าวในการประกอบอาหาร เพราะมีกรดไขมันโอเมก้า 9 สูง ช่วยลดการอักเสบ เลี่ยงไขมันจากสัตว์และไขมันจากถั่วเหลืองเพราะมีสารที่เพิ่มการอักเสบสูง


8. กินธัญพืชและผักที่ปลูกจากดินเพื่อให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุอย่างเพียงพอ ธัญพืชยังมีกรดไขมันโอเมก้า 9 วิตามินอี และวิตามินบี

9. กินอาหารด่าง คืออาหารมังสวิรัติ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ร่างกายเป็นกรด เช่น ไขมันสัตว์ รวมทั้งนม เนื้อสัตว์ และของหวานรวมถึงช็อกโกแลต

10. ไม่ควรดื่มน้ำที่ผ่านการกรองด้วยกระบวนการรีเวอร์ส ออสโมซิส ที่รู้จักกันในนามว่า น้ำอาร์โอ และไม่ควรดื่มน้ำอัดลม(รวมทั้งน้ำอัดลมที่ปราศจากน้ำตาล) เพราะมีความเป็นกรดสูงมาก

11. ดื่มน้ำแร่หรือน้ำด่าง น้ำแร่มีความเป็นด่างสูงและยังช่วยเสริมแร่ธาตุให้กับร่างกาย การดื่มน้ำมาก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำที่มีความเป็นด่าง ช่วยกำจัดสารพิษและชะลอไตเสื่อม

12. หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป

13. หลีกเลี่ยงอาหารใส่ผงชูรส ซึ่งมักจะอยู่ในอาหารสำเร็จรูป สารปรุงแต่งรสอาหาร น้ำจิ้ม และน้ำซุป

14. หลีกเลี่ยงอาหารที่หุงต้มด้วยความร้อนสูงอยู่เป็นเวลานาน ๆ และไม่ควรทำอาหารด้วยการใช้เครื่องไม่โครเวฟอยู่เป็นประจำ

15. กินวิตามินเสริมอย่างถูกหลัก เพราะเราไม่มีทางกินอาหารให้ได้วิตามินอย่างครบถ้วน






ที่มา :

คนไม่อยากแก่ โดย ดร.นพ.พัฒนา เต็งอำนวย

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564

Antioxidant Optimizer กับความขาวสว่างใสในวัยชรา

ศัตรูตัวฉกาจของสุขภาพและผิวพรรณมาจากอนุมูลอิสระที่ร่างกายผลิตขึ้นเองตลอดเวลา 24 ชั่วโมงในแต่ละวัน รวมไปถึงมลพิษต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นละออง ควันรถ ควันบุหรี่ แสงแดด ความเครียด การอดนอน สารเคมีต่างๆ ฯลฯ


โดยทั่วไปร่างกายสามารถขจัดอนุมูลอิสระได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จึงต้องอาศัยตัวช่วยจากอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากธรรมชาติ เช่น วิตามินซี วิตามินอี  ซีลีเนียม ซึ่งช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกอนุมูลอิสระทำลายและนำไปสู่ความเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร เช่น ริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิว โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงอันดับต้นๆ ได้แก่ พรุน บลูเบอร์รี่ และคามูคามู(camu camu)


วิตามิน Antioxidant optimizer ยี่ห้อ earth nutrients ผลิตในอเมริกา  ประกอบด้วยส่วนผสมคุณภาพสูงสองชนิด คือ คามู คามู(camu camu) และเบต้ากลูแคน(beta glucan)ชนิด 1,3/1,6 


1.คามู คามู ได้รับการกล่าวขานมานานเพราะได้ชื่อว่าเป็นสุดยอดผลไม้ที่มีผลการวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า เป็นแหล่งของวิตามินซีสูงเนื่องจากพบว่า คามูคามูมีกรดอะมิโน วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส มีสารในกลุ่มโพลีฟีนอล(polyphenol)และแคโรทีนอยด์กลุ่มลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน


คามู คามู เป็นไม้พุ่มที่มีขนาดเล็กประมาณ 3-5 เมตร มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Myrciaria dubia มีถิ่นกำเนิดเขตป่าฝนแถบลุ่มน้ำแอมะซอน(Amazon) ที่มีพื้นที่บริเวณหลายประเทศ ตั้งแต่ บราซิล เวเนซุเอลา โคลัมเบีย และเปรู มีผลสีม่วงแดงคล้ายผลเชอร์รี่

ขนาดเท่าลูกมะนาว


ใบและผลสามารถทำสมุนไพรได้สารพัด คามูคามูช่วยต้านการติดเชื้อไวรัส รักษาแผล  เพิ่มภูมิคุ้มกัน รวมถึงการต้านอนุมูลอิสระ ด้วยคุณประโยชน์ของคามูคามูที่อุดมด้วยวิตามินซีสูงและช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนในชั้นโครงสร้างผิวและปกป้องเซลล์ผิวจากการโดนทำลาย ช่วยต่อต้านริ้วรอย ทำให้ผิวพรรณผ่องใส ตลอดจนบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อม ฯลฯ


2.เบต้ากลูแคน (beta-glucan) เป็นคาร์โบไฮเดรตประเภท

พอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ประกอบด้วยโมเลกุลของกลูโคส (glucose) มีโครงสร้างคล้ายเซลลูโลส (cellulose) คือโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคสมาต่อกันด้วยพันธะไกลโคไซด์ (glycosidic bond)


เบต้ากลูแคน สกัดได้จากผนังเซลล์ของยีสต์ (yeast) รา (mold) เมล็ดธัญพืช (cereal grain) เช่น ข้าวโอ๊ต และข้าวบาร์เลย์


เบต้ากลูแคน เป็นไฮโดรคอลอยด์(hydrocolloid)ไม่ละลายในน้ำแต่สามารถดูดน้ำได้ดี 


ในอุตสาหกรรมอาหารใช้เบต้ากลูแคนเป็นวัตถุเจือปนอาหาร (food additive) เพื่อปรับปรุงคุณลักษณะเชิงหน้าที่ (functional properties) ของอาหาร เช่น ใช้เป็นสารให้ความหนืด(thickening agent)ใช้เป็นสารที่ทำให้อิมัลชันคงตัว(emulsifier)นอกจากนี้

 ยังมีคุณสมบัติเป็นฟังชันนัลฟู้ด (functional food) เป็นเส้นใยอาหาร (dietary fiber) ที่เป็นพรีไบโอติก (prebiotic) ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เป็นสารที่ยอมรับทั่วไปว่าปลอดภัย (Generally Recognized as Safe, GRAS)


เบต้ากลูแคนถูกแยกได้ในปี พ.ศ. 2511 จากผนังเซลล์ของยีสต์ (Saccharomyces Cerevisiae )


เบต้ากลูแคนมีสองรูปแบบและขึ้นอยู่กับแหล่งที่มา

1.รูปแบบที่ไม่ละลายน้ำ(1,3/1,6)จะถูกแยกออกจากยีสต์ 

2.รูปแบบที่ละลายน้ำได้ (1,3 / 1,4) แยกได้จากเห็ด (เห็ดหอม

เห็ดหลินจือ ไมตาเกะ) และซีเรียล (ข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์)  นอกจากความสามารถในการละลายน้ำแล้วยังมีความแตกต่างในการออกฤทธิ์และฤทธิ์ทางชีวภาพอีกด้วย


รูปแบบที่ออกฤทธิ์มากที่สุดคือ เบต้ากลูแคน 1,3 / 1,6 


เบต้ากลูแคนแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไร?

ข้าวโอ้ต เห็ด(รา) ยีสต์ เป็นเบต้ากลูแคนประเภทต่างๆ

ทั้งสามประเภทนี้ไม่เพียงมีความแตกต่างกันในระดับโมเลกุลเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายที่แตกต่างกันอีกด้วย 


1.เบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติเด่นในการส่งเสริมสุขภาพหัวใจและช่วยลด LDL Cholesterol (แอลดีแอลคอเลสเตอรอล)แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไม่สนับสนุนว่า เบต้ากลูแคนชนิดนี้ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย


 2.เบต้ากลูแคนจากเห็ดแสดงให้เห็นว่ามีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน แต่การวิจัยชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพต่ำกว่าเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังที่ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง  เนื่องจากมีเห็ดที่ยังไม่ถูกค้นพบจำนวนมาก การวิจัยเกี่ยวกับคุณประโยชน์จึงผสมผสานกัน อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการสนับสนุนภูมิคุ้มกันโดยรวม


3.เบต้ากลูแคนที่ได้จากยีสต์ มักมาจากยีสต์ของขนมปังหรือยีสต์ของผู้ผลิตเบียร์  แม้ว่าทั้งสองจะเป็นเบต้ากลูแคน 1,3 / 1,6 จาก Saccharomyces cerevisiae แต่แหล่งที่มาก็สำคัญ 

เบต้ากลูแคนที่สกัดจากผนังเซลล์ของยีสต์ขนมปังมีรูปแบบโมเลกุลที่แตกต่างจากยีสต์ของผู้ผลิตเบียร์ ซึ่งอาจมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน  แต่ไม่ใช่ทุกสายพันธุ์ที่เหมือนกัน


นักวิจัยเชื่อว่าเบต้ากลูแคนอาจมีผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน  อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม  การวิจัยส่วนใหญ่ในปัจจุบันอยู่ในรูปแบบของการทดลองในสัตว์  นักวิทยาศาสตร์คิดว่า

เบต้ากลูแคนสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับโรคและการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ  


อย่างไรก็ตามระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์มีความซับซ้อนและนักวิจัยยังคงเรียนรู้วิธีการทำงาน  อาจต้องใช้เวลาก่อนที่เราจะทราบผลที่แน่นอนของเบต้ากลูแคน


 เบต้ากลูแคนที่สกัดจากข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์เป็นชนิด 1,3/1,4 ไม่สามารถกระตุ้นภูมิต้านทาน แต่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้


วิตามิน Antioxidant optimizer ยี่ห้อ earth nutrients ผลิตในอเมริกา  ประกอบด้วยส่วนผสมสองชนิด คือ คามู คามู(camu camu) และเบต้ากลูแคน(beta glucan)ชนิด 1,3/1,6 




มีประโยชน์อย่างไร


 1. เพิ่มระดับภูมิต้านทาน ลดโอกาสการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ 

 2. เพิ่มพลังงานทำให้ไม่เหนื่อยง่าย ทำให้มีความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

 3. บำรุงกระดูกและข้อเข่า บรรเทาอาการข้ออักเสบรูมาตอยด์

 4. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง จึงช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย ไม่ให้แก่เกินวัยอันควร

 5. เพิ่มการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย

 6. ลดมวลไขมันสะสมในร่างกาย เพิ่มการเผาผลาญไขมันให้เป็นพลังงาน(การทดลองในหนู)

 7. อุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆโดยเฉพาะวิตามินซีสูง จึงช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใสและมีเม็ดสีผิวที่สม่ำเสมอขึ้น 

 8. ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase ได้ ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการสร้างเมลานิน แต่พอเมื่อถูกยับยั้ง เม็ดสีก็จะไม่ถูกสร้างขึ้น ทำให้รอยดำที่เกิดจากสิวหรือแผลจางลงเร็วขึ้น 

 9. ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสียหายจากอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นเซลล์ที่ผิวหนังให้ทำหน้าที่กำจัดอนุมูลอิสระได้เร็วขึ้น ผลที่ได้คือผิวพรรณเปล่งปลั่ง ขาวใส โดยมีหลักการคือ กระบวนการฟาโกไซโทซิส(phagocytosis แปลตรงตัวว่า "การกินเซลล์"หรือเรียกว่าเซลล์เขมือบ)จะมีเซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะเรียกว่า ฟาโกไซต์ (phagocytes) ซึ่งทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย คือการกำจัดเชื้อโรคนั่นเอง

 

เซลล์เขมือบในตระกูลแมโครฟาจ(macrophage)ที่ผิวหนังคือเซลล์แลงเกอฮาน(langerhans)สารนี้กระตุ้นเซลล์เขมือบที่ผิวหนังให้ทำหน้าที่เร่งกำจัดของเสียได้อย่างรวดเร็ว ผิวพรรณจึงสะอาด สว่างใส


10.ช่วยกำจัดและระบายของเสียออกมาทางเหงื่อได้มากขึ้น



เรื่องมีอยู่ว่าแป้งอยากให้แม่อายุ 67ปี อาศัยอยู่จ.สกลนคร มีพลังงานมากขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย(พ่อกับแม่ชอบเดินทางไปนั่นโน่นนี่บ่อย) แม่บ่นว่า ปวดเข่าเวลาเดินนานๆ มีโรคประจำตัวคือภูมิแพ้ ซึ่งแป้งก็เป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก นั่นคือถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์เต็มๆ


เวลาเดินทางไกล เคยสังเกตไหมว่าเราจะรู้สึกเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียมากกว่าปกติ แสดงว่าอนุมูลอิสระได้เริ่มเพิ่มขึ้นจำนวนมากในร่างกาย เลยลองให้แม่กินวิตามินตัวหนึ่งชื่อ Antioxidant optimizer ยี่ห้อ earth nutreints ครั้งละหนึ่งเม็ดหลังอาหารเช้า-เย็น 


พอกินครบสองเดือนอยู่ดีๆพ่อก็มาทักว่าทำไมแม่หน้าขาวขึ้น(แม่แป้งกินวิตามิน Ester-c,flaxeed oil,supreme hair,policosanol,age renewal,melatonin) ใช้ครีมบำรุงผิวหน้ายี่ห้อ Olay หลังจากนั้นมีเพื่อนแม่ 2-3 คน มาทักว่ากินอะไร,ใช้อะไร ทำไมผิวดูผ่อง ขาวใสขึ้น แม่ได้แต่ยิ้มเขินเพราะไม่รู้ว่าจะบอกกล่าวอย่างไรดี


แม่โทรมาเล่าให้แป้งฟัง ยังงงอยู่เลยว่าแม่อายุตั้งเกือบจะ 70 ปีแล้ว ทำไมกินวิตามินแค่สองเดือนถึงได้เห็นผลเร็วจัง ถ้าเป็นคนอายุน้อยๆจะไม่แปลกใจเลย แต่นี่คนชราได้พลังงานเพิ่มขึ้นแถมความขาวใส ไม่น่าเชื่อว่ามีแบบนี้ด้วย คาดว่าแม่กิน ester-c+antioxidant optimizer เลยเห็นผลชัดเจน แป้งกินวิตามินตัวนี้แล้วขาวใสขึ้นภายในสองเดือนเช่นกัน


แต่อาการภูมิแพ้ที่แม่เป็นอยู่ยังไม่หายไปเพราะจะได้ยินเสียงแม่พูดโทรศัพท์เหมือนคนเป็นหวัดเหมือนเดิม ไม่กล้าให้แม่กินวิตามินเยอะเหมือนแป้งเนื่องจากอายุมาก แต่แป้งไม่เป็นภูมิแพ้นานแล้ว( 9 ปี)ไม่ได้หายจากการออกกำลังกาย แต่ดีขึ้นเพราะกินวิตามินคุณภาพสูง คนอื่นมักเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น ไข้หวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล  แป้งไม่เคยเป็นอะไรกับเขาเลย ยกเว้นเหนื่อยง่าย จึงสรรหาแต่วิตามินที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย ซึ่งได้ผลดีมากนะคะ


ต่อให้มีเงินมากมายแค่ไหน หากมีโรคภัยไข้เจ็บมารุมเร้า ย่อมหาความสุขได้ยาก  เวลาที่เราเจ็บป่วยมักจะไม่สบายตัว ปวดนั่นโน่นนี่แสดงว่าร่างกายเกิดการอักเสบบริเวณใดบริเวณหนึ่งจากอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว สิ่งที่ช่วยขจัดความเจ็บป่วยได้อย่างรวดเร็วคือ ยารักษาโรค แต่มักมีผลข้างเคียงเยอะ(แป้งเคยได้รับยาแก้คัน atarax 10 mg ครั้งละหนึ่งเม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น กินแล้วหายคันแทบจะปลิดทิ้ง ตามมาด้วยง่วงนอนตลอดเวลา ตาแห้ง ผิวแห้ง ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย) ทางเลือกอีกอย่างหนึ่งคือวิตามินคุณภาพสูงจะช่วยลดอนุมูลอิสระในร่างกายได้เป็นอย่างดี คำพูดนี้ จริงหรือไม่จริง แป้งพิสูจน์มาแล้วเป็นเวลา 9 ปีเต็มค่ะ


สารต้านอนุมูลอิสระในโลกมีเยอะแยะมากมาย แต่ที่เห็นผลชัดเจนมีเพียงไม่กี่ตัว Antioxidant optimizer เป็นหนึ่งในนั้น

อย่าลืม!!ร่างกายสามารถขจัดอนุมูลอิสระได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น 

มีตัวช่วยแบบนี้ ได้ทั้งสุขภาพที่แข็งแรง มีภูมิต้านทานสูง ไม่เหนื่อยง่ายมาพร้อมกับความขาวใส ชีวิตดี๊ดี


สนใจสอบถามเพิ่มเติมและสั่งซื้อได้ที่

https://bit.ly/3oWmEtp

Tel.061-742-9944

Line id : 0617429944




ที่มา

beta-1 3 1 6 glucan from saccharomyces cerevisiae 

ww w. healthline.c om / nutrition/camu-camu

Beta glucan / บีตา-กลูแคน - Food Wiki | Food Network Solution

ww w. foodnetworksolution.c om › wiki › word › beta-gl...

ฟาโกไซโทซิส - วิกิพีเดียwikipedia.o rg › wiki › ฟาโกไซโทซิส

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ประธานฝ่ายวิชาการ ชมรมโภชนวิทยามหิดล

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ที่สุดแห่งเทคโนโลยีชะลอวัยเพื่อคงความงามของยุคนี้

 


แทบทุกคนปรารถนาอยากมีผิวพรรณแต่งตึง  ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่นเหมือนเมื่อครั้งเยาว์วัย ซึ่งต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่จากภายในสู่ภายนอก หากดูแลร่างกายดีมาจากข้างในมักจะส่งผลต่อภายนอกด้วยเช่นกัน 


อย่างไรก็ตามความเสื่อมของร่างกายจะเพิ่มขึ้นตามอายุหรือวัย

ซึ่งมีสาเหตุจากอนุมูลอิสระ เช่น ความเครียด แสงแดด การพักผ่อนนอนหลับ โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ พรากความงดงามของผิวพรรณไปไม่น้อย  เมื่อโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ไม่ตอบโจทย์กับปัญหาผิวพรรณบางประการ ในรอบ 10+ปีมานี้ มีเทคโนโลยีแห่งความงามผุดขึ้นมาบนโลกใบนี้เพื่อชะลอผิวพรรณให้เต่งตึง ไม่ให้ร่วงโรยตามวัย เช่น Ulthera,Thermage, HIFU, Facelift


1.Ulthera(อัลเทอร่า)เป็นคลื่นเสียง(Ultrasound)

Thermage(เทอทาจ)เป็นคลื่นวิทยุ(Radiofrequency)


อัลเทอร่าและเทอมาจ มีหลักการทำงานโดยเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนที่ 60-65 องศาเซลเซียส(ประมาณไข่ดาวสุกได้) จะเกิดการคลายและพันเกลียวของเส้นใยคอลลาเจน ส่งผลให้มีการสร้างและเรียงตัวของเส้นใยคอลลาเจนขึ้นมาใหม่


อัลเทอร่า เน้นหน้ายกกระชับ(lifting)มากกว่าหน้าแน่น ลงได้ลึกกว่าชั้น SMAS(ชั้นที่หมอศัลยกรรมใช้ผ่าตัดดึงหน้า)


เทอมาจ เน้นหน้าแน่น(tightening) มากกว่าหน้ายก ลงลึกได้ไม่ถึงชั้น SMAS แต่ลดไขมันที่แก้มได้ดี


ระดับความเจ็บปวดระหว่างทำ


เจ็บมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความทนของแต่ละคน พลังงานที่ใช้และตำแหน่งที่ทำ เช่น พลังงานสูงจะรู้สึกเจ็บมากและได้ผลดีมาก


พลังงานต่ำจะรู้สึกเจ็บน้อยและได้ผลเล็กน้อย

บริเวณแก้มเจ็บน้อยกว่าคอ กรอบหน้า


ราคาอัลเทอร่าและเทอมาจใกล้เคียงกันเพราะต้นทุนทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยทัดเทียมกัน


ปกติทำแล้วอยู่ได้นานประมาณหนึ่งปี ขึ้นอยู่กับอายุ สภาพผิวและการดูแลตัวเองหลังจากนั้น


คำแนะนำสำหรับการทำอัลเทอร่า


300 ถึง 400 shot สำหรับอายุไม่เกิน 30 ปี ใบหน้าเล็ก ไม่หย่อนคล้อย ทำเฉพาะบริเวณแก้ม


400 ถึง 600 ช็อต เหมาะสำหรับอายุเกิน 30 ปีหรือมีพื้นที่เยอะ เน้นกรอบหน้า


600 ถึง 800 ช็อต เหมาะสำหรับคนที่อายุเกิน 50 ปีหรือต้องการความเป๊ะมากๆหรือมีความหย่อนคล้อยเยอะ เน้นกรอบหน้า เหนียง และคอ


ส่วนใหญ่จะคิดค่าใช้จ่ายตามช็อต ยิ่งอายุมากต้องยิ่งจ่ายเยอะ


หมายเหตุ 

คำว่า shot(ช็อต) แปลว่าจำนวนนัดยิง


2.เทอมาจ(Thermage)เป็นนวัตกรรมยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัดเช่นเดียวกับอัลเทอร่า


เริ่มมีตั้งแต่ค.ศ. 2005 ถึง 2006 โดยเริ่มแรกใช้กับใบหน้า คอ ท้องแขน หน้าท้อง(ในคนที่มีน้ำหนักเยอะๆพอลดน้ำหนักแล้วผิวย้วยหย่อนคล้อย)และขา โดยจะเห็นผลภายในหกสัปดาห์แรกคือ บริเวณเหนียง ส่วนร่องแก้มจะหายไปในเดือนที่หก 


ความร้อนที่โดนผิวจะทำให้ผิวเรียบเนียน หากทำบริเวณหลังมือ มือจะหายเหี่ยวทันที


สามารถทำบริเวณรอบดวงตาที่มีริ้วรอยโดยมีหัวยิงพิเศษ ซึ่งเป็นคนละอย่างกับที่ใช้สำหรับใบหน้าหรือคอ


เหมาะสำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 35 จนถึง 60 ปี หากเกิน 60 ปีไปแล้ว กรุณาอย่าคาดหวัง


ความหย่อนคล้อยเป็นสัญลักษณ์แห่งความชราของผิว ซึ่งเกิดจากคอลลาเจนเสื่อม มีสาเหตุหลักคือ แสงแดด


คนที่สูบบุหรี่ ไม่เหมาะที่จะทำเทอมาจ เพราะการสูบบุหรี่จะมีนิโคตินทำลายผิว


ทำหนึ่งครั้งอยู่ได้ปีครึ่งถึงสองปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและหลีกเลี่ยงแสงแดด


ระดับความเจ็บปวด ทำใต้ตาจะเจ็บไม่มากเท่าบริเวณใบหน้า


สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในสองสัปดาห์แรกคือ รูขุมขนละเอียด

ครบหนึ่งเดือน หน้ายกกระชับ หางตายกขึ้น

ในคนที่เป็นฝ้า สามารถทำได้โดยไม่ทำให้ฝ้าแย่ลง(แต่ไม่ช่วยลดฝ้า)


เทอมาจ(Thermage) เป็นแบรนด์อเมริกา มีจุดเด่นคือลดไขมันที่แก้ม แต่ถ้าโชคไม่ดีเจอแพทย์ที่วิเคราะห์ผิวหน้าไม่เป็น หลังทำเสร็จแก้มจะตอบลง ซึ่งมีผลทำให้ดูโทรมทันที


คนที่เติมไขมันที่หน้า สามารถทำเทอมาจได้ แต่ไขมันจะยุบตัวลงไปบางส่วน


คนที่ฉีดฟิลเลอร์และโบทอกซ์สามารถทำเทอมาจได้ แต่อายุของฟิลเลอร์หรือโบทอกซ์จะสั้นลง


มีคนไข้ประมาณ 10% ที่อายุถึงเกณฑ์ แต่ทำเทอมาจแล้วไม่เห็นผล หากไม่เกี่ยวข้องกับฝีมือแพทย์และคุณภาพของเครื่องมือ เกิดจากภายในร่างกายชราภาพสุดๆ เช่น มีอายุ 30 ปี แต่ข้างในเสื่อมหย่อนคล้อยเหมือนคนอายุ 40 ปี จะใช้พลังงานแค่ 300 ช็อตได้หรือไม่


 คำตอบคือ ไม่พอ ต้องใช้อย่างน้อย 900 ช็อต จนถึง 1200 ช็อต


เทอมาจไม่ช่วยลดรอยเหี่ยวย่น แต่ช่วยลดถุงใต้ตาได้ดี

คนที่มีสภาพผิวแย่ คุณภาพผิวไม่ดี ผิวหน้าไหม้ หน้าแก่กว่าเพื่อนวัยเดียวกัน กระฝ้า ผิวคล้ำแดดสะสม ทำเทอมาจไม่ค่อยเห็นผล


ผลข้างเคียง

หากใช้พลังงานสูง ผิวอาจจะไหม้(Burn)ไขมันยุบ ตุ่มน้ำพอง ผิวยุบ 

เพราะฉะนั้นต้องหาข้อมูลเลือกแพทย์ที่เชี่ยวชาญ ไม่ใช่ใครก็ได้ หน้าเราจะเละ นอกจากไม่เห็นผล เสียเงินฟรีแถมเจ็บตัวอีกต่างหาก


แป้งเคยเห็นรุ่นพี่ไปทำเทอมาจที่คลินิกแห่งหนึ่ง ผลปรากฏว่าหลังทำเสร็จบริเวณแก้มยุบตัวลง แพทย์แนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มแก้ม จากที่จ่ายเงินไปแล้ว 80,000 กว่าบาท จ่ายค่าฟิลเลอร์เพิ่มอีก 30,000 กว่าบาท 


ควรทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ใช่จบใหม่ไก่กาอาราเล่ ก่อนตัดสินใจทำ เช็คข้อมูลแพทย์ คุณภาพของเครื่องมือทุกครั้งเพราะแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญขนาดฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ยังเป็นก้อนใต้ตาเลย ขืนให้ทำ Thermage หน้าพังพอดี


3.Hifu (Hi Intensity Focused Ultrasound) เป็นแบรนด์เกาหลี ทำเดือนละหนึ่งครั้ง ราคาย่อมเยากว่าเทอมาจและอัลเทอร่า 


Hifu(ไฮฟู่)และ Thermage(เทอมาจ)เป็นเทคโนโลยีชนิดเดียวกันคือใช้คลื่นความถี่วิทยุ(Radiofrequency)


หากใช้พลังงานสูง ผิวอาจจะไหม้(Burn)เกิดรอยแผลเป็นคีลอยด์ 

ไขมันยุบ ตุ่มน้ำพอง ผิวยุบ 


หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินผิวและวิเคราะห์โครงหน้าเผลอยิงชอตเยอะ จะทำให้แก้มบุ๋มผิดที่ ย่น ย้อย เพราะเนื้อที่แก้มลดไปมากบวกกับอายุที่มาก(40+) บางคลีนิคแนะนำจะต้องร้อยไหมเพิ่ม


หมายเหตุ 

หากมีอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสภาพผิวเหี่ยวย่น หย่อนคล้อยมาก

ทำอัลเทอร่า เทอมาจและไฮฟู่ มักจะไม่ได้ผล ควรศึกษาการผ่าตัดดึงหน้า ปัจจุบันมีมากมายหลายเทคนิค ซึ่งมีความแตกต่างกันตามระดับความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด


4.ผ่าตัดดึงหน้าหรือศัลยกรรมดึงหน้า(Facelift) เป็นการผ่าตัดแก้ไขใบหน้าที่หย่อนคล้อยอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงที่มาตามวัยที่เพิ่มขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงของมวลกระดูก กล้ามเนื้อ  และความยืดหยุ่นบนใบหน้า กล้ามเนื้อและผิวหนังที่หน้าผาก  ส่งผลให้แก้ม กราม คางและคอห้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก การผ่าตัดดึงหน้าจึงเป็นวิธีการที่ทำให้ใบหน้าสดใส เต่งตึง แลดูอ่อนเยาว์ 


การผ่าตัดดึงหน้ามีหลายเทคนิค แพทย์บางท่านอาจจะใช้เพียงเทคนิคเดียว หรือหลายเทคนิคร่วมกันเพื่อให้ได้ผลการผ่าตัดที่ดีที่สุด ดังนี้

1. การผ่าตัดดึงโหนกแก้ม ร่องแก้ม แผลหน้าหู และบริเวณตาล่าง (Mini face lift and Mid face lift)

2. ผ่าตัดดึงหน้าทั้งหมด( โหนกแก้ม ร่องแก้ม แนวกราม- คาง)  ด้วยแผลหน้าหู และ หลังหู เย็บชั้นกล้ามเนื้อ SMAS ให้ตึง ( Full facelift )

3. ผ่าตัดยกกระชับใบหน้าด้วยวัสดุสังเคราะห์  ( Endotine  Mid face lift)

4. ผ่าตัดยกกระชับคางห้อย ด้วยการเย็บกล้ามเนื้อใต้คาง ( Neck lift / Neck Tuck )

5. ผ่าตัดดึงคิ้ว ( Forehead lift )

6. ผ่าตัดเพิ่มความอวบอิ่ม ( Fat transfer : เติมไขมัน)


ปัจจุบันเทคนิคการดึงหน้า ได้มีการพัฒนาไปมากและมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง สามารถเลือกดึงได้ตามสภาพผิวหน้า บางคนอาจจะดึงหน้าเฉพาะจุดหรือแค่บางส่วน เช่น ดึงบริเวณขมับและแก้มที่ห้อยให้ยกขึ้น หรือบางคนที่ผิวหย่อนคล้อยมากทั้งหน้าทั้งคอ จำเป็นต้องศัลยกรรมดึงหน้าทั้งหมด คือ ดึงหน้า ดึงหน้าผาก ดึงคอ ซึ่งจะดึงจุดไหนหรือมากน้อยเพียงใดขึ้นกับสภาพผิวหน้าของแต่ละคน และดุลยพินิจของแพทย์


หลังผ่าตัดดึงหน้า ผิวหน้าจะดูอ่อนเยาว์ขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป

 ผิวหน้าก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น ส่วนผิวหน้าจะคงสภาพความเต่งตึงเอาไว้ได้นานแค่ไหนนั้น  ขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหน้าของแต่ละคน โดยเฉลี่ยจะคงอยู่ได้นาน 5 ปีขึ้นไป แต่ใครที่ดูแลผิวหน้าดีๆ อาจอยู่ได้นานเป็น 10 ปีก็มี(อันนี้ท่าทางจะยากเพราะอย่าลืมว่า !!ชั้นคอลลาเจนได้เสื่อมลงหมด ฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนก็หมดหน้าที่ลง)ดังนั้นถ้าอยากให้ผิวหน้าคงความเต่งตึงเอาไว้นานๆ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ ที่ทำร้ายผิว ซึ่งจะช่วยยืดระยะเวลาให้ยาวนานขึ้นได้ เช่น แสงแดด ความเครียด นอนดึก


ค่าใช้จ่ายโดยรวมประมาณ 200,000-300,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพผิวก่อนทำการรักษา


ยกตัวอย่างค่ารักษาเฉพาะจุดของรพ.ยันฮี


ดึงหน้า (Midface) 67,000 บาท

ดึงหน้าผาก (Forehead) 81,000 บาท

ดึงคอ (Neck lift) 45,500 บาท


ศัลยกรรมดึงหน้า ทำให้ใบหน้าเด็กลงเป็นสิบปีได้จริงหรือ?

ตามหลักการแพทย์ไม่สามารถบอกตัวเลขที่ชัดเจนได้ว่า การดึงหน้าของแต่ละคนจะสามารถลดอายุลงได้กี่ปี 


แต่โดยทั่วไปแล้ว หากอยากลดอายุได้มากๆ อย่างแรกคือ ก่อนผ่าตัด คนไข้ต้องมีริ้วรอย ความหย่อนคล้อยในเกณฑ์ที่มาก เช่น คนที่ผิวบาง คนใบหน้าแคบๆ และมีริ้วรอยเยอะ ถ้าทำในคนไข้กลุ่มนี้เวลาผ่าตัดดึงหน้าก็จะเปลี่ยนแปลงได้เยอะ จากที่ริ้วรอยที่มีเยอะ ก็จะแก้ไขได้มาก เพราะฉะนั้นใบหน้าก็จะดูเด็กลง ลดลงได้โดยเฉลี่ยประมาณ 10-15 ปี


แต่ขณะเดียวกันก่อนผ่าตัด ถ้าเป็นคนที่อายุยังน้อย เช่น อายุ 30 กว่าปี อยากศัลยกรรมดึงหน้า ทำเสร็จคนไข้จะรู้สึกว่าหน้าตึงขึ้นเพราะมีการผ่าตัดไปแล้ว แต่ถามว่าคนทั่วไปดูแล้วจะรู้สึกว่าอายุลดลงไป 10 ปีไหม ก็ไม่ขนาดนั้น ความแตกต่างอาจไม่มาก เพราะว่าก่อนผ่าตัดไม่ได้มีริ้วรอยจำนวนมาก


การดึงหน้าบางคนคิดว่าจะทำทั้งทีต้องทำทั้งหน้า ทั้งคอ จริงๆไม่ใช่อย่างนั้น ใบหน้าคนเราแบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรกคือบริเวณหน้าผากด้านบน สำหรับคนที่มีริ้วรอยที่หน้าผาก เวลาขมวดคิ้วมีร่องระหว่างคิ้ว ก็ต้องดึงหน้าผาก


ต่อมาคือใบหน้าด้านบน บริเวณหางตา หางคิ้ว จะเรียกว่าการดึงหน้าส่วนบน ต่อมาคือส่วนล่าง การดึงหน้าส่วนนี้จะแก้บริเวณร่องเเก้ม ร่องน้ำหมาก เหนียงที่คาง สุดท้ายคือที่คอ คนไข้แต่ละคนไม่จำเป็นต้องทำทั้งหน้า ต้องอาศัยการตรวจวิเคราะห์โครงหน้าเสียก่อน ศัลยแพทย์ตกแต่งจะแนะนำตามความเป็นจริงว่าส่วนไหนที่จำเป็นต้องทำ ส่วนไหนที่ยังไม่จำเป็นก็ไม่ต้องทำ เลือกทำเฉพาะส่วนที่มีปัญหาจริงๆ


บางคนมีปัญหาแค่หย่อนคล้อย แต่ผิวหน้าไม่ได้เหี่ยวย่นมาก แค่ผ่าตัดดึงหน้าทั้งหมด(Full facelift)ผลลัพธ์จะออกมาดีไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม 


การทำมากเกินไป เช่น ร่องแก้ม บางคนอยากให้หมอดึงจนไม่มีร่องแก้มเลย ตามหลักการแพทย์ทำได้แต่ไม่ควรทำเพราะมันดึงจนตึงเกินไป หน้าก็จะแข็ง ดูหลอก ที่สำคัญร่องแก้มเป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อในการยิ้ม การพูด แสดงสีหน้า ถ้าร่องแก้มหายไปเวลาแสดงสีหน้า ไม่ว่าจะยิ้ม พูดก็ดูไม่ธรรมชาติ


แต่ในคนที่ผิวเหี่ยว แก้มตอบ จำเป็นต้องฉีดไขมันเพิ่ม(Fat graft)โดยเอาไขมันของตัวเองจากส่วนอื่นมาฉีดใส่หน้าให้

ดูอวบอิ่ม เต่งตึง สำหรับคนที่หน้าเหี่ยวย่นและแก้มผอมตอบ การเพิ่มไขมันบนใบหน้าจึงจำเป็นอย่างยิ่ง 


หากบางเคสใต้ตาเหี่ยวมาก แค่ผ่าตัดดึงหน้าเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเติมฟิลเลอร์อีก


ไม่ว่าจะเลือกวิธีใดก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลต่างๆรวมถึงผลข้างเคียงหลังผ่าตัด สำคัญที่สุดคือ ศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีทักษะและประสบการณ์สูง(เช็ครายชื่อแพทย์ได้ที่เวปสมาคมศัลยแพทย์ตกแต่งแห่งประเทศไทย)


ความสวยความสาวมีราคาที่ต้องจ่ายซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อย

เรามีสิทธิเลือกหมอ เลือกให้ดีก่อนขึ้นเขียง จะได้ไม่มาเสียใจภายหลังเพราะการแก้ไขแต่ละครั้ง ใช้เงินพอๆกับการผ่าตัดครั้งแรกเลยนะคะ



#  Ulthera Thermage 

# แป้งปังปอนด์






ที่มา 

ศัลยกรรมดึงหน้า ผ่าตัดดึงหน้า | โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่ง กมล | โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่ง กมล

เพจ Prof Dr worapong/ศ.นพ.วรพงษ์ มนัสเกียรติ

เพจ Dr.Yui คุยทุกเรื่องผิว

ศัลยกรรมดึงหน้า ทำให้ดูเด็กลงเป็น 10 ปี ได้จริงหรือ? ฟังความจริงจากปากคุณหมอ (คลิป)


ความลับของฟิลเลอร์ ep.1

กรดไฮยารูโลนิก (Hyaluronic Acid) หรือ HA เป็นส่วนผสมที่พบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หากเป็นอาหารเสริมหรือครีมบำรุงผิว จะอยู่ในรูป sodium hyaluronate...

บทความยอดนิยม