บทความที่ได้รับความนิยม

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563

Energizing Fat Burner วิตามินควบคุมน้ำหนักส่วนเกินอย่างได้ผล

ระบบการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายแต่ละช่วงอายุ จะมีความแตกต่างกัน การเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ,อายุที่เพิ่มขึ้น มีผลทำให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐานมักต่ำลง หรือผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาน้ำหนักตัวที่พรวดพราดขึ้นหรืออ้วนง่ายกว่าเดิม โดยที่ก่อนหน้านี้ยังสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ดี ถึงแม้ว่าจะควบคุมอาหารการกินและออกกำลังกายร่วมด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะส่งผลให้น้ำหนักตัวหรือรอบเอวมากขึ้น

มีหลากหลายวิธีที่จะลดน้ำหนักส่วนเกิน เช่น จำกัดอาหารบางประเภท(การรับประทานเฉพาะผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงการรับประทานแป้งและเนื้อสัตว์ในมื้อเย็น)การอดอาหาร คำนวนปริมาณแคลอรี่และออกกำลังกายสม่ำเสมอฯลฯ

วิธีที่กล่าวมาข้างต้น เช่น การออกกำลังกาย แป้งไม่สามารถ

ทำตามอย่างเคร่งครัดได้เนื่องจากมีภาวะโลหิตจางและพาหะธาลัสซีเมีย ซึ่งช่วงไหนที่นอนดึกหรือท้องเสีย ตามปกติก็เหนื่อยอ่อนเพลียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บางครั้งกลายเป็นร่างกายชำรุดทรุดโทรม ลืมเรื่องออกกำลังกายสม่ำเสมอไปได้เลยค่ะ

เมื่อก่อนไม่เคยคิดที่จะลดน้ำหนักส่วนเกินอย่างจริงจังเพราะกินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่พออายุแตะเลข 4 ปุ๊บ อัตราการเผาผลาญลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย น้ำหนักขึ้นพรวดพราดถึง 5-7 กก.ในระยะเวลา 2-3 ปี และยังคงอยู่อย่างนั้น

ไม่ว่าจะพยายามกินวิตามิน L-carnitine 500 mg จำนวน 2 เม็ดต่อวัน เป็นเวลา 2 เดือน โดยที่ไม่ได้ออกกำลังกายแต่ควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว ปรากฏว่า น้ำหนักลงมาแค่ครึ่งกิโล

จะให้ไปออกกำลังกายแบบคนอื่นเราก็ทำไม่ไหว ทำได้อย่างมากแค่ขยับแข้งขาตามคลิปยูทูบครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง มากกว่านั้น บอกตามตรงว่า แทบจะหายใจทางปากแล้วค่ะ

ลองวิตามินอีก 3-4 ชนิด เช่น สารสกัดจากส้มแขก(Garcinia Cambogia),ราสเบอร์รี่คีโตน(Raspberry Ketones),CLA

แต่ไม่มีตัวไหนช่วยได้เลย

จนมาเจอวิตามิน Energizing Fat Burner ยี่ห้อ Natural Letter ผลิตในอเมริกา มีส่วนประกอบสำคัญดังนี้

1.Pyruvate หรือกรดไพรูวิก(Pyruvic Acid)เป็นสารประกอบทางชีวเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายรวมถึงการเผาผลาญไขมัน โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต การเก็บไกลโคเจนและการผลิตพลังงานภายในเซลล์

Pyruvate จำเป็นสำหรับวงจรกรดซิตริกหรือวงจร Krebs ซึ่งเป็น

กระบวนการที่เซลล์ผลิตพลังงานในรูปแบบของ adenosine triphosphate (ATP)

ATP คือเชื้อเพลิงหลักทางเคมีของร่างกาย เป็นสารที่ได้มาจาก Metabolism หรือการเผาผลาญสารอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรต

จัดเป็นโมเลกุลที่เก็บพลังงานไว้ได้มาก

หาก ATP ถูกสลาย จะปลดปล่อยพลังงานมาให้ร่างกายใช้ประโยชน์ เช่น ใช้ในการหดตัวของกล้ามเนื้อ หรือใช้ในการขนส่งสารต่างๆเข้าและออกจากเซลล์ เป็นต้น

2.แพนเทธิน(Pantethin)เป็นอนุพันธ์ของวิตามิน B5(Pantothenic ) เกี่ยวข้องกับการทำงานของสาร Coenzyme A ซึ่งจำเป็นในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารเพื่อให้พลังงานของร่างกาย เช่น คาร์โบไฮเดรตและการเผาผลาญไขมัน

Pantethine มักถูกใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในการลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด

3.กรีนที ไฟโตโซม(Green Tea Phytosome) รูปแบบของชาเขียวและโพลีฟีนที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เป็นสารสกัดที่มีมาตรฐานสูงของชาเขียว(Camellia sinensis)มีโพลีฟีนอล(Polyhpenol) 60 เปอร์เซ็นต์และ EGCG 40 เปอร์เซ็นต์

จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพสูง ช่วยป้องกันการทำลายเซลล์และลดการอักเสบทั่วร่างกาย

มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนประโยชน์ด้านสุขภาพมากมายตั้งแต่การช่วยลดน้ำหนักไปจนถึงการต่อต้านความเครียดจากอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด

งานการวิจัยแสดงให้เห็นว่า เมื่อใช้ร่วมกับอาหารที่มีแคลอรี่ลดลง(ให้พลังงานน้อย)Green tea phytosome อาจช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากกว่าการลดแคลอรี่เพียงอย่างเดียว

มีการศึกษาวิจัยในชายและหญิงที่เป็นโรคอ้วน 50 คนโดยจำกัดแคลอรี่ในอาหารและรับประทาน Green tea phytosome เป็นเวลา 90 วัน พบว่า น้ำหนักโดยเฉลี่ยลดลง 30 ปอนด์ ในขณะผู้ที่จำกัดแคลอรี่เพียงอย่างเดียว สูญเสียน้ำหนักเฉลี่ย 11 ปอนด์

มีประโยชน์อย่างไร
1.ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้เป็นไปตามปกติ แม้จะมีอายุมากขึ้น
2.ควบคุมความหิว ลดความอยากอาหาร มีผลทำให้รู้สึกอิ่มมากขึ้น เพื่อให้ได้รับแคลอรี่น้อยลงต่อวัน
3.มีผลทำให้น้ำหนักลดลง สัดส่วนจึงลดลงตามไปด้วย
4.กำจัดสารพิษที่สะสมในร่างกาย
5.เพิ่มการไหลเวียนเลือด
6.ต่อต้านอนุมูลอิสระ
7.เพิ่มพลังงาน
8.ลดไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
9.ลดการสะสมคราบพลัค(Pluque)ในหลอดเลือด
10.ช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญอาหาร(Metabolism)เป็นหัวใจสำคัญสำหรับคนที่มีรูปร่างสมส่วน ซึ่งจะเผาผลาญสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ พร้อมส่งพลังงานสารอาหารไปยังอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เมื่อระบบการเผาผลาญดี จะทำให้ร่างกายมีปริมาณไขมันส่วนเกินน้อยลงและมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น
11.เพิ่มการเผาผลาญไขมัน(สลายไขมันเป็นพลังงาน)มีผลทำให้เผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น


แป้งลองกินวิตามิน Energizing Fat Burner ยี่ห้อ Natural Letter ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเย็น-ก่อนนอน เป็นเวลา 3 เดือน


โดยเดือนแรกน้ำหนักลดลงมา 2 กก.

เดือนที่สอง น้ำหนักลงมา 2 กก.

เดือนที่สาม น้ำหนักลดลง 1 กก.



น้ำหนักก่อนหน้านี้คือ 50 กก.สูง 162 ซม.(ก่อนหน้านี้เวลาถ่ายรูปติดบัตรประชาชน จะห่อไหล่ พอมาถ่ายบัตรครั้งล่าสุด ลองยืดตัวตรง อ้าว!เราสูง 162 cm.นี่นา โถ่!นึกว่าสูง 160 cm.มาตั้งนาน)

ปัจจุบันแป้งน้ำหนัก 52 กก.เหลืออีก 2 กก.น้ำหนักจะเท่าตอนอายุน้อยกว่า 40 ปี นอกจากน้ำหนักลดลง ใส่เสื้อผ้าสวยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ไม่ค่อยอยากกินจุบจิบค่ะ

ผู้หญิงแทบทุกคนอยากมีรูปร่างสัดส่วนที่ดี แบบเอวบางร่างน้อย ใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็สวย ไม่อึดอัด ในความเป็นจริง หากเราออกกำลังกายสม่ำเสมอพร้อมทั้งควบคุมอาหาร การมีรูปร่างดีไม่ใช่เรื่องยาก

แป้งเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน(อายุ 46 ปี)เวลามีงานเลี้ยงสำคัญที่ต้องแต่งตัวสวยงาม อลังการดาวล้านดวง จะพากันเข้าฟิตเนสวันละ 3-4 ชม.แต่พองานเลี้ยงเลิกราราว 1 เดือน เจอเพื่อนๆกลุ่มเดิมอีกที

อ้าว!ทำไมอ้วนเหมือนเดิมเลย

สอบถามได้ความว่า พอไม่ต้องแต่งตัวสวยงามออกงาน ก็พากัน ตระเวนสรรหาของกินอร่อยๆ จนน้ำหนักกลับมาอยู่ที่เดิม แป้งคะเนด้วยสายตาเผลอๆจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป

สนใจสอบถามและสั่งซื้อได้ที่ : https://bit.ly/36dnMyu
Tel.081-8453461
Line id : noi_nunoy2512




ที่มา

How Pantethine May Lower Cholesterol and Triglycerides - Verywell Health

Green Tea Phytosome: The Supplement That Promotes 
Weight Loss & Detoxification 
- MindBodyGreen

Jamieson Introduces new Green Tea Phytosome(R) 
Complex based on age-old, 
therapeutic and medicinal green tea | New Hope Network

The Truth About Green Tea for Weight Loss 
- Consumer Reports

Pyruvate decarboxylation
 - Wikipedia


Green Tea Phytosome: The Supplement That Promotes 
Weight Loss & Detoxification- MindBodyGreen

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562

R-ALA สารต้านอนุมูลอิสระที่ไม่เหมือนใคร

กรดไลโปอิก(LA)หรือที่เรียกว่ากรดอัลฟ่าไลโปอิก(ALA),R-ALA หรือเรียกว่ากรด Thioctic เป็นสารที่ประกอบด้วยซัลไฟด์ พบได้ในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย

 ALA จากธรรมชาติหรือเรียกว่า R-ALA พบในเนื้อเยื่อสัตว์และพืช ในปริมาณน้อยมาก ทำหน้าที่เป็นปัจจัยร่วมสำหรับเอนไซม์ไมโตคอนเดรีย(Mitochondria)ในระหว่างการผลิตพลังงาน

เนื่องจากมีความยากลำบากอย่างมากและค่าใช้จ่ายสูงในการแยกส่วนประกอบของ R-ALA นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจึงทำการศึกษาด้วยกรดไลโปอิกสังเคราะห์ 

กรดไลโปอิกสังเคราะห์ประกอบด้วยส่วนประกอบ 50:50 ของสองรูปแบบ(enantiomers)ที่เรียกว่า R-ALA และ S -ALA  ซึ่งทั้งสอง R-ALAและ S -ALA เป็นรูปแบบของ ALA ที่เรียกว่าไอโซเมอร์

ความแตกต่างของ ALA และ R-ALA คือ ALA เป็นสารต้านอนุมูลอิสระคล้ายวิตามิน ในขณะที่ R-ALA เป็นรูปแบบตามธรรมชาติ มีความคงตัวสูงและดูดซึมได้ดีกว่า ALA

 นอกจากนี้ ALA โจมตีอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ ในขณะที่ R-ALA ทำหน้าที่เป็นปัจจัยร่วมสำหรับเอนไซม์ ไมโตคอนเดรีย(Mitochondria)ในระหว่างการผลิตพลังงาน จากการหายใจด้วยเซลล์

  การวิจัยแสดงให้เห็นว่า R-ALA เป็นรูปแบบทางชีวภาพของ ALA ที่ให้ประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะระบบประสาทมากขึ้นในขนาดที่ต่ำกว่ากรดไลโปอิกสังเคราะห์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 ความเข้มข้นของกรดไลโปอิกในพลาสมาโดยทั่วไป จะสูงสุด ในหนึ่งชั่วโมงหรือน้อยกว่าและลดลงอย่างรวดเร็ว

 อาหารเสริมกรดอัลฟาไลโปอิกสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบ Rและ Sในปริมาณที่เท่ากัน  อย่างไรก็ตามมีเพียง R-ALA เท่านั้น เป็นรูปแบบที่พบตามธรรมชาติในร่างกาย

 แม้ว่ากรดไลโปอิกจะถูกผลิตขึ้นตามธรรมชาติในร่างกาย แต่นักวิจัยก็ไม่ได้ตระหนักถึงการมีอยู่ของ ALA จนกระทั่งปี ค.ศ. 1930

 เมื่อตัวอย่างบริสุทธิ์ถูกแยกออกในปี ค.ศ 1950 เป็นครั้งแรกที่เชื่อว่าเป็นวิตามินใหม่

 ต่อมานักวิจัยค้นพบว่าในความเป็นจริง ALA เป็นโคเอนไซม์ที่จำเป็น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในปฏิกิริยาการขนส่งอิเลคตรอนแบบ ไมโตคอนเดรีย(Mitochondria)ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกลูโคสเป็นสารให้พลังงานสูงแก่เซลล์(ATP)

 ในปี 1988 นักวิจัยได้เรียนรู้ว่า ALA เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทางชีวภาพที่ทรงพลัง เมื่อค้นพบว่า ALA ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันและละลายน้ำ ซึ่งสามารถข้ามเยื่อหุ้มเซลล์ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น ALA จึงสามารถป้องกันอนุมูลอิสระให้กับโครงสร้างเซลล์ทั้งภายในและภายนอก

 กรดอัลฟ่าไลโปอิก(ALA) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีลักษณะคล้ายวิตามินซึ่งสามารถต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ซ่อมแซมตับที่เสียหาย บรรเทาโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน (polyneuropathy) และป้องกันกระบวนการออกซิเดชั่นที่เร่งให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย

  Dr.Lester Packer นักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่สถาบัน Lawrence Berkeley Laboratory และหัวหน้าห้องแล็บที่ University of California ใช้เวลากว่า 35 ปีในการศึกษาว่า สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน C, E และกลูตาไธโอนมีปฏิกิริยาอย่างไรในร่างกาย

 ดร. แพคเกอร์ค้นพบครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนว่า วิตามินอีถูกรีไซเคิลโดยวิตามินซี

แม้จะมีความเข้าใจอย่างละเอียดเกี่ยวกับวัฏจักรการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เมื่อดร. แพคเกอร์และนักวิจัยคนอื่นทดสอบวิธีการเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระ พวกเขาพบปัญหาเมื่อพยายามเพิ่มระดับกลูตาไธโอนภายในเซลล์ ในขณะที่เพิ่มการบริโภคแหล่งอาหารจากธรรมชาติหรืออาหารเสริม สามารถเพิ่มระดับวิตามินอีและซีได้อย่างง่ายดาย

  แต่นอกเหนือจากการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพที่ทรงพลังแล้ว ดร.แพคเกอร์ยังค้นพบว่า ALA ยังสามารถเพิ่มระดับกลูตาไธโอนในเซลล์ได้อีกด้วย

 มีประโยชน์อย่างไร
 1.ลดความเสียหายของผิวและชะลอริ้วรอยก่อนวัย กรดไลโปอิกที่เป็นส่วนประกอบในครีมบำรุงช่วยเพิ่มความหนาของชั้นผิว ลดความหยาบกร้านและความเสียหายของผิวที่โดนแสงแดด

 2.กรดไลโปอิกอาจมีประโยชน์ในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โดยการลดระดับของ cytokines(สารที่หลั่งจากเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกันในภาวะที่ถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนหรือตอบสนองต่อภาวะการอักเสบ)ในเลือด

 3.กรดไลโปอิกเมื่อรวมกับ Acetyl-l-carnitine จะช่วยลดความดันโลหิตและส่งเสริมการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย

 4.ช่วยยับยั้งการเกิดต้อกระจกและช่วยลดการตายของเซลล์ในจอประสาทตา(พบในสัตว์ทดลอง)

 5.ช่วยลดการอักเสบและการเสื่อมของกระดูกอ่อนในหนูที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
 6.กรดไลโปอิกสามารถจับโลหะที่เป็นพิษและทำปฏิกิริยาเป็นกลาง เช่น แคดเมียม ทองแดง สังกะสี ตะกั่ว จึงป้องกันสารพิษสะสมในตับและกระแสเลือด

 7.มีประสิทธิภาพในป้องกันความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ

 8.ช่วยเพิ่มระดับกลูตาไธโอนและเอนไซม์ Superoxide Dismutase(SOD)

  9.ช่วยรีไซเคิลวิตามินซี อี ที่ถูกทำลายลงให้นำกลับมาใช้ในร่างกายได้อีกครั้ง

  10.ลดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นนานเกินกว่า 5 ปี(คนที่เป็นเบาหวานนานเกิน 5 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการชาปลายมือปลายเท้า โดยจะมีอาการเฉพาะบริเวณข้อมือหรือข้อเท้าเท่านั้น)

 หมายเหตุ อาหารเสริมกรดไลโปอิกที่วางจำหน่ายในขนาด 600-1800 มิลลิกรัมต่อวัน

 มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ปริมาณที่เพิ่มจะตามด้วยผลข้างเคียงที่มากขึ้น  ผลข้างเคียง : ผื่น ลมพิษ หายใจลำบาก คลื่นไส้ คันที่ผิวหนัง         





  ที่มา

 R-Lipoic Acid - The most active form of alpha-lipoic acid to support healthy nerve and brain function* |

Thorne www .thorne. com › products › r-li... iew

 www .selfhacked. com › blog › lipoi...Alpha-Lipoic Acid Benefits + Dietary Sources - SelfHacked

www .everydayhealth. com › a...Alpha-Lipoic Acid - Side Effects, Dosage, Interactions - Drugs - Everyday Health

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2562

Mentalk ลูกอมโสมทะเลทรายเกรดพรีเมี่ยมชื่อดังในตำนาน

Mentalk เป็นลูกอมโสมทะเลทรายเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เกรดพรีเมี่ยมชื่อดังในตำนาน ผลิตในประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วยสมุนไพรชั้นเยี่ยม ปราศจากสารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิต ไม่มีส่วนผสมของยาไวอากร้า(Viagra)หรืออนุพันธ์ของไวอากร้า

มีประสิทธิภาพสูง เห็นผลภายใน 3 ชม.มีฤทธิ์สูงสุด 5 วันและคงอยู่ในร่างกาย 5-7 วัน ขึ้นอยู่กับระดับความวิตกกังวลหรือความเครียด

หากมีความความเครียดสูง จะทำให้อนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ลูกอมโสมทะเลทรายจะลดระดับลงอย่างรวดเร็วจนหมดไปจากร่างกายภายใน 3 วัน

เรามาดูกันว่า Mentalk ลูกอมโสมทะเลทรายรสกาแฟนี้มีดีอย่างไร

ส่วนผสม ; น้ำตาลทรายแดง เมล็ดกาแฟคั่วบด สารสกัดจากมอลต์ สารสกัดจากทับทิม โสมเกาหลี ( panax ginseng ) โสมทะเลทราย ( cynomorium songaricum )
     
โสมเป็นพืชล้มลุกที่ปลูกยาก ต้องปลูกในที่มีอากาศหนาวเย็นสม่ำเสมอ ห่างไกลจากทะเล น้ำและดินไม่มีมลพิษ มีรากลึกประมาณ 1ฟุต ลำต้นสูงประมาณ 1เมตร โสมทางฝั่งเอเชียนิยมเพาะปลูกทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ส่วนโสมอเมริกาจะมาจากรัฐวิสคอนซินหรือแคนาดา ปัจจุบันมีการเพาะปลูกโสมเชิงพาณิชย์ เนื่องจากโสมป่าเป็นของที่หายากมาก
     
มีประโยชน์อย่างไร
     
สาร Adaptogens ในโสม มีคุณสมบัติลดระดับความเครียด ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ทนต่อภาวะกดดันต่างๆ ได้มากขึ้นและยังช่วยลดความเมื่อยล้า โดยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น นอกเหนือจากสรรพคุณที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีรายงานผลการวิจัยของโสมเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

1.กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง โดยการสร้างสาร Interferon ซึ่งเป็นสารต้านเชื้อไวรัส และกระตุ้นการสร้างโปรตีน Interleukin- 1
2.มีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างพลังงาน ทำให้นักกีฬามีความทนทานต่อการออกกำลังกายอย่างหนักได้ดีขึ้น และสามารถนำพาออกซิเจนไปใช้ทั่วร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
3.ช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออาการวัยทอง
4.ลดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดจากต่อมหมวกไต
5.ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
6.เพิ่มระดับภูมิต้านทานในร่างกายให้สูงขึ้น
7.ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
8.ลดระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับมาตรฐาน
9.ลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี
     
โสมทะเลทราย ( cynomorium songaricum ) เติบโตในทะเลทรายมีลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์และสภาพอากาศ ซึ่งความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวัน-กลางคืนมากกว่า 100 องศาเซลเซียส เวลากลางวันอุณหภูมิสูงสุด 95 องศาเซลเซียส ส่วนเวลากลางคืนอุณหภูมิต่ำสุด -30 องศาเซลเซียส พบมากในมองโกเลีย ทิเบต ทะเลทรายซาฮาราในประเทศซาอุดิอารเบีย
     
มีประโยชน์อย่างไร

1.ต่อต้านอนุมูลอิสระที่คอยทำร้ายเซลล์ต่างๆในร่างกาย
2.ปรับปรุงคุณภาพของสเปิร์มให้แข็งแรง
3.บำรุงกล้ามเนื้อและกระดูก
4.ลดอาการปวดตามข้อต่อ
5.เพิ่มระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย
6.เพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ เพิ่มพลังงานในร่างกาย
7.บรรเทาความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า
8.เพิ่มการสร้างจำนวนเม็ดเลือดแดง เพิ่มการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย
9.เพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ ไม่มีส่วนผสมของยาไวอะกร้าหรืออนุพันธ์ของยาไวอะกร้า

ใครที่ได้ลิ้มลอง จะย้อนคืนวันชายฉกรรจ์ช่วงอายุ 20 ปีอีกครั้ง อย่างไร้ข้อกังขา ไม่ว่าปัจจุบันจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม

ดังนั้นจึงมีแต่เพิ่มกำลังวังชา เพิ่มความทนในการออกกำลังกายแถมเพิ่มความกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า ไม่หมดแรงเหนื่อยง่าย แข็งแรงตลอดไปจากคุณสมบัติของสมุนไพรชั้นเลิศในลูกอมโสมทะเลทราย


ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เกรดพรีเมี่ยม เห็นผลชัดเจน ปลอดภัยต่อสุขภาพในระยะยาว มีจำหน่ายเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย





สอบถามราคาและสั่งซื้อได้ที่

Tel.061-742-9944
ID line : 0617429944



ขนาดบรรจุ 30 เม็ด
รับประทานครั้งละ 1 เม็ด ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 3 ชม.ออกฤทธิ์ได้นาน 5-7 วัน

หมายเหตุ
1.ไม่ควรใช้ลูกอม Mentalk ในขณะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพลดลง
2.ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ผลข้างเคียงต่างๆจากการกินวิตามินที่เราควรรู้

ทุกวันนี้ตลาดอาหารเสริมหรือวิตามินเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดเนื่องจากคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของวิตามินที่มีมากมาย แป้งเชื่อว่ามีหลายคนรับประทานอาหารเสริมเพื่อจุดประสงค์ต่างๆ เช่น ชะลอวัย ฟื้นฟูสุขภาพและบำรุงผิวพรรณ ฯลฯ

แต่ใช่ว่าเราจะได้รับประโยชน์จากอาหารเสริมเพียงด้านเดียว
ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น มีไม่น้อยจนทำให้ไม่สามารถรับประทานวิตามินชนิดนั้นได้เช่นกัน

มาดูกันว่าอาหารเสริมเหล่านั้นมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เกิดกรดไหลย้อน คลื่นไส้หรือเกิดสิว ผดผื่นคัน ฯลฯได้หรือไม่

1.วิตามินบี 6 และโกโก้ อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือทำให้เกิดอาการเสียดท้องในบางคน

2.อาร์จินีน(Arginine)อาจเพิ่มระดับกรดในกระเพาะอาหารและทำให้เกิดกรดไหลย้อน(โปรดทราบว่า อาร์จินีนอาจถูกชูเป็นจุดเด่นเพียงตัวเดียวหรือเป็นส่วนประกอบในอาหารเสริมเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ)

หากรับประทานร่วมกับยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารเพื่อใช้รักษากรดไหลย้อน เช่น omeprazole(Prilosec)หรือเซนต์จอห์นเวิร์ต(St John's Wort)ซึ่งเป็นสมุนไพรบรรเทาโรคซึมเศร้า อาจทำให้อาการเกิดกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้น

3.วิตามินซีอาจทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นในบางคน แต่โชคดีที่มีวิตามินซีรูปแบบพิเศษ(Ester-c)ซึ่งมีประโยชน์คือ สกัดความเป็นกรดออกไปจนหมดสิ้น จึงไม่ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร

4.วิตามินเกลือแร่รวม(Multivitamin)มักมีแร่ธาตุ เช่น เหล็ก(Iron)และสังกะสี(Zinc)ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร

5.ซิตรัสไอโอฟลาโวนอยด์(Citrus Bioflavonoid)ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่พบบ่อยใน Multivitamin(วิตามินเกลือแร่รวม) สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรืออาเจียนได้ในผู้หญิงเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดหรือใช้ฮอร์โมนทดแทน

6.CoQ10 สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อย่างไรก็ตามสามารถลดผลข้างเคียงได้โดยการแบ่งปริมาณวิตามินและควบคุมช่วงเวลาของวัน

ไม่ควรรับประทานตอนเย็นเนื่องจาก CoQ10 เป็นวิตามินที่ให้พลังงาน อาจมีผลทำให้นอนไม่หลับในช่วงกลางคืน

7.NAC,ALA อาจมีผลทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือเกิดผดผื่น คันตามตัว

8.อาหารเสริมน้ำมันปลา(Omega-3,Fish oil)มีผลทำให้เกิดกรดไหลย้อน คลื่นไส้และเรอกลิ่นคาวปลาได้ในบางคน

9.แมกนีเซียม(Magnesium)ทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือท้องเสีย

10.SAM-e อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องในบางคน ซึ่งสามารถลดลงได้โดยการใช้สูตรเคลือบลำไส้(Enteric),ขนาดเล็ก
(Mini Dose),แบ่งขนาดหรือรับประทานพร้อมอาหาร

11.การศึกษาหนึ่งพบว่า Curcumin(ขมิ้นชัน)ใช้รักษาอาการกรดไหลย้อน แต่อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้และปวดท้องเล็กน้อยในบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานขมิ้นชันปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน

12.แม้ว่าจะมีหลักฐานเบื้องต้นว่า Ginger(ขิง)มีประโยชน์สำหรับลดอาการคลื่นไส้หรือลดกรดไหลย้อน แต่อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องหรือกรดไหลย้อนได้ในบางคน

13.วิตามินบีรวม(B-complex)ที่มีส่วนประกอบเป็นวิตามินซี ไบโอติน(Biotin)และกรดโฟลิก(Folic Acid )อาจทำให้เกิดอาการมึนงงปวดศีรษะ คลื่นไส้และท้องเสียเล็กน้อย

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของสูตร B-complex คือกรดไหลย้อนและท้องผูก

กรดไหลย้อนไม่ได้เป็นผลข้างเคียงในทันทีของการรับประทาน
วิตามินบีรวม อย่างไรก็ตามเม็ดวิตามินที่มีขนาดใหญ่มาก อาจทำให้หลอดอาหารระคายเคืองมีผลทำให้เกิดการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหาร

14.R-ALA อาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารและเกิดกรดไหลย้อนได้

15.Collagen 2500 mg ขึ้นไป มีผลทำให้เกิดสิวอุดตัน สิวผดได้ในผู้ที่มีผิวผสม-ผิวมัน






ที่มา
https://www.consumerlab.com › hea...Supplements That Cause Reflux, Heartburn & GERD | Consumerlab ...
https://www.livestrong.com › articleIs it Normal to Have Acid Reflux After Taking a Vitimin B Complex ...
บล็อกแป้งปังปอนด์



กาแฟเบอร์รี่ 3 in 1 เพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้อย่างไร

กาแฟเบอร์รี่ 3 in 1 เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เกรดพรีเมี่ยม ผลิตในประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วยสมุนไพรชั้นเยี่ยม ปราศจากสารเคมีในทุกขั้นตอนการผลิต ไม่มีส่วนผสมของยาไวอากร้า(Viagra)หรืออนุพันธ์ของไวอากร้า มีฤทธิ์สูงสุด 5 วันและคงอยู่ในร่างกาย 5-7 วัน ขึ้นอยู่กับระดับความวิตกกังวลหรือความเครียด

หากมีความความเครียดสูง จะทำให้อนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น กาแฟสมุนไพรจะลดระดับลงอย่างรวดเร็วจนหมดไปจากร่างกาย( 3 วัน)

ประกอบด้วยส่วนผสมสำคัญดังนี้

1.Peruvian Maca ( Lepidium meyenii )เป็นผักตระกูลกะหล่ำซึ่งเป็นพืชชนิดเดียวกันกับบรอกโคลี กะหล่ำปลีและคะน้า

Maca เป็นพืชขนาดเล็กที่เติบโตสูงประมาณหกนิ้ว มีรูปทรงคล้ายหัวผักกาด ส่วนใหญ่จะเติบโตในเทือกเขาแอนดีสทางตอนเหนือของเปรูและโบลิเวียในภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยและสูงมากคือสูงกว่า 13,000 ฟุต (4,000 เมตร)มีประวัติยาวนานของการใช้เป็นอาหารและยาในเปรู

นักวิจัยทางการแพทย์เรียกสมุนไพรนี้ว่า” Adaptogen “หมายถึงการมีคุณสมบัติที่ช่วยเพิ่มระดับความต้านทานของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับความเครียดทางร่างกายรวมถึงจิตใจ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ เพิ่มพลังงานและความทนทานของกล้ามเนื้อ

2.Tribulus terrestris(โคกกะสุน)เติบโตได้ดีในบางส่วนของยุโรป, เอเชีย, แอฟริกาและตะวันออกกลาง

นิยมใช้ทั้งรากและผลของพืชเพื่อผลิตยาในการแพทย์แผนจีนและยาอายุรเวทอินเดีย

ทุกวันนี้ Tribulus terrestris ใช้กันอย่างแพร่หลายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพทั่วไปเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน

นักวิจัยบางคนพบว่า เมื่อผู้ชายที่มีแรงขับทางเพศลดลง
การบริโภคสมุนไพร Terrestris Tribulus 750–1,500 มก. ต่อวันเป็นเวลาสองเดือน จะช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศ 79%

3.Tongkat Ali(ตงกัดอาลี) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปลาไหลเผือก

รัฐบาลมาเลเซียส่งเสริมให้เป็นสมุนไพรที่มีชื่อเสียงของประเทศ พบมากในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปินส์และภาคใต้ของไทย

มีประโยชน์อย่างไร

1.เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ใช้ได้ผลแม้กระทั่งผู้ที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศไปแล้ว
2.เพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ เพิ่มพลังงานในร่างกาย
3.ปรับปรุงคุณภาพของสเปิร์มให้แข็งแรง
4.ฟื้นฟูบำรุงกล้ามเนื้อและกระดูกให้แข็งแรง
5.เพิ่มความยาวขององคชาต(พบในหนูทดลอง)
6.บรรเทาความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า
7.เพิ่มการสร้างจำนวนเม็ดเลือดแดง
8.เพิ่มความทนทานในการออกกำลังกาย
9.ขยายหลอดเลือด เพิ่มการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย

ดังนั้นจึงมีแต่เพิ่มกำลังวังชา เพิ่มความทนในการออกกำลังกายแถมเพิ่มความกระชุ่มกระชวย กระปรี้กระเปร่า ไม่หมดแรงเหนื่อยง่าย แข็งแรงตลอดไปจากคุณสมบัติของสมุนไพรชั้นเลิศในกาแฟเกรดพรีเมี่ยม

ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง เกรดพรีเมี่ยม เห็นผลชัดเจน ปลอดภัยต่อสุขภาพในระยะยาว





มีจำหน่ายเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย 
สอบถามและสั่งซื้อได้ที่

mentalksiam.lnwshop.com
ID line : 0617429944
Tel: 061-742-9944












ที่มา
https://www.healthline.com/nutrition/tribulus-terrestris

https://en.wikipedia.org › wiki › But...Butea superba - Wikipedia

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=rainny-season&month=06-2017&date=23&group=2&gblog=108

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=rainny-season&group=2

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562

ทำไมเราถึงไม่ได้รับประโยชน์จากวิตามิน

แป้งสงสัยมานานแล้วว่า ทำไมเวลาที่เราอ่านสรรพคุณของวิตามินต่างๆแต่ละตัว(บางทียาวเป็นหางว่าว)จะมีประโยชน์หลากหลายแทบจะเคลิ้ม บางทีกินวิตามินแค่ตัวเดียวจบ วิตามินอย่างอื่นไม่จำเป็นเลย

แต่ในความเป็นจริงพอเรากินวิตามินเข้าไป เราจะได้รับประโยชน์เพียงไม่กี่อย่างหรือส่วนมากจะแค่อย่างสองอย่างด้วยซ้ำไป จึงทำให้เราต้องกินวิตามินหลายชนิดรวมกันในวันหนึ่งๆ

อ้าว! แล้วสรรพคุณอื่นๆของวิตามินทำไมเราไม่ได้รับทั้งหมด นอกเหนือจากเหตุผลในคุณภาพของวิตามินและการดูดซึม
พอมาอ่านบทความเกี่ยวกับสัตว์ทดลอง ถึงได้เข้าใจว่าเป็นแบบนี้นี่เอง

มีการตั้งคำถามถึงกระบวนการทดลองในแง่มุมที่ค่อนไปทางทารุณสัตว์เพราะพวกมันไม่ได้เต็มใจด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ถูกนำมาศึกษาชีววิทยาขั้นพื้นฐานหรือหลักการเกิดโรค แม้ที่ผ่านมาสัตว์ทดลองสร้างความก้าวหน้าให้กับโลกการแพทย์จนสาธยายคุณความดีไม่หมด แต่มันก็เหมือนทดลองในส้มแล้วไปเทียบกับผลแอปเปิล
การทดลองในสัตว์ไม่ได้ให้ผลแม่นยำ จนสามารถนำมาเทียบกับมนุษย์ได้ทุกครั้งไป เพราะสิ่งมีชีวิตล้วนมีความแตกต่างในเชิงกายภาพ

ทุกๆ ปีจะมีสัตว์ถูกทดลองกว่า 100 ล้านตัวต่อปีทั่วโลก
ส่วนใหญ่สัตว์ทดลองถูกเพาะพันธุ์ในสภาพแวดล้อมปิด เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

ในจำนวนนี้ 95% เป็นเหล่าหนู นก และปลา เนื่องจากมีวงจรชีวิตสั้น เพาะพันธุ์ได้เร็ว ระยะหลังมีการห้ามทดลองกับ ‘ลิง’ ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็มีข้อมูลว่า ลิงยังถูกทดลองอยู่อีกกว่า 60,000 ตัวต่อปีทั่วโลก

การทดลองเพื่อหายารักษาโรคมะเร็งที่ได้ผลจากการทดลองในสัตว์อย่างดีเลิศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนู กลับล้มเหลวเมื่อนำไปใช้กับมนุษย์ในอัตราส่วน 9 ต่อ 10 เลยทีเดียว และยาที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท 100 ตัว ได้ผลจริงๆ แค่ 2 ตัวเท่านั้น

แม้สัตว์ทดลองจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราได้ยาทรงประสิทธิภาพมากมายที่กินในทุกวันนี้ แต่ส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ผลที่ได้
ค่อนข้างถูกเบี่ยงเบนหลายประการ

ดังนั้นสรรพคุณของวิตามินต่างๆซึ่งใช้สัตว์ทดลองเช่นเดียวกับยารักษาโรค ถึงแม้จะพบว่าวิตามินมีประโยชน์มากมายในสัตว์ทดลอง แต่พอมนุษย์กินเข้าไป ผลที่ได้รับกลับแตกต่างจากสัตว์ทดลองอย่างสิ้นเชิง

อนึ่งเหตุผลที่ส่วนใหญ่การศึกษาวิจัยไม่ทดลองในมนุษย์ เนื่องจากควบคุมองค์ประกอบหลายๆอย่างไม่ได้ ต้องใช้คนจำนวนมาก ที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่ายมหาศาลเมื่อเทียบกับสัตว์ทดลอง








ที่มา
https://thematter.co

วันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562

เนื้องอกมดลูกไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

ช่วงนี้แป้งได้ยินเรื่องราวของเพื่อนๆร่วมรุ่นและคนรู้จักพากันเป็นเนื้องอกมดลูก(Myoma Uteri,Uterine Fibroids)จำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องรับการผ่าตัดเพื่อตัดมดลูก(hysterectomy)ทราบมาว่า บางคนมีค่าใช้จ่ายการผ่าตัดผ่านกล้องเกือบ 500,000 บาท ในโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง(มีประกันชีวิต แทบไม่ต้องจ่ายเพิ่ม)ทำให้รู้สึกว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ เลยพลอยต้องมาศึกษาเพิ่มเติมว่า โรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง

เนื้องอกประมาณ 25-30% ของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เกิดจากการเจริญเติบโตของ noncancerous(เนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง)ก้อนเหล่านี้เกิดขึ้นในผนังของมดลูก มักจะอยู่ในช่วงอายุ 35-50ปี

ผู้หญิงจำนวนมากมีเนื้องอกแต่ไม่มีอาการ ผู้หญิงแอฟริกัน-อเมริกันมีแนวโน้มที่จะพัฒนาเป็นเนื้องอกที่มีอาการมากกว่าผู้หญิงในกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆ ถึงสามเท่า

เกือบร้อยละ 80 ของผู้หญิงที่มีเนื้องอก อาจเกิดจากพันธุกรรม
มีความเสี่ยงมากหากแม่หรือพี่สาวมีเนื้องอก

เนื้องอกมดลูกที่มีขนาดใหญ่มากสามารถขยายมดลูกให้มีขนาดเท่ากับการตั้งครรภ์ไตรมาสที่สอง หากโตมาด้านหน้าใต้กระเพาะปัสสาวะ(anterior)จะกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ มีผลทำให้ปัสสาวะบ่อยหรือปัสสาวะลำบาก แต่ถ้าเนื้องอกเจริญเติบโตอยู่ด้านหลัง(posterior)จะกดเบียดลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้ท้องผูก

เนื้องอกมดลูก แบ่งเป็น 3  ชนิดคือ

        1.  Subserosal fibroids คือเนื้องอกที่โตยื่นออกไปจากตัวมดลูก
         2.   Intramural fibroids คือเนื้องอกที่โตในกล้ามเนื้อมดลูก
         3. Submucous fibroids คือเนื้องอกที่โตในโพรงมดลูก

เนื้องอกมดลูกเกี่ยวข้องกับภาวะมีบุตรยาก การแท้งบุตร และการคลอดก่อนกำหนด แต่หนักที่สุดคือจะมีประจำเดือนออกมาเป็นก้อนเลือดเรียกว่า menorrhagia กล่าวคือต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าอะไรทำให้เกิดเนื้องอก 
ยีน(Gene)ที่เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก
อาจมีบทบาท ความผิดปกติในหลอดเลือดมดลูกอาจมีส่วนร่วม 
ความแปรปรวนของฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนดูเหมือนจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของเนื้องอก

เนื้องอกมดลูกมักไม่เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีประจำเดือนครั้งแรก

การตั้งครรภ์สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมักจะหดตัวลงหลังวัยหมดประจำเดือน

เนื้งอกมดลูกที่มีขนาดใหญ่สามารถทำให้เกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนดังนี้
ความเจ็บปวด
เลือดออกจำนวนมาก
ท้องผูก
โรคโลหิตจาง
มีบุตรยาก
การแท้งบุตร


การรักษา
1.20-50%ของผู้หญิงที่มีเนื้องอก ไม่จำเป็นต้องรักษา
ในขณะที่ไม่มีอาหารชนิดใดสามารถรักษาหรือป้องกันไม่ให้เกิดเนื้องอก อย่างไรก็ตามผู้หญิงที่มีเนื้องอกมดลูกส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษา

หากอายุยังน้อยและมีอาการไม่รุนแรง สูตินรีแพทย์มักจะแนะนำให้สังเกตและอัลตราซาวน์เพื่อติดตามการรักษา เนื่องจากเนื้องอกมดลูกมีแนวโน้มที่จะหดตัวหลังจากวัยหมดประจำเดือน 

2.การรักษาโดยการใช้ยาตามดุลยพินิจของสูตินรีแพทย์

3.การผ่าตัดมี 2 แบบคือ
3.1การตัดเฉพาะเนื้องอก(myomectomy ) มักจะทำในผู้ป่วยที่อายุน้อยหรือยังต้องการมีบุตร
3.2การตัดมดลูก(hysterectomy) ทำในผู้ป่วยที่อายุมากหรือมีบุตรเพียงพอแล้ว

ข้อเสียอย่างหนึ่งของการตัดเฉพาะเนื้องอกมดลูก(myomectomy )คืออาจเกิดการยึดเกาะ (การยึดเกาะเป็นเนื้อเยื่อแผลเป็นชนิดหนึ่งที่ก่อตัวในอวัยวะอุ้งเชิงกรานและเชื่อมเข้าด้วยกัน) อีกอย่างหนึ่งคือเนื้องอกเจริญอาจเกิดขึ้นอีกเนื่องจากมดลูกไม่ได้ถูกกำจัดออกไป ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี( Gallbladder)เป็นอวัยวะบริเวณช่องท้องทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำดี ทำให้น้ำดีเข้มข้นเพื่อพร้อมสำหรับย่อยไขมัน ส่วนใหญ่ศัลยแพทย์มักจะตัดถุงน้ำดีออกไปด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและอาจเกิดนิ่วในถุงน้ำดีอีกครั้ง

ในผู้หญิงที่ตัดเฉพาะเนื้องอก 10-33% มักมีการผ่าตัดครั้งที่สองภายในห้าปี

เกือบร้อยละ 80 ของผู้หญิงที่มีเนื้องอก อาจเกิดจากพันธุกรรม มีความเสี่ยงมากหากแม่หรือพี่สาวมีเนื้องอก

การเจริญเติบโตของเนื้องอกมดลูกไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติในผู้หญิงวัยก่อนหมดประจำเดือน แต่หากเกิดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเนื้องอกจะขยายตัว(ปกติผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนเนื้องอกจะฝ่อลงตามมดลูกไป)อาจบ่งบอกถึงความร้ายกาจและควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ผู้หญิงที่มีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์
• ปวดประจำเดือนมากกว่าปกติหรือปวดรุนแรงขึ้นทุกเดือน
• มีประจำเดือนออกมาก หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดกะปริดกะปรอยนานเกิน ๑ สัปดาห์
• มีอาการปวดหน่วงๆ ที่ท้องน้อยหรือปวดหลังส่วนล่างแบบเรื้อรัง
• มีอาการปวดขณะร่วมเพศ
• ท้องผูกเรื้อรัง
• ปัสสาวะบ่อย กะปริดกะปรอย หรือปัสสาวะขัด
• คลำพบก้อนที่ท้องน้อย หรือท้องโตคล้ายคนท้อง











ที่มา
https://www.healthline.com › healthผลการค้นเว็บFibroids: Types, Causes, and Symptoms - Healthline
https://www.uclahealth.org › fibroidsFibroids: What are Fibroids? Fibroids Symptoms, Treatment, Diagnosis - UCLA - UCLA Health
https://www.doctor.or.th › detailเนื้องอกมดลูก - บทความสุขภาพ โดยมูลนิธิหมอชาวบ้าน
https://www.medicinenet.com › articleผลการค้นเว็บUterine Fibroids: Pain, Symptoms, Treatment, Causes & Surgery - MedicineNet

ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม