บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565

อาการไอคืออะไร

 เมื่อกลางเดือนที่แล้ว สามีแป้งป่วยเป็นโควิด มีอาการไข้และไอ กินยาพาราเซตามอลหลังอาหารเช้า-เย็น เพียง 2 วัน ไข้ลดลง ส่วนอาการไอ เป็นการไอแบบมีเสมหะ จะไอมากในเวลากลางคืน
แป้งไม่ได้จัดยาแก้ไอให้เพราะยาแค่ระงับการไอเพียงชั่วคราว
พยายามให้ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆเพื่อช่วยละลายเสมหะ  วันที่ 3 ก็ไม่ไอแล้ว

แป้งซื้อกล้วยหอมมา 1 หวี สามีเกรงว่าจะกินไม่หมด เลยช่วยกินกล้วยทั้งวัน ประมาณ 5-6 ลูก เนื่องจากเห็นว่าเป็นผลไม้ แต่กลับกลายเป็นไอหนักมากกว่าก่อนที่จะหายไอเสียอีก แป้งเลยงงว่า อ้าว!อาการไอดีขึ้นแล้ว นานๆครั้งถึงจะไอแคร๊กสักที เลยไปค้นหาข้อมูลของกล้วยว่า สามารถกระตุ้นการไอหรือไม่

อาการไอคืออะไร
การไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับสิ่งแปลกปลอม ของเหลวหรือเสมหะที่ไม่ต้องการออกจากลำคอ อาการไอเป็นครั้งคราวนั้นดีต่อสุขภาพ แต่อาจบ่งชี้ว่ามีการอักเสบหากยังมีอาการอยู่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น

อาการไอเกิดจากอะไร
อาการไอ อาจเกิดจากไวรัสหรือจากการแพ้อาหารบางชนิด
อาการไออาจเป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง อาการไอเฉียบพลันคงอยู่น้อยกว่าสามสัปดาห์ และอาการไอเรื้อรังจะคงอยู่นานกว่าแปดสัปดาห์ บางคนอาจมีอาการไอในฤดูหนาวและเมื่อเราเป็นไข้หวัดหรือมีอาการคล้ายหวัด  หากเป็นคนที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ อาจเป็นสาเหตุของอาการไอ 

มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอและอาจจะเกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร สาเหตุทั่วไปบางประการของการไอมีดังนี้:
 • การติดเชื้อ-แบคทีเรียหรือไวรัส
 • สูบบุหรี่
 • หอบหืดและภูมิแพ้
 • สิ่งแปลกปลอมหรือสารระคายเคือง
 • ไอที่เกิดจากยาลดความดันโลหิต Lisinopril และ Enalapril

อาการไอมีกี่ประเภท

 • ไอแห้ง อาการไอแห้งๆ ไม่ได้ทำให้เกิดเสมหะ อาจเกิดจากไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ หรือกรดไหลย้อน ซึ่งกรดในระบบทางเดินอาหาร เคลื่อนตัวขึ้นไปยังหลอดอาหาร ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองของเนื้อเยื่อ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง รวมถึงการดื่มชา กาแฟ ซึ่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะและหลอดอาหารส่วนปลายหย่อน
 • ไอมีเสมหะ  เป็นการไอที่ช่วยขับเสมหะออกจากระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อเฉียบพลันหรือเรื้อรังบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการไอแบบนี้ได้

กล้วยทำให้ไอหรือไม่
กล้วยอุดมด้วยสารอาหารและวิตามิน แต่ก็มีฮีสตามีน(Histamine)เช่นกัน ฮีสตามีนมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันและระบบย่อยอาหารของร่างกาย ในตำราอายุรเวท กล้วยจัดว่าเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็น

นอกจากนี้โรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด หรือมีไข้ ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะอยู่ในระดับต่ำตลอดเวลา ซึ่งในภาวะนี้ การรับประทานทานกล้วยอาจเพิ่มความไวต่อเชื้อไวรัส ส่งผลให้เกิดการไอและกระตุ้นให้มีเสมหะมากขึ้น

ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกได้ว่า กล้วยสามารถก่อให้เกิดอาการไอได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่า การกินกล้วยจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวมากขึ้นระหว่างที่มีอาการไอและเป็นหวัด

กล้วยทำให้เกิดเสมหะหรือไม่
กล้วยมีสารฮีสตามีน(Histamine)ซึ่งเชื่อว่า เพิ่มการสร้างเสมหะในร่างกาย  กล้วยอาจทำให้เกิดเสมหะได้ แต่มันเป็นเพียงด้านหนึ่งของความจริง การแพ้ฮีสตามีนแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ฮีสตามีนเป็นสารเคมีที่ร่างกายผลิตเองตามธรรมชาติ แต่ก็พบได้ในอาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม

คนที่มีแนวโน้มที่จะแพ้ฮีสตามีนสามารถทำให้เกิดเสมหะมากขึ้น ในขณะที่บางคนอาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย หากมีประวัติแพ้
ฮีสตามีน แนะนำให้หลีกเลี่ยงกล้วย

การกินกล้วยเมื่อเป็นหวัดเป็นอันตรายหรือไม่
การกินกล้วยอาจทำให้เกิดเสมหะ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป อันที่จริง น้ำมูกนั้นดีอย่างคือ ช่วยล้างเส้นทางจมูก แต่เมื่อเป็นหวัด ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ  การกินกล้วยอาจทำให้เกิดโรคจากแบคทีเรีย เช่น ไซนัสอักเสบ ปอดบวม และต่อมทอนซิลอักเสบ
นอกจากนี้ การกินกล้วยตอนกลางคืนอาจเป็นตัวสร้างปัญหาเมื่อเราเป็นหวัดหรือไออยู่แล้ว มันสามารถกระตุ้นการผลิตเสมหะมากขึ้นอาจนำไปสู่อาการไอและหายใจลำบากในเวลากลางคืน

ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงกล้วยในช่วงที่มีไข้หรือไอ กล้วยมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่อาจส่งผลเสียได้เมื่อมีไข้หรือไอ สารฮีสตามีนในกล้วยอาจทำให้ระคายเคืองลำคอและเกิดเสมหะมากขึ้น

กล้วยช่วยแก้หวัดหรือไม่
กล้วยอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานและเพิ่มภูมิคุ้มกันเมื่อบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ อย่างไรก็ตาม หากเป็นหวัดแล้ว ฮีสตามีนในกล้วยอาจกระตุ้นการสร้างเสมหะและนำไปสู่อาการคล้ายหวัดมากขึ้น หากต้องการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากไข้หวัด ให้หลีกเลี่ยงกล้วยสักสองสามวันจนกว่าจะหายดี

เราสามารถกินกล้วยในเวลากลางคืนได้หรือไม่
การกินกล้วยทันทีก่อนนอนไม่ดีต่อสุขภาพ ในช่วงกลางคืนร่างกายของเราไม่ต้องการพลังงาน และการเผาผลาญสารอาหารก็ต่ำ ถ้าเรากินกล้วย มันจะผลิตพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการ นอกจากนี้ การกินกล้วยตอนกลางคืนยังทำให้เกิดเสมหะมากขึ้น ทำให้ไอและไม่สบายมากขึ้นในตอนกลางคืน

กรณีที่เด็กเป็นหวัดและมีอาการไอ
ดร.เดบรี(Krishnakant Debri, Senior Physician, Mumbai )กล่าวว่า ในความเป็นจริง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว และอาหารที่อุดมด้วยแร่ธาตุ เช่น กล้วย นอกจากช่วยในการย่อยอาหาร แต่ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

กล้วยไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยโพแทสเซียม แต่ยังมีน้ำปริมาณมากอีกด้วย เนื่องจากกล้วยมีอิเล็กโทรไลต์(Electrolyte)ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของอิเล็กโทรไลต์และของเหลวในร่างกาย
กล้วยจึงช่วยในการเติมแร่ธาตุที่สูญเสียไปในร่างกายและรับมือกับอาการไข้และความเย็น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นอาหารให้พลังงานทันที เพราะกล้วยหอม 1 ลูก มีพลังงาน 105 แคลอรี่

ความเห็นของนักโภชนาการประสบการณ์ 12-14 ปีในอินเดีย

ไม่มีความสัมพันธ์กันในการกินกล้วย...เราขอเลี่ยงกล้วยเป็นส่วนใหญ่ในกรณีที่ลูกมีอาการไอมีเสมหะ..

ระหว่างที่ไอและเป็นหวัด ควรหลีกเลี่ยงกล้วย ไม่ใช่เพราะจะทำให้ร่างกายเย็นขึ้น แต่สาเหตุคือ ถ้าคนป่วยเป็นหวัดหรือโรคทางเดินหายใจอื่นๆ กล้วยอาจระคายเคืองเมื่อสัมผัสกับเสมหะ จึงควรหลีกเลี่ยงกล้วยในช่วงไอ

การกินกล้วยมีการเชื่อมโยงกันทำให้เกิดความหนาวเย็น ภูมิคุ้มกันค่อนข้างอ่อนแอ ส่งผลให้เป็นหวัดบ่อยมาก

เราจะเห็นว่า แพทย์และนักโภชนาการมีความเห็นขัดแย้งกัน
ดังนั้นครั้งต่อไป หากมีโอกาสกินกล้วยหอม ลองสังเกตดูเพราะประสบการณ์และความไวต่อสิ่งกระตุ้นของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ

ในระหว่างที่มีอาการไอและเป็นหวัด ควรงดอาหารบางชนิดที่อาจทำให้อาการไอและหวัดแย่ลงได้
 • น้ำตาล : ไม่ว่าเราจะบริโภคน้ำตาลผ่านชา กาแฟ หรือช็อคโกแลต ขนมหวานและขนมอบ เนื่องจากน้ำตาลมีผลในการยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
 • แอลกอฮอล์ : แม้ว่าบางคนอาจดื่มจินและโทนิกเล็กน้อยในระหว่างที่มีอาการไอและเป็นหวัดเพื่อบรรเทาอาการ แต่การดื่มแอลกอฮอล์จะยับยั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดและเพิ่มการอักเสบของหลอดลมและปอด
 • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน : ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิด ทำหน้าที่เป็นยาขับปัสสาวะ เพิ่มการขับน้ำและเกลือออกจากร่างกาย
 • อาหารรสเผ็ด : การบริโภคอาหารรสเผ็ดซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถบรรเทาอาการได้ชั่วคราว โดยการทำให้เสมหะบางลง แต่ในระยะยาว แคปไซซินในพริกจะเพิ่มการผลิตเสมหะซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวของร่างกายช้าลง
 • นม : การดื่มนมจะเพิ่มเสมหะและทำให้เมือกหนาขึ้น ดังนั้นการบริโภคนมจึงไม่เหมาะสมในช่วงที่มีอาการไอและเป็นหวัด




ที่มา :

Banana: Why you shouldn't avoid eating it this winter indianexpress . com › ... › Health

Does eating banana or citrus fruits aggravate cold in kids ...www . thehealthsite . com › parenting

18 Best Foods to Ease Your Cough and Cold - PharmEasy Blog pharmeasy . in › blog › 12-best-food...

Cold In Babies - I Have 16 Months Old Boy, He Caught Cold, www . practo . com › consult › cold-i...

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ระบบภูมิคุ้มกันมีความสำคัญและทำงานอย่างไร


สัปดาห์ที่แล้ว มีน้องผู้ชายกล้ามล่ำ  สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อายุราว 45 ปี มาปรึกษาแป้งว่า ฉีดวัคซีนโควิดไปแล้ว 3 เข็ม ควรฉีดกระตุ้นเข็มที่ 4 หรือไม่ ตัดสินใจไม่ถูก แป้งเลยหาข้อมูลเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันมาให้อ่านกัน ยาวหน่อยนะคะ

ระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบของร่างกายที่คอยมองหาเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย เมื่อมีเชื้อโรคเข้ามา จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงาน ระบบภูมิคุ้มกันมีคุณสมบัติพิเศษคือ เมื่อถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้น จะสามารถจับได้อย่างจำเพาะกับเชื้อโรคที่กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มี 2 ประเภทคือ
1. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เรียกว่า
 Innate immunity คือ เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จัดเป็นกลไกการป้องกันสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะเจาะจง ได้แก่ พื้นผิวที่สัมผัสแอนติเจน(สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายแล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี)โดยตรง คือ ผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในการป้องกันและกำจัดสิ่งแปลกปลอมซึ่งส่วนใหญ่คือเชื้อโรคให้ออกไปจากร่างกาย

ระบบนี้แยกออกเป็น 4 ส่วน ซึ่งทำงานไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ
ส่วนที่ 1 external barrier คือปราการด่านนอก

•ผิวหนัง เชื้อโรคไม่สามารถบุกรุกผิวหนังปกติที่ไม่มีบาดแผล ความเป็นกรดของไขมันที่ผลิตออกมาจากต่อมไขมันที่ผิวหนัง ได้แก่ lactic acid และ fatty acid ช่วยยับยั้งและทำลายเชื้อโรค หากผิวหนังชั้นนอกเปิดออก เช่น มีบาดแผล หรือไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณผิวหนัง จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีอาหารอันอุดมสมบูรณ์และสิ่งแวดล้อมพอเหมาะ เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบเป็นหนอง หากเป็นแผลเล็ก ๆ ระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดเชื้อออกไป เพียงล้างแผลให้สะอาด รักษาแผลให้แห้ง จะหายเป็นปกติได้เอง

หากบาดแผลขนาดใหญ่และลึก แผลถูกความร้อนเป็นบริเวณกว้าง มักเกินกำลังที่ภูมิคุ้มกันจะจัดการไหว เชื้อโรคสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด (septicemia) เป็นสาเหตุให้ช็อกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

•เยื่อบุหลอดลม มีเซลล์ที่มีขน (hairy cell) คอยพัดโบกเชื้อโรคให้ออกไปจากหลอดลม อีกทั้งมีเซลล์ผลิตเสมหะ (goblet cell) ที่เหนียวหนืด ไว้คอยดักจับเชื้อโรคคล้ายกาวจับแมลงวันเพื่อไม่ให้เข้าสู่เยื่อบุหลอดลม ผู้ที่สูบบุหรี่จัด เซลล์ขนเสียหน้าที่ไป มักป่วยด้วยโรคหลอดลมอักเสบบ่อย ๆ

•น้ำมูก น้ำลาย น้ำตา มีหน้าที่ชะล้างเชื้อโรคออกไปจากเยื่อบุ อีกทั้งในสารคัดหลั่งเหล่านี้ยังมีเอนไซม์ที่มีคุณสมบัติในการย่อยทำลายเชื้อโรคอย่างอ่อน ๆ อีกด้วย จะเห็นว่าเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรือเยื่อบุตาอักเสบ ต่อมน้ำตาจะหลั่งน้ำตาเป็นปริมาณมากออกมาขับไล่สิ่งแปลกปลอมออกไป หรือเมื่อสิ่งแปลกปลอม สารระคายเคืองเข้าจมูกหรือเป็นหวัด เยื่อบุจมูกจะหลั่งน้ำมูกออกมาก และจามบ่อย เพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมเช่นเดียวกัน

•การไอ ช่วยขับไล่สิ่งแปลกปลอมที่เราสำลักเข้าไปในหลอดลมและปอด หากสิ่งแปลกปลอมทำให้เกิดการระคายเคืองมาก เราก็ยิ่งไอนาน ไอจนกว่าจะหลุดออกมา

ในผู้สูงอายุระบบต่าง ๆ ทำงานเฉื่อยลงรวมถึงการไอด้วย ผู้สูงอายุมักจะเป็นปอดอักเสบจากการสำลักได้บ่อย ในผู้ที่จมน้ำก็เช่นกัน หากว่ายน้ำธรรมดา สำลักน้ำเพียงเล็กน้อยมักไม่มีปัญหา สายเสียงและฝาปิดกล่องเสียงจะปิดทันที เพื่อป้องกันน้ำเข้าไปในหลอดลมเพิ่ม

แต่ในกรณีจมน้ำ ระบบนี้จะเสียไปเมื่อผู้จมน้ำนานจนหมดสติ น้ำจึงเข้าไปในปอดในปริมาณมาก หากเป็นน้ำครำที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิด ทั้งทรงกลม (cocci) ทรงแท่ง (basilli) เชื้อที่ต้องอาศัยออกซิเจน (aerobic bacteria) และไม่อาศัยออกซิเจน (anaerobic bacteria) เชื้อรา โปรโตซัว ซึ่งเกินขีดความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันจัดการไหว ต้องกระหน่ำยาต้านจุลชีพหลายขนานอีกแรง จึงปลอดภัยจากปอดอักเสบรุนแรงจากแบคทีเรียในขั้นต้น และไม่ติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจนช็อก

•ความเป็นกรดของสารคัดหลั่งในช่องคลอด ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรค
•กรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารที่ฆ่าเชื้อโรคแทบไม่เหลือ ยกเว้นเชื้อที่สามารถทนกรดเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น

ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน และภาวะโภชนาการของแต่ละบุคคล

ส่วนที่ 2  Inflammation คือการกลไกการอักเสบ เป็นการป้องกันโดยปฏิกิริยาทางเคมีระดับเซลล์ เซลล์ชื่อ มาโครฟาจ(Macrophage) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีขนาดใหญ่ ที่สุด กำเนิดจากไขกระดูก เมื่อเติบโตเต็มที่แล้วจะเคลื่อนเข้าสู่กระแสเลือด ปล่อยสารเรียกเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นมารุมกินโต๊ะสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ทำให้เกิดการอักเสบ ประมาณ 30-60 นาที หลังจากที่สิ่งแปลกปลอมเข้าไป มักจะพบว่ามีอาการปวด บวม แดง ร้อน ผลผลิตสำคัญของการอักเสบคือ อาการปวดและมีไข้ เพราะไข้หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นเครื่องมือฆ่าเชื้อโรคโดยตรง

ส่วนที่ 3  Cellular barrier หรือ natural killer Cell (NK Cell) คือเซลล์นักฆ่า เป็นเม็ดเลือดขาวขนาดเล็กที่ผลิตขึ้นมาจากต่อมน้ำเหลือง การเรียกว่าเม็ดเลือดขาวขนาดเล็กเพื่อให้แตกต่างจากเม็ดเลือดขาวที่ผลิตมาจากไขกระดูกซึ่งมีขนาดใหญ่ เซลล์นักฆ่าถูกสร้างมาให้มีหน้าที่ฆ่าได้โดยไม่ต้องรอคำสั่ง คือเห็นอะไรเป็นสิ่งแปลกปลอมให้เข้าไปฆ่าได้ทันที โดยไม่ต้องสอบสวนให้รู้จักว่าเป็นใครมาจากไหน เซลล์นักฆ่าเป็นกำลังสำคัญในการกำจัดเชื้อโรคทันทีที่เห็นและการกำจัดเซลล์มะเร็งที่ไม่มีวิธีอื่นมากำจัด สามารถทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยวัคซีนหรือการรู้จักเชื้อโรค

ส่วนที่ 4 Compliment system คือระบบช่วยฆ่า เป็นโปรตีนหลายสิบชนิดอยู่กระจายทั่วกระแสเลือดเหมือนตำรวจนอกเครื่องแบบกระจายตัวอยู่ทั่วไป เมื่อมีเหตุการณ์ เช่น มีการอักเสบเกิดขึ้น ระดับหัวหน้าที่ซุ่มเงียบอยู่จะลุกขึ้นมาปลุกลูกน้องให้ปลุกกันต่อ ๆไปเป็นทอด ๆ รวมตัวกันมารุมเคลือบเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่วนอื่น ๆ มาฆ่าสิ่งแปลกปลอมได้ง่ายขึ้น

2. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เรียกว่า Adaptive immunity คือระบบสร้างภูมิคุ้มกันแบบเจาะจงเชื้อ หน้าที่หลักคือ ทำความรู้จักกับเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามาก่อน แล้วนำหน้าตาของเชื้อโรคนั้นไปสร้างผู้ที่สามารถเจาะจงทำลายเชื้อโรคชนิดนั้นขึ้นมา

Adaptive immunity แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 : Cell mediated immune response (CMIR) มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันด้านเซลล์ คือ ผลิตเม็ดเลือดขาวไปฆ่า เมื่อตรวจสอบได้แน่ชัดว่าเชื้อโรคมีหน้าตาอย่างไร ต่อมน้ำเหลืองจะสร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมาเพื่อไปฆ่าเชื้อโรคนั้น เรารู้จักกันดี 3 ชนิดคือ
    •    T helper หรือ CD4 มีหน้าที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน  เป็นเซลล์ลิมโฟไซต์(lymphocyte)เคลื่อนไปตามหลอดเลือด ทำหน้าที่ลาดตระเวน หากพบเชื้อโรคหรือเซลล์แปลกปลอมจะหลั่งสารไซโตไคน์( cytokines )เพื่อเรียกให้เม็ดเลือดขาวชนิดอื่นมาช่วย

 หากพบว่าเป็นเซลล์ปกติของร่างกาย จะหยุดกระบวนการทำลายเซลล์ แต่ถ้าพบว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมจริง จะมีการหลั่งสารดังกล่าวเพิ่ม และมีเซลล์อื่นๆ มายังบริเวณนี้เพื่อทำลายเชื้อโรคหรือเซลล์แปลกปลอม โดยปกติค่า CD4 ของผู้ที่ไม่ติดเชื้อ HIV จะมีสัดส่วนอยู่ระหว่าง 28-59 %
    •    T suppressor หรือ CD8 มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เป็นเซลล์ที่ควบคุมการทำลาย หากพิสูจน์แล้วว่า เซลล์ที่แปลกปลอมเป็นเซลล์ปกติ หรือสิ่งแปลกปลอมหมดพิษแล้ว เซลล์จะสั่งยุติการทำลาย โดยปกติจะมีสัดส่วนอยู่ระหว่าง 13-32 % คิดเป็นสัดส่วน CD4 : CD8 ในคนปกติ ประมาณ 2 : 1
    •    Natural killer cell เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเป็นหลัก
จะเห็นว่าเซลล์เหล่านี้ทำงานประสานกันอย่างดีเยี่ยม เพื่อรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันไม่มากไปหรือน้อยไป จนเกิดความเสียหายตามมา

เรารู้จักเซลล์เหล่านี้เมื่อมีโรคเอดส์ระบาด เนื่องจากโรคเอดส์เกิดจากเชื้อ Human Immunodeficiency Virus (HIV) ไปทำลายเซลล์ CD4 ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันด้านเซลล์บกพร่องเป็นหลัก ร่างกายจึงติดเชื้อฉวยโอกาสง่าย

ส่วนที่ 2 :  Humoral immune response คือ การผลิตแอนตี้บอดี้ไปฆ่า หน่วยผลิตคือเม็ดเลือดขาวขนาดเล็กชื่อ B-cell เมื่อได้รับข้อมูล หน้าตาเชื้อโรคผู้บุกรุกแน่ชัดแล้ว B-cell จะสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า แอนตีบอดี( antibody ) แล้วปล่อยเข้ากระแสเลือดเพื่อให้ antibody ไปจับกับตัวเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคตายโดยตรงบ้าง หรือให้เซลล์จากส่วนอื่นมาเก็บกินบ้าง

คนที่ได้รับเชื้อโรค(ทั้งโดยธรรมชาติและโดยการฉีดวัคซีน)เข้าไปแล้ว จะเกิดภูมิต้านทานโรคหรือแอนติบอดีในระดับที่มากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งคนที่ร่างกายเกิดภูมิต้านทานน้อยจะไม่สามารถต้านทานหรือป้องกันโรคได้

โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน มีดังนี้
1. ภูมิแพ้ โรคหืด แพ้ละอองเกสร
2.โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตนเอง เช่น SLE ,รูมาตอยด์หรือโรคข้ออักเสบเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อที่ข้อต่อต่าง ๆ
3.โรคเบาหวาน
4. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
5. โรคเอดส์ (AIDS) เมื่อเชื้อเอชไอวี (HIV) เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน จะสร้างสารออกมาต่อต้าน แต่เชื้อเอชไอวีมีความคงทนมาก ยากที่จะถูกทำลายและยังสามารถเจริญในร่างกายได้ดีและจะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนค่าCD4จะต่ำลง เรียกว่า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงทำให้ผู้ป่วยด้วยโรคเอดส์เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น วัณโรค และเสียชีวิตในที่สุด

วิธีดูแลระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
 
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีโอกาสอ่อนแอลงได้จากโรคภัยหรือการไม่ดูแลรักษาสุขภาพ ทำให้เจ็บป่วยบ่อยครั้งเนื่องจากร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะรับมือและจัดการกับเชื้อโรคได้

1.รับประทานอาหารที่เพิ่มความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ผลไม้ ผัก เมล็ดพืช พืชตระกูลถั่ว และไขมันชนิดดี อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยให้ได้เปรียบในการต่อต้านเชื้อโรคที่เป็นอันตราย สารต้านอนุมูลอิสระในอาหารเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบโดยการต่อสู้กับสารประกอบที่ไม่เสถียรที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบได้

หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะการรับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายปริมาณมาก สามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและทำหน้าที่ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในช่วงเวลานั้นอาจทำให้เจ็บป่วยได้

2.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างเต็มอิ่มช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานเป็นปกติ เนื่องจากระหว่างนอนหลับ ร่างกายจะซ่อมแซมและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง หากมีปัญหาในการนอนหลับ ให้ลองจำกัดเวลาอยู่หน้าจอเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนเข้านอน เนื่องจากแสงสีฟ้า ที่ปล่อยออกมาจากโทรศัพท์ ทีวี และคอมพิวเตอร์อาจรบกวนจังหวะการนอนหรือวงจรการตื่นนอนตามธรรมชาติของร่างกาย

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติรวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเป็นเวลานานสามารถกดภูมิคุ้มกัน แต่การออกกำลังกายระดับปานกลางสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้

การศึกษาระบุว่า แม้แต่การออกกำลังกายระดับปานกลาง เพียงครั้งเดียว สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ การออกกำลังกายระดับปานกลางและสม่ำเสมออาจช่วยลดการอักเสบและช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสร้างใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

4.จัดการความเครียด การมีความเครียดอย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง สามารถจัดการความเครียดได้หลายวิธี เช่น ออกไปเดินเล่น ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง นั่งสมาธิ ทำงานอดิเรก เล่นกีฬา ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ ฯลฯ

5. ทัศนคติที่ดี ความคิดเชิงบวกมีความสำคัญต่อสุขภาพ การวิจัยแสดงให้เห็นว่า ความคิดเชิงบวกช่วยลดความเครียดและการอักเสบ เพิ่มความยืดหยุ่นในการติดเชื้อ ในขณะที่อารมณ์เชิงลบสามารถทำให้ร่างกายอ่อนแอต่อโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้

6. เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา(NIH) ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนการใช้อาหารเสริมใด ๆ เพื่อป้องกันหรือรักษา COVID-19
อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาบางชิ้นระบุว่า อาหารเสริมต่อไปนี้อาจเสริมสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย เช่น
    •    วิตามินซี จากการรีวิวกว่า 11,000 คน การรับประทานวิตามินซี 1,000–2,000 มก. ต่อวัน ช่วยลดระยะเวลาการเป็นหวัดได้ 8% ในผู้ใหญ่และ 14% ในเด็ก
    •    วิตามินดี การขาดวิตามินดีอาจเพิ่มโอกาสเจ็บป่วยได้ ดังนั้นการเสริมวิตามินดีอาจแก้ไขผลกระทบนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานวิตามินดี เมื่อเรามีระดับวิตามินดีที่เพียงพอแล้ว ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ประโยชน์อะไร
    •    สังกะสี มีการทบทวนในผู้ป่วยโรคไข้หวัด 575 คน การเสริมสังกะสีมากกว่า 75 มก. ต่อวัน ช่วยลดระยะเวลาการเป็นหวัดได้ 33%
    •    อิชินาเซีย จากการศึกษากว่า 700 คน พบว่าผู้ที่รับประทานอิชินาเซียจะหายจากโรคหวัดได้เร็วกว่าผู้ที่ได้รับยาหลอกหรือไม่ได้รักษาเพียงเล็กน้อย แต่ความแตกต่างนั้นไม่มีนัยสำคัญ

การรับประทานอาหารเสริมบางชนิดอาจช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หรือช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันเนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น จากโรคประจำตัวหรืออายุที่มากขึ้น วัคซีนถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ป้องกันอาการเจ็บป่วยของโรคติดเชื้อร้ายแรงบางชนิดได้ดีขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันถือเป็นปราการด่านสำคัญของร่างกาย  เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงจึงควรใส่ใจในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น

แป้งฉีดวัคซีน AZ เข็มแรก เมื่อวันที่ 17 ธ.ค 64 คืนแรกนอนไม่หลับกลิ้งไปกลิ้งมาจนตีสามกว่าจะหลับ ระดับพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อ จนต้องหยุดกินวิตามินทุกตัวที่เคยกินต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปี ทดลองออกกำลังกายตามคลิปเบเบ้ หลังตื่นนอน(นอนตี 5 ตื่น 11 โมง)ปรากฎว่า สามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ 3 คลิป(คลิปละ 25 นาที)โดยที่ไม่มีความเหนื่อยล้า ตื่นขึ้นมาอีกวัน ไม่มีอาการปวดกล้ามเนื้อแต่อย่างใด แปลกใจนิดๆทั้งๆที่ไม่เคยออกกำลังกายหนักแบบนี้มาก่อนในชีวิตเพราะปกติก่อนจะออกกำลังกาย แป้งจะต้องกินวิตามินเพิ่มพลังงงาน+เวย์โปรตีนก่อนเสมอ ไม่งั้นไม่มีเรี่ยวแรงเลยค่ะ

ปัจจุบันแป้งเพิ่งกลับมากินวิตามินครบเซ็ตเมื่อกลางเดือนพ.ค 65 นี่เอง(ดีใจมาก) เริ่มนอนหลับได้ดี รู้สึกเหนื่อยเมื่อยเอวร้าวลงขาเวลายืนล้างจานนานๆ(ราว 1 ชม.)อนุมานได้ว่า ระดับวัคซีนลดลงจนหมดไปจากร่างกายแล้ว

ถามว่า จะฉีดเข็มต่อไปอีกหรือไม่ คำตอบคือ ไม่เอาแล้วค่ะ ขนาดวัคซีนเข็มเดียวยังพลังงานเยอะจนมีผลทำให้นอนไม่หลับ ฉีดอีกเข็ม ไม่อยากจะคิดเลย แสดงว่า การดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ออกกำลังกายระดับปานกลางและเสริมวิตามินอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันได้ส่วนหนึ่ง วัคซีนเป็นส่วนเสริมที่ทรงพลังมากที่สุด(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล)


ที่มา :
สรีรวิทยา-ระบบภูมิคุ้มกันโรค-Immunology.pdf nurse . pbru . ac . th › uploads › 2020/05 › สรี...

ระบบภูมิคุ้มกัน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพที่ควรรู้ - Pobpad https://www.. pobpad . com › ระบบภูมิคุ้มกัน-ข้อเท็จ

ก่อนตัดสินว่าวัคซีนที่ได้รับนั้นดี หรือ ไม่ดี ch9airport . com › ... › อัปเดตวัคซีน COVID-19

ระบบภูมิคุ้มกัน - SciMath https://www.. scimath . org › article-biology › item

Strengthen Your Immune System With 4 Simple Strategies health . clevelandclinic . org › strengt...

ระบบภูมิคุ้มกัน - วิกิพีเดีย th . wikipedia . org › wiki › ระบบภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และมีกลไกการ ...hellokhunmor . com › โรคติดเชื้อ › ระบบภูมิ...

9 ข้อเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันและวัคซีน ที่เราควรรู้และเข้าใจให้ถูกต้อง https://www.. dmh . go . th › news-dmh › view


วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

Picosecond Laser กับผลลัพธ์อันน่าทึ่ง

มีน้องผู้หญิงอายุราว 35 ปี มีปัญหาหลุมสิว ผิวไม่เรียบเนียน มีจุดด่างดำ มาปรึกษาแป้งว่า อยากทำเลเซอร์ แต่ตัดสินใจไม่ถูก ไม่รู้จะเลือกคลีนิกไหนหรือเลเซอร์ตัวไหนดีเยอะแยะไปหมด  น้องเคย

ทำเลเซอร์หลุมสิว finescan,e-matrix มาก่อน แต่หลุมสิวตื้นเพียง 20% แป้งเลยไปค้นข้อมูลเลเซอร์พิโคเซคเคิน(Picosecond laser)มาให้น้องอ่าน ครั้งต่อไปจะได้เลือกเป็นค่ะ


Picosecond Laser เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการรักษาผู้ที่มีปัญหาผิวหน้า เช่น ฝ้า กระ หลุมสิว จุดด่างดำ ปัญหารูขุมขนกว้าง รวมถึงหลุมสิว โดยจะปล่อยพลังงานเลเซอร์ในเวลาที่สั้นกว่า Nanosecond (อีกชื่อหนึ่งคือ Q switched laser) มาก


เลเซอร์แบบเดิมจะมีการยิงพลังงานด้วยความเร็วในระดับ Nanosecond หรือ 1 ต่อ พันล้านวินาที โดยจะมีส่งพลังงานแสงลงไปยังเม็ดสีที่มีความผิดปกติ เมื่อเกิดความร้อนที่ชั้นใต้ผิวมากๆ ทำให้เสี่ยงที่จะเกิดผิวไหม้ แต่ Pico Laser ส่งพลังงานเลเซอร์ที่ความเร็วสูงสุดในระดับ Picosecond  หรือ 1 ต่อ ล้านล้านวินาที โดยเปลี่ยนจากพลังงานความร้อนที่ส่งมาเป็นแรงดัน จึงไม่ทำให้ผิวหน้าไหม้ เป็นการรักษาปัญหาผิวหน้าที่ได้ผลทันที ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น และด้วยความที่สามารถปล่อยพลังงานด้วยความเร็วสูง จึงมีผลให้ใช้เวลาในการรักษาที่น้อยลงกว่าเลเซอร์แบบเดิม


PicoLaser ที่ใช้รักษาหลุมสิว  จะเป็นหัวยิงแบบ LIOB   คือมีเลนส์แบบรวงผึ้งที่บีบแสงให้กลายเป็นจุดเล็กๆ จำนวนมาก ถ้าทดสอบยิงลงใส่น้ำ  จะเห็นเป็นฟองอากาศผุดๆ ขึ้นมา ยิงเพื่อให้เกิดไฟฟ้าสถิตย์ที่เป็นขั้วลบ พอลบเจอลบจึงผลักกันออกมาเป็นช่องว่างใต้หลุมสิว ร่างกายของเราจะมองช่องว่างนี้เป็นบาดแผลจึงเกิดการสมานแผลด้วยการสร้างคอลลาเจนเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ มีผลทำให้ผิวหนาขึ้นเพื่อมาเติมเต็มหลุมสิวให้ตื้นขึ้น โดยหลักการนี้มีชื่อว่า Laser Induced Optical Breakdown(LIOB) ได้ผลกับหลุมสิวตื้นๆ  ไม่ได้เหมาะกับหลุมแหลมลึก หลุมโค้งที่มีผังผืด ที่สำคัญคือ  ต้องทำหลายๆครั้ง  รายงานการทางการแพทย์ที่บอกว่าได้ผล คือทำหลายๆครั้ง  ส่วนใหญ่ 6เดือนขึ้นไปทั้งนั้น


ส่วน PicoLaser ที่เป็นหัวยิงธรรมดาจะไม่สามารถรักษาหลุมสิวได้  ใช้ในการรักษารอยดำหรือรอยสักเท่านั้น


หลักการรักษาเกี่ยวกับ PICOSECOND LASER

 1. Skin Revitalization : ลดริ้วรอย ผิวกระจ่างใส รูขุมขนกระชับขึ้น

 2. Removal of pigmented : รักษากระ จุดด่างดำจากวัย จุดด่างดำจากแสงแดด รักษาปานดำ ฝ้า รักษากระลึกและปานดำได้อย่างนุ่มนวลที่สุด แทบจะไม่มีสะเก็ด หลังทำไม่มีบาดแผล ผิวไม่ลอก หน้าไม่บาง

 3. Acne Scar : แผลเป็น หลุมสิว ทั้งหลุมสิวใหม่และเก่า รอยดำแดง หลังจากสิวหาย

 4. Tattoo Removal : ลบรอยสักทุกสี หรือรอยสักขาวดำ


ผู้ที่ไม่ควรทำ PICOSECOND LASER

 • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

 • ผู้ที่มีประวัติโรคลมชัก (ลมบ้าหมู)

 • ผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนัง

 • ผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือด



เลเซอร์ต้องเป็นเครื่องที่มาจากอเมริกาเท่านั้น ถึงจะยิงได้พลังงานที่สูงจนถึงจุด End Point ที่สร้างลูกโป่งลูกใหญ่ได้


เครื่องอเมริกามี 4 ยี่ห้อ คือ Picosure,PicoWay, PicoGenesis(Enlighten), Pico Discovery

ส่วน Picoplus เป็นของเกาหลี 


ขึ้นอยู่กับลักษณะและความลึกของหลุมสิว ถ้าหลุมลึกๆก็อย่าทำเลย เครื่อง Pico ความยาวคลื่น 1064 nm ยิงได้ลึกสูงสุดแค่ 1.5 mm เท่านั้น หลุมลึกคือไม่สะเทือนผิว


Pico จะเหมาะกับหลุม Rolling Scar, Ice Pick Scar ที่คล้ายรูขุมขนเท่านั้น หลุมลึกๆ แนะนำไปรักษาวิธีอื่น


ความลึก อาจจะยิงได้ไม่ลึกมาก ลึกสุดที่ 1064 nm (PicoWay, PicoGenesis), 755 nm (PicoSure) 

เพราะฉะนั้นถ้าเป็นหลุมลึกๆ PicoSecond Laser อาจจะลึกไม่พอ แนะนำให้รักษาด้วย Fractional RF (E-Matrix, Fractora, Venus Viva, Infini) จะเหมาะสมกว่า


ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นฝ้าที่ยิงพิโคเลเซอร์แล้วฝ้าจะจางลง มีคนไข้ 15%ที่ยิงเลเซอร์ฝ้าแล้วฝ้าแย่ลงหรือเข้มขึ้น คนไข้อีก 30% ยิงแล้วไม่เห็นผลการรักษา


จุดเด่นของพิโคเลเซอร์ในการรักษาฝ้า คือ คงสภาพความจางของฝ้าได้นาน 6 เดือน ซึ่งนานกว่าเลเซอร์ทุกชนิด


ยารับประทาน Tranexamic acid ได้รับการยอมรับว่าได้ผลดีในการรักษาฝ้า


เราต้องทำ Picosecond Laser กี่ครั้งจึงจะเห็นผลลัพธ์

– ปัญหาฝ้าแดด ฝ้าฮอร์โมน ฝ้าผสม ต้องทำเลเซอร์ประมาณ 4-6 ครั้งขึ้นไป

– ปัญหากระแดดต้องทำเลเซอร์ประมาณ 1-3 ครั้ง(เมื่อเปรียบเทียบกับ Q-Switched Laser ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่า อาจต้องทำถึง 5-6 ครั้ง)

– ปัญหากระลึกต้องทำเลเซอร์อย่างน้อยประมาณ 5-6 ครั้งขึ้นไป(เมื่อเปรียบเทียบกับ Q-Switched Laser ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่า อาจต้องทำถึง 10-12 ครั้ง)

– ปัญหาจุดด่างดำ รอยสิว ต้องเลเซอร์ประมาณ 2-6 ครั้งขึ้นไป

– ปัญหาหลุมสิว รูขุมขนกว้าง รอยแผลเป็น รอยแตกลาย ต้องเลเซอร์ประมาณ 4-6 ครั้งขึ้นไป

– สำหรับการลบรอยสัก จะขึ้นอยู่กับความเข้มและคุณภาพของสีที่ใช้ในการสัก


หมายเหตุ เว้นระยะการรักษาในแต่ละครั้งโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เดือน แต่ในส่วนของกระลึกและรอยสัก แนะนำให้ทำเลเซอร์ประมาณ 2 เดือนครั้ง


ตารางที่ 1 เปรียบเทียบประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของเลเซอร์และ RF ในการรักษาหลุมสิว


ใส่รูป


***ประสบการณ์ส่วนตัวและผลงานวิจัยของ ศ.นพ.วรพงษ์ มนัสเกียรติ

ตารางที่ 2 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของเลเซอร์ Picosecond ในการรักษาปัญหาผิวต่างๆ


ใส่รูป


***ประสบการณ์ส่วนตัวของ ศ.นพ.วรพงษ์ มนัสเกียรติ ที่ใช้ 

Picosecond ตั้งแต่พ.ศ 2558


ใครที่มีปัญหาผิวต่างๆ เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอย หน้าขาวใส

คิดอยากจะทำพิโคเลเซอร์ แนะนำอ่านข้อมูลในตารางให้ละเอียดนะคะ


ราคาการทำ Picosecond laser มีทั้งถูกและแพง แตกต่างกันอย่างไร

 • ต้องเช็คก่อนว่า เป็นเครื่องเลเซอร์แท้ที่ได้รับรองจากอเมริกาหรือไม่ หากราคาถูกเกินไป เป็นไปได้ว่าเป็นเครื่องเลเซอร์ที่นำเข้าจากเกาหลีหรือจีน ซึ่งเป็นพลังงานระดับ Picosecond เช่นกันแต่อาจไม่เสถียรและไม่ได้รับรองมาตรฐานจากอเมริกา

 • เครื่องแท้เหมือนกัน แต่ทำไมราคาแตกต่างกัน อาจเป็นเรื่องของสถานที่และค่ามือหมอที่แตกต่างกัน สำหรับการทำเลเซอร์ในโรงพยาบาลเอกชนราคาจะสูงกว่าการทำเลเซอร์ในคลินิก เพราะโรงพยาบาลมีค่าบริการอื่นๆมากกว่า

 • การทำเลเซอร์ด้วยแพทย์ฉพาะทางโรคผิวหนัง จะมีค่ามือหรือค่า DF(ค่าธรรมเนียมแพทย์) สูงกว่าการทำเลเซอร์ด้วยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรม ทั้งนี้ขึ้นกับความสะดวกของคนไข้ ส่วนตัวคิดว่า เลเซอร์เป็นการตั้งค่าพลังงานที่เสถียรและต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งเพื่อให้รอยจางลงชัดเจน ควรเลือกทำกับแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง ซี่งจะเห็นผลชัดเจนกว่ามากๆเพราะเรียนเวชปฏิบัติ 6 ปี ต่อตจวิทยาอีก 4 ปี รวมเป็น 10 ปี ย่อมวิเคราะห์ปัญหาผิวคนไข้ได้แม่นยำและใช้พลังงานสูงตรงจุดโดยที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผิวหน้า


แพทย์ที่ดูแลปัญหาด้านผิวหนัง แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

1.แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง หรือ เรียกสั้น ๆ ว่า “แพทย์ผิวหนัง” หรือ Dermatologist 


ตจแพทย์จะต้องจบแพทยศาสตร์บัณฑิตก่อน โดยใช้เวลาเรียนปกติคือ 6 ปี หลังจากนั้นจึงเข้าเรียนเพื่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง(ตจวิทยา) ในประเทศไทยมีหลักสูตรการอบรมแพทย์ประจำบ้าน สาขาตจวิทยาที่ต้องใช้เวลาเรียน 4 ปี ซึ่งในปัจจุบันมีสถาบันฝึกอบรมในระดับนี้ 7 แห่ง ได้แก่ 

 1. หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 2. หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 3. สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

 4. สาขาวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

 5. สาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 6. ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

 7. แผนกผิวหนัง กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า


ในแต่ละปีจะมีแพทย์ที่จบหลักสูตรการอบรมและสอบผ่านจนได้รับ “วุฒิบัตร” แสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาตจวิทยา จากแพทยสภา ประมาณ 20 คนเท่านั้น 


2.แพทย์ที่ทำงานด้านโรคผิวหนัง อาจเรียกว่า “แพทย์ดูแลโรคผิวหนังและผิวพรรณทั่วไป” ซึ่งไม่ใช่ Dermatologist เพราะไม่ได้ผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์มาตรฐานของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและแพทยสภา แต่สามารถเป็นสมาชิกสมทบของสมาศมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยได้ เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความรู้ด้านโรคผิวหนังและผิวพรรณมากขึ้น


แพทย์ในกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละคน เพราะบางท่านอาจผ่านการอบรมด้านผิวหนังจากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ แต่เป็นหลักสูตรที่สั้นและไม่ใช่หลักสูตรเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญ  ซึ่งมีหลักสูตรตั้งแต่ 4 เดือน, 10 เดือน, 1 ปี, และ 2 ปี


แพทย์บางท่านอาจไม่เคยผ่านการอบรมหลักสูตรใด ๆ ที่เกี่ยวกับด้านผิวหนังเลย เพียงแต่มีความสนใจทำงานด้านผิวหนัง หรือ เรียนรู้ขณะทำงานไปเรื่อย ๆ แพทย์เหล่านี้อาจนำวิธีการรักษาที่แปลกใหม่แต่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่มีหลักฐานทางวิชาการมาใช้ ซึ่งอาจเกิดผลเสียต่อผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการได้ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา 


มีหลายคนที่ทำเลเซอร์แล้ว ไม่เห็นผลหรือไม่พึงพอใจในผลลัพธ์ ครั้งต่อไปก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน ควรเช็ครายชื่อแพทย์ที่ทำการรักษาว่า จบแพทย์ผิวหนังโดยตรงหรือจบแค่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป(เรียน 6 ปี)ไม่ได้เรียนเพิ่มเติมด้านใดเป็นพิเศษ ที่เรียกว่า แพทย์เฉพาะทาง(ตจวิทยา) ความรู้และประสบการณ์ของแพทย์+เครื่องมือประสิทธิภาพสูง เป็นปัจจัยหลักที่ควรให้ความสำคัญลำดับต้นๆดีกว่าซื้อคอร์สเลเซอร์ราคาถูกๆแต่ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย 



สามารถเช็ครายชื่อแพทย์ได้ที่ แพทยสภา :: The Medical Council of Thailandhttps://tmc.or.th












ที่มา :


เพจ Prof Dr Worapong/ศ.นพ.วรพงษ์ มนัสเกียรติ


PicoSure Laser Treatments - Are You Aware of All the Benefits? vivecenter . com › picosure-laser-tre...


Pico Laser - ลบรอยสัก, รักษา ฝ้า กระ จุดดำจากวัย จุดดำจากแสงแดด รักษาปานดำ ฝ้าที่ดื้อต่อการรักษา


มารู้จักแพทย์ผิวหนังกัน medinfo . psu . ac . th › WebBoard › readboard


ดีจริงไหม? เครื่อง Picoway Laser เหมาะกับใคร? ใช้รักษาปัญหาใดบนผิวหนัง - รีวิวศัลยกรรม แนะนำศัลยแพทย์ เกาหลี


โต๊ะเครื่องแป้ง พันทิป


ตจวิทยา - วิกิพีเดีย

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565

แคลเซียมจำเป็นแค่ไหนในแต่ละช่วงของชีวิต

พูดถึงแคลเซียม สิ่งสำคัญที่สุดคือ

ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการอาหารเสริมแคลเซียม แต่บางคนอาจได้รับประโยชน์จากการรับประทานแคลเซียม 


การเสริมแคลเซียมไม่ได้ชดเชยปัจจัยอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อกระดูกที่แข็งแรงและสุขภาพโดยรวม สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานอาหารที่เพียงพอและมีคุณค่าทางโภชนาการ (การมีน้ำหนักน้อยเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพกระดูกที่ไม่ดี) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจทำให้กระดูกอ่อนแอและเกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้เช่นกัน


แคลเซียมที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจะมีหลายรูปแบบ ซึ่งให้ประโยชน์เหมือนกันแต่การดูดซึมแตกต่างกัน แบบที่เป็นเม็ดฟู่ ชนิดเม็ด และชนิดแคปซูล โดยอยู่ในรูปของเกลือของแคลเซียมชนิดต่างๆ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) แคลเซียมซิเทรต (calcium citrate) แคลเซียมกลูโคเนต (calcium gluconate) แคลเซียมแล็กเทต (calcium lactate) และ แคลเซียมแอลทรีโอเนต (calcium L-threonate) เป็นต้น


เกลือของแคลเซียมแต่ละชนิดจะให้ปริมาณแคลเซียมแตกต่างกัน ดังนี้

1.แคลเซียมคาร์บอเนต จะให้แคลเซียมร้อยละ 40

2.แคลเซียมซิเทรต จะให้แคลเซียมร้อยละ 21

3.แคลเซียมแล็กเทต จะให้แคลเซียมร้อยละ 13

4.แคลเซียมแอลทรีโอเนต จะให้แคลเซียมร้อยละ 13

5.แคลเซียมกลูโคเนต จะให้แคลเซียมร้อยละ 9


อาหารเสริมแคลเซียมสองรูปแบบหลักคือ คาร์บอเนตและซิเตรต แคลเซียมคาร์บอเนตมีราคาถูกที่สุดและมักเป็นตัวเลือกแรกที่ดีจากคุณสมบัติที่ให้แคลเซียมมากถึง 40%

แคลเซียมรูปแบบอื่นในอาหารเสริม ได้แก่ กลูโคเนต แลคเตทและแอลทรีโอเนต แคลเซียมอะมิโน แอซิต คีเลต


อาหารเสริมแคลเซียมคาร์บอเนตละลายได้ดีในสภาพที่เป็น

กรด ดังนั้นควรรับประทานพร้อมอาหาร ในเมืองไทยแคลเซียมที่สตรีมีครรภ์และผู้ป่วยบาดเจ็บจากกระดูกหักมักจะได้รับจากโรงพยาบาลรัฐในชื่อทางการค้า คือ CHALKCAP เช่น CHALKCAP-1000 มีแคลเซียมคาร์บอเนต 1,000 มิลลิกรัม (ให้แคลเซียมร้อยละ 40 เทียบเท่าแคลเซียม 400 มิลลิกรัม)


อาหารเสริมแคลเซียมซิเตรตสามารถรับประทานได้ตลอดเวลาเพราะไม่ต้องการกรดในกระเพาะอาหารละลาย ด้วยเหตุผลนี้ผู้ที่มีปัญหาในการดูดซึมยา อาจพิจารณาใช้แคลเซียมซิเตรตแทนแคลเซียมคาร์บอเนต รวมถึงผู้ที่รับประทานทานยาเพื่อลดกรดในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดบายพาสลำไส้ มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป อาจได้รับประโยชน์จากแคลเซียมซิเตรตแทนแคลเซียมคาร์บอเนต


อย่าลืม!!สังเกตขนาดเสิร์ฟ (จำนวนเม็ด)ข้างฉลากกำหนดปริมาณแคลเซียมในหนึ่งมื้อ


แคลเซียมอะมิโน แอซิต คีเลต ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ 80-90%

ไม่ต้องอาศัยวิตามิน D เพื่อดูดซึม ไม่ตกค้างในร่างกายให้เกิดนิ่วในไต ส่วนที่เหลือเพียง 10-20% จะถูกขับออกทางเหงื่อและปัสสาวะ 


แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต สกัดมาจากข้าวโพด สามารถดูดซึมได้ 90%

Calcium threonate เป็นเกลือแคลเซียมของกรด threnoic เป็นยาชนิดใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนและเป็นอาหารเสริมแคลเซียม จึงทำให้การรับประทานแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 750 มิลลิกรัมก็เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายของคนสุขภาพปกติใน 1 วันคือดูดซึมได้ถึง 90 มก. เนื่องจากดูดซึมได้ดีจึงไม่ตกค้างให้เกิดนิ่วและไม่ทำให้ท้องผูก  อีกทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูกและกระดูกอ่อน


ในการศึกษาชั้นพรีคลินิก แคลเซียม L-theronate ยับยั้งการสลายของกระดูกของ osteoclasts ในหลอดทดลอง การศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนโดย JuNeng Pharmaceutical Co (ปักกิ่ง ประเทศจีน) 


หลายคนอาจสงสัยว่า แคลเซียมแอลทีโอเนต 1000 มก.ต่อเม็ด หากต้องการแคลเซียมเสริม 1000 มก.ต่อวัน ต้องกินกี่เม็ด


แคลเซียมแอลทรีโอเนต (calcium L-threonate) ให้ธาตุแคลเซียม 13%  ดังนั้นแคลเซียมแอลทรีโอเนตขนาด 1,000 มิลลิกรัม จะให้แคลเซียม 130 มิลลิกรัมต่อเม็ด หากต้องการได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ต้องรับประทานแคลเซียมแอลทรีโอเนตประมาณ 7-8 เม็ด /วัน 


แต่อย่างไรก็ตาม ตามปกติเราได้รับแคลเซียมจากอาหาร เช่น นม เนย เต้าหู้ บร็อคโคลี เมล็ดธัญพืช โยเกิร์ต คะน้า งา ผักกาดขาว ปลาซาร์ดีน ฯลฯ

ในกรณีได้รับแคลเซียมไม่เพียงพออาจรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมเพิ่ม มักได้รับในขนาด 500 มิลลิกรัม/วัน (เทียบเท่ากับแคลเซียมแอลทรีโอเนต 3 -4 เม็ดต่อวัน


จากการศึกษาในสัตว์ทดลองบางชิ้น พบว่าแคลเซียมแอสคอร์เบต ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีทั้งแคลเซียมและวิตามินซีอาจถูกดูดซึมได้ดีพอๆ กับแคลเซียมรูปแบบอื่นๆ ในร่างกาย( แคลเซียมเอสคอร์เบต(calcium ascorbate)เป็นส่วนประกอบของ Ester-c,Buffered-c อย่าง Ester-c 1000 mg จะมี calcium ascorbate 100 mg)


อาหารเสริมแคลเซียมแทบทุกชนิดจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานในปริมาณน้อย (ครั้งละ 500 มิลลิกรัมหรือน้อยกว่า)ยกเว้นแคลเซียมแอลทรีโอเนต

แคลเซียมซิเตรตจะถูกดูดซึมได้ดีเท่าๆ กันเมื่อรับประทานโดยมีหรือไม่มีอาหาร เป็นรูปแบบที่แนะนำสำหรับผู้ที่มีกรดในกระเพาะน้อย(พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีหรือรับประทานยายับยั้งการหลั่งกรด) โรคลำไส้อักเสบหรือการดูดซึมผิดปกติ


แคลเซียมในอาหารธรรมชาติโดยทั่วไปนั้นปลอดภัย แต่ปริมาณแคลเซียมที่มากกว่านั้นไม่จำเป็นจะต้องดีกว่าเสมอไป แคลเซียมที่มากเกินไปไม่ได้ให้การปกป้องกระดูกเป็นพิเศษ


ผู้ใหญ่อายุ 19-50 ปี ไม่ควรได้รับแคลเซียมรวมเกิน 2,500 มิลลิกรัมต่อวัน (รวมอาหารจากธรรมชาติและอาหารเสริม) ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน 


มียาใดบ้างที่ทำปฏิกิริยากับแคลเซียม

แคลเซียมสามารถลดการดูดซึมยาเหล่านี้ได้ หากรับประทานพร้อมกัน

Bisphosphonates (ยารักษาโรคกระดูกพรุน)

ยารักษาไทรอยด์

ยากันชักบางชนิด (phenytoin)

ยาปฏิชีวนะบางชนิด

อาหารเสริมธาตุเหล็ก


อาหารเสริมแคลเซียมทำให้เกิดผลข้างเคียงน้อย เช่น เพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องผูก และท้องอืด โดยทั่วไปแคลเซียมคาร์บอเนตจะทำให้ท้องผูกมากที่สุด 

หากรับประทานแคลเซียมมากเกินไปจนเกิดการสะสม จะลดการดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสี เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต หินปูนในเต้านม มะเร็งเต้านม หินปูนในหลอดเลือด หลอดเลือดตีบตัน 


ผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น hypoparathyroidism ซึ่งเป็นภาวะที่มีการผลิตฮอร์โมนพาราไทรอยด์ต่ำ อาจต้องได้รับแคลเซียมในปริมาณที่สูงขึ้น


อาหารเสริมแคลเซียม ควรจะมีวิตามิน D3 วิตามิน K2 และแมกนีเซียมรวมอยู่ด้วย


วิตามินดี มีบทบาทในการช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม

วิตามินเคเป็นสารอาหารหลักที่ช่วยจับแคลเซียมและสร้างเซลล์กระดูกที่โตเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการสะสมของแคลเซียมในหลอดเลือด 

ในสตรีวัยหมดประจำเดือน มักมีระดับแมกนีเซียมต่ำมีความสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วและกระดูกที่อ่อนแอลง 


เมื่อใดที่ร่างกายหรือเซลล์ที่ต้องใช้แมกนีเซียมทำงาน แต่มีไม่เพียงพอ มันจะดึงแมกนีเซียมออกมาจากกระดูก เพื่อใช้กับงานจำเป็นเร่งด่วนไปก่อน ผลก็คือ เหลือแต่แคลเซียมกับฟอสเฟตจับตัวกันที่กระดูก ทำให้ไม่แข็งแกร่ง (แมกนีเซียมเป็นตัวเสริมความแข็งแกร่ง เช่น ล้อแมกซ์รถยนต์ ซึ่งเบาแต่แข็งมาก) กรณีที่กระดูกขาดแมกนีเซียม ผลตามมาคือ กระดูกพรุนหรือเปราะ ถูกกระทบนิดหน่อยจะหักได้ง่าย เรามักพบผู้สูงอายุกระดูกหักโดยเฉพาะที่คอและกระดูกต้นขา


ส่วนแคลเซียมทำหน้าที่ตรงกันข้าม คือทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ หากมีปริมาณแคลเซียมมากเกินไปในกล้ามเนื้อจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัวแบบไม่ปกติ ส่งผลให้เกิดตะตริว นอกจากนี้ ธาตุทั้งสองยังช่วยในการเสริมสร้างกระดูก โดยแคลเซียมช่วยในเรื่องเสริมสร้างกระดูก ส่วนแมกนีเซียมช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง 

แมกนีเซียมกับแคลเซียม เหมือนเป็นสิ่งคู่กันที่ทำหน้าที่ต่างๆต่อระบบร่างกายของคนเรา โดยแมกนีเซียมมีหน้าที่ควบคุมระบบประสาท และส่งสัญญาณประสาทควบคุมการหดของกล้ามเนื้อเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว 


การเสริมแคลเซียมจึงต้องคำนึงถึงแมกนีเซียมในอัตราส่วน

แคลเซียม: แมกนีเซียม คือ  2 ต่อ 1 โดยปริมาณที่เหมาะสมต่อวันคือ แคลเซียม 600 มิลลิกรัมต่อ แมกนีเซียม 300 มิลลิกรัม


เด็กต้องการแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรง ผู้ใหญ่ต้องการแคลเซียมเพื่อรักษากระดูกให้แข็งแรง เมื่อเวลาผ่านไป การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพออาจทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกเปราะ กระดูกสันหลังร่นได้ 


ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีความเสี่ยงสูงที่จะกระดูกหักโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง กระดูกหักเหล่านี้ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทุพพลภาพเรื้อรังยาวนาน คุณภาพชีวิตลดลง และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้น


โรคกระดูกพรุนอาจทำให้กระดูกที่ประกอบขึ้นเป็นกระดูกสันหลัง  แตกหักได้ ทำให้กระดูกสันหลังยุบในบริเวณเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด เคลื่อนไหวลำบาก และค่อย ๆ พิการ หากปัญหารุนแรงมากพอ


เราสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร

เพื่อส่งเสริมกระดูกให้แข็งแรงตลอดชีวิตและลดการสูญเสียแคลเซียม

รับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามินดีตลอดชีวิต

ควรการออกกำลังกาย เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่รับน้ำหนัก เช่น การเดินหรือวิ่งจ็อกกิ้ง

อย่าสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

ไม่ควรดื่มคาเฟอีนมากเกินไป

บางทีเราอายุยังน้อย อาจมองข้ามแคลเซียมไป แต่แป้งเห็นผู้สูงอายุที่กระดูกพรุน กระดูกบาง กระดูกสันหลังร่นแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า นอกจากเก็บออมเงินเพื่อใช้จ่ายในอนาคตแล้ว ควรสะสมแคลเซียมเผื่อวันที่ร่างกายเข้าสู่วัยชราด้วยเช่นกัน





ที่มา 


Osteoporosis: Prevention With Calcium Treatment - Cleveland ...https://my.clevelandclinic.org › articles


Choosing a calcium supplement - Harvard Healthhttps://www.health.harvard.edu › nutrition


Calcium and calcium supplements: Achieving the right balancehttps://www.mayoclinic.org › art-20047097


Which Calcium Supplement Is Best Absorbed in the Body?https://www.livestrong.com › article › 411...


The 5 Best Calcium Supplements, According to a Dietitianhttps://www.verywellhealth.com › best-cal...


The 13 Best Calcium Supplements - Healthlinehttps://www.healthline.com › nutrition › b...


แมกนีเซียม - หมอ มวลชนhttps://www.mmc.co.th › ...


แคลเซียม / แมกนีเซียม เพื่อนรักที่ขาดกันไม่ได้https://www.mfuhospitalbkk.com › แคลเซียม-แมกนีเซ...


Boron: Benefits, Side Effects, Dosage, and Interactionshttps://www.verywellhealth.com › the-ben...


Calcium L-Threonate | C8H14CaO10 - PubChemhttps://pubchem.ncbi.nlm.nih.gov › compound › Calcium...


Calcium threonate: Uses, Interactions, Mechanism of Actionhttps://go.drugbank.com › drugs


Pharmacokinetics and safety of calcium L-threonate in healthy ...https://www.ncbi.nlm.nih.gov › articles


วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565

เทโลเมียร์(Telomere)อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลข

เทโลเมียร์ (Telomere) คือ ส่วนปลายของโครโมโซม เป็นส่วนลำดับเบสที่ไม่มีความหมายในการแปลรหัส มีหน้าที่ปกป้องโครโมโซมไม่ให้ถูกทำลายหรือร่นเข้าไป และจะสั้นลงเรื่อยๆ เมื่อมีการแบ่งเซลล์และตามเวลาที่ผ่านไป 


เมื่อเทโลเมียร์หดสั้นลง มีผลทำให้ความยาวของโครโมโซมลดลงตามไปด้วย โดยถือเป็นกระบวนการธรรมชาติที่เกิดขึ้นภายในร่างกายมนุษย์ทุกคน เพียงแต่กระบวนการหดสั้นลงของเทโลเมียร์อาจถูกกระตุ้นให้หดสั้นเร็วขึ้นด้วยปัจจัยแวดล้อมต่างๆ


การศึกษาพบว่า หนูทดลองที่ไม่มีเอนไซม์เทโลเมอเรสแสดงสัญญาณของการแก่ก่อนวัย


เทโลเมอเรส คือ เอนไซม์ชนิดหนึ่งที่สามารถต่อเติมความยาวเทโลเมียร์และซ่อมเทโลเมียร์ที่สั้นโดยต่อความยาวเข้าไปใหม่ 

เทโลเมอเรสทำหน้าที่เติมลำดับเบสเฉพาะไปยังปลายโครโมโซมในภาวะปกติ โดยมีบทบาทหน้าที่ในช่วงแรกๆ ของการพัฒนาตัวอ่อนแรกเริ่มและในสเต็มเซลล์ของผู้ใหญ่ แต่ในเซลล์ปกติจะผลิต

เทโลมีเรสในปริมาณน้อยมากหรือไม่มีเลย ทำให้ทุกๆ ครั้งที่เซลล์แบ่งตัว ปลายเทโลเมียร์ของเซลล์จะสั้นลงเรื่อยๆ และทำให้เกิดการตายของเซลล์ (Apoptosis)


อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าเทโลเมียร์สั้นลงมีส่วนเกี่ยวข้องกับความชราในมนุษย์หรือไม่ หรือเป็นเพียงสัญญาณของความชรา เช่น ผมหงอก มีข้อบ่งชี้หลายประการว่า ความยาวเทโลเมียร์เป็นตัวทำนายอายุขัยที่ดี


ทารกแรกเกิดมักจะมีเทโลเมียร์ที่มีความยาวตั้งแต่ 8,000 -13,000 คู่เบส มีการตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนนี้มีแนวโน้มลดลงประมาณ 50-100 คู่เบสในแต่ละปี ดังนั้นเมื่อมีอายุ 40 ปี มนุษย์อาจจะสูญเสียไป 4,000 คู่เบสจากเทโลเมียร์เริ่มต้น


เมื่อมองในภาพรวม เทโลเมียร์ที่สั้นลงโดยรวมไม่มีนัยสำคัญ แม้แต่ในคนสูงอายุ


เซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เช่นเซลล์สืบพันธุ์และสเต็มเซลล์ เป็นหนึ่งในเซลล์ไม่กี่ชนิดในร่างกายของเราที่มีเทโลเมอเรสยังคงทำงานอยู่ หมายความว่าในเซลล์เหล่านี้ความยาวเทโลเมียร์จะคงอยู่หรือยาวขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป


อย่างไรก็ดี มีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความยาวของเทโลเมียร์ของมนุษย์ เช่น การสูบบุหรี่และโรคอ้วน ความเครียด การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศ(PM 2.5 ฝุ่นควัน)และการไม่การออกกำลังกาย สิ่งเหล่านี้สามารถเร่งอัตราการลดความยาวเทโลเมียร์ ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งและส่งผลต่อการมีอายุยืนยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ


วิธีการรักษาความยาวของเทโลเมียร์ 


1. ออกกำลังกายเป็นประจำ  คนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พบว่ามี telomere ที่ยาวกว่าคนอื่นที่ไม่ค่อยออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้แก่ช้าหรือชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรได้ถึง 9 ปี ควรออกกำลังกายหัวใจ (Cardio exercise) เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ การขยับตัวและการเดิน (Physical activity) ให้ได้วันละ 10,000 ก้าว


2. อาหารที่สมดุลเพื่อสุขภาพ

โรคอ้วนเกี่ยวข้องกับความเครียดออกซิเดชันในระดับสูง 

ภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน(Oxidative stress)คือ ภาวะที่มีอนุมูลอิสระ(Free radical)ในร่างกายมากจนสารต้านอนุมูลอิสระมีปริมาณไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดการทำลายออกซิเดชัน(Oxidative damage)การที่อนุมูลอิสระเข้าไปทำลายระบบต่างๆ ภายในเซลล์ของสิ่งที่มีชีวิต เช่น รวมตัวกับสารพันธุกรรม(DNA)ทำให้โมเลกุลของ ดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลงไป


ภาวะนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อ DNA และเพิ่มอัตราการหดสั้นของเทโลเมียร์ เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายที่สูงสามารถกระตุ้น adipocytokines ที่สร้างความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในเซลล์ทำลายเทโลเมียร์ของโครโมโซมที่อยู่ภายในนิวเคลียสของเซลล์ 


ดังนั้นการรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและการรับประทานอาหารที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมและรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง จะช่วยปกป้องความยาวของของเทโลเมียร์ อาหารที่มีประโยชน์จะอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีผลดีต่อความสมดุลของสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย อาหารที่ช่วยชะลอเทโลเมียร์หดสั้นลง เช่น อาหารที่มีวิตามินซี โพลีฟีนอล แอนโธไซยานินสูง พริกแดง คะน้า 

ดาร์กช็อกโกแลต และบลูเบอร์รี่ ฯลฯ


3.จัดการความเครียด

ความเครียดสะสมในจิตใจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความยาวของเทโลเมียร์ เมื่อการอักเสบเกิดขึ้นและกระบวนการซ่อมแซมไม่ได้ผลอาจทำให้เกิดโรคได้ การทดลองในสัตว์ พบว่า การมีความเครียดทำให้มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะลดความสามารถในการกำจัดสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และสารที่ก่อให้เกิดขึ้นจะมีผลต่ออวัยวะต่างๆในร่างกาย เกิดการแบ่งตัวของเซลล์มากขึ้นทำให้เกิดโรคมะเร็งนั่นเอง

     

ในปัจจุบันเชื่อกันว่า ร่างกายคนเราตามปกติมีสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และร่างกายสามารถกำจัดสารพวกนี้ได้ทำให้ไม่เกิดมะเร็ง แต่เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้น จะมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถขจัดสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ แต่ในเวลาเดียวกันไม่ได้หมายความว่า ความเครียดจะทำให้เป็นมะเร็งได้เสมอไป ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเครียดอีกด้วย 


คนที่มีความเครียดสะสม จู้จี้ขี้บ่น เจ้าระเบียบ โมโหฉุนเฉียวง่าย ไม่ออกกำลังกาย อดหลับอดนอน กินอาหารไขมันสูงและน้ำตาลสูง ส่วนใหญ่เทโลเมียร์จะสั้น


4. อาหารเสริม มีอาหารเสริมบางตัวที่ช่วยลดผลกระทบของความชรา เช่น  วิตามิน C & E อาจจำกัดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันต่อ DNA ของ Telomeric ซึ่งอาจทำให้ความยาวของ Telomere สั้นลงได้  


การขาดธาตุสังกะสีในอาหารสัมพันธ์กับความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันเช่นกัน การเสริมสังกะสีช่วยลดอุบัติการณ์ของการติดเชื้อ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การเสื่อมสภาพของเทโลเมียร์โดยการกระตุ้นการหมุนเวียนของเซลล์ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การเลือกอาหารเสริมที่เหมาะสม ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ


5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่

 การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันและการอักเสบเพิ่มขึ้น 


การศึกษาพบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่มีเทโลเมียร์ที่สั้นกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ นอกจากนี้ การศึกษาต่างๆ ได้เชื่อมโยงการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปกับความชราทางชีววิทยาที่เร็วขึ้นในระดับเซลล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากยังสัมพันธ์กับภาวะขาด

วิตามินบี 1 ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญในการดึงพลังงานจากอาหารโดยเปลี่ยนให้เป็นพลังงานสำหรับสมอง เส้นประสาท และหัวใจ การขาดวิตามินบี 1 ในระยะยาวนำไปสู่ระดับความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันที่สูงขึ้น


6.รักษาระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อหลีกเลี่ยงการเริ่มเป็นโรคเบาหวานหรือคอเลสเตอรอลสูง


7.พักผ่อนให้เพียงพอ


การนอน คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุดและจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อนอนหลับอย่างเพียงพอจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าในตอนเช้า ช่วยให้ใบหน้าแลดูสดใส ไม่หมองคล้ำ และช่วยให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ความจำ หรือระบบภูมิคุ้มกัน


การนอนหลับให้เพียงพอ อาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีงานวิจัยที่เปรียบเทียบความเสี่ยงในการติดเชื้อไข้หวัดของผู้ที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมง กับผู้ที่นอนหลับ 8 ชั่วโมงขึ้นไป ซึ่งพบว่ากลุ่มที่นอนน้อยกว่าเสี่ยงเป็นหวัดสูงกว่ากลุ่มผู้ที่นอนมากกว่าถึง 3 เท่า


ตำแหน่งของใบหน้าที่แสดงถึงสัญญาณความชรา

1.ริ้วรอย เกิดจากการขยับของกล้ามเนื้อซ้ำๆ ผิวแห้งและบางลง

2.ถุงใต้ตา เกิดจากกล้ามเนื้อรอบดวงตาอ่อนแอลง ไขมันรอบๆตาเคลื่อนตัวลงมา

3.หนังตาตก เกิดจากกล้ามเนื้อเปลือกตาอ่อนแอลง ผิวหนังหย่อนคล้อย

4.หน้าแบนหรือหน้าตอบ  เกิดจากไขมันหายไป ชั้นผิวและกล้ามเนื้อบางลง

5.ร่องแก้ม เกิดจากผิวและชั้นไขมันหย่อนคล้อยลง เส้นเอ็นที่เกาะยึดหย่อนตัว

6.ริมฝีปากบางและม้วนเข้าด้านใน เนื่องจากฟันและกนะดูกยุบตัวลง

7.กรอบหน้าไม่ชัด เกิดจากกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุล ผิวและชั้นผิวบนใบหน้าเสื่อมและหย่อนคล้อย


ในโรงพยาบาลชั้นนำ สามารถตรวจเทโลเมียร์ได้โดยการตรวจจากเม็ดเลือดขาว 


ปัจจัยทางพันธุกรรมมีสัดส่วนเพียง 30% ของความยาวเทโลเมียร์ของแต่ละบุคคล ที่เหลือเป็นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเลือกรูปแบบการใช้ชีวิต(lifestyle)มีบทบาทมากขึ้นต่อสุขภาพเซลล์และกระบวนการชราภาพของมนุษย์












ที่มา :


www . yourgenome . org/facts/what-is-a-telomere


▷ Telomere length and aging: 5 ways to maintain healthy ...lifelength . com › Blog EN


Eight Tips to Help Maintain Telomere Length - Dr. Avi Ishaaya ...aviishaaya . com › blog › eight-tips-t...


ความเครียดอาจทำให้เกิดโรคมะเร็ง | มหาวิทยาลัยมหิดล


BDMS Wellness Clinic


นอน ดีต่อสุขภาพอย่างไร ? - พบแพทย์


เพจ Dr.Yui คุยทุกเรื่องผิว


วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ทำไมคนในครอบครัวบางคนถึงไม่ติดโควิด

สื่อต่างประเทศหลายสำนักพยายามไขข้อข้อสงสัยว่า ทำไมสมาชิกครอบครัวบางคนที่อยู่ชายคาเดียวกับผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จึงไม่ได้รับเชื้อหรือไม่มีอาการป่วย ขณะที่ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด ซึ่งแพร่ระบาดได้ง่ายนั้น ถ้าสมาชิกคนหนึ่งคนใดในบ้านติดโควิด สมาชิกคนอื่นๆ ก็จะได้รับเชื้อไปด้วย

ดร.ลูซี แมคไบรด์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อในวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐ อธิบายกับ Yahoo News ว่า การติดโควิดในครอบครัวนั้น ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ ปริมาณไวรัสที่แพร่ออกมาจากสมาชิกคนที่ติดเชื้อ สภาพของบ้านที่อยู่ร่วมกัน ระบบภูมิคุ้มกันของคนในครอบครัว สถานะการได้รับวัคซีนของคนที่ติดเชื้อและสมาชิกในบ้านแต่ละคน จะหายใจเอาละอองฝอยที่มีไวรัสเข้าสู่ร่างกายไม่เท่ากัน ร่างกายจะตอบสนองต่อไวรัสแตกต่างกัน

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานด้านสุขภาพและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดร.ลูซีกล่าวว่า คนที่ได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม หากยังมีอายุไม่มาก และสุขภาพดี อาจจะไม่มีอาการป่วยใดๆเลย และบ้านมีพื้นที่กว้าง เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทตลอดเวลา โอกาสในการติดเชื้อก็จะน้อยลงกว่าบ้านที่มีพื้นที่เล็กและอับทึบ

รายงานล่าสุดจากศูนย์ควบคุมป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC) ชี้ว่า โอกาสในการแพร่เชื้อโควิดของคนในครอบครัวอยู่ที่ประมาณ 53% ในบ้านที่ไม่แออัด

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Internal Medicine เมื่อปลายเดือน ม.ค.ระบุว่า คนที่ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นมีความเสี่ยงติดเชื้อและป่วยจากโอมิครอนน้อยกว่า 66% เมื่อเทียบกับคนที่ได้รับวัคซีนเพียง 2 เข็ม

การศึกษาอื่นๆ ชี้ว่า วัคซีนเข็มกระตุ้นสามารถลดโอกาสในการป่วยที่ต้องเข้าห้องฉุกเฉินและโอกาสในการเสียชีวิตได้ถึง 80%

ศ.โทนี คันนิงแฮม แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อและนักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวในทำนองเดียวกันว่า มีหลากหลายปัจจัยที่จะทำให้สมาชิกในบ้านไม่ติดเชื้อโควิดครบทุกคน มีทั้งเรื่องระดับภูมิคุ้มกันของแต่ละคนที่ทำให้เชื้อไวรัสในร่างกายลดลงปริมาณลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจมาจากการได้รับวัคซีน หรือเป็นไปได้ที่มีพันธุกรรมซึ่งสามารถต่อต้านเชื้อโควิดได้

ส่วนคนที่ได้รับวัคซีนโดยเฉพาะเข็มกระตุ้น หากได้รับเชื้อจะทำให้ไวรัสที่อยู่ในโพรงจมูกและระบบหายใจลดลงอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อได้อีก

ทางด้าน ดร.โจเซฟ แมคการ์กริลล์ แพทย์ด้านโรคติดต่อจากศูนย์การแพทย์ MercyOne อธิบายว่า การที่บางคนในครอบครัวไม่ติดเชื้อ อาจเพราะเคยติดเชื้อโควิดมาแล้วก่อนหน้า ทำให้มีภูมิต้านทานและไม่ติดเชื้ออีกแม้จะอยู่ใกล้ชิดกับคนในบ้านที่ป่วยด้วยโควิด มีโอกาสที่บางคนในบ้านไม่แสดงอาการหรือไม่มีอาการป่วยเลย เป็นเพราะไม่ได้รับเชื้อในปริมาณที่มากพอ

ขณะที่บางคนมีพันธุกรรมที่ต้านทานต่อไวรัสได้ดี ทำให้มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย หรือไม่แสดงอาการเลยแม้ผลการตรวจจะออกมาเป็นบวก

ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติกำลังค้นหายีน(Gene)ในคนที่สามารถต้านโควิดได้ โดยหวังว่า ยีน(Gene)ที่อาจเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จะนำมาซึ่งการพัฒนาเป็นยาป้องกันไวรัสเพื่อปกป้องผู้คนจากโควิดในอนาคต



ที่มา :

www . sanook . com /news/8520990/?utm_source=linetoday&utm_medium=organic&utm_campaign=linetoday-direct

สัญญาณเตือนจากร่างกายที่เราควรรับฟัง

มีใครเคยตรวจพบปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงจากสัญญาณเตือนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย ปกติแล้วเรามักจะมองข้ามไปบ้างรึเปล่าค่ะ ร่างกายของเราเป็นระบบที่มีความซับซ้อนมาก ซึ่งทุกอย่างล้วนมีความเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีบางอย่างที่เริ่มผิดปกติ เราสามารถรับรู้ได้ถึงสัญญาณเหล่านี้ 

1.วิธีทดสอบว่าเส้นผมมีรูพรุนน้อยหรือมาก คือการแช่เส้นผมที่สระและเช็ดให้แห้งแล้วลงในแก้วน้ำ หากปอยผมจมลงสู่ก้นแก้ว แสดงว่ามีความพรุนสูงมาก หมายความว่าเส้นผมจะสามารถดูดซับทุกผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ได้อย่างรวดเร็วและแห้งได้ในเวลาไม่นาน แต่อย่างไรก็ตาม เส้นผมนั้นมักจะมีความแห้งกรอบและมีแนวโน้มที่จะชี้ฟู

ดังนั้นในการดูแลเส้นผมที่มีความพรุนมาก ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่ส่วนผสมมีเนื้อสัมผัสที่มีน้ำหนัก เช่น น้ำมันที่สกัดจากธรรมชาติอย่าง อาร์แกนออยล์ โจโจ้บาออยล์ อัลมอนด์ออยล์ ฯลฯ นอกจากนั้นสามารถเพิ่มการบำรุงอย่างล้ำลึก เช่น หมักผมหรือสปาผมได้ 

 

2. เส้นรอยพับตามแนวขวางที่คอ สตรีวัยหมดประจำเดือนจะผลิตเอสโตรเจนได้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการเพื่อรักษาความแข็งแรงของกระดูก ริ้วรอยลึกที่คอเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า กระดูกเริ่มเปราะบางและมีความหนาแน่นน้อยลง

นั่นหมายความว่า อันตรายจากการแตกหักของกระดูกจะสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นการรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมและวิตามินดีจึงเป็นความคิดที่ดีในการหลีกเลี่ยงโรคกระดูกพรุน หากไม่ชอบรับประทานอาหารเสริม สามารถรับทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและดูดซึมได้ดีจากธรรมชาติ เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีส โยเกิร์ต 

ปลาที่กินพร้อมกระดูกได้ เช่น ปลาซาร์ดีน ผักใบเขียว เช่น คะน้าบล็อคโคลี่ ใบชะพลู ผักกระเฉด ถั่วขาว ข้าวโอ๊ต น้ำส้ม งาดำ กุ้งแห้งกะปิ 

ริ้วรอยเหล่านี้อาจบอกด้วยว่า ควรตรวจสอบการทำงานของต่อมไทรอยด์ หากมีอาการแย่ลงเรื่อย ๆ และไม่ได้รับการรักษา สัญญาณนี้อาจเริ่มปรากฏให้เห็นที่คอรวมถึงบริเวณอื่น ๆ นอกจากริ้วรอยแล้ว ควรสังเกตผิวที่ลอกเป็นขุยด้วย 

3. แผลร้อนในที่ปากและลิ้น สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการเกิดอาการร้อนใน ได้แก่ การสูบบุหรี่ อาการแพ้ การกัดลิ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ(เวลาเคี้ยวอาหาร) และการอักเสบ 

 


หากแผลร้อนในไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น อาจหมายถึงการขาดวิตามินบี12 ธาตุเหล็ก หรือโฟเลต ซึ่งความผิดปกตินี้ไม่ได้พัฒนาแค่ในชั่วข้ามคืน แต่จะค่อย ๆ ก่อตัวพัฒนาไปเรื่อยๆเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน 

สัญญาณเตือนอื่น ๆ อาจมีอาการเหนื่อยล้า เวียนศีรษะ หัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้ออ่อนแรง หากเราประสบกับปัญหาเหล่านี้ จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหารครั้งใหญ่และควรเริ่มรับประทานอาหารเสริมที่จำเป็น 

4.เล็บและผิวหนังกำพร้ารอบ ๆ แห้งลอก และการเกิดดอกสีขาวบนเล็บ 

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการลอกของเล็บและผิวหนังกำพร้ารอบ ๆ คือการขาดธาตุเหล็กและการขาดน้ำ หากไม่รักษาภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะโรคโลหิตจาง 


ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เล็บมีสุขภาพที่ไม่ดี อาจเกิดได้จากภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ โรคปอด หรือแม้แต่โรคไต 

วิธีที่ดีที่สุดในการรักษาเล็บที่สามารถทำเองได้คือ การรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและทาครีมบำรุงมือเพื่อทำให้เล็บมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ 

หากเริ่มสังเกตเห็นดอกสีขาวบนเล็บ อาจมีสาเหตุที่เป็นไปได้อยู่ 4 ประการ ได้แก่ อาการแพ้ การติดเชื้อรา อาการบาดเจ็บ หรือการขาดแร่ธาตุ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกับสาเหตุสุดท้าย แร่ธาตุที่ขาดที่พบบ่อยที่สุดคือ สังกะสีและแคลเซียม และการตรวจเลือดเป็นสิ่งแรกที่ควรต้องทำ 

เมื่อก่อนแป้งมีดอกเล็บขึ้นทีละ 1-2 นิ้ว พอสังเกตเห็นแบบนี้ จะรีบหาซื้ออาหารทะเลมากินอย่างไว(อาหารทะเลจะมีแร่ธาตุสังกะสีสูงมาก) ไม่เกิน 2 สัปดาห์ ดอกเล็บหายไปเลย ปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะกินอาหารทะเลบ่อยค่ะ 

5.ส้นเท้าแตก อาจเกิดได้จากผิวหนังที่แห้ง อากาศหนาว หรือการยืนนาน ๆ หลายชั่วโมงทุกวัน แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาที่ร้ายแรงกว่านั้น เช่น โรคกลาก โรคไทรอยด์ทำงานผิดปกติ และโรคเบาหวาน 


เราสามารถดูแลรักษาส้นเท้าได้ ด้วยการแช่ในน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชู เป็นเวลา 20 นาทีแล้วขัดด้วยหินขัดเท้า(วิธีนี้นอกจากส้นเท้าจะนุ่มลงแล้วยังช่วยลดกลิ่นอับจากการสวมรองเท้าได้อีกด้วย) จากนั้นจึงทามอยส์เจอไรเซอร์แบบเข้มข้นที่มีส่วนผสมของกรดแลคติก โจโจ้บาออยล์ หรือเชียบัตเตอร์ 

หากดูแลรักษาด้วยตัวเองแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้นเลย มีวิธีการรักษาหลายอย่างที่หมอผิวหนังสามารถสั่งจ่ายเวชภัณฑ์ เช่น มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีความเข้มข้นสูง และสิ่งที่เราทำได้ในแต่ละวันคือ หมั่นตรวจดูส้นเท้า รักษาความสะอาด และสวมรองเท้าที่รองรับแรกกระแทก 

6.โรคโรซาเซียเป็นสาเหตุอันดับ 1 ของการเกิดรอยแดงในบริเวณเหล่านี้ ในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว มีคนที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ประมาณ 14 ล้านคน 


ผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีและคนผิวขาวมีแนวโน้มที่จะเกิดโรคนี้มากกว่า เนื่องจากโรคโรซาเซียไม่ค่อยมีผลกระทบต่อเด็ก 

ส่วนอาการทั่วไปของโรคที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ อาการหน้าแดง การเกิดรอยแดงอย่างต่อเนื่อง ผื่นและสิว และหลอดเลือดที่มองเห็นได้ชัด สำหรับอาการอื่น ๆ ที่พบได้น้อย ได้แก่ การระคายเคืองตา ผิวหนังมีความหนาและบวมขึ้น 

โดยปกติแล้ววิธีรักษาโรซาเซียคือ การใช้ยาเฉพาะที่และการใช้ยารับประทานที่แพทย์สั่งจ่าย แพทย์อาจใช้การรักษาด้วยเลเซอร์เพื่อกำจัดหลอดเลือดที่มองเห็นออก 

7.หากมีอาการตาบวมโดยไม่ได้มีการติดเชื้อและไม่ได้มีอาการแพ้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แสดงว่าเกิดจากสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ การบริโภคเกลือในปริมาณที่มากเกินไป จนทำให้มีของเหลวสะสมอยู่ในร่างกายและใบหน้า รวมถึงบริเวณใต้ตาด้วย 


ควรต้องลดปริมาณเกลือที่บริโภคและอาจเพิ่มปริมาณโพแทสเซียม ส่วนสาเหตุอื่น ๆ อาจเป็นไปได้คือโรคคอพอกตาโปน ท่อน้ำตาอุดตัน การสูบบุหรี่ และการนอนหลับที่ไม่เพียงพอ เมื่อเราทราบถึงสาเหตุของปัญหาแล้ว สามารถแก้ไขได้โดยการประคบเย็น การใช้ถุงชา และการนวดหน้า หากอาการบวมดังกล่าวยังไม่ดีขึ้น ควรต้องไปพบแพทย์

เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ

คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื...

บทความยอดนิยม