บทความที่ได้รับความนิยม

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565

แคลเซียมจำเป็นแค่ไหนในแต่ละช่วงของชีวิต

พูดถึงแคลเซียม สิ่งสำคัญที่สุดคือ

ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการอาหารเสริมแคลเซียม แต่บางคนอาจได้รับประโยชน์จากการรับประทานแคลเซียม 


การเสริมแคลเซียมไม่ได้ชดเชยปัจจัยอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อกระดูกที่แข็งแรงและสุขภาพโดยรวม สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานอาหารที่เพียงพอและมีคุณค่าทางโภชนาการ (การมีน้ำหนักน้อยเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพกระดูกที่ไม่ดี) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจทำให้กระดูกอ่อนแอและเกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้เช่นกัน


แคลเซียมที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจะมีหลายรูปแบบ ซึ่งให้ประโยชน์เหมือนกันแต่การดูดซึมแตกต่างกัน แบบที่เป็นเม็ดฟู่ ชนิดเม็ด และชนิดแคปซูล โดยอยู่ในรูปของเกลือของแคลเซียมชนิดต่างๆ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) แคลเซียมซิเทรต (calcium citrate) แคลเซียมกลูโคเนต (calcium gluconate) แคลเซียมแล็กเทต (calcium lactate) และ แคลเซียมแอลทรีโอเนต (calcium L-threonate) เป็นต้น


เกลือของแคลเซียมแต่ละชนิดจะให้ปริมาณแคลเซียมแตกต่างกัน ดังนี้

1.แคลเซียมคาร์บอเนต จะให้แคลเซียมร้อยละ 40

2.แคลเซียมซิเทรต จะให้แคลเซียมร้อยละ 21

3.แคลเซียมแล็กเทต จะให้แคลเซียมร้อยละ 13

4.แคลเซียมแอลทรีโอเนต จะให้แคลเซียมร้อยละ 13

5.แคลเซียมกลูโคเนต จะให้แคลเซียมร้อยละ 9


อาหารเสริมแคลเซียมสองรูปแบบหลักคือ คาร์บอเนตและซิเตรต แคลเซียมคาร์บอเนตมีราคาถูกที่สุดและมักเป็นตัวเลือกแรกที่ดีจากคุณสมบัติที่ให้แคลเซียมมากถึง 40%

แคลเซียมรูปแบบอื่นในอาหารเสริม ได้แก่ กลูโคเนต แลคเตทและแอลทรีโอเนต แคลเซียมอะมิโน แอซิต คีเลต


อาหารเสริมแคลเซียมคาร์บอเนตละลายได้ดีในสภาพที่เป็น

กรด ดังนั้นควรรับประทานพร้อมอาหาร ในเมืองไทยแคลเซียมที่สตรีมีครรภ์และผู้ป่วยบาดเจ็บจากกระดูกหักมักจะได้รับจากโรงพยาบาลรัฐในชื่อทางการค้า คือ CHALKCAP เช่น CHALKCAP-1000 มีแคลเซียมคาร์บอเนต 1,000 มิลลิกรัม (ให้แคลเซียมร้อยละ 40 เทียบเท่าแคลเซียม 400 มิลลิกรัม)


อาหารเสริมแคลเซียมซิเตรตสามารถรับประทานได้ตลอดเวลาเพราะไม่ต้องการกรดในกระเพาะอาหารละลาย ด้วยเหตุผลนี้ผู้ที่มีปัญหาในการดูดซึมยา อาจพิจารณาใช้แคลเซียมซิเตรตแทนแคลเซียมคาร์บอเนต รวมถึงผู้ที่รับประทานทานยาเพื่อลดกรดในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดบายพาสลำไส้ มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป อาจได้รับประโยชน์จากแคลเซียมซิเตรตแทนแคลเซียมคาร์บอเนต


อย่าลืม!!สังเกตขนาดเสิร์ฟ (จำนวนเม็ด)ข้างฉลากกำหนดปริมาณแคลเซียมในหนึ่งมื้อ


แคลเซียมอะมิโน แอซิต คีเลต ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ 80-90%

ไม่ต้องอาศัยวิตามิน D เพื่อดูดซึม ไม่ตกค้างในร่างกายให้เกิดนิ่วในไต ส่วนที่เหลือเพียง 10-20% จะถูกขับออกทางเหงื่อและปัสสาวะ 


แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต สกัดมาจากข้าวโพด สามารถดูดซึมได้ 90%

Calcium threonate เป็นเกลือแคลเซียมของกรด threnoic เป็นยาชนิดใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนและเป็นอาหารเสริมแคลเซียม จึงทำให้การรับประทานแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 750 มิลลิกรัมก็เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายของคนสุขภาพปกติใน 1 วันคือดูดซึมได้ถึง 90 มก. เนื่องจากดูดซึมได้ดีจึงไม่ตกค้างให้เกิดนิ่วและไม่ทำให้ท้องผูก  อีกทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูกและกระดูกอ่อน


ในการศึกษาชั้นพรีคลินิก แคลเซียม L-theronate ยับยั้งการสลายของกระดูกของ osteoclasts ในหลอดทดลอง การศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนโดย JuNeng Pharmaceutical Co (ปักกิ่ง ประเทศจีน) 


หลายคนอาจสงสัยว่า แคลเซียมแอลทีโอเนต 1000 มก.ต่อเม็ด หากต้องการแคลเซียมเสริม 1000 มก.ต่อวัน ต้องกินกี่เม็ด


แคลเซียมแอลทรีโอเนต (calcium L-threonate) ให้ธาตุแคลเซียม 13%  ดังนั้นแคลเซียมแอลทรีโอเนตขนาด 1,000 มิลลิกรัม จะให้แคลเซียม 130 มิลลิกรัมต่อเม็ด หากต้องการได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ต้องรับประทานแคลเซียมแอลทรีโอเนตประมาณ 7-8 เม็ด /วัน 


แต่อย่างไรก็ตาม ตามปกติเราได้รับแคลเซียมจากอาหาร เช่น นม เนย เต้าหู้ บร็อคโคลี เมล็ดธัญพืช โยเกิร์ต คะน้า งา ผักกาดขาว ปลาซาร์ดีน ฯลฯ

ในกรณีได้รับแคลเซียมไม่เพียงพออาจรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมเพิ่ม มักได้รับในขนาด 500 มิลลิกรัม/วัน (เทียบเท่ากับแคลเซียมแอลทรีโอเนต 3 -4 เม็ดต่อวัน


จากการศึกษาในสัตว์ทดลองบางชิ้น พบว่าแคลเซียมแอสคอร์เบต ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีทั้งแคลเซียมและวิตามินซีอาจถูกดูดซึมได้ดีพอๆ กับแคลเซียมรูปแบบอื่นๆ ในร่างกาย( แคลเซียมเอสคอร์เบต(calcium ascorbate)เป็นส่วนประกอบของ Ester-c,Buffered-c อย่าง Ester-c 1000 mg จะมี calcium ascorbate 100 mg)


อาหารเสริมแคลเซียมแทบทุกชนิดจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานในปริมาณน้อย (ครั้งละ 500 มิลลิกรัมหรือน้อยกว่า)ยกเว้นแคลเซียมแอลทรีโอเนต

แคลเซียมซิเตรตจะถูกดูดซึมได้ดีเท่าๆ กันเมื่อรับประทานโดยมีหรือไม่มีอาหาร เป็นรูปแบบที่แนะนำสำหรับผู้ที่มีกรดในกระเพาะน้อย(พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีหรือรับประทานยายับยั้งการหลั่งกรด) โรคลำไส้อักเสบหรือการดูดซึมผิดปกติ


แคลเซียมในอาหารธรรมชาติโดยทั่วไปนั้นปลอดภัย แต่ปริมาณแคลเซียมที่มากกว่านั้นไม่จำเป็นจะต้องดีกว่าเสมอไป แคลเซียมที่มากเกินไปไม่ได้ให้การปกป้องกระดูกเป็นพิเศษ


ผู้ใหญ่อายุ 19-50 ปี ไม่ควรได้รับแคลเซียมรวมเกิน 2,500 มิลลิกรัมต่อวัน (รวมอาหารจากธรรมชาติและอาหารเสริม) ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน 


มียาใดบ้างที่ทำปฏิกิริยากับแคลเซียม

แคลเซียมสามารถลดการดูดซึมยาเหล่านี้ได้ หากรับประทานพร้อมกัน

Bisphosphonates (ยารักษาโรคกระดูกพรุน)

ยารักษาไทรอยด์

ยากันชักบางชนิด (phenytoin)

ยาปฏิชีวนะบางชนิด

อาหารเสริมธาตุเหล็ก


อาหารเสริมแคลเซียมทำให้เกิดผลข้างเคียงน้อย เช่น เพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องผูก และท้องอืด โดยทั่วไปแคลเซียมคาร์บอเนตจะทำให้ท้องผูกมากที่สุด 

หากรับประทานแคลเซียมมากเกินไปจนเกิดการสะสม จะลดการดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสี เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต หินปูนในเต้านม มะเร็งเต้านม หินปูนในหลอดเลือด หลอดเลือดตีบตัน 


ผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น hypoparathyroidism ซึ่งเป็นภาวะที่มีการผลิตฮอร์โมนพาราไทรอยด์ต่ำ อาจต้องได้รับแคลเซียมในปริมาณที่สูงขึ้น


อาหารเสริมแคลเซียม ควรจะมีวิตามิน D3 วิตามิน K2 และแมกนีเซียมรวมอยู่ด้วย


วิตามินดี มีบทบาทในการช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม

วิตามินเคเป็นสารอาหารหลักที่ช่วยจับแคลเซียมและสร้างเซลล์กระดูกที่โตเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการสะสมของแคลเซียมในหลอดเลือด 

ในสตรีวัยหมดประจำเดือน มักมีระดับแมกนีเซียมต่ำมีความสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วและกระดูกที่อ่อนแอลง 


เมื่อใดที่ร่างกายหรือเซลล์ที่ต้องใช้แมกนีเซียมทำงาน แต่มีไม่เพียงพอ มันจะดึงแมกนีเซียมออกมาจากกระดูก เพื่อใช้กับงานจำเป็นเร่งด่วนไปก่อน ผลก็คือ เหลือแต่แคลเซียมกับฟอสเฟตจับตัวกันที่กระดูก ทำให้ไม่แข็งแกร่ง (แมกนีเซียมเป็นตัวเสริมความแข็งแกร่ง เช่น ล้อแมกซ์รถยนต์ ซึ่งเบาแต่แข็งมาก) กรณีที่กระดูกขาดแมกนีเซียม ผลตามมาคือ กระดูกพรุนหรือเปราะ ถูกกระทบนิดหน่อยจะหักได้ง่าย เรามักพบผู้สูงอายุกระดูกหักโดยเฉพาะที่คอและกระดูกต้นขา


ส่วนแคลเซียมทำหน้าที่ตรงกันข้าม คือทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ หากมีปริมาณแคลเซียมมากเกินไปในกล้ามเนื้อจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัวแบบไม่ปกติ ส่งผลให้เกิดตะตริว นอกจากนี้ ธาตุทั้งสองยังช่วยในการเสริมสร้างกระดูก โดยแคลเซียมช่วยในเรื่องเสริมสร้างกระดูก ส่วนแมกนีเซียมช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง 

แมกนีเซียมกับแคลเซียม เหมือนเป็นสิ่งคู่กันที่ทำหน้าที่ต่างๆต่อระบบร่างกายของคนเรา โดยแมกนีเซียมมีหน้าที่ควบคุมระบบประสาท และส่งสัญญาณประสาทควบคุมการหดของกล้ามเนื้อเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว 


การเสริมแคลเซียมจึงต้องคำนึงถึงแมกนีเซียมในอัตราส่วน

แคลเซียม: แมกนีเซียม คือ  2 ต่อ 1 โดยปริมาณที่เหมาะสมต่อวันคือ แคลเซียม 600 มิลลิกรัมต่อ แมกนีเซียม 300 มิลลิกรัม


เด็กต้องการแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรง ผู้ใหญ่ต้องการแคลเซียมเพื่อรักษากระดูกให้แข็งแรง เมื่อเวลาผ่านไป การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพออาจทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกเปราะ กระดูกสันหลังร่นได้ 


ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีความเสี่ยงสูงที่จะกระดูกหักโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง กระดูกหักเหล่านี้ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทุพพลภาพเรื้อรังยาวนาน คุณภาพชีวิตลดลง และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้น


โรคกระดูกพรุนอาจทำให้กระดูกที่ประกอบขึ้นเป็นกระดูกสันหลัง  แตกหักได้ ทำให้กระดูกสันหลังยุบในบริเวณเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด เคลื่อนไหวลำบาก และค่อย ๆ พิการ หากปัญหารุนแรงมากพอ


เราสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร

เพื่อส่งเสริมกระดูกให้แข็งแรงตลอดชีวิตและลดการสูญเสียแคลเซียม

รับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามินดีตลอดชีวิต

ควรการออกกำลังกาย เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่รับน้ำหนัก เช่น การเดินหรือวิ่งจ็อกกิ้ง

อย่าสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

ไม่ควรดื่มคาเฟอีนมากเกินไป

บางทีเราอายุยังน้อย อาจมองข้ามแคลเซียมไป แต่แป้งเห็นผู้สูงอายุที่กระดูกพรุน กระดูกบาง กระดูกสันหลังร่นแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า นอกจากเก็บออมเงินเพื่อใช้จ่ายในอนาคตแล้ว ควรสะสมแคลเซียมเผื่อวันที่ร่างกายเข้าสู่วัยชราด้วยเช่นกัน





ที่มา 


Osteoporosis: Prevention With Calcium Treatment - Cleveland ...https://my.clevelandclinic.org › articles


Choosing a calcium supplement - Harvard Healthhttps://www.health.harvard.edu › nutrition


Calcium and calcium supplements: Achieving the right balancehttps://www.mayoclinic.org › art-20047097


Which Calcium Supplement Is Best Absorbed in the Body?https://www.livestrong.com › article › 411...


The 5 Best Calcium Supplements, According to a Dietitianhttps://www.verywellhealth.com › best-cal...


The 13 Best Calcium Supplements - Healthlinehttps://www.healthline.com › nutrition › b...


แมกนีเซียม - หมอ มวลชนhttps://www.mmc.co.th › ...


แคลเซียม / แมกนีเซียม เพื่อนรักที่ขาดกันไม่ได้https://www.mfuhospitalbkk.com › แคลเซียม-แมกนีเซ...


Boron: Benefits, Side Effects, Dosage, and Interactionshttps://www.verywellhealth.com › the-ben...


Calcium L-Threonate | C8H14CaO10 - PubChemhttps://pubchem.ncbi.nlm.nih.gov › compound › Calcium...


Calcium threonate: Uses, Interactions, Mechanism of Actionhttps://go.drugbank.com › drugs


Pharmacokinetics and safety of calcium L-threonate in healthy ...https://www.ncbi.nlm.nih.gov › articles


วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565

เทโลเมียร์(Telomere)อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลข

เทโลเมียร์ (Telomere) คือ ส่วนปลายของโครโมโซม เป็นส่วนลำดับเบสที่ไม่มีความหมายในการแปลรหัส มีหน้าที่ปกป้องโครโมโซมไม่ให้ถูกทำลายหรือร่นเข้าไป และจะสั้นลงเรื่อยๆ เมื่อมีการแบ่งเซลล์และตามเวลาที่ผ่านไป 


เมื่อเทโลเมียร์หดสั้นลง มีผลทำให้ความยาวของโครโมโซมลดลงตามไปด้วย โดยถือเป็นกระบวนการธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายในร่างกายมนุษย์ทุกคน เพียงแต่กระบวนการหดสั้นลงของเทโลเมียร์อาจถูกกระตุ้นให้หดสั้นเร็วขึ้นด้วยปัจจัยแวดล้อมต่างๆ


การศึกษาพบว่า หนูทดลองที่ไม่มีเอนไซม์เทโลเมอเรสแสดงสัญญาณของการแก่ก่อนวัย


เทโลเมอเรส คือ เอนไซม์ชนิดหนึ่งที่สามารถต่อเติมความยาวเทโลเมียร์และซ่อมเทโลเมียร์ที่สั้นโดยต่อความยาวเข้าไปใหม่ 

เทโลเมอเรสทำหน้าที่เติมลำดับเบสเฉพาะไปยังปลายโครโมโซมในภาวะปกติ โดยมีบทบาทหน้าที่ในช่วงแรกๆ ของการพัฒนาตัวอ่อนแรกเริ่มและในสเต็มเซลล์ของผู้ใหญ่ แต่ในเซลล์ปกติจะผลิต

เทโลมีเรสในปริมาณน้อยมากหรือไม่มีเลย ทำให้ทุกๆ ครั้งที่เซลล์แบ่งตัว ปลายเทโลเมียร์ของเซลล์จะสั้นลงเรื่อยๆ และทำให้เกิดการตายของเซลล์ (Apoptosis)


อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าเทโลเมียร์สั้นลงมีส่วนเกี่ยวข้องกับความชราในมนุษย์หรือไม่ หรือเป็นเพียงสัญญาณของความชรา เช่น ผมหงอก มีข้อบ่งชี้หลายประการว่า ความยาวเทโลเมียร์เป็นตัวทำนายอายุขัยที่ดี


ทารกแรกเกิดมักจะมีเทโลเมียร์ที่มีความยาวตั้งแต่ 8,000 -13,000 คู่เบส มีการตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนนี้มีแนวโน้มลดลงประมาณ 50-100 คู่เบสในแต่ละปี ดังนั้นเมื่อมีอายุ 40 ปี มนุษย์อาจจะสูญเสียไป 4,000 คู่เบสจากเทโลเมียร์เริ่มต้น


เมื่อมองในภาพรวม เทโลเมียร์ที่สั้นลงโดยรวมไม่มีนัยสำคัญ แม้แต่ในคนสูงอายุ


เซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เช่นเซลล์สืบพันธุ์และสเต็มเซลล์ เป็นหนึ่งในเซลล์ไม่กี่ชนิดในร่างกายของเราที่มีเทโลเมอเรสยังคงทำงานอยู่ หมายความว่าในเซลล์เหล่านี้ความยาวเทโลเมียร์จะคงอยู่หรือยาวขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป


อย่างไรก็ดี มีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความยาวของเทโลเมียร์ของมนุษย์ เช่น การสูบบุหรี่และโรคอ้วน ความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศ(PM 2.5 ฝุ่นควัน)และการไม่การออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้สามารถเร่งอัตราการลดความยาวเทโลเมียร์ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งและส่งผลต่อการมีอายุยืนยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ


วิธีการรักษาความยาวของเทโลเมียร์ 


1. ออกกำลังกายเป็นประจำ  คนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พบว่ามี telomere ที่ยาวกว่าคนอื่นที่ไม่ค่อยออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้แก่ช้าหรือชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรได้ถึง 9 ปี ควรออกกำลังกายหัวใจ (Cardio exercise) เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ การขยับตัวและการเดิน (Physical activity) ให้ได้วันละ 10,000 ก้าว


2. อาหารที่สมดุลเพื่อสุขภาพ

โรคอ้วนเกี่ยวข้องกับความเครียดออกซิเดชันในระดับสูง 

ภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน(Oxidative stress)คือ ภาวะที่มีอนุมูลอิสระ(Free radical)ในร่างกายมากจนสารต้านอนุมูลอิสระมีปริมาณไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดการทำลายออกซิเดชัน(Oxidative damage)การที่อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายระบบต่างๆ ภายในเซลล์ของสิ่งที่มีชีวิต เช่น รวมตัวกับสารพันธุกรรม(DNA)ทำให้โมเลกุลของ ดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลงไป


ภาวะนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อ DNA และเพิ่มอัตราการหดสั้นของเทโลเมียร์ เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่สูงสามารถกระตุ้น adipocytokines ที่สร้างความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในเซลล์ทำลายเทโลเมียร์ของโครโมโซมที่อยู่ภายในนิวเคลียสของเซลล์ 


ดังนั้นการรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและการรับประทานอาหารที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมและรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง จะช่วยปกป้องความยาวของของเทโลเมียร์ อาหารที่มีประโยชน์จะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีผลดีต่อความสมดุลของสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย อาหารที่ช่วยชะลอเทโลเมียร์หดสั้นลง เช่น อาหารที่มีวิตามินซี โพลีฟีนอล แอนโธไซยานินสูง พริกแดง คะน้า 

ดาร์กช็อกโกแลต และบลูเบอร์รี่ ฯลฯ


3.จัดการความเครียด

ความเครียดสะสมในจิตใจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความยาวของเทโลเมียร์ เมื่อการอักเสบเกิดขึ้นและกระบวนการซ่อมแซมไม่ได้ผลอาจทำให้เกิดโรคได้ การทดลองในสัตว์ พบว่า การมีความเครียดทำให้มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะลดความสามารถในการกำจัดสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และสารที่ก่อให้เกิดขึ้นจะมีผลต่ออวัยวะต่างๆในร่างกาย เกิดการแบ่งตัวของเซลล์มากขึ้นทำให้เกิดโรคมะเร็งนั่นเอง

     

ในปัจจุบันเชื่อกันว่า ร่างกายคนเราตามปกติมีสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และร่างกายสามารถกำจัดสารพวกนี้ได้ทำให้ไม่เกิดมะเร็ง แต่เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น จะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถขจัดสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ แต่ในเวลาเดียวกันไม่ได้หมายความว่า ความเครียดจะทำให้เป็นมะเร็งได้เสมอไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเครียดอีกด้วย 


คนที่มีความเครียดสะสม จู้จี้ขี้บ่น เจ้าระเบียบ โมโหฉุนเฉียวง่าย ไม่ออกกำลังกาย อดหลับอดนอน กินอาหารไขมันสูงและน้ำตาลสูง ส่วนใหญ่เทโลเมียร์จะสั้น


4. อาหารเสริม มีอาหารเสริมบางตัวที่ช่วยลดผลกระทบของความชรา เช่น  วิตามิน C & E อาจจำกัดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันต่อ DNA ของ Telomeric ซึ่งอาจทำให้ความยาวของ Telomere สั้นลงได้  


การขาดธาตุสังกะสีในอาหารสัมพันธ์กับความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันเช่นกัน การเสริมสังกะสีช่วยลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การเสื่อมสภาพของเทโลเมียร์โดยการกระตุ้นการหมุนเวียนของเซลล์ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การเลือกอาหารเสริมที่เหมาะสม ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ


5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

 การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันและการอักเสบเพิ่มขึ้น 


การศึกษาพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่มีเทโลเมียร์ที่สั้นกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ นอกจากนี้ การศึกษาต่างๆ ได้เชื่อมโยงการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปกับความชราทางชีววิทยาที่เร็วขึ้นในระดับเซลล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากยังสัมพันธ์กับภาวะขาด

วิตามินบี 1 ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญในการดึงพลังงานจากอาหารโดยเปลี่ยนให้เป็นพลังงานสำหรับสมอง เส้นประสาท และหัวใจ การขาดวิตามินบี 1 ในระยะยาวนำไปสู่ระดับความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่สูงขึ้น


6.รักษาระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อหลีกเลี่ยงการเริ่มเป็นโรคเบาหวานหรือคอเลสเตอรอลสูง


7.พักผ่อนให้เพียงพอ


การนอน คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุดและจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อนอนหลับอย่างเพียงพอจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าในตอนเช้า ช่วยให้ใบหน้าแลดูสดใส ไม่หมองคล้ำ และช่วยให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ความจำ หรือระบบภูมิคุ้มกัน


การนอนหลับให้เพียงพอ อาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีงานวิจัยที่เปรียบเทียบความเสี่ยงในการติดเชื้อไข้หวัดของผู้ที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง กับผู้ที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งพบว่ากลุ่มที่นอนน้อยกว่าเสี่ยงเป็นหวัดสูงกว่ากลุ่มผู้ที่นอนมากกว่าถึง 3 เท่า


ตำแหน่งของใบหน้าที่แสดงถึงสัญญาณความชรา

1.ริ้วรอย เกิดจากการขยับของกล้ามเนื้อซ้ำๆ ผิวแห้งและบางลง

2.ถุงใต้ตา เกิดจากกล้ามเนื้อรอบดวงตาอ่อนแอลง ไขมันรอบๆตาเคลื่อนตัวลงมา

3.หนังตาตก เกิดจากกล้ามเนื้อเปลือกตาอ่อนแอลง ผิวหนังหย่อนคล้อย

4.หน้าแบนหรือหน้าตอบ  เกิดจากไขมันหายไป ชั้นผิวและกล้ามเนื้อบางลง

5.ร่องแก้ม เกิดจากผิวและชั้นไขมันหย่อนคล้อยลง เส้นเอ็นที่เกาะยึดหย่อนตัว

6.ริมฝีปากบางและม้วนเข้าด้านใน เนื่องจากฟันและกนะดูกยุบตัวลง

7.กรอบหน้าไม่ชัด เกิดจากกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุล ผิวและชั้นผิวบนใบหน้าเสื่อมและหย่อนคล้อย


ในโรงพยาบาลชั้นนำ สามารถตรวจเทโลเมียร์ได้โดยการตรวจจากเม็ดเลือดขาว 


ปัจจัยทางพันธุกรรมมีสัดส่วนเพียง 30% ของความยาวเทโลเมียร์ของแต่ละบุคคล ที่เหลือเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเลือกรูปแบบการใช้ชีวิต(lifestyle)มีบทบาทมากขึ้นต่อสุขภาพเซลล์และกระบวนการชราภาพของมนุษย์












ที่มา :


www . yourgenome . org/facts/what-is-a-telomere


▷ Telomere length and aging: 5 ways to maintain healthy ...lifelength . com › Blog EN


Eight Tips to Help Maintain Telomere Length - Dr. Avi Ishaaya ...aviishaaya . com › blog › eight-tips-t...


ความเครียดอาจทำให้เกิดโรคมะเร็ง | มหาวิทยาลัยมหิดล


BDMS Wellness Clinic


นอน ดีต่อสุขภาพอย่างไร ? - พบแพทย์


เพจ Dr.Yui คุยทุกเรื่องผิว


วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ทำไมคนในครอบครัวบางคนถึงไม่ติดโควิด

สื่อต่างประเทศหลายสำนักพยายามไขข้อข้อสงสัยว่า ทำไมสมาชิกครอบครัวบางคนที่อยู่ชายคาเดียวกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จึงไม่ได้รับเชื้อหรือไม่มีอาการป่วย ขณะที่ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด ซึ่งแพร่ระบาดได้ง่ายนั้น ถ้าสมาชิกคนหนึ่งคนใดในบ้านติดโควิด สมาชิกคนอื่นๆ ก็จะได้รับเชื้อไปด้วย

ดร.ลูซี แมคไบรด์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อในวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐ อธิบายกับ Yahoo News ว่า การติดโควิดในครอบครัวนั้น ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ ปริมาณไวรัสที่แพร่ออกมาจากสมาชิกคนที่ติดเชื้อ สภาพของบ้านที่อยู่ร่วมกัน ระบบภูมิคุ้มกันของคนในครอบครัว สถานะการได้รับวัคซีนของคนที่ติดเชื้อและสมาชิกในบ้านแต่ละคน จะหายใจเอาละอองฝอยที่มีไวรัสเข้าสู่ร่างกายไม่เท่ากัน ร่างกายจะตอบสนองต่อไวรัสแตกต่างกัน

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานด้านสุขภาพและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดร.ลูซีกล่าวว่า คนที่ได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม หากยังมีอายุไม่มาก และสุขภาพดี อาจจะไม่มีอาการป่วยใดๆเลย และบ้านมีพื้นที่กว้าง เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทตลอดเวลา โอกาสในการติดเชื้อก็จะน้อยลงกว่าบ้านที่มีพื้นที่เล็กและอับทึบ

รายงานล่าสุดจากศูนย์ควบคุมป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC) ชี้ว่า โอกาสในการแพร่เชื้อโควิดของคนในครอบครัวอยู่ที่ประมาณ 53% ในบ้านที่ไม่แออัด

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Internal Medicine เมื่อปลายเดือน ม.ค.ระบุว่า คนที่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมีความเสี่ยงติดเชื้อและป่วยจากโอมิครอนน้อยกว่า 66% เมื่อเทียบกับคนที่ได้รับวัคซีนเพียง 2 เข็ม

การศึกษาอื่นๆ ชี้ว่า วัคซีนเข็มกระตุ้นสามารถลดโอกาสในการป่วยที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉินและโอกาสในการเสียชีวิตได้ถึง 80%

ศ.โทนี คันนิงแฮม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและนักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า มีหลากหลายปัจจัยที่จะทำให้สมาชิกในบ้านไม่ติดเชื้อโควิดครบทุกคน มีทั้งเรื่องระดับภูมิคุ้มกันของแต่ละคนที่ทำให้เชื้อไวรัสในร่างกายลดลงปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจมาจากการได้รับวัคซีน หรือเป็นไปได้ที่มีพันธุกรรมซึ่งสามารถต่อต้านเชื้อโควิดได้

ส่วนคนที่ได้รับวัคซีนโดยเฉพาะเข็มกระตุ้น หากได้รับเชื้อจะทำให้ไวรัสที่อยู่ในโพรงจมูกและระบบหายใจลดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้อีก

ทางด้าน ดร.โจเซฟ แมคการ์กริลล์ แพทย์ด้านโรคติดต่อจากศูนย์การแพทย์ MercyOne อธิบายว่า การที่บางคนในครอบครัวไม่ติดเชื้อ อาจเพราะเคยติดเชื้อโควิดมาแล้วก่อนหน้า ทำให้มีภูมิต้านทานและไม่ติดเชื้ออีกแม้จะอยู่ใกล้ชิดกับคนในบ้านที่ป่วยด้วยโควิด มีโอกาสที่บางคนในบ้านไม่แสดงอาการหรือไม่มีอาการป่วยเลย เป็นเพราะไม่ได้รับเชื้อในปริมาณที่มากพอ

ขณะที่บางคนมีพันธุกรรมที่ต้านทานต่อไวรัสได้ดี ทำให้มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย หรือไม่แสดงอาการเลยแม้ผลการตรวจจะออกมาเป็นบวก

ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติกำลังค้นหายีน(Gene)ในคนที่สามารถต้านโควิดได้ โดยหวังว่า ยีน(Gene)ที่อาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จะนำมาซึ่งการพัฒนาเป็นยาป้องกันไวรัสเพื่อปกป้องผู้คนจากโควิดในอนาคต



ที่มา :

www . sanook . com /news/8520990/?utm_source=linetoday&utm_medium=organic&utm_campaign=linetoday-direct

สัญญาณเตือนจากร่างกายที่เราควรรับฟัง

มีใครเคยตรวจพบปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงจากสัญญาณเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ปกติแล้วเรามักจะมองข้ามไปบ้างรึเปล่าค่ะ ร่างกายของเราเป็นระบบที่มีความซับซ้อนมาก ซึ่งทุกอย่างล้วนมีความเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีบางอย่างที่เริ่มผิดปกติ เราสามารถรับรู้ได้ถึงสัญญาณเหล่านี้ 

1.วิธีทดสอบว่าเส้นผมมีรูพรุนน้อยหรือมาก คือการแช่เส้นผมที่สระและเช็ดให้แห้งแล้วลงในแก้วน้ำ หากปอยผมจมลงสู่ก้นแก้ว แสดงว่ามีความพรุนสูงมาก หมายความว่าเส้นผมจะสามารถดูดซับทุกผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ได้อย่างรวดเร็วและแห้งได้ในเวลาไม่นาน แต่อย่างไรก็ตาม เส้นผมนั้นมักจะมีความแห้งกรอบและมีแนวโน้มที่จะชี้ฟู

ดังนั้นในการดูแลเส้นผมที่มีความพรุนมาก ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่ส่วนผสมมีเนื้อสัมผัสที่มีน้ำหนัก เช่น น้ำมันที่สกัดจากธรรมชาติอย่าง อาร์แกนออยล์ โจโจ้บาออยล์ อัลมอนด์ออยล์ ฯลฯ นอกจากนั้นสามารถเพิ่มการบำรุงอย่างล้ำลึก เช่น หมักผมหรือสปาผมได้ 

 

2. เส้นรอยพับตามแนวขวางที่คอ สตรีวัยหมดประจำเดือนจะผลิตเอสโตรเจนได้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการเพื่อรักษาความแข็งแรงของกระดูก ริ้วรอยลึกที่คอเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า กระดูกเริ่มเปราะบางและมีความหนาแน่นน้อยลง

นั่นหมายความว่า อันตรายจากการแตกหักของกระดูกจะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมและวิตามินดีจึงเป็นความคิดที่ดีในการหลีกเลี่ยงโรคกระดูกพรุน หากไม่ชอบรับประทานอาหารเสริม สามารถรับทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและดูดซึมได้ดีจากธรรมชาติ เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส โยเกิร์ต 

ปลาที่กินพร้อมกระดูกได้ เช่น ปลาซาร์ดีน ผักใบเขียว เช่น คะน้าบล็อคโคลี่ ใบชะพลู ผักกระเฉด ถั่วขาว ข้าวโอ๊ต น้ำส้ม งาดำ กุ้งแห้งกะปิ 

ริ้วรอยเหล่านี้อาจบอกด้วยว่า ควรตรวจสอบการทำงานของต่อมไทรอยด์ หากมีอาการแย่ลงเรื่อย ๆ และไม่ได้รับการรักษา สัญญาณนี้อาจเริ่มปรากฏให้เห็นที่คอรวมถึงบริเวณอื่น ๆ นอกจากริ้วรอยแล้ว ควรสังเกตผิวที่ลอกเป็นขุยด้วย 

3. แผลร้อนในที่ปากและลิ้น สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการเกิดอาการร้อนใน ได้แก่ การสูบบุหรี่ อาการแพ้ การกัดลิ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ(เวลาเคี้ยวอาหาร) และการอักเสบ 

 


หากแผลร้อนในไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น อาจหมายถึงการขาดวิตามินบี12 ธาตุเหล็ก หรือโฟเลต ซึ่งความผิดปกตินี้ไม่ได้พัฒนาแค่ในชั่วข้ามคืน แต่จะค่อย ๆ ก่อตัวพัฒนาไปเรื่อยๆเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน 

สัญญาณเตือนอื่น ๆ อาจมีอาการเหนื่อยล้า เวียนศีรษะ หัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากเราประสบกับปัญหาเหล่านี้ จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหารครั้งใหญ่และควรเริ่มรับประทานอาหารเสริมที่จำเป็น 

4.เล็บและผิวหนังกำพร้ารอบ ๆ แห้งลอก และการเกิดดอกสีขาวบนเล็บ 

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการลอกของเล็บและผิวหนังกำพร้ารอบ ๆ คือการขาดธาตุเหล็กและการขาดน้ำ หากไม่รักษาภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะโรคโลหิตจาง 


ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เล็บมีสุขภาพที่ไม่ดี อาจเกิดได้จากภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ โรคปอด หรือแม้แต่โรคไต 

วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาเล็บที่สามารถทำเองได้คือ การรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและทาครีมบำรุงมือเพื่อทำให้เล็บมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ 

หากเริ่มสังเกตเห็นดอกสีขาวบนเล็บ อาจมีสาเหตุที่เป็นไปได้อยู่ 4 ประการ ได้แก่ อาการแพ้ การติดเชื้อรา อาการบาดเจ็บ หรือการขาดแร่ธาตุ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับสาเหตุสุดท้าย แร่ธาตุที่ขาดที่พบบ่อยที่สุดคือ สังกะสีและแคลเซียม และการตรวจเลือดเป็นสิ่งแรกที่ควรต้องทำ 

เมื่อก่อนแป้งมีดอกเล็บขึ้นทีละ 1-2 นิ้ว พอสังเกตเห็นแบบนี้ จะรีบหาซื้ออาหารทะเลมากินอย่างไว(อาหารทะเลจะมีแร่ธาตุสังกะสีสูงมาก) ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ดอกเล็บหายไปเลย ปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะกินอาหารทะเลบ่อยค่ะ 

5.ส้นเท้าแตก อาจเกิดได้จากผิวหนังที่แห้ง อากาศหนาว หรือการยืนนาน ๆ หลายชั่วโมงทุกวัน แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาที่ร้ายแรงกว่านั้น เช่น โรคกลาก โรคไทรอยด์ทำงานผิดปกติ และโรคเบาหวาน 


เราสามารถดูแลรักษาส้นเท้าได้ ด้วยการแช่ในน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชู เป็นเวลา 20 นาทีแล้วขัดด้วยหินขัดเท้า(วิธีนี้นอกจากส้นเท้าจะนุ่มลงแล้วยังช่วยลดกลิ่นอับจากการสวมรองเท้าได้อีกด้วย) จากนั้นจึงทามอยส์เจอไรเซอร์แบบเข้มข้นที่มีส่วนผสมของกรดแลคติก โจโจ้บาออยล์ หรือเชียบัตเตอร์ 

หากดูแลรักษาด้วยตัวเองแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้นเลย มีวิธีการรักษาหลายอย่างที่หมอผิวหนังสามารถสั่งจ่ายเวชภัณฑ์ เช่น มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีความเข้มข้นสูง และสิ่งที่เราทำได้ในแต่ละวันคือ หมั่นตรวจดูส้นเท้า รักษาความสะอาด และสวมรองเท้าที่รองรับแรกกระแทก 

6.โรคโรซาเซียเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการเกิดรอยแดงในบริเวณเหล่านี้ ในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว มีคนที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ประมาณ 14 ล้านคน 


ผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีและคนผิวขาวมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคนี้มากกว่า เนื่องจากโรคโรซาเซียไม่ค่อยมีผลกระทบต่อเด็ก 

ส่วนอาการทั่วไปของโรคที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ อาการหน้าแดง การเกิดรอยแดงอย่างต่อเนื่อง ผื่นและสิว และหลอดเลือดที่มองเห็นได้ชัด สำหรับอาการอื่น ๆ ที่พบได้น้อย ได้แก่ การระคายเคืองตา ผิวหนังมีความหนาและบวมขึ้น 

โดยปกติแล้ววิธีรักษาโรซาเซียคือ การใช้ยาเฉพาะที่และการใช้ยารับประทานที่แพทย์สั่งจ่าย แพทย์อาจใช้การรักษาด้วยเลเซอร์เพื่อกำจัดหลอดเลือดที่มองเห็นออก 

7.หากมีอาการตาบวมโดยไม่ได้มีการติดเชื้อและไม่ได้มีอาการแพ้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แสดงว่าเกิดจากสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การบริโภคเกลือในปริมาณที่มากเกินไป จนทำให้มีของเหลวสะสมอยู่ในร่างกายและใบหน้า รวมถึงบริเวณใต้ตาด้วย 


ควรต้องลดปริมาณเกลือที่บริโภคและอาจเพิ่มปริมาณโพแทสเซียม ส่วนสาเหตุอื่น ๆ อาจเป็นไปได้คือโรคคอพอกตาโปน ท่อน้ำตาอุดตัน การสูบบุหรี่ และการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ เมื่อเราทราบถึงสาเหตุของปัญหาแล้ว สามารถแก้ไขได้โดยการประคบเย็น การใช้ถุงชา และการนวดหน้า หากอาการบวมดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น ควรต้องไปพบแพทย์

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565

การแพ้อาหารกับสารซัลไฟต์(Sulfites)

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีใครไม่เคยแพ้อาหารบ้างคะ คนที่ไม่แพ้อะไรเลยนับว่าเป็นคนที่โชคดีมากๆที่ไม่มีข้อจำกัดในการกิน อยากกินอะไรก็กิน ไม่ต้องคอยระแวดระวังอะไรทั้งสิ้น 

ประมาณ 0.05–2% ของประชากรทั่วโลกจะประสบกับภาวะภูมิแพ้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ในปี 2010 เป็นต้นมา อัตราส่วนดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น มักพบในเด็ก วัยทำงานและผู้หญิง

ในอดีตแป้งเคยเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เป็นหนักขนาดต้องกินยาแก้แพ้ มีแค่ชอบขยี้ตาบ่อยๆ จนพอโตขึ้นมีรอยคล้ำเล็กน้อยใต้ตาซ้ายและพออายุ 30 กว่า สังเกตว่าเริ่มมีรอยขีด(คนละอย่างกับริ้วรอย)ใต้ตาซ้าย  แต่ข้างขวาไม่มี ช่วงนั้นยังทำเลเซอร์อยู่ นึกสงสัย เลยถามหมอผิวหนัง คุณหมอถามว่า ‘’เป็นภูมิแพ้หรือเปล่า’’
อ๋อ!ขีดใต้ตาคือ รอยขยี้ตาจากภูมิแพ้ นั่นเอง

มีบางครั้งในชีวิตที่นอนดึกติดต่อกันหลายคืน ตื่นขึ้นมาส่องกระจก อ้าว!ทำไมขอบตาเราดำเหมือนหมีแพนด้าเนี่ย แต่พอผ่านไป 1 สัปดาห์ ขอบตาที่คล้ำก็หายไปเอง

แป้งเริ่มแพ้อาหารตอนอายุประมาณ 29 ปี ช่วงกลางคืนวันหนึ่งดื่มน้ำส้มกล่องยี่ห้อมาลีเพียง 350 ซีซี ผ่านไป 3 ชม.เริ่มมีอาการคันหัวตา  คันตามตัว มีผื่นแดงเป็นปื้นตามรอยที่เกา อีกสักพักตาบวมโปนเหมือนปลาทอง เลยไปโรงพยาบาล แพทย์ฉีดยา Dexamethazone+CPM ให้ แค่ครึ่งชม.อาการคันตามตัว ผื่นแดง+ตาบวมเริ่มยุบ ได้ยากลับบ้านเป็น
กลุ่มยาแก้แพ้แบบไม่ทำให้ง่วงและยาสเตียรอยด์ prednisolone 5 mg อย่างละซอง แต่ไม่กินสักเม็ดเพราะลำพังฤทธิ์ของยาฉีดเข้าเส้นเลือดก็ทำให้อาการแพ้ทั้งหลายสงบลง ถือว่าการรักษาได้สิ้นสุดลงแล้ว(อย่าเผลอกินอาหารที่กระตุ้นการแพ้อีกล่ะกัน) ไม่อยากกินยาเม็ดเพิ่มอีกเพราะผลข้างเคียงค่อนข้างเยอะค่ะ

อีกครั้งกินเต้าหู้ปลาก็มีอาการแบบเดิมเป๊ะ แต่มีท้องเสีย 10+ครั้งร่วมด้วย ลงเอยด้วยการฉีดยาสูตรเดิมตามเคย

2 ปีต่อมาไปเที่ยวยุโรป(ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลี)ระหว่างนั่งรถโค้ชข้ามพรมแดนระหว่างฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ ทุก 3 ชม.คนขับรถจะแวะพักปั๊มเพื่อเติมน้ำมัน ลูกทัวร์จะได้พักด้วย ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ระหว่างนั้นแป้งกับสามีจะลงไปเข้าห้องน้ำ+เดินยืดเส้นยืดสาย ดูสินค้าที่ขายในมินิมาร์ทเพลินเชียว
ได้ลองซื้อนมกล่องสเตอริไลซ์ที่ผลิตในฝรั่งเศสมาชิม คือ อร่อยมากนมเข้มข้น นัวนมหอม ฟินสุดๆ รสชาติดีกว่านมไทยเยอะมากๆค่ะ

 สิ่งที่โชคไม่ดีคือ เหลือบไปเห็น Orange and Pink Grapefruit Juice ซึ่งเป็นน้ำผลไม้เกรปฟรุตสีชมพูอ่อนบรรจุในขวดเพ็ท น่าลิ้มลองมาก พอดื่มไปได้สักครึ่งชม.เอ๊ะ!ทำไมรู้สึกปวดมวนท้องผิดปกติ 
สักพักเริ่มคันตา คันตามตัว ตาทั้ง 2 ข้างบวม ท้องเสียต้องเข้าน้ำกระทันหัน ยา prednisolone 5 mg ที่เตรียมติดตัวไว้หลังจากแพ้อาหารครั้งแรก ดันเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ซึ่งอยู่ใต้ท้องรถ พี่ๆบนรถบัสก็พากันไถ่ถามอาการและหยิบยื่นยาให้แป้งกินบรรเทาอาการไปก่อน แต่ไม่มียาเฉพาะที่จะหยุดยั้งการแพ้ที่เกิดขึ้นได้

โชคดีว่าคนขับรถโค้ชสามารถแวะจอดให้แป้งเข้าห้องน้ำได้ ตอนที่รีบลงจากรถ ยังมีแก่ใจหันไปมองคนในรถโค้ชอีก อ้าว!ทำไมทุกคนลงจากรถกันหมดเลย อ๋อ!พากันปวดปัสสาวะเหมือนกัน(ส่วนใหญ่อายุ~50-60 ปี)

พอเข้าห้องน้ำเสร็จอาการปวดท้องก็ดีขึ้น แต่ยังมีอาการคันตา คันตามตัวอยู่นิดนึง ถึงโรงแรมที่ตั้งอยู่เมืองเล็กๆทัศนียภาพสวยงาม(ขออภัยจำชื่อไม่ได้เพราะป่วย)ในสวิสเซอร์แลนด์ มีวิวทะเลสาบงดงามแต่ไม่ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศแสนโรแมนติกเลย
 ไกด์ทัวร์เอาอาหารเย็นมาเสิร์ฟให้ถึงห้องพักเพราะแป้งและสามีไม่สามารถลงไปกินอาหารพร้อมลูกทัวร์คนอื่นๆได้

แป้งฝืนกินอาหารได้หน่อยนึงแล้วกินยา prednisolone 5 mg จำนวน 2 เม็ดที่เตรียมมา จากนั้นหลับไปราว 2 ชม.กว่าตื่นมา 4 ทุ่มนิดๆ ด้วยความรู้สึกเบาตัวกว่าตอนกลางวันเยอะมากมาย ตาลดบวมลง ไม่คันตามตัว ดีใจที่อาการแพ้หายเร็วกว่าที่คิด ไม่งั้นทริปที่เหลืออีก 5 วัน 4 คืน ไม่สนุกแน่นอนค่ะ

ผ่านอีกปีไปเที่ยวฮ่องกง เห็นน้ำผลไม้สีชมพูอมม่วงในซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าโอเชี่ยน เทอมินอล(Ocean Terminal)มาดื่มในห้องพักโรงแรมมาร์โคโปโล เกตเวย์ ผ่านไป 2 ชม.เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้องตามด้วยท้องเสีย 15+ครั้ง แบบว่าชีวิตลำเค็ญ รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะเนื่องจากแร่ธาตุโซเดียมและโปแตสเซียมไหลออกจากร่างกายมากเกินไป ดวงขึ้นคร่อมคอห่านสุดๆ กินยา prednisolone 5 mg+ยาแก้แพ้ก็ไม่ดีขึ้น จนหยุดท้องเสียตอนตีหนึ่ง  สิ้นสุดกระบวนการแพ้อาหารเสียที 

ปีต่อมาไปกินสุกี้ MK.มื้อกลางวัน สั่งหลายอย่างรวมถึงลูกชิ้นปลาแซลมอนที่ทำจากปูอัด(ปูอัดทำเนื้อปลาซูริมิ เติมสีผสมอาหารสีส้ม) กินแค่ 5 ตัว กลับถึงบ้านก็ปวดมวนท้อง ท้องเสีย 10+ตามเคย

ปลายปีกลับสกลนครเพื่อไปเยี่ยมพ่อแม่ ช่วงเย็นเห็นหลานสาววัย 6 ขวบ เขวี้ยงขนมคาปูลิโกะที่เป็นกรวยสีชมพูทิ้ง
แป้งออกแนวเสียดาย หยิบที่เหลือมากินกลัวเสียของ พอเที่ยงคืนจังหวะนรกได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ปวดมวนท้อง ท้องเสีย 10+ครั้ง ไปรพ.ตอนตีหนึ่ง มีแต่พยาบาล เล่าอาการให้ฟังเพื่อขอฉีด dexamethazone แต่เนื่องจากยาชนิดนี้ต้องให้แพทย์สั่งเท่านั้น 
น้องพยาบาลจึงฉีดแค่ CPM เข้าเส้นเลือดพร้อมกับให้ยา CPM แบบเม็ดมาด้วย(แต่แป้งก็ไม่กินตามเคย) เพียงครึ่งชม.อาการปวดมวนท้องก็ดีขึ้นจนเป็นปกติ

แป้งจะมีอาการแพ้อาหารเช่นนี้ทุกปี บางปี 1-2 ครั้ง ล่าสุดประมาณเดือนมี.ค 64 ซื้อโยเกิร์ตยี่ห้อดัชชี่ รส strawberry มากิน 2 ถ้วย 
ถ้วยแรกมีสตอร์เบอรี่เป็นลูกปนในโยเกิร์ต ผ่านไปด้วยดี
วันต่อมา มีสตอร์เบอรี่บดละเอียดในโยเกิร์ต โอ๊ะ!รสชาติแปลกๆไม่อร่อยเหมือนถ้วยที่มีสตอเบอรี่เป็นลูกเลย ผ่านไปไม่ถึงชม.เหมือนหนังที่วนกลับมาฉายอีกรอบ อีหรอบเดิมคือ คันตา คันตามตัว มีผื่นแดง รอบนี้ไม่ปวดมวนท้อง อีกสักพักตาบวมโปนเหมือนปลาทอง เลยไปรพ.แพทย์ฉีดยา Dexamethazone+CPM ให้ แค่ครึ่งชม.อาการคันตามตัว ผื่นแดง+ตาบวมเริ่มยุบ กลับบ้านพักผ่อน

เมื่อกลางปี 64 ไปพักโรงแรมห้าดาว(ใช้สิทธิ์เที่ยวด้วยกัน)แห่งหนึ่งในกทม.ดื่มน้ำฝรั่งไป 2 แก้วตอนมื้อเช้า แค่ครึ่งชม.เริ่มปวดท้อง ท้องบวมแปลกๆ ตามมาด้วยอาการคันตา คันตามตัว มีผื่นแดง อีกสักพักตาบวมโปนเหมือนปลาทองอีกครั้ง 

เพิ่มเติมที่น่ากลัวคือ ช่วงที่ไปโรงพยาบาลมีอาการหายใจติดขัดเหมือนหลอดลมตีบ( อาการแพ้ของระบบทางเดินหายใจได้แก่หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีดหรือหายใจไม่ออก เสียงหายใจดังเสียงฮืด ๆ มักเกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม)

พอไปถึงรพ.แพทย์เวรที่ประจำห้องฉุกเฉินได้ซักถามอาการ แล้วกล่าวประโยคหนึ่งว่า’’คุณแพ้เยอะขนาดนี้น่าจะเลิกดื่มน้ำผลไม้ได้แล้วนะครับ’’ แป้งก็คิดในใจว่า อายุปูนนี้แล้ว ใครจะไปรู้ว่าจะแพ้น้ำฝรั่ง ในเมื่อพักโรงแรมห้าดาวทุกที่ จะเลือกดื่มแต่น้ำฝรั่ง ไม่กล้าดื่มน้ำส้ม(กลัวแพ้เหมือนในอดีต)แต่รอบนี้ทำไมถึงได้แพ้น้ำฝรั่งได้

นึกเหตุผลอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบ(จนได้คำตอบวันนี้ที่เขียนบล็อก) โทรถามพนักงานโรงแรมว่า ใช้น้ำฝรั่งยี่ห้ออะไร ได้รับคำตอบว่า เป็นน้ำผลไม้แกลลอน ไม่มียี่ห้อ 

ผ่านมาจนเริ่มต้นปีใหม่ 2565 แล้ว เวลาพักโรงแรมที่ไหน จะเลือกดื่มแต่น้ำเปล่า ไม่อยากเจอหนังชีวิตอีกแล้ว เป็นเศร้าค่ะ

คิดไปคิดมา อาการแพ้อาหารที่เกิดกับแป้ง นับว่ายังน้อยกว่าคนอื่นมากๆ เพราะแป้งไม่เคยต้องแอดมิทที่โรงพยาบาลสักครั้งเดียว มีบางคนแพ้กุ้ง(แค่น้ำผัดผักที่มีกุ้ง กินแล้วผื่นขึ้น หายใจไม่ออก ต้องแอดมิท) ถั่ว นม ชีส เนย น้ำตาล แป้งสาลี ไข่ วุ้นเส้น เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว แอพริคอตแห้ง ลูกเกด กุ้งแช่แข็ง เนื้อกุ้งดิบและอื่นๆอีกมากมาย

 เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา แป้งคลิกหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตไปเรื่อยๆ สายตาพลันสะดุดกับข้อมูลอะไรบางอย่าง ซึ่งก็คือ sulfite(ซัลไฟต์)

สารก่อภูมิแพ้อีกกลุ่มหนึ่งคือ สารกลุ่มซัลไฟต์ (sulfites) ท่ีผู้บริโภคมองไม่เห็นและอาจไม่รู้จัก แต่เป็นอันตรายต่อผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ 

สารกลุ่มซัลไฟต์ (sulfites) ได้แก่ โซเดียมซัลไฟต์ โพแทสเซียมซัลไฟต์ โซเดียมไบซัลไฟต์ โพแทสเซียมไบซัลไฟต์ โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ โพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟต์  สารกลุ่มนี้เมื่อถูกความร้อนจะสลายให้ก๊าซซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ (Sulfur dioxide: SO2) เป็นก๊าซที่มีสภาวะเป็นกรด ไม่ติดไฟ มีกลิ่นฉุนรุนแรง

ซัลไฟต์ถูกเติมเข้าไปในอาหารด้วยเหตุผลหลายประการคือ
1.ลดการเน่าเสียของแบคทีเรีย
2.ชะลอการเกิดสีน้ำตาลของผักผลไม้และอาหารทะเล
3.ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในระหว่างการหมักไวน์
4.การให้ความร้อนของแป้งในพายแช่แข็งและเปลือกพิซซ่า
5. เป็นสารกันเสีย (preservative) ที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาถูก ง่ายต่อการใช้งาน ช่วยยับยั้งการเจริญของ ยีสต์ (yeast) รา (mold) และแบคทีเรีย (bacteria)

เมื่อก่อนซัลไฟต์ถูกเติมเข้าไปในอาหารสดในร้านอาหารและร้านขายของชำเพื่อป้องกันการเกิดสีน้ำตาล ซึ่งมีผลทำให้สีของอาหารไม่น่ากิน การเพิ่มขึ้นของปฏิกิริยานี้  ทำให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) สั่งห้ามใช้ซัลไฟต์ในอาหารสดในปีพ. ศ. 2529 โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักกาดหอมสดในสลัดบาร์

FDA กำหนดให้อาหารที่มีความเข้มข้นของ sulfites มากกว่า 10 ส่วนต่อล้าน (ppm) ต้องระบุไว้บนฉลาก
เนื่องจากอาหารที่มีปริมาณ sulfite น้อยกว่า 10ppm ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า เป็นสาเหตุของอาการแม้ในคนที่แพ้ sulfites

อาหารที่ประกอบด้วยซัลไฟต์
อาหารที่สลายลงไปในระดับของซัลไฟต์มากกว่า 100ppm ของ sulfites (ถือว่าระดับสูงมาก แนะนำในคนที่มีอาการแพ้ sulfite หลีกเลี่ยง)
    •    ผลไม้อบแห้ง (ไม่รวมลูกเกดและลูกพรุน)
    •    น้ำมะนาวบรรจุขวด (ไม่แช่แข็ง)
    •    ไวน์
    •    กากน้ำตาล
    •    กะหล่ำปลีดอง (และน้ำผลไม้)
    •    น้ำองุ่น (ขาว, ประกายขาว ประกายสีชมพู ประกายแดง)
    •    หัวหอมดอง

สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทผลไม้อบแห้งที่สามารถบริโภคได้เลย เช่น พุทราจีนแห้ง ผลแอปริคอตแห้ง สังเกตได้จากภายนอก โดยไม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสีจัดจ้าน เนื่องจากในกระบวนการผลิตผลไม้อบแห้งต้องผ่านความร้อนสูง มีผลทำให้สีสันและเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์เสียไปด้วย หากพบผลิตภัณฑ์มีสีสันสวยงามมากผิดปกติ  ให้สันนิษฐานว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีการใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์(เป็นสารกลุ่มเดียวกับซัลไฟต์)จำนวนมาก

น้ำตาลปี๊บ,น้ำตาลปึก เมื่อเก็บไว้ข้างนอกตู้เย็นจะมีสีน้ำตาลเข้มขึ้นเรื่อยๆ ถ้ายังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนสีเมื่อเก็บไว้นานๆ ที่อุณหภูมิห้อง แสดงว่ามีการใช้สารฟอกขาวในการผลิต ถึงว่าแป้งซื้อน้ำตาลปี๊บมาจากตลาดสด วางไว้ในครัวนานครึ่งปี น้ำตาลยังคงสีเดิมไม่เข้มขึ้นเลย แบบนี้นี่เอง ดีนะที่แป้งไม่แพ้

ซัลเฟอร์ไดออกไซด์มีประโยชน์สำหรับผู้ผลิตอาหารในการช่วยยืดอายุการเก็บอาหาร และช่วยไม่ให้อาหารเปลี่ยนสีเมื่อผ่านความร้อน แต่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค หากผู้ผลิตใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากเกินไป 

พิษของสารซัลไฟต์
พิษของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ปริมาณ 8 ส่วนในล้านส่วน จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองของระบบหายใจ

ปริมาณ 20 ส่วนในล้านส่วน จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา จัดเป็นสารก่อภูมิแพ้ (food allergen) ถ้ารับประทานเข้าไปไม่มาก 
ร่างกายขับออกทางปัสสาวะได้ 
แต่ถ้ามากเกินไปจะมีผลไปลดประสิทธิภาพการใช้โปรตีนและไขมันในร่างกายของมนุษย์ มีฤทธิ์ทำลายวิตามิน B1 ด้วย หากซัลเฟอร์ไดออกไซด์สะสมในร่างกายมากๆ อาจทำให้หายใจ ติดขัด ปวดท้อง ท้องร่วง เวียนศีรษะ อาเจียน หมดสติ และอาจตายได้ในผู้ที่แพ้มากหรือเป็นหอบหืด

อาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้แบบฉับพลัน โดยมากมักเกิดภายใน 5-30 นาทีหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้ หรือไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้ชนิดรับประทาน อาจมีความรุนแรงถึงชีวิต บริเวณที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ผิวหนัง (80–90%) ระบบทางเดินหายใจ (70%) ระบบทางเดินอาหาร (30–45%) ระบบหัวใจและหลอดเลือด ( 10–45 %) และระบบประสาทส่วนกลาง (10–15) %) 

อาการแพ้รุนแรงมักมีอาการทั่วร่างกายหรือมีอาการแสดงหลายระบบ ได้แก่      
1. ระบบผิวหนังและเยื่อบุ เช่น อาการคัน ตัวแดง ผื่นลมพิษ ปากบวม หน้าบวม  
2. ระบบทางเดินหายใจ เช่น อาการหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงวี้ด หลอดลมตีบ คัดจมูก      
3. ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น อาการเวียนศีรษะ วูบ หมดสติ ความดันต่ำ      
4. ระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว

สารซัลไฟต์เป็นสารเคมีที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารหลายประเภท โดยใช้เป็นสารกันเสียเพื่อป้องกันและยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ ใช้เป็นสารกันหืนเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันในอาหารที่จะทำให้เกิดการเหม็นหืนในผลิตภัณฑ์นั้น และที่สำคัญยังสามารถใช้เป็นสารฟอกขาวอีกด้วย  เนื่องจากมีคุณสมบัติยับยั้งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงเป็นสีน้ำตาลซึ่งเกิดขึ้นในอาหารหลายประเภท  เช่น  ผัก ผลไม้  น้ำผลไม้ น้ำหวานจากพืช และอาหารทะเล พวกกุ้ง ปู ปลา ปลาหนึก เป็นต้น 
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เองทำให้มีการนำสารนี้มาใช้อย่างกว้างขวางในผลิตอาหารต่างๆเช่น 

1.การผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง(หืม!ถึงว่าแป้งแพ้ปูอัด)
2.การผลิตน้ำตาล ทั้งน้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บและน้ำตาลปึก
3.การฟอกสีผลิตภัณฑ์จากแป้ง เช่น แป้งสาลี วุ้นเส้น เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน เป็นต้น
4.พืชผักผลไม้ที่ปอกเปลือกและต้องการเก็บไว้นานๆโดยไม่เกิดสีน้ำตาลเข้มขึ้น  เช่น การผลิตมันฝรั่งอบแห้ง กล้วยอบแห้ง บางครั้งมีการนำไปแช่ถั่วงอก หน่อไม้ หรือใส่ในการผลิตผลไม้แห้ง ผลไม้ดองและแช่อิ่ม

 5.การผลิตน้ำผลไม้ อ้าว!เจอคำตอบที่หามาแสนนานว่า ทำไมแป้งถึงได้แพ้น้ำผลไม้ยี่ห้อมาลี แต่ยี่ห้อทิปโก้ไม่เคยแพ้เลยเพราะตอนไปพักที่โรงแรมดุสิตธานี พัทยา ช่วงที่กินอาหารเช้าสายตาบังเอิญเหลือบไปเห็นพนักงานกำลังง่วนเทน้ำผลไม้กล่องแบบสเตริไลต์ยี่ห้อ ทิปโก้ ใส่โถจ่ายน้ำผลไม้ มิน่าล่ะ! แป้งถึงได้ดื่มน้ำฝรั่งของที่นี่โดยไม่เคยแพ้สักที

6.ใช้เป็นสารฆ่าเชื้อในการผลิตไวน์

โดยปกติถ้าได้รับในปริมาณไม่มากร่างกายคนจะมีเอนไซม์ที่สามารถเปลี่ยนสารซัลไฟต์เป็นสารซัลเฟตซึ่งไม่มีพิษต่อร่างกายและถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ  
อย่างไรก็ตามการได้รับสารกลุ่มนี้ในปริมาณมากก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ อาการความเป็นพิษที่เกิดขึ้นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

เราอาจเคยได้ยินคำว่า ‘’สารฟอกขาว’’ซึ่งนิยมใช้ในอาหารบ้านเรา ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของสารประกอบซัลไฟต์ ซึ่งเป็นชื่อรวมของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และเกลืออนินทรีย์ของกรดซัลฟูรัส ซึ่งแตกตัวให้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 

สารฟอกขาวบางตัวไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหาร เนื่องจากเป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ ได้แก่ สารไฮโดรซัลไฟต์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ยาซักมุ้ง” ซึ่งเป็นสารที่นิยมใช้ในการฟอกย้อมผ้า แต่พบว่าผู้ผลิตหลายรายนำมาใช้ในการผลิตอาหารเพื่อฟอกสีอาหารให้ดูน่ากิน

ในทางการแพทย์ ภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรัง แต่ถ้าหากรู้สาเหตุของการแพ้อย่างชัดเจนและพยายามหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่แพ้อาหาร ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีสารก่อภูมิแพ้ การเลือกซื้ออาหารต้องอ่านข้อมูลในฉลากอาหาร ว่ามีส่วนประกอบของสารก่อภูมิแพ้หรือไม่ รวมถึงการดูแลร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ ย่อมช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นได้(แต่พอแพ้อาหารขึ้นมา สารก่อภูมิแพ้เริ่มโจมตีเซลล์ในร่างกาย ยาเท่านั้นที่จะช่วยหยุดภาวะนี้ได้)

อืม! แสดงว่าคนที่เป็นภูมิแพ้ มีสิทธิ์แพ้อาหารได้ทุกเวลา แต่สังเกตว่า หากแป้งกินอาหารสดใหม่จากธรรมชาติ เช่น ผักและไม้ที่ไม่แปรรูป ไม่เห็นจะแพ้อะไรเลย คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษสินะคะ








ที่มา : 

Sulfites / ซัลไฟต์ - Food Wikihttps://www.foodnetworksolution.com › wiki › word › s...

ซัลไฟต์กับภูมิแพ้https://www.doa.go.th › psco › uploads › 2020/06

ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิแพ้ของซัลไฟต์และอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง - adhttps://th.approby.com › ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิแพ้

Allergy - Wikipediahttps://en.wikipedia.org › wiki › Allergy

อาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) SIRIRAJ ONLINE - si.mahidol.ac.thhttps://www.si.mahidol.ac.th › Health_detail

NEWS - ผลไม้แห้งกับโซเดียมซัลไฟด์

สารฟอกขาวหรือสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ (Sodium hydrosulfite)

เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ

คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื...

บทความยอดนิยม