บางครั้งเรารับประทานวิตามินเพื่อหวังผลในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บหรือชะลอวัย
การได้รับวิตามินและแร่ธาตุเพียงพอจะช่วยให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้ดีที่สุด แต่ภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นหากได้รับสารอาหารบางชนิดมากเกินไปหรือน้อยเกินไปจนส่งผลให้ใจสั่น (Palpitation) คือ อาการที่คนไข้รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง เต้นไม่สม่ำเสมอหรือเต้นๆหยุดๆ
1.โฟเลต(Folate)
โฟเลต(Folate)เรียกอีกอย่างว่า กรดโฟลิกหรือวิตามิน B9 อาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ ตามรายงานของสำนักงานอาหารเสริมแห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (ODS) ในทางกลับกันโรคโลหิตจางอาจทำให้หัวใจวายได้
การขาดโฟเลตจะมีอาการดังนี้ คือ
ความเหนื่อยล้า
หายใจถี่ หัวใจเต้นเร็ว
ไม่มีเรี่ยวแรง
ปวดศีรษะ
หงุดหงิด
ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดยืนยันว่าขาดโฟเลต แพทย์สามารถแนะนำอาหารเสริมที่เหมาะสมหรืออาจแนะนำให้เพิ่มแหล่ง
กรดโฟลิกตามธรรมชาติในอาหาร
อาหารที่อุดมด้วยโฟเลต ได้แก่ ตับวัว ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำดาว พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่ว ถั่วลันเตา และถั่วเลนทิล
2. วิตามินบี 12
การขาดวิตามินที่อาจทำให้ใจสั่นคือ วิตามินบี 12 เช่นเดียวกับการขาดโฟเลต การขาดวิตามิน B12 สามารถนำไปสู่ภาวะโลหิตจางและด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้หัวใจวายได้
การขาดวิตามินบี 12 มักจะเกิดขึ้นได้ช้าและมักสับสนกับเงื่อนไขอื่น ๆ ดังนั้นควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสอบว่าขาดสารอาหารนี้หรือไม่ หากมีวิตามินบี 12 ไม่เพียงพอ แพทย์อาจสั่งวิตามินสำหรับอาการใจสั่นและอาการอื่นๆ ในรูปแบบการฉีดหรือรับประทานอาหารเสริม
สิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าได้รับสารอาหารเพียงพอ หากรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำเนื่องจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์เป็นแหล่งวิตามินหลักของ B12
แหล่งวิตามิน B12 ที่ดี ได้แก่ อาหารทะเล เช่น หอยและปู เนื้อวัวและตับเนื้อ ยีสต์ ซีเรียล(ผู้ผลิตมักเติมB12เข้าไป) ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง และเทมเป้ ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีสโยเกิร์ต และนม
วิตามินบี 12 มากเกินไปอาจทำให้หัวใจวายได้หรือไม่
ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าการรับประทานวิตามินในปริมาณมากอาจทำให้หัวใจวายได้ อย่างไรก็ตาม อาจนำไปสู่อาการอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลียหรืออ่อนแรง ชาที่มือและเท้า
3. วิตามินดี
วิตามินดีเป็นอาหารเสริมอีกชนิดหนึ่งที่อาจทำให้ใจสั่นเมื่อรับประทานในปริมาณมาก
การทบทวนในเดือนมีนาคม 2018 ใน Circulation พบว่า การมีวิตามินดีส่วนเกินในร่างกายเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสำหรับการเต้นของหัวใจห้องบน ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
จากข้อมูลของ Mayo Clinic การรับประทานยา 60,000 หน่วยสากล(IU)ทุกวันในช่วงหลายเดือนสามารถนำไปสู่ความเป็นพิษได้
เพื่อป้องกันปัญหานี้ ผู้ใหญ่ควรปฏิบัติตามแนวทางการบริโภคอาหารสำหรับชาวอเมริกันที่แนะนำให้รับประทานวิตามินดี 600 หน่วยสากล(IU)ต่อวันเท่านั้น ยกเว้นจะได้รับการตรวจเลือดเพื่อเช็คระดับวิตามินเสียก่อน
วิตามินดีที่พบในอาหาร จะมีอยู่ 2 ชนิด นั่นคือ
1.วิตามินดี 2 (Vitamin D2) หรือ เออโกแคลซิเฟอรอล (Ergocalciferol) ซึ่งจะมาจากอาหารที่เป็นพืช เช่น เห็ด นมและซีเรียลที่เติมวิตามินดี
2.วิตามินดี 3 (Vitamin D3) หรือ โคเลแคลซิเฟอรอล (Cholecalciferol) พบในเนื้อสัตว์ เช่น ปลาทะเล ไข่แดง นมที่เติมวิตามินดี
ตับจะเปลี่ยนวิตามินดี 2 ให้กลายเป็น 25-Hydroxyvitamin D2 และวิตามินดี 3 เป็น 25-Hydroxyvitamin D3 ซึ่งเป็นรูปแบบวิตามินดีที่ร่างกายนำไปใช้ได้ จะเรียกสาร 2 ตัวนี้ว่า Calcifediol
วิตามินดี 3 จะเพิ่มระดับ Calcifediol ในเลือดได้มากกว่า วิตามินดี 2 เป็นสองเท่า ดังนั้นหากซื้ออาหารเสริมวิตามินดี ควรเลือกซื้อเป็น วิตามินดี 3 จะดีกว่าคะ
ควรพบแพทย์หากมีสัญญาณของการได้รับวิตามินดีเกินขนาด เช่น
ไม่มีเรี่ยวแรง คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย
เมื่อไม่นานมานี้ มีพี่ผู้หญิงอายุน่าจะ 50 ปีกว่า มีประวัติ Hyperthyroidism ปัจจุบันแพทย์สั่งหยุดยากินแล้ว
มาปรึกษาแป้งว่า กิน D3 5000iu +เมลาโทนิน 3 mg อย่างละ 1 เม็ดต่อวัน มาเป็นเวลา 2 เดือนกว่า ไม่พบปัญหาอะไร
2 วันที่ผ่านมา มีอาการใจสั่น ลองหยุดกินวิตามินทั้ง 2 ตัว ปรากฎว่า ไม่มีอาการใจสั่นเกิดขึ้น
แป้งลองไปค้นข้อมูลว่า วิตามินมีผลทำให้เกิดอาการใจสั่นได้หรือไม่
ผลปรากฏว่าว่า วิตามินดีที่ overdose(เกินขนาด)จะทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นนะคะ
สังกะสี(Zinc)หรือวิตามินซีทำให้หัวใจวายได้หรือไม่
ไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการขาดสังกะสี(Zinc)หรือวิตามินซีหรือการใช้ยาเกินขนาดอาจทำให้หัวใจวายได้
อย่างไรก็ตาม การขาดแร่ธาตุสังกะสีอาจทำให้เกิดอาการอื่นๆ เช่น
เด็กจะเจริญเติบโตช้า เบื่ออาหาร การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง นอกจากนี้การขาดวิตามินซีจะทำให้เกิดอาการเลือดออกตามไรฟัน ความเหนื่อยล้า เหงือกอักเสบ ปวดข้อ แผลหายช้า
แต่สังกะสีหรือวิตามินซีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องร่วง
4.แคลเซียม
การมีแคลเซียมไหลเวียนในเลือดมากเกินไป เป็นภาวะที่เรียกว่าภาวะแคลเซียมในเลือดสูง บางครั้งอาจทำให้หัวใจวายได้
อย่างไรก็ตาม อาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดปกตินั้นพบได้น้อยมาก และเป็นผลมาจากภาวะแคลเซียมในเลือดสูงอย่างรุนแรง
ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงสามารถเกิดขึ้นได้ หากรับประทานวิตามินดีในปริมาณสูงหรืออาหารเสริมแคลเซียมในปริมาณมาก ภาวะนี้มักเกิดจากภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หรืออาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินดี วิตามินเอ หรือแคลเซียมเสริมมากเกินไป รวมทั้งอาจพบได้ในผู้ที่เป็นโรคไต วัณโรค
ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงที่มีสาเหตุจากโรคมะเร็ง เป็นภาวะคุกคามชีวิตที่พบได้บ่อย ประมาณร้อยละ10-30
มะเร็งท่ีพบบ่อยได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้และมะเร็งที่แพร่กระจายไปกระดูก รวมถึงผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อย มีการกดทับที่กระดูกเป็นระยะเวลานาน ทำให้กระดูกปลดปล่อยแคลเซียมเข้าสู่เลือด
โดยผู้ที่มีแคลเซียมในเลือดสูงไม่มากนัก มักจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่ในรายที่แคลเซียมในเลือดสูงรุนแรง อาจแสดงอาการแตกต่างกันไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลีย สับสน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น รวมไปถึงกระดูกบางและแตกหักได้ง่าย
เมื่อสงสัยว่ามีภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ให้พบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา และหากมีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อความสามารถของร่างกายในการประมวลผลแคลเซียม เช่น โรคไต ให้ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อวางแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม
หากม่มีข้อกังวลด้านสุขภาพใดๆ ก็ตาม ให้ยึดตามแนวทางการบริโภคอาหารสำหรับชาวอเมริกันที่แนะนำให้บริโภค 1,000 มก. ต่อวัน หรือ 1,200 มก. ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 51 ปี
5. แอล-ไลซีน
L-lysine เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและผลิตคอลลาเจน แต่การได้รับแอล-ไลซีนไม่เพียงพออาจทำให้หัวใจวายทางอ้อม การขาดสารอาหารนี้อาจนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น หัวใจเต้นผิดปกติ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการต่างๆเช่น ความเหนื่อยล้า คลื่นไส้ เวียนหัว เบื่ออาหาร ดวงตาแดงก่ำ เด็กเจริญเติบโตช้า
ควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนซึ่งมีไลซีนให้มากๆ อาหารเหล่านี้ได้แก่ เนื้อสัตว์ ปลา ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้และเทมเป้ ถั่วและเนยถั่ว พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่ว ถั่วลันเตา และถั่วเลนทิล
6.โพแทสเซียม
โพแทสเซียมเป็นอาหารเสริมอีกชนิดหนึ่งที่อาจทำให้หัวใจวายได้ เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นและอิเล็กโทรไลต์ที่ช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจทำงานได้ตามปกติ แต่การได้รับสารอาหารไม่เพียงพออาจส่งผลให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวกับหัวใจ เช่น อาการใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำที่ควรระวัง ได้แก่ กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพาต รู้สึกแสบร้อนหรือเหน็บที่แขนและขา
ในทางกลับกัน การมีโพแทสเซียมมากเกินไปในระบบซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า ภาวะโพแทสเซียมสูง อาจนำไปสู่ปัญหาที่คล้ายคลึงกันได้ ในกรณีที่รุนแรง อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
โพแทสเซียมมีอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในผลไม้และผักทุกชนิด แต่พบมากในกล้วย กีวี ลูกพรุน อะโวคาโด แคนตาลูป มันฝรั่ง มันเทศ ถั่วต่างๆ ไข่ โยเกิร์ต หรือในอาหารเสริมบางประเภท แต่พบได้น้อยในเนยแข็ง
โพแทสเซียมในเลือดสูงมีได้หลากหลายอาการที่พบได้บ่อย เช่น เหนื่อย คลื่นไส้ เคลื่อนไหวได้ช้าลง หัวใจและชีพจรเต้นผิดจังหวะและเต้นช้า เป็นลมหมดสติ
ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำอย่างรุนแรงและภาวะโพแทสเซียมสูงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ
7. แมกนีเซียม
การขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรงอาจส่งผลให้เกิดปัญหาหัวใจ เช่นจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติและอาการกระตุกของหลอดเลือด
แมกนีเซียมยังมีบทบาทในการใช้วิตามินดี แคลเซียม และโพแทสเซียมในร่างกาย ทั้งหมดนี้สามารถนำไปสู่อาการใจสั่นได้เช่นเดียวกัน
อาการของการขาดแมกนีเซียม เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ไม่มีเรี่ยวแรง ปวดหัว อาการชาหรือรู้สึกเสียวซ่า กล้ามเนื้อหดตัวหรือเป็นตะคริว
อาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ ผักใบเขียว ผักโขม
ผักที่มีแป้ง เช่น มันฝรั่ง อะโวคาโด ถั่ว แซลมอน
สำหรับผู้ใหญ่ ปริมาณแมกนีเซียม 310-420 มิลลิกรัมต่อวัน ถือว่าปลอดภัย
ผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะระบบทางเดินอาหารและเบาหวานชนิดที่ 2
มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรง หากอยู่ในข้อใดข้อหนึ่งเหล่านี้และมีอาการ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
แม้ว่าวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดอาจทำให้หัวใจวายได้ นอกเหนือจากอาหารเสริม โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือสารกระตุ้นอื่นๆและนิโคตินในผลิตภัณฑ์ยาสูบสามารถนำไปสู่การเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอหรือเต้นเร็วได้
ยาบางชนิดอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วได้ เช่น ยาสูดพ่นหอบหืด
ยาแก้คัดจมูก ยาที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ยาไทรอยด์
ยาแก้ไอและยาแก้หวัด
ที่มา
www . livestrong . com/article/285943-vitamins-that-cause-heart-palpitations/
แคลเซียมในเลือดผิดปกติ อันตรายกว่าที่คิด | โรงพยาบาลเปาโล - Paolo Hospital
วิตามินคุณภาพสูง กับการ ชะลอวัย สามารถเพิ่มความ ขาวใส และยกระดับ ภูมิต้านทาน อย่างเห็นได้ชัด ยกเว้นเจอวิตามินปลอมค่ะ
บทความที่ได้รับความนิยม
-
ความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับผู้ชายหลายคน จะเริ่มมาเยือนตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีปัจจัยหลายอย...
-
การดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราทุกวันนี้ เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ไม่รู้จะรีบกันไปถึงไหน ยิ่งในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรที่ได้การ...
-
hamercandysiam.lnwshop.com ลูกอมรสกาแฟผลิตในมาเลเซีย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายดีอันดับหนึ่งประเภทบำรุงร่างกายและเพิ่มสมรรถภาพใน...
-
ในปัจจุบันนี้ แทบทุกคนจะเป็นภูมิแพ้กันทั้งสิ้น แป้งเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นมานมนานต้ังแต่เด็กๆจนกระทั่งเริ่มเรียนม.ต้น ช่วงเช้าจะมีน้...
-
เรียนแจ้งทุกท่านเพื่อโปรดทราบ แป้งย้ายการตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ และผิวพรรณ ประจำสัปดาห์มายัง https://pangpungpond.blogspot.com/ เนื่องจาก...
วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565
รู้หรือไม่ว่า อาหารเสริมบางอย่างอาจทำให้ใจสั่นได้
วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565
Dark chocolate มีประโยชน์อย่างไร
ดาร์กช็อกโกแลต (Dark Chocolate)
ดาร์กช็อกโกแลตผลิตมาจากเมล็ดโกโก้ เป็นประเภทของช็อกโกแลตที่มีสัดส่วนของโกโก้อยู่เยอะที่สุด
ดาร์กช็อกโกแลตที่วางขายในท้องตลาด จะมีปริมาณโกโก้ดังนี้
1.ดาร์กช็อกโกแลต 50% ขึ้นไป : มีรสชาติหวาน ออกขมนิดๆ เป็นดาร์กช็อกโกแลตที่กินง่ายที่สุด
2.ดาร์กช็อกโกแลต 70% ขึ้นไป : รสชาติเข้มข้น ออกหวานนิดๆ และมีรสขมอมเปรี้ยวแบบเฝื่อนๆ แต่ยังคงกินง่าย
3.ดาร์กช็อกโกแลต 80%-99% : รสชาติขม เข้มข้น มีรสเปรี้ยวติดลิ้น นิยมนำไปทำขนมเบเกอรี่
ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้
• เนื้อโกโก้ (cocoa liquor หรือ cocoa mass)
• โกโก้ผง (cocoa powder)
• เนยโกโก้ (cocoa butter)
• ช๊อกโกแลต (chocolate)
ดาร์กช็อกโกแลตนอกจากจะมีน้ำตาลน้อยกว่าช็อกโกแลตประเภทอื่นแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุต่าง ๆ อีกด้วย เช่น ฟลาโวนอยด์ ธาตุเหล็ก ทองแดง สังกะสี แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้นสารอาหารในดาร์กช็อกโกแลต
ดาร์กช็อกโกแลตที่มีผงโกโก้ 70-85 % ปริมาณ 30 กรัม จะมีสารอาหารโดยประมาณ ดังนี้
• พลังงาน 180 แคลอรี่
• ไขมัน 12.78 กรัม
• โปรตีน 2.34 กรัม
• คาร์โบไฮเดรต 13.8 กรัม
• เส้นใยอาหาร 3.3 กรัม
• น้ำตาล 7.2 กรัม
• คาเฟอีน 0.02 มิลลิกรัม
• น้ำ 0.42 กรัม
• แร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ
ประโยชน์ของดาร์กช็อกโกแลต
1.มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบ ลดการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งหลายการศึกษาพบว่า สารโพลีฟีนอลจะช่วยส่งเสริมให้หลอดเลือดแข็งแรง มีส่วนช่วยเพิ่มไขมันชนิดดี HDL ซึ่งช่วยลดการอักเสบและการก่อตัวของลิ่มเลือดได้
2.ลดระดับความดันโลหิต การรับประทานดาร์กช็อกโกแลตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดความดันโลหิต ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
3.ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจาก
ดาร์กช็อกโกแลตอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญต่อร่างกายมากมาย จึงช่วยบำรุงหลอดเลือดทำให้เกิดการไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง
4.ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี HDL และลดไขมันไม่ดี LDL ในร่างกาย ใน American Journal of Clinical Nutrition ระบุไว้ว่า ในโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตจะมีสารฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอลในดาร์กช็อกโกแลต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี LDL และเพิ่มคอเลสเตอรอลดีอย่าง HDL ในเลือดได้
5.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง สารฟลาโวนอยด์
ในดาร์กช็อกโกแลต มีฤทธิ์ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ออกซิเจนและเลือดลำเลียงไปสู่สมองได้ดี ส่งผลให้เราจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
6.ช่วยลดความเครียด มีการศึกษาพบว่า คนที่รับประทาน
ดาร์กช็อกโกแลตปริมาณ 40 กรัมทุกวัน นาน 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนแห่งความเครียดลดลง เมื่อเทียบกับวันแรกที่เริ่มรับประทาน
แม้ดาร์กช็อกโกแลตจะมีประโยชน์กับร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไป จะได้รับน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกาย จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม คือ 20 – 30 กรัม หรือ 1 ชิ้นเล็กต่อวัน และควรเลือกช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของโกโก้อย่างน้อย 70 % ขึ้นไป เนื่องจากจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลน้อย และมีสารฟลาโวนอยด์สูง
ส่วนประกอบของโกโก้
สารสำคัญคือ alkaloid ได้แก่ ทีโอโบรมีน (theobromine) จากโกโก้มีโครงสร้างคล้าย caffeine (คาเฟอีน)มาก แต่จะมีฤทธิ์อ่อนกว่า ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและหัวใจ ขับปัสสาวะ ขยายเส้นเลือด คลายกล้ามเนื้อเรียบ บรรเทาอาการหอบหืดคล้ายกับฤทธิ์ของทีโอฟิลลีน (theophylline)
Theophylline (ทีโอฟิลลีน) เป็นยาในกลุ่มยารักษาโรคหอบหืด (Antiasthmatic) และโรคปอด มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบ ๆ ทางเดินหายใจภายในปอด ทำให้ทางเดินหายใจภายในปอดกว้างขึ้น และหายใจได้สะดวกขึ้น รวมถึงช่วยในเรื่องการหดตัวของกระบังลม ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการหายใจ และลดการตอบสนองของทางเดินหายใจจากสารระคายเคืองที่มากระตุ้น ยานี้ใช้เพื่อป้องกันหรือรักษาอาการต่าง ๆ เช่น แน่นหน้าอก หายใจถี่จากโรคหืด โรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดอื่น ๆ
หมายเหตุ ห้ามใช้ยานี้หากกำลังบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเมทิลแซนทีน( Metyl-Xanthine) ในปริมาณมาก เช่น ช็อกโกแลต หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีคาเฟอีน
เมทิลแซนทีน เป็นกลุ่มของแอลคาลอยด์ รวมทั้งกาเฟอีน ทีโอโบรมีน และทีโอฟิลลีน (theophilline) ซึ่งพบมากอยู่ในชา กาแฟ โกโก้ และช็อกโกแลต
โดยทั่วไปแล้วผงโกโก้ธรรมชาติจะมีรสชาติเปรี้ยวอ่อน ๆ คล้ายผลไม้ และมีสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาลเข้มแล้วแต่ลักษณะของสายพันธ์ที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่ปลูก
ในการผลิตผงโกโก้นั้นมีขบวนการผลิตที่นิยมหลักๆ อยู่ 2 แบบคือ
1. Natural Cocoa Powder นิยมผลิตในแถบอเมริกา เช่น Hershey's, Ghirardelli, และ Scharffen Berger
2. Dutch-Process Cocoa Powder หรือ Alkalized Cocoa Powder นิยมผลิตในแถบยุโรป เช่น Cocoa Dutch, Valrhona, Cacao Barry และ Van Houten
ผงโกโก้ธรรมชาติที่เกิดจาการทำ Natural Process (Natural Cacao Powder) และ ผงโกโก้ที่ผ่านกระบวนการดัตช์ (Dutch-Processed Cocoa Powder) ต่างกันอย่างไร
ผงโกโก้แบบธรรมชาติ (Natural Cocoa Powder) จะมีสีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีของดิน และมีความเป็นกรดอยู่ ในการทำเบเกอรี่จึงควรจะใช้คู่กับ Baking Soda เพื่อให้ลดความเป็นกรดลง โกโก้แบบธรรมชาตินั้นจะมีสีอ่อนกว่าแต่มีรสขมเข้มกว่าแบบ Dutch Process
ส่วนการผลิต Dutch-Process Cocoa Powder ซึ่งกระบวนการนี้ถูกคิดค้นโดยนักเคมีที่มีชื่อว่า Mr. Coenraad J. Van Houten หรือที่รู้จักกันดีในนามของ Van Houten Chocolate ที่โด่งดังไปทั่วโลก สาเหตุที่เรียกว่า Dutch-Process นั้นเป็นเพราะว่า Mr. Van Houten เป็นชาวดัตช์ หรืออีกชื่อที่เราคุ้นเคยนั้นคือ ชาวเนเธอร์แลนด์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบนั่นเอง
โดยขั้นตอนเริ่มต้นเหมือนกับผงโกโก้แบบธรรมชาติ แต่จะเพิ่มขั้นตอนการลดความเป็นกรดโดยการใช้โปรแตสเซียมคาร์บอเนต ในขั้นตอนการผลิตก่อนจะนำมาบีบอัดแยกไขมันและทำเป็นผงโกโก้ ผลที่ได้จะทำให้ผงโกโก้มีสีที่เข้มขึ้น แต่ความขมจะลดลง และมีรสนุ่มนวลมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากความเข้าใจทั่วไปว่า สีเข้มน่าจะขมมากกว่า ในการทำเบเกอรี่ควรใช้คู่กับผงฟู (Baking Powder)
ผงโกโก้ส่วนมากที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจะเป็นแบบ Dutch process เช่น Cacao Barry, Cocoa Dutch, Van Houten, และ Tulip ซึ่งสีเข้มก็จะผ่านขบวนการลดความเป็นกรด (Alkalisation) มากกว่าสีอ่อน
ส่วน Black Cocoa Powder คือผงโกโก้แบบ Dutch-Process ที่ผ่านขบวนการลดความเป็นกรดที่มากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น จนได้ผงโกโก้ที่มีสีดำสนิท โดยทั่วไปจะขมน้อยกว่าแบบสีเข้มและสีอ่อน
เรารู้จักกันดีคือ ขนมคุ้กกี้โอรีโอ้ ซึ่งถ้าใช้ผงโกโก้ทั่วไป ยากที่จะทำออกมาให้สีดำสนิท
ที่มา :
ประโยชน์ของดาร์กช็อกโกแลต - MedPark Hospital www . medparkhospital . com › content › health-be...
7 ประโยชน์ดีๆ ที่คุณจะได้รับ เมื่อกิน 'ดาร์กช็อกโกแลต' www . ofm . co . th › blog › dark-chocolate-benefits
Cocoa / โกโก้ - Food Wiki www . foodnetworksolution . com › wiki › word
ความแตกต่างระหว่างผงโกโก้ธรรมชาติกับผงโกโก้แบบดัตช์ www . chocolasia . com › 2019/06/22 › โกโก้-dutc...
ผงโก้โก้สีดำ (ฺBlack Cocoa Powder),วิธีการทำโกโก้,Natural homemademarket . co . th › blog › blog1
Theophylline (ทีโอฟิลลีน) - รายละเอียดของยา - พบแพทย์ - Pobpadh www . pobpad . com › theophylline
Revitalizing immune force วิตามินเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันทุกช่วงของชีวิต
ทุกวันนี้โลกของเราเต็มไปด้วยอนุมูลอิสระมากมาย โดยเฉพาะช่วง 3 ปีที่ผ่านมา(2019-2021) ช่างน่ากลัวเหลือเกิน เชื้อไวรัสได้พัฒนาตัวเองขั้นสุดโจมตีมวลมนุษย์ชาติแทบทุกภูมิภาค ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ไม่น่าจะมีใครลืมโรค CIVID-19 ซึ่งติดต่อกันง่ายมาก
ไวรัสตัวนี้มักจะเริ่มต้นจู่โจมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยการเพิ่มจํานวนของไวรัสเกิดข้ึนในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและในปอด มีงานวิจัยในช่วงแรกระบุว่า
มีการเพิ่มจํานวนของไวรัสได้ในระบบทางเดินอาหาร แต่การติดต่อผ่านระบบทางเดินอาหารยังไม่เป็นที่ยืนยัน
ตามปกติภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งสร้างได้จากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ รับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่สะสมความเครียด ฯลฯ คงจะดีไม่น้อยหากเราเลือกรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระที่รวมวิตามินหลายชนิดไว้ในเม็ดเดียว
วิตามิน Revitalizing immune force ยี่ห้อ Holistic Nutrition ผลิตในอเมริกา มีส่วนประกอบดังนี้
1. Modified Rice Bran คือสารสกัดจากรำข้าวดัดแปลง
อะราบิน็อกซีแลน(arabinoxylan) เป็นเส้นใยอาหารชนิดที่ละลายได้ในน้ำ จัดเป็นประเภทเฮมิเซลลูโลสที่อยู่ในกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์(polysaccharides)
สารประกอบอะราบิน็อกซีแลนเป็นสารสกัดจากรำข้าว
ที่ทำปฏิกิริยากับเอนไซม์จากเห็ดหอมชิตาเกะ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ รำข้าวที่ดัดแปลงด้วยเอนไซม์จะช่วยให้การทำงานของเซลล์นักฆ่า(Natural Killer cell) มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
สารประกอบอะราบิน็อกซีแลนจากรำข้าวมักใช้เพื่อส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังใช้สำหรับโรคมะเร็ง ลดผลข้างเคียงของการรักษามะเร็ง อาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (CFS) โรคตับอักเสบซีและอาจเพิ่มความต้านทานต่อการติดเชื้อไวรัสและมะเร็งในผู้สูงอายุ
ความเชื่อมโยงระหว่างความแข็งแกร่งของภูมิคุ้มกันที่ลดลงกับการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นและโรคมะเร็ง ได้รับการพิสูจน์ในการศึกษาจำนวนมากซึ่งแสดงให้เห็นว่า การลดลงของการทำงานเชิงคุณภาพของเม็ดเลือดขาวในช่วงอายุมากขึ้น จึงไม่แปลกที่ผู้สูงอายุมักจะติดเชื้อในกระแสเลือดบ่อยครั้ง
นักวิจัยเชื่อว่าเส้นใยนี้ ช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์นักฆ่าที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นและกระตุ้นเซลล์เหล่านั้น
ในการศึกษาหนึ่ง สารสกัดรำข้าวดัดแปลงแสดงให้เห็นว่า สามารถเพิ่มเซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติได้ 84% งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่า สารสกัดรำข้าวดัดแปลงทำงานได้ดีในเวลาเพียงสองวัน สามารถใช้ได้ในช่วงฤดูไข้หวัดใหญ่เมื่อผู้ป่วยมีความอ่อนไหวต่อเชื้อโรคมากขึ้น
2.Himematsutake (Agaricus Blazei) เรียกอีกอย่างว่า เห็ดกระดุมบราซิล
เห็ดกระดุมบราซิล(Agaricus Blazei) ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางทั่วโลกว่าเป็นของขวัญจากธรรมชาติที่นำมาซึ่งสุขภาพที่ดีและอายุยืน
ในบรรดาเห็ดที่มีศักยภาพมากที่สุดนั้น เห็ดกระดุมบราซิลมี polysaccharides มากถึง 27 เปอร์เซ็นต์ น้ำตาลที่ประกอบขึ้นเป็นระดับโมเลกุลของโครงสร้างคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
โพลีแซคคาไรด์บางชนิดมีหน้าที่เก็บพลังงาน ในขณะที่มนุษย์ได้รับพลังงานจากการรับประทานอาหาร แต่โพลีแซคคาไรด์บางชนิดมีหน้าที่ในการรักษาโครงสร้างของเซลล์
นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่บริโภคเห็ดกระดุมบราซิลเป็นประจำนั้น
มีแนวโน้มที่จะไม่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบต้ากลูแคน(โพลีแซคคาไรด์)ในเห็ด ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีศักยภาพที่ไม่เหมือนใคร
3.Bacillus subtilis (1.5 Billion CFU) บาซิลลัส ซับทิลิสเป็นที่รู้จักว่าสามารถทนต่อความร้อน น้ำดี และกรดในกระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้ประโยชน์ เช่น เพิ่มระดับภูมิต้านทาน ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ปรับระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้น ฯลฯ
แบคทีเรียนี้ชนิดใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับอุตสาหกรรมโดยบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับการผลิตเอนไซม์ ส่วนประกอบทางเภสัชกรรม และ GMOs
บาซิลลัส ซับทิลิสเป็นที่นิยมทั่วโลกก่อนเริ่มมีการใช้ยาปฏิชีวนะ เมื่อใช้ บาซิลลัส ซับทิลิสเป็นสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยรักษาโรคทางระบบเดินอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะ หลังจากทศวรรษ 1950 ยาปฏิชีวนะถูกใช้อย่างแพร่หลาย โปรไบโอติกตัวนี้ได้รับความนิยมลดลง แต่ในทางกลับกัน บาซิลลัส ซับทิลิสถูกใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์ปีกเพื่อทดแทนยาปฏิชีวนะ
4.Selenium (as L-selenomethionine) เป็นโคเอนไซม์ของสารต้านอนุมูลอิสระ ร่างกายได้รับจากอาหารประเภทผัก เน้ือสัตว์และ อาหารทะเล เชื่อว่าสามารถป้องกันโรคมะเร็งและลดโอกาสการเกิดโรคเรื้อรังได้
Selenium ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปีค.ศ 1817 โดยนักเคมีชาวสวีเดน John Jacob Berzelius และ J.G Gahn จัดเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญพบปริมาณน้อยในร่างกาย ทำงานเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อร่วมกับวิตามินอีในการป้องกันเซลล์ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ ( ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดความชราและการเกิดโรคร้ายต่างๆ ) เป็นส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระเอนไซม์ peroxidase glutathione และ reductase thioredoxin
ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการเกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุและเป็นสารต้านการอักเสบในการรักษาข้ออักเสบ
รูปแบบที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ L-selenomethionine ดูดซึมได้ง่ายและเก็บไว้ในร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็นรูปแบบที่ถูกนำมาใช้ทดลองทางคลีนิกมากที่สุด
มีประโยชน์อย่างไร
1.เพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่า(Natural Killer cell)
เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ซึ่งเซลล์ชนิดนี้เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวส่วนน้อยของเม็ดเลือดขาวทั้งหมดโดยจะมีอยู่ประมาณ 5-10% ของเม็ดเลือดขาวที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย
โดยทั่วไปเซลล์นักฆ่าจะมีหน้าที่หลักคือ การลาดตระเวนและตรวจตราหาเซลล์แปลกปลอม เซลล์ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือ เซลล์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจนอาจก่อให้เกิดอันตรายภายในร่างกาย เมื่อเซลล์นักฆ่าตรวจสอบพบเซลล์ที่มีความเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธุ์ไปซึ่งมักเกิดจากจากการติดเชื้อหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นเซลล์มะเร็งนั้น เซลล์นักฆ่าจะทำลายเซลล์ผิดปกติดังกล่าวก่อนที่เซลล์เหล่านั้นจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือพัฒนาไปสู่การเป็นโรคมะเร็ง
2.จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเพิ่มระดับภูมิต้านทาน เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่งทำให้ไม่เจ็บป่วยง่าย
3.เพิ่มระดับพลังงานทำให้ไม่เหนื่อยง่าย
4.ลดอาการไอจาม น้ำมูกไหลจากภาวะภูมิแพ้
5.เพิ่มประสิทธิภาพของปอดให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
6.ช่วยฟื้นฟูร่างกายและลดการอักเสบในระดับเซลล์
ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีภูมิต้านทานผิดปกติ(Autoimmune disease)เช่น ไทรอยด์ SLE ข้ออักเสบรูมาตอยด์
พัฒนาการของบีเซลล์ (B cell) และทีเซลล์ (T cell) ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายมนุษย์ เป็นกระบวนการอันซับซ้อนซึ่งทำให้เกิดกลุ่มของเซลล์ที่มีความหลากหลาย แยกไม่ออกว่า เซลล์ใดคือเชื้อโรค เซลล์ใดเป็นเซลล์ปกติของตัวเอง ซึ่งอาจทำให้มีเซลล์บางเซลล์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น การเกิดภูมิต้านเนื้อเยื่อตนเอง(Autoimmune disease)
7.ป้องกันการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ ฯลฯ
8.ช่วยลดความอ่อนเพลียจากการฉายรังสีหรือเคมีบำบัด
9.อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย ป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปกติไม่ให้เป็นเซลล์มะเร็งได้
10.อาจช่วยป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็งแทบทุกชนิด ชะลออัตราการขยายตัวของเซลล์และเพิ่มความแตกต่างของเซลล์
เซลล์มะเร็งเป็นการทำให้เกิดการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็วของเซลล์ที่เป็นอมตะ (ไม่มีการตายของเซลล์) เกิดจากไมโตคอนเดรียที่เสียหาย ในคนที่มะเร็งระยะสุดท้าย เซลล์มะเร็งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเซลล์ไม่แตกต่างกันมากพอที่จะระบุได้ว่าเป็นเซลล์ชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น เซลล์เต้านมหรือเซลล์ตับ เซลล์มะเร็งที่ไม่แตกต่างกัน เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง สามารถกระจายในกระแสเลือดไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย โดยที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่รับรู้ว่าเป็นเซลล์แปลกปลอม สามารถแบ่งตัวและแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียงผ่านทางระบบเลือดหรือระบบทางเดินน้ำเหลืองได้อย่างรวดเร็ว
ภูมิคุ้มกันสำคัญกับชีวิตผู้คนทุกช่วงทุกวัย หากมีระบบภูมิต้านทานที่แข็งแกร่งซึ่งมักจะมาพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ว่าเราจะมีอายุมากเพียงไร ร่างกายจะกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไว
ไม่เจ็บป่วยออดๆแอดๆ สามวันดีสี่วันไข้ ในอดีตแป้งเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก คันหูคันตาและเหนื่อยง่าย(โลหิตจาง+พาหะธาลัสซีเมีย)ถือเป็นเรื่องปกติ จวบจนสิบกว่าปีที่ผ่านมา
อาการภูมิแพ้ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเหมือนคนปกติ จะกำเริบแค่ช่วงที่นอนดึกและเครียดเท่านั้น(ในหนึ่งปีมี 1-2 ครั้ง)ตลอดเวลาหลายปีแป้งมีภูมิต้านทานที่สูงขึ้น ร่างกายแข็งแรง พลังงานเยอะ ไม่เหนื่อยล้าง่าย มองเห็นตัวหนังสือชัด ไม่ต้องใส่แว่น ตื่นนอนตอนเช้าสดชื่นแม้จะนอนดึกแค่ไหน ซึ่งเป็นผลจากการกินวิตามินคุณภาพสูงต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดพัก คนที่กินวิตามินแบบแป้ง จะรู้สึกได้เช่นเดียวกันว่า ความเจ็บป่วยกับอ่อนเพลียอยู่ห่างไกลเหลือเกิน
ในความหมายของคำว่า ‘’ชะลอวัย’’คือ ป้องกันและฟื้นฟูความเสื่อมของสุขภาพ ปรับสมดุลต่างๆให้กับร่างกาย ปีนี้ที่อายุ 48 แป้งถือว่า สอบผ่านนะคะ
สอบถามสินค้าและสั่งซื้อได้ที่
hamercandysiam.lnwshop.com
Revitalizing immune force - Hamer candy : Inspired by LnwShop.com
Tel.061-7429944
Line id : 0617429944
ที่มา :
https://www.reliasmedia.com/articles/124587-rice-bran-arabinoxylan-for-regulation-of-the-immune-system
7 Science-Based Health Benefits of Selenium - Healthlinehttps://www.healthline.com › ... › Nutrition
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3168293/
แถลงข่าว “ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยเซลล์ ...https://www.chula.ac.th › news
อะพอพโทซิส - วิกิพีเดียhttps://th.wikipedia.org › wiki › อะพอพโทซิส
What is NK Cell Therapy? How you can improve your Natural ...https://www.bioxcellerator.com › blog › w...
12 Proven & Potential Benefits of the Probiotic B. subtilishttp://anabio.com.vn › ... › Science News
หมายเหตุ
1.รับประทานครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น กรณีบำรุงสุขภาพทั่วไปหรือต้องการเพิ่มระดับภูมิต้านทาน
2. รับประทานครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น
กรณีเป็นโรคระบบภูมิต้านทานผิดปกติ(Autoimmune disease)ที่อาการแสดงไม่มาก
3.รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น กรณีโรคมะเร็ง
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565
อาการไอคืออะไร
เมื่อกลางเดือนที่แล้ว สามีแป้งป่วยเป็นโควิด มีอาการไข้และไอ กินยาพาราเซตามอลหลังอาหารเช้า-เย็น เพียง 2 วัน ไข้ลดลง ส่วนอาการไอ เป็นการไอแบบมีเสมหะ จะไอมากในเวลากลางคืน
แป้งไม่ได้จัดยาแก้ไอให้เพราะยาแค่ระงับการไอเพียงชั่วคราว
พยายามให้ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆเพื่อช่วยละลายเสมหะ วันที่ 3 ก็ไม่ไอแล้ว
แป้งซื้อกล้วยหอมมา 1 หวี สามีเกรงว่าจะกินไม่หมด เลยช่วยกินกล้วยทั้งวัน ประมาณ 5-6 ลูก เนื่องจากเห็นว่าเป็นผลไม้ แต่กลับกลายเป็นไอหนักมากกว่าก่อนที่จะหายไอเสียอีก แป้งเลยงงว่า อ้าว!อาการไอดีขึ้นแล้ว นานๆครั้งถึงจะไอแคร๊กสักที เลยไปค้นหาข้อมูลของกล้วยว่า สามารถกระตุ้นการไอหรือไม่
อาการไอคืออะไร
การไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับสิ่งแปลกปลอม ของเหลวหรือเสมหะที่ไม่ต้องการออกจากลำคอ อาการไอเป็นครั้งคราวนั้นดีต่อสุขภาพ แต่อาจบ่งชี้ว่ามีการอักเสบหากยังมีอาการอยู่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น
อาการไอเกิดจากอะไร
อาการไอ อาจเกิดจากไวรัสหรือจากการแพ้อาหารบางชนิด
อาการไออาจเป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง อาการไอเฉียบพลันคงอยู่น้อยกว่าสามสัปดาห์ และอาการไอเรื้อรังจะคงอยู่นานกว่าแปดสัปดาห์ บางคนอาจมีอาการไอในฤดูหนาวและเมื่อเราเป็นไข้หวัดหรือมีอาการคล้ายหวัด หากเป็นคนที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ อาจเป็นสาเหตุของอาการไอ
มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอและอาจจะเกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร สาเหตุทั่วไปบางประการของการไอมีดังนี้:
• การติดเชื้อ-แบคทีเรียหรือไวรัส
• สูบบุหรี่
• หอบหืดและภูมิแพ้
• สิ่งแปลกปลอมหรือสารระคายเคือง
• ไอที่เกิดจากยาลดความดันโลหิต Lisinopril และ Enalapril
อาการไอมีกี่ประเภท
• ไอแห้ง อาการไอแห้งๆ ไม่ได้ทำให้เกิดเสมหะ อาจเกิดจากไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ หรือกรดไหลย้อน ซึ่งกรดในระบบทางเดินอาหาร เคลื่อนตัวขึ้นไปยังหลอดอาหาร ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองของเนื้อเยื่อ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง รวมถึงการดื่มชา กาแฟ ซึ่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะและหลอดอาหารส่วนปลายหย่อน
• ไอมีเสมหะ เป็นการไอที่ช่วยขับเสมหะออกจากระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อเฉียบพลันหรือเรื้อรังบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการไอแบบนี้ได้
กล้วยทำให้ไอหรือไม่
กล้วยอุดมด้วยสารอาหารและวิตามิน แต่ก็มีฮีสตามีน(Histamine)เช่นกัน ฮีสตามีนมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันและระบบย่อยอาหารของร่างกาย ในตำราอายุรเวท กล้วยจัดว่าเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็น
นอกจากนี้โรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด หรือมีไข้ ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะอยู่ในระดับต่ำตลอดเวลา ซึ่งในภาวะนี้ การรับประทานทานกล้วยอาจเพิ่มความไวต่อเชื้อไวรัส ส่งผลให้เกิดการไอและกระตุ้นให้มีเสมหะมากขึ้น
ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกได้ว่า กล้วยสามารถก่อให้เกิดอาการไอได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่า การกินกล้วยจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวมากขึ้นระหว่างที่มีอาการไอและเป็นหวัด
กล้วยทำให้เกิดเสมหะหรือไม่
กล้วยมีสารฮีสตามีน(Histamine)ซึ่งเชื่อว่า เพิ่มการสร้างเสมหะในร่างกาย กล้วยอาจทำให้เกิดเสมหะได้ แต่มันเป็นเพียงด้านหนึ่งของความจริง การแพ้ฮีสตามีนแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ฮีสตามีนเป็นสารเคมีที่ร่างกายผลิตเองตามธรรมชาติ แต่ก็พบได้ในอาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม
คนที่มีแนวโน้มที่จะแพ้ฮีสตามีนสามารถทำให้เกิดเสมหะมากขึ้น ในขณะที่บางคนอาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย หากมีประวัติแพ้
ฮีสตามีน แนะนำให้หลีกเลี่ยงกล้วย
การกินกล้วยเมื่อเป็นหวัดเป็นอันตรายหรือไม่
การกินกล้วยอาจทำให้เกิดเสมหะ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป อันที่จริง น้ำมูกนั้นดีอย่างคือ ช่วยล้างเส้นทางจมูก แต่เมื่อเป็นหวัด ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ การกินกล้วยอาจทำให้เกิดโรคจากแบคทีเรีย เช่น ไซนัสอักเสบ ปอดบวม และต่อมทอนซิลอักเสบ
นอกจากนี้ การกินกล้วยตอนกลางคืนอาจเป็นตัวสร้างปัญหาเมื่อเราเป็นหวัดหรือไออยู่แล้ว มันสามารถกระตุ้นการผลิตเสมหะมากขึ้นอาจนำไปสู่อาการไอและหายใจลำบากในเวลากลางคืน
ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงกล้วยในช่วงที่มีไข้หรือไอ กล้วยมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่อาจส่งผลเสียได้เมื่อมีไข้หรือไอ สารฮีสตามีนในกล้วยอาจทำให้ระคายเคืองลำคอและเกิดเสมหะมากขึ้น
กล้วยช่วยแก้หวัดหรือไม่
กล้วยอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานและเพิ่มภูมิคุ้มกันเมื่อบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ อย่างไรก็ตาม หากเป็นหวัดแล้ว ฮีสตามีนในกล้วยอาจกระตุ้นการสร้างเสมหะและนำไปสู่อาการคล้ายหวัดมากขึ้น หากต้องการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากไข้หวัด ให้หลีกเลี่ยงกล้วยสักสองสามวันจนกว่าจะหายดี
เราสามารถกินกล้วยในเวลากลางคืนได้หรือไม่
การกินกล้วยทันทีก่อนนอนไม่ดีต่อสุขภาพ ในช่วงกลางคืนร่างกายของเราไม่ต้องการพลังงาน และการเผาผลาญสารอาหารก็ต่ำ ถ้าเรากินกล้วย มันจะผลิตพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการ นอกจากนี้ การกินกล้วยตอนกลางคืนยังทำให้เกิดเสมหะมากขึ้น ทำให้ไอและไม่สบายมากขึ้นในตอนกลางคืน
กรณีที่เด็กเป็นหวัดและมีอาการไอ
ดร.เดบรี(Krishnakant Debri, Senior Physician, Mumbai )กล่าวว่า ในความเป็นจริง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว และอาหารที่อุดมด้วยแร่ธาตุ เช่น กล้วย นอกจากช่วยในการย่อยอาหาร แต่ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
กล้วยไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยโพแทสเซียม แต่ยังมีน้ำปริมาณมากอีกด้วย เนื่องจากกล้วยมีอิเล็กโทรไลต์(Electrolyte)ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของอิเล็กโทรไลต์และของเหลวในร่างกาย
กล้วยจึงช่วยในการเติมแร่ธาตุที่สูญเสียไปในร่างกายและรับมือกับอาการไข้และความเย็น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นอาหารให้พลังงานทันที เพราะกล้วยหอม 1 ลูก มีพลังงาน 105 แคลอรี่
ความเห็นของนักโภชนาการประสบการณ์ 12-14 ปีในอินเดีย
ไม่มีความสัมพันธ์กันในการกินกล้วย...เราขอเลี่ยงกล้วยเป็นส่วนใหญ่ในกรณีที่ลูกมีอาการไอมีเสมหะ..
ระหว่างที่ไอและเป็นหวัด ควรหลีกเลี่ยงกล้วย ไม่ใช่เพราะจะทำให้ร่างกายเย็นขึ้น แต่สาเหตุคือ ถ้าคนป่วยเป็นหวัดหรือโรคทางเดินหายใจอื่นๆ กล้วยอาจระคายเคืองเมื่อสัมผัสกับเสมหะ จึงควรหลีกเลี่ยงกล้วยในช่วงไอ
การกินกล้วยมีการเชื่อมโยงกันทำให้เกิดความหนาวเย็น ภูมิคุ้มกันค่อนข้างอ่อนแอ ส่งผลให้เป็นหวัดบ่อยมาก
เราจะเห็นว่า แพทย์และนักโภชนาการมีความเห็นขัดแย้งกัน
ดังนั้นครั้งต่อไป หากมีโอกาสกินกล้วยหอม ลองสังเกตดูเพราะประสบการณ์และความไวต่อสิ่งกระตุ้นของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ
ในระหว่างที่มีอาการไอและเป็นหวัด ควรงดอาหารบางชนิดที่อาจทำให้อาการไอและหวัดแย่ลงได้
• น้ำตาล : ไม่ว่าเราจะบริโภคน้ำตาลผ่านชา กาแฟ หรือช็อคโกแลต ขนมหวานและขนมอบ เนื่องจากน้ำตาลมีผลในการยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
• แอลกอฮอล์ : แม้ว่าบางคนอาจดื่มจินและโทนิกเล็กน้อยในระหว่างที่มีอาการไอและเป็นหวัดเพื่อบรรเทาอาการ แต่การดื่มแอลกอฮอล์จะยับยั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดและเพิ่มการอักเสบของหลอดลมและปอด
• เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน : ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิด ทำหน้าที่เป็นยาขับปัสสาวะ เพิ่มการขับน้ำและเกลือออกจากร่างกาย
• อาหารรสเผ็ด : การบริโภคอาหารรสเผ็ดซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถบรรเทาอาการได้ชั่วคราว โดยการทำให้เสมหะบางลง แต่ในระยะยาว แคปไซซินในพริกจะเพิ่มการผลิตเสมหะซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวของร่างกายช้าลง
• นม : การดื่มนมจะเพิ่มเสมหะและทำให้เมือกหนาขึ้น ดังนั้นการบริโภคนมจึงไม่เหมาะสมในช่วงที่มีอาการไอและเป็นหวัด
ที่มา :
Banana: Why you shouldn't avoid eating it this winter indianexpress . com › ... › Health
Does eating banana or citrus fruits aggravate cold in kids ...www . thehealthsite . com › parenting
18 Best Foods to Ease Your Cough and Cold - PharmEasy Blog pharmeasy . in › blog › 12-best-food...
Cold In Babies - I Have 16 Months Old Boy, He Caught Cold, www . practo . com › consult › cold-i...
วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565
ระบบภูมิคุ้มกันมีความสำคัญและทำงานอย่างไร
สัปดาห์ที่แล้ว มีน้องผู้ชายกล้ามล่ำ สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อายุราว 45 ปี มาปรึกษาแป้งว่า ฉีดวัคซีนโควิดไปแล้ว 3 เข็ม ควรฉีดกระตุ้นเข็มที่ 4 หรือไม่ ตัดสินใจไม่ถูก แป้งเลยหาข้อมูลเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันมาให้อ่านกัน ยาวหน่อยนะคะ
ระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบของร่างกายที่คอยมองหาเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย เมื่อมีเชื้อโรคเข้ามา จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงาน ระบบภูมิคุ้มกันมีคุณสมบัติพิเศษคือ เมื่อถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้น จะสามารถจับได้อย่างจำเพาะกับเชื้อโรคที่กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มี 2 ประเภทคือ
1. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เรียกว่า
Innate immunity คือ เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จัดเป็นกลไกการป้องกันสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะเจาะจง ได้แก่ พื้นผิวที่สัมผัสแอนติเจน(สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายแล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี)โดยตรง คือ ผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในการป้องกันและกำจัดสิ่งแปลกปลอมซึ่งส่วนใหญ่คือเชื้อโรคให้ออกไปจากร่างกาย
ระบบนี้แยกออกเป็น 4 ส่วน ซึ่งทำงานไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ
ส่วนที่ 1 external barrier คือปราการด่านนอก
•ผิวหนัง เชื้อโรคไม่สามารถบุกรุกผิวหนังปกติที่ไม่มีบาดแผล ความเป็นกรดของไขมันที่ผลิตออกมาจากต่อมไขมันที่ผิวหนัง ได้แก่ lactic acid และ fatty acid ช่วยยับยั้งและทำลายเชื้อโรค หากผิวหนังชั้นนอกเปิดออก เช่น มีบาดแผล หรือไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณผิวหนัง จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีอาหารอันอุดมสมบูรณ์และสิ่งแวดล้อมพอเหมาะ เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบเป็นหนอง หากเป็นแผลเล็ก ๆ ระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดเชื้อออกไป เพียงล้างแผลให้สะอาด รักษาแผลให้แห้ง จะหายเป็นปกติได้เอง
หากบาดแผลขนาดใหญ่และลึก แผลถูกความร้อนเป็นบริเวณกว้าง มักเกินกำลังที่ภูมิคุ้มกันจะจัดการไหว เชื้อโรคสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด (septicemia) เป็นสาเหตุให้ช็อกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
•เยื่อบุหลอดลม มีเซลล์ที่มีขน (hairy cell) คอยพัดโบกเชื้อโรคให้ออกไปจากหลอดลม อีกทั้งมีเซลล์ผลิตเสมหะ (goblet cell) ที่เหนียวหนืด ไว้คอยดักจับเชื้อโรคคล้ายกาวจับแมลงวันเพื่อไม่ให้เข้าสู่เยื่อบุหลอดลม ผู้ที่สูบบุหรี่จัด เซลล์ขนเสียหน้าที่ไป มักป่วยด้วยโรคหลอดลมอักเสบบ่อย ๆ
•น้ำมูก น้ำลาย น้ำตา มีหน้าที่ชะล้างเชื้อโรคออกไปจากเยื่อบุ อีกทั้งในสารคัดหลั่งเหล่านี้ยังมีเอนไซม์ที่มีคุณสมบัติในการย่อยทำลายเชื้อโรคอย่างอ่อน ๆ อีกด้วย จะเห็นว่าเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรือเยื่อบุตาอักเสบ ต่อมน้ำตาจะหลั่งน้ำตาเป็นปริมาณมากออกมาขับไล่สิ่งแปลกปลอมออกไป หรือเมื่อสิ่งแปลกปลอม สารระคายเคืองเข้าจมูกหรือเป็นหวัด เยื่อบุจมูกจะหลั่งน้ำมูกออกมาก และจามบ่อย เพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมเช่นเดียวกัน
•การไอ ช่วยขับไล่สิ่งแปลกปลอมที่เราสำลักเข้าไปในหลอดลมและปอด หากสิ่งแปลกปลอมทำให้เกิดการระคายเคืองมาก เราก็ยิ่งไอนาน ไอจนกว่าจะหลุดออกมา
ในผู้สูงอายุระบบต่าง ๆ ทำงานเฉื่อยลงรวมถึงการไอด้วย ผู้สูงอายุมักจะเป็นปอดอักเสบจากการสำลักได้บ่อย ในผู้ที่จมน้ำก็เช่นกัน หากว่ายน้ำธรรมดา สำลักน้ำเพียงเล็กน้อยมักไม่มีปัญหา สายเสียงและฝาปิดกล่องเสียงจะปิดทันที เพื่อป้องกันน้ำเข้าไปในหลอดลมเพิ่ม
แต่ในกรณีจมน้ำ ระบบนี้จะเสียไปเมื่อผู้จมน้ำนานจนหมดสติ น้ำจึงเข้าไปในปอดในปริมาณมาก หากเป็นน้ำครำที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิด ทั้งทรงกลม (cocci) ทรงแท่ง (basilli) เชื้อที่ต้องอาศัยออกซิเจน (aerobic bacteria) และไม่อาศัยออกซิเจน (anaerobic bacteria) เชื้อรา โปรโตซัว ซึ่งเกินขีดความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันจัดการไหว ต้องกระหน่ำยาต้านจุลชีพหลายขนานอีกแรง จึงปลอดภัยจากปอดอักเสบรุนแรงจากแบคทีเรียในขั้นต้น และไม่ติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจนช็อก
•ความเป็นกรดของสารคัดหลั่งในช่องคลอด ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรค
•กรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารที่ฆ่าเชื้อโรคแทบไม่เหลือ ยกเว้นเชื้อที่สามารถทนกรดเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น
ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน และภาวะโภชนาการของแต่ละบุคคล
ส่วนที่ 2 Inflammation คือการกลไกการอักเสบ เป็นการป้องกันโดยปฏิกิริยาทางเคมีระดับเซลล์ เซลล์ชื่อ มาโครฟาจ(Macrophage) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีขนาดใหญ่ ที่สุด กำเนิดจากไขกระดูก เมื่อเติบโตเต็มที่แล้วจะเคลื่อนเข้าสู่กระแสเลือด ปล่อยสารเรียกเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นมารุมกินโต๊ะสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ทำให้เกิดการอักเสบ ประมาณ 30-60 นาที หลังจากที่สิ่งแปลกปลอมเข้าไป มักจะพบว่ามีอาการปวด บวม แดง ร้อน ผลผลิตสำคัญของการอักเสบคือ อาการปวดและมีไข้ เพราะไข้หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นเครื่องมือฆ่าเชื้อโรคโดยตรง
ส่วนที่ 3 Cellular barrier หรือ natural killer Cell (NK Cell) คือเซลล์นักฆ่า เป็นเม็ดเลือดขาวขนาดเล็กที่ผลิตขึ้นมาจากต่อมน้ำเหลือง การเรียกว่าเม็ดเลือดขาวขนาดเล็กเพื่อให้แตกต่างจากเม็ดเลือดขาวที่ผลิตมาจากไขกระดูกซึ่งมีขนาดใหญ่ เซลล์นักฆ่าถูกสร้างมาให้มีหน้าที่ฆ่าได้โดยไม่ต้องรอคำสั่ง คือเห็นอะไรเป็นสิ่งแปลกปลอมให้เข้าไปฆ่าได้ทันที โดยไม่ต้องสอบสวนให้รู้จักว่าเป็นใครมาจากไหน เซลล์นักฆ่าเป็นกำลังสำคัญในการกำจัดเชื้อโรคทันทีที่เห็นและการกำจัดเซลล์มะเร็งที่ไม่มีวิธีอื่นมากำจัด สามารถทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยวัคซีนหรือการรู้จักเชื้อโรค
ส่วนที่ 4 Compliment system คือระบบช่วยฆ่า เป็นโปรตีนหลายสิบชนิดอยู่กระจายทั่วกระแสเลือดเหมือนตำรวจนอกเครื่องแบบกระจายตัวอยู่ทั่วไป เมื่อมีเหตุการณ์ เช่น มีการอักเสบเกิดขึ้น ระดับหัวหน้าที่ซุ่มเงียบอยู่จะลุกขึ้นมาปลุกลูกน้องให้ปลุกกันต่อ ๆไปเป็นทอด ๆ รวมตัวกันมารุมเคลือบเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่วนอื่น ๆ มาฆ่าสิ่งแปลกปลอมได้ง่ายขึ้น
2. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เรียกว่า Adaptive immunity คือระบบสร้างภูมิคุ้มกันแบบเจาะจงเชื้อ หน้าที่หลักคือ ทำความรู้จักกับเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามาก่อน แล้วนำหน้าตาของเชื้อโรคนั้นไปสร้างผู้ที่สามารถเจาะจงทำลายเชื้อโรคชนิดนั้นขึ้นมา
Adaptive immunity แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 : Cell mediated immune response (CMIR) มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันด้านเซลล์ คือ ผลิตเม็ดเลือดขาวไปฆ่า เมื่อตรวจสอบได้แน่ชัดว่าเชื้อโรคมีหน้าตาอย่างไร ต่อมน้ำเหลืองจะสร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมาเพื่อไปฆ่าเชื้อโรคนั้น เรารู้จักกันดี 3 ชนิดคือ
• T helper หรือ CD4 มีหน้าที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน เป็นเซลล์ลิมโฟไซต์(lymphocyte)เคลื่อนไปตามหลอดเลือด ทำหน้าที่ลาดตระเวน หากพบเชื้อโรคหรือเซลล์แปลกปลอมจะหลั่งสารไซโตไคน์( cytokines )เพื่อเรียกให้เม็ดเลือดขาวชนิดอื่นมาช่วย
หากพบว่าเป็นเซลล์ปกติของร่างกาย จะหยุดกระบวนการทำลายเซลล์ แต่ถ้าพบว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมจริง จะมีการหลั่งสารดังกล่าวเพิ่ม และมีเซลล์อื่นๆ มายังบริเวณนี้เพื่อทำลายเชื้อโรคหรือเซลล์แปลกปลอม โดยปกติค่า CD4 ของผู้ที่ไม่ติดเชื้อ HIV จะมีสัดส่วนอยู่ระหว่าง 28-59 %
• T suppressor หรือ CD8 มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เป็นเซลล์ที่ควบคุมการทำลาย หากพิสูจน์แล้วว่า เซลล์ที่แปลกปลอมเป็นเซลล์ปกติ หรือสิ่งแปลกปลอมหมดพิษแล้ว เซลล์จะสั่งยุติการทำลาย โดยปกติจะมีสัดส่วนอยู่ระหว่าง 13-32 % คิดเป็นสัดส่วน CD4 : CD8 ในคนปกติ ประมาณ 2 : 1
• Natural killer cell เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเป็นหลัก
จะเห็นว่าเซลล์เหล่านี้ทำงานประสานกันอย่างดีเยี่ยม เพื่อรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันไม่มากไปหรือน้อยไป จนเกิดความเสียหายตามมา
เรารู้จักเซลล์เหล่านี้เมื่อมีโรคเอดส์ระบาด เนื่องจากโรคเอดส์เกิดจากเชื้อ Human Immunodeficiency Virus (HIV) ไปทำลายเซลล์ CD4 ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันด้านเซลล์บกพร่องเป็นหลัก ร่างกายจึงติดเชื้อฉวยโอกาสง่าย
ส่วนที่ 2 : Humoral immune response คือ การผลิตแอนตี้บอดี้ไปฆ่า หน่วยผลิตคือเม็ดเลือดขาวขนาดเล็กชื่อ B-cell เมื่อได้รับข้อมูล หน้าตาเชื้อโรคผู้บุกรุกแน่ชัดแล้ว B-cell จะสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า แอนตีบอดี( antibody ) แล้วปล่อยเข้ากระแสเลือดเพื่อให้ antibody ไปจับกับตัวเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคตายโดยตรงบ้าง หรือให้เซลล์จากส่วนอื่นมาเก็บกินบ้าง
คนที่ได้รับเชื้อโรค(ทั้งโดยธรรมชาติและโดยการฉีดวัคซีน)เข้าไปแล้ว จะเกิดภูมิต้านทานโรคหรือแอนติบอดีในระดับที่มากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งคนที่ร่างกายเกิดภูมิต้านทานน้อยจะไม่สามารถต้านทานหรือป้องกันโรคได้
โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน มีดังนี้
1. ภูมิแพ้ โรคหืด แพ้ละอองเกสร
2.โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตนเอง เช่น SLE ,รูมาตอยด์หรือโรคข้ออักเสบเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อที่ข้อต่อต่าง ๆ
3.โรคเบาหวาน
4. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
5. โรคเอดส์ (AIDS) เมื่อเชื้อเอชไอวี (HIV) เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน จะสร้างสารออกมาต่อต้าน แต่เชื้อเอชไอวีมีความคงทนมาก ยากที่จะถูกทำลายและยังสามารถเจริญในร่างกายได้ดีและจะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนค่าCD4จะต่ำลง เรียกว่า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงทำให้ผู้ป่วยด้วยโรคเอดส์เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น วัณโรค และเสียชีวิตในที่สุด
วิธีดูแลระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีโอกาสอ่อนแอลงได้จากโรคภัยหรือการไม่ดูแลรักษาสุขภาพ ทำให้เจ็บป่วยบ่อยครั้งเนื่องจากร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะรับมือและจัดการกับเชื้อโรคได้
1.รับประทานอาหารที่เพิ่มความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ผลไม้ ผัก เมล็ดพืช พืชตระกูลถั่ว และไขมันชนิดดี อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยให้ได้เปรียบในการต่อต้านเชื้อโรคที่เป็นอันตราย สารต้านอนุมูลอิสระในอาหารเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบโดยการต่อสู้กับสารประกอบที่ไม่เสถียรที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบได้
หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะการรับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายปริมาณมาก สามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและทำหน้าที่ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในช่วงเวลานั้นอาจทำให้เจ็บป่วยได้
2.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างเต็มอิ่มช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานเป็นปกติ เนื่องจากระหว่างนอนหลับ ร่างกายจะซ่อมแซมและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง หากมีปัญหาในการนอนหลับ ให้ลองจำกัดเวลาอยู่หน้าจอเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนเข้านอน เนื่องจากแสงสีฟ้า ที่ปล่อยออกมาจากโทรศัพท์ ทีวี และคอมพิวเตอร์อาจรบกวนจังหวะการนอนหรือวงจรการตื่นนอนตามธรรมชาติของร่างกาย
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติรวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเป็นเวลานานสามารถกดภูมิคุ้มกัน แต่การออกกำลังกายระดับปานกลางสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้
การศึกษาระบุว่า แม้แต่การออกกำลังกายระดับปานกลาง เพียงครั้งเดียว สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ การออกกำลังกายระดับปานกลางและสม่ำเสมออาจช่วยลดการอักเสบและช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสร้างใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
4.จัดการความเครียด การมีความเครียดอย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง สามารถจัดการความเครียดได้หลายวิธี เช่น ออกไปเดินเล่น ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง นั่งสมาธิ ทำงานอดิเรก เล่นกีฬา ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ ฯลฯ
5. ทัศนคติที่ดี ความคิดเชิงบวกมีความสำคัญต่อสุขภาพ การวิจัยแสดงให้เห็นว่า ความคิดเชิงบวกช่วยลดความเครียดและการอักเสบ เพิ่มความยืดหยุ่นในการติดเชื้อ ในขณะที่อารมณ์เชิงลบสามารถทำให้ร่างกายอ่อนแอต่อโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้
6. เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา(NIH) ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนการใช้อาหารเสริมใด ๆ เพื่อป้องกันหรือรักษา COVID-19
อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาบางชิ้นระบุว่า อาหารเสริมต่อไปนี้อาจเสริมสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย เช่น
• วิตามินซี จากการรีวิวกว่า 11,000 คน การรับประทานวิตามินซี 1,000–2,000 มก. ต่อวัน ช่วยลดระยะเวลาการเป็นหวัดได้ 8% ในผู้ใหญ่และ 14% ในเด็ก
• วิตามินดี การขาดวิตามินดีอาจเพิ่มโอกาสเจ็บป่วยได้ ดังนั้นการเสริมวิตามินดีอาจแก้ไขผลกระทบนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานวิตามินดี เมื่อเรามีระดับวิตามินดีที่เพียงพอแล้ว ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ประโยชน์อะไร
• สังกะสี มีการทบทวนในผู้ป่วยโรคไข้หวัด 575 คน การเสริมสังกะสีมากกว่า 75 มก. ต่อวัน ช่วยลดระยะเวลาการเป็นหวัดได้ 33%
• อิชินาเซีย จากการศึกษากว่า 700 คน พบว่าผู้ที่รับประทานอิชินาเซียจะหายจากโรคหวัดได้เร็วกว่าผู้ที่ได้รับยาหลอกหรือไม่ได้รักษาเพียงเล็กน้อย แต่ความแตกต่างนั้นไม่มีนัยสำคัญ
การรับประทานอาหารเสริมบางชนิดอาจช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หรือช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันเนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น จากโรคประจำตัวหรืออายุที่มากขึ้น วัคซีนถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ป้องกันอาการเจ็บป่วยของโรคติดเชื้อร้ายแรงบางชนิดได้ดีขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันถือเป็นปราการด่านสำคัญของร่างกาย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงจึงควรใส่ใจในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น
แป้งฉีดวัคซีน AZ เข็มแรก เมื่อวันที่ 17 ธ.ค 64 คืนแรกนอนไม่หลับกลิ้งไปกลิ้งมาจนตีสามกว่าจะหลับ ระดับพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อ จนต้องหยุดกินวิตามินทุกตัวที่เคยกินต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปี ทดลองออกกำลังกายตามคลิปเบเบ้ หลังตื่นนอน(นอนตี 5 ตื่น 11 โมง)ปรากฎว่า สามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ 3 คลิป(คลิปละ 25 นาที)โดยที่ไม่มีความเหนื่อยล้า ตื่นขึ้นมาอีกวัน ไม่มีอาการปวดกล้ามเนื้อแต่อย่างใด แปลกใจนิดๆทั้งๆที่ไม่เคยออกกำลังกายหนักแบบนี้มาก่อนในชีวิตเพราะปกติก่อนจะออกกำลังกาย แป้งจะต้องกินวิตามินเพิ่มพลังงงาน+เวย์โปรตีนก่อนเสมอ ไม่งั้นไม่มีเรี่ยวแรงเลยค่ะ
ปัจจุบันแป้งเพิ่งกลับมากินวิตามินครบเซ็ตเมื่อกลางเดือนพ.ค 65 นี่เอง(ดีใจมาก) เริ่มนอนหลับได้ดี รู้สึกเหนื่อยเมื่อยเอวร้าวลงขาเวลายืนล้างจานนานๆ(ราว 1 ชม.)อนุมานได้ว่า ระดับวัคซีนลดลงจนหมดไปจากร่างกายแล้ว
ถามว่า จะฉีดเข็มต่อไปอีกหรือไม่ คำตอบคือ ไม่เอาแล้วค่ะ ขนาดวัคซีนเข็มเดียวยังพลังงานเยอะจนมีผลทำให้นอนไม่หลับ ฉีดอีกเข็ม ไม่อยากจะคิดเลย แสดงว่า การดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ออกกำลังกายระดับปานกลางและเสริมวิตามินอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันได้ส่วนหนึ่ง วัคซีนเป็นส่วนเสริมที่ทรงพลังมากที่สุด(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล)
ที่มา :
สรีรวิทยา-ระบบภูมิคุ้มกันโรค-Immunology.pdf nurse . pbru . ac . th › uploads › 2020/05 › สรี...
ระบบภูมิคุ้มกัน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพที่ควรรู้ - Pobpad https://www.. pobpad . com › ระบบภูมิคุ้มกัน-ข้อเท็จ
ก่อนตัดสินว่าวัคซีนที่ได้รับนั้นดี หรือ ไม่ดี ch9airport . com › ... › อัปเดตวัคซีน COVID-19
ระบบภูมิคุ้มกัน - SciMath https://www.. scimath . org › article-biology › item
Strengthen Your Immune System With 4 Simple Strategies health . clevelandclinic . org › strengt...
ระบบภูมิคุ้มกัน - วิกิพีเดีย th . wikipedia . org › wiki › ระบบภูมิคุ้มกัน
ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และมีกลไกการ ...hellokhunmor . com › โรคติดเชื้อ › ระบบภูมิ...
9 ข้อเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันและวัคซีน ที่เราควรรู้และเข้าใจให้ถูกต้อง https://www.. dmh . go . th › news-dmh › view
วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2565
Picosecond Laser กับผลลัพธ์อันน่าทึ่ง
มีน้องผู้หญิงอายุราว 35 ปี มีปัญหาหลุมสิว ผิวไม่เรียบเนียน มีจุดด่างดำ มาปรึกษาแป้งว่า อยากทำเลเซอร์ แต่ตัดสินใจไม่ถูก ไม่รู้จะเลือกคลีนิกไหนหรือเลเซอร์ตัวไหนดีเยอะแยะไปหมด น้องเคย
ทำเลเซอร์หลุมสิว finescan,e-matrix มาก่อน แต่หลุมสิวตื้นเพียง 20% แป้งเลยไปค้นข้อมูลเลเซอร์พิโคเซคเคิน(Picosecond laser)มาให้น้องอ่าน ครั้งต่อไปจะได้เลือกเป็นค่ะ
Picosecond Laser เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการรักษาผู้ที่มีปัญหาผิวหน้า เช่น ฝ้า กระ หลุมสิว จุดด่างดำ ปัญหารูขุมขนกว้าง รวมถึงหลุมสิว โดยจะปล่อยพลังงานเลเซอร์ในเวลาที่สั้นกว่า Nanosecond (อีกชื่อหนึ่งคือ Q switched laser) มาก
เลเซอร์แบบเดิมจะมีการยิงพลังงานด้วยความเร็วในระดับ Nanosecond หรือ 1 ต่อ พันล้านวินาที โดยจะมีส่งพลังงานแสงลงไปยังเม็ดสีที่มีความผิดปกติ เมื่อเกิดความร้อนที่ชั้นใต้ผิวมากๆ ทำให้เสี่ยงที่จะเกิดผิวไหม้ แต่ Pico Laser ส่งพลังงานเลเซอร์ที่ความเร็วสูงสุดในระดับ Picosecond หรือ 1 ต่อ ล้านล้านวินาที โดยเปลี่ยนจากพลังงานความร้อนที่ส่งมาเป็นแรงดัน จึงไม่ทำให้ผิวหน้าไหม้ เป็นการรักษาปัญหาผิวหน้าที่ได้ผลทันที ไม่เจ็บ ไม่ต้องพักฟื้น และด้วยความที่สามารถปล่อยพลังงานด้วยความเร็วสูง จึงมีผลให้ใช้เวลาในการรักษาที่น้อยลงกว่าเลเซอร์แบบเดิม
PicoLaser ที่ใช้รักษาหลุมสิว จะเป็นหัวยิงแบบ LIOB คือมีเลนส์แบบรวงผึ้งที่บีบแสงให้กลายเป็นจุดเล็กๆ จำนวนมาก ถ้าทดสอบยิงลงใส่น้ำ จะเห็นเป็นฟองอากาศผุดๆ ขึ้นมา ยิงเพื่อให้เกิดไฟฟ้าสถิตย์ที่เป็นขั้วลบ พอลบเจอลบจึงผลักกันออกมาเป็นช่องว่างใต้หลุมสิว ร่างกายของเราจะมองช่องว่างนี้เป็นบาดแผลจึงเกิดการสมานแผลด้วยการสร้างคอลลาเจนเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ มีผลทำให้ผิวหนาขึ้นเพื่อมาเติมเต็มหลุมสิวให้ตื้นขึ้น โดยหลักการนี้มีชื่อว่า Laser Induced Optical Breakdown(LIOB) ได้ผลกับหลุมสิวตื้นๆ ไม่ได้เหมาะกับหลุมแหลมลึก หลุมโค้งที่มีผังผืด ที่สำคัญคือ ต้องทำหลายๆครั้ง รายงานการทางการแพทย์ที่บอกว่าได้ผล คือทำหลายๆครั้ง ส่วนใหญ่ 6เดือนขึ้นไปทั้งนั้น
ส่วน PicoLaser ที่เป็นหัวยิงธรรมดาจะไม่สามารถรักษาหลุมสิวได้ ใช้ในการรักษารอยดำหรือรอยสักเท่านั้น
หลักการรักษาเกี่ยวกับ PICOSECOND LASER
1. Skin Revitalization : ลดริ้วรอย ผิวกระจ่างใส รูขุมขนกระชับขึ้น
2. Removal of pigmented : รักษากระ จุดด่างดำจากวัย จุดด่างดำจากแสงแดด รักษาปานดำ ฝ้า รักษากระลึกและปานดำได้อย่างนุ่มนวลที่สุด แทบจะไม่มีสะเก็ด หลังทำไม่มีบาดแผล ผิวไม่ลอก หน้าไม่บาง
3. Acne Scar : แผลเป็น หลุมสิว ทั้งหลุมสิวใหม่และเก่า รอยดำแดง หลังจากสิวหาย
4. Tattoo Removal : ลบรอยสักทุกสี หรือรอยสักขาวดำ
ผู้ที่ไม่ควรทำ PICOSECOND LASER
• ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
• ผู้ที่มีประวัติโรคลมชัก (ลมบ้าหมู)
• ผู้ที่มีปัญหาทางผิวหนัง
• ผู้ที่มีปัญหาหลอดเลือด
เลเซอร์ต้องเป็นเครื่องที่มาจากอเมริกาเท่านั้น ถึงจะยิงได้พลังงานที่สูงจนถึงจุด End Point ที่สร้างลูกโป่งลูกใหญ่ได้
เครื่องอเมริกามี 4 ยี่ห้อ คือ Picosure,PicoWay, PicoGenesis(Enlighten), Pico Discovery
ส่วน Picoplus เป็นของเกาหลี
ขึ้นอยู่กับลักษณะและความลึกของหลุมสิว ถ้าหลุมลึกๆก็อย่าทำเลย เครื่อง Pico ความยาวคลื่น 1064 nm ยิงได้ลึกสูงสุดแค่ 1.5 mm เท่านั้น หลุมลึกคือไม่สะเทือนผิว
Pico จะเหมาะกับหลุม Rolling Scar, Ice Pick Scar ที่คล้ายรูขุมขนเท่านั้น หลุมลึกๆ แนะนำไปรักษาวิธีอื่น
ความลึก อาจจะยิงได้ไม่ลึกมาก ลึกสุดที่ 1064 nm (PicoWay, PicoGenesis), 755 nm (PicoSure)
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นหลุมลึกๆ PicoSecond Laser อาจจะลึกไม่พอ แนะนำให้รักษาด้วย Fractional RF (E-Matrix, Fractora, Venus Viva, Infini) จะเหมาะสมกว่า
ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นฝ้าที่ยิงพิโคเลเซอร์แล้วฝ้าจะจางลง มีคนไข้ 15%ที่ยิงเลเซอร์ฝ้าแล้วฝ้าแย่ลงหรือเข้มขึ้น คนไข้อีก 30% ยิงแล้วไม่เห็นผลการรักษา
จุดเด่นของพิโคเลเซอร์ในการรักษาฝ้า คือ คงสภาพความจางของฝ้าได้นาน 6 เดือน ซึ่งนานกว่าเลเซอร์ทุกชนิด
ยารับประทาน Tranexamic acid ได้รับการยอมรับว่าได้ผลดีในการรักษาฝ้า
เราต้องทำ Picosecond Laser กี่ครั้งจึงจะเห็นผลลัพธ์
– ปัญหาฝ้าแดด ฝ้าฮอร์โมน ฝ้าผสม ต้องทำเลเซอร์ประมาณ 4-6 ครั้งขึ้นไป
– ปัญหากระแดดต้องทำเลเซอร์ประมาณ 1-3 ครั้ง(เมื่อเปรียบเทียบกับ Q-Switched Laser ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่า อาจต้องทำถึง 5-6 ครั้ง)
– ปัญหากระลึกต้องทำเลเซอร์อย่างน้อยประมาณ 5-6 ครั้งขึ้นไป(เมื่อเปรียบเทียบกับ Q-Switched Laser ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่า อาจต้องทำถึง 10-12 ครั้ง)
– ปัญหาจุดด่างดำ รอยสิว ต้องเลเซอร์ประมาณ 2-6 ครั้งขึ้นไป
– ปัญหาหลุมสิว รูขุมขนกว้าง รอยแผลเป็น รอยแตกลาย ต้องเลเซอร์ประมาณ 4-6 ครั้งขึ้นไป
– สำหรับการลบรอยสัก จะขึ้นอยู่กับความเข้มและคุณภาพของสีที่ใช้ในการสัก
หมายเหตุ เว้นระยะการรักษาในแต่ละครั้งโดยเฉลี่ยประมาณ 1 เดือน แต่ในส่วนของกระลึกและรอยสัก แนะนำให้ทำเลเซอร์ประมาณ 2 เดือนครั้ง
ตารางที่ 1 เปรียบเทียบประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของเลเซอร์และ RF ในการรักษาหลุมสิว
ใส่รูป
***ประสบการณ์ส่วนตัวและผลงานวิจัยของ ศ.นพ.วรพงษ์ มนัสเกียรติ
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบประสิทธิภาพของเลเซอร์ Picosecond ในการรักษาปัญหาผิวต่างๆ
ใส่รูป
***ประสบการณ์ส่วนตัวของ ศ.นพ.วรพงษ์ มนัสเกียรติ ที่ใช้
Picosecond ตั้งแต่พ.ศ 2558
ใครที่มีปัญหาผิวต่างๆ เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอย หน้าขาวใส
คิดอยากจะทำพิโคเลเซอร์ แนะนำอ่านข้อมูลในตารางให้ละเอียดนะคะ
ราคาการทำ Picosecond laser มีทั้งถูกและแพง แตกต่างกันอย่างไร
• ต้องเช็คก่อนว่า เป็นเครื่องเลเซอร์แท้ที่ได้รับรองจากอเมริกาหรือไม่ หากราคาถูกเกินไป เป็นไปได้ว่าเป็นเครื่องเลเซอร์ที่นำเข้าจากเกาหลีหรือจีน ซึ่งเป็นพลังงานระดับ Picosecond เช่นกันแต่อาจไม่เสถียรและไม่ได้รับรองมาตรฐานจากอเมริกา
• เครื่องแท้เหมือนกัน แต่ทำไมราคาแตกต่างกัน อาจเป็นเรื่องของสถานที่และค่ามือหมอที่แตกต่างกัน สำหรับการทำเลเซอร์ในโรงพยาบาลเอกชนราคาจะสูงกว่าการทำเลเซอร์ในคลินิก เพราะโรงพยาบาลมีค่าบริการอื่นๆมากกว่า
• การทำเลเซอร์ด้วยแพทย์ฉพาะทางโรคผิวหนัง จะมีค่ามือหรือค่า DF(ค่าธรรมเนียมแพทย์) สูงกว่าการทำเลเซอร์ด้วยผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรม ทั้งนี้ขึ้นกับความสะดวกของคนไข้ ส่วนตัวคิดว่า เลเซอร์เป็นการตั้งค่าพลังงานที่เสถียรและต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งเพื่อให้รอยจางลงชัดเจน ควรเลือกทำกับแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง ซี่งจะเห็นผลชัดเจนกว่ามากๆเพราะเรียนเวชปฏิบัติ 6 ปี ต่อตจวิทยาอีก 4 ปี รวมเป็น 10 ปี ย่อมวิเคราะห์ปัญหาผิวคนไข้ได้แม่นยำและใช้พลังงานสูงตรงจุดโดยที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผิวหน้า
แพทย์ที่ดูแลปัญหาด้านผิวหนัง แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
1.แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง หรือ เรียกสั้น ๆ ว่า “แพทย์ผิวหนัง” หรือ Dermatologist
ตจแพทย์จะต้องจบแพทยศาสตร์บัณฑิตก่อน โดยใช้เวลาเรียนปกติคือ 6 ปี หลังจากนั้นจึงเข้าเรียนเพื่อเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง(ตจวิทยา) ในประเทศไทยมีหลักสูตรการอบรมแพทย์ประจำบ้าน สาขาตจวิทยาที่ต้องใช้เวลาเรียน 4 ปี ซึ่งในปัจจุบันมีสถาบันฝึกอบรมในระดับนี้ 7 แห่ง ได้แก่
1. หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2. หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
3. สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
4. สาขาวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
5. สาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
6. ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
7. แผนกผิวหนัง กองอายุรกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
ในแต่ละปีจะมีแพทย์ที่จบหลักสูตรการอบรมและสอบผ่านจนได้รับ “วุฒิบัตร” แสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาตจวิทยา จากแพทยสภา ประมาณ 20 คนเท่านั้น
2.แพทย์ที่ทำงานด้านโรคผิวหนัง อาจเรียกว่า “แพทย์ดูแลโรคผิวหนังและผิวพรรณทั่วไป” ซึ่งไม่ใช่ Dermatologist เพราะไม่ได้ผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์มาตรฐานของสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยและแพทยสภา แต่สามารถเป็นสมาชิกสมทบของสมาศมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยได้ เพื่อพัฒนาตนเองให้มีความรู้ด้านโรคผิวหนังและผิวพรรณมากขึ้น
แพทย์ในกลุ่มนี้มีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละคน เพราะบางท่านอาจผ่านการอบรมด้านผิวหนังจากสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ แต่เป็นหลักสูตรที่สั้นและไม่ใช่หลักสูตรเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีหลักสูตรตั้งแต่ 4 เดือน, 10 เดือน, 1 ปี, และ 2 ปี
แพทย์บางท่านอาจไม่เคยผ่านการอบรมหลักสูตรใด ๆ ที่เกี่ยวกับด้านผิวหนังเลย เพียงแต่มีความสนใจทำงานด้านผิวหนัง หรือ เรียนรู้ขณะทำงานไปเรื่อย ๆ แพทย์เหล่านี้อาจนำวิธีการรักษาที่แปลกใหม่แต่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่มีหลักฐานทางวิชาการมาใช้ ซึ่งอาจเกิดผลเสียต่อผู้ป่วยหรือผู้มารับบริการได้ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา
มีหลายคนที่ทำเลเซอร์แล้ว ไม่เห็นผลหรือไม่พึงพอใจในผลลัพธ์ ครั้งต่อไปก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน ควรเช็ครายชื่อแพทย์ที่ทำการรักษาว่า จบแพทย์ผิวหนังโดยตรงหรือจบแค่แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป(เรียน 6 ปี)ไม่ได้เรียนเพิ่มเติมด้านใดเป็นพิเศษ ที่เรียกว่า แพทย์เฉพาะทาง(ตจวิทยา) ความรู้และประสบการณ์ของแพทย์+เครื่องมือประสิทธิภาพสูง เป็นปัจจัยหลักที่ควรให้ความสำคัญลำดับต้นๆดีกว่าซื้อคอร์สเลเซอร์ราคาถูกๆแต่ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย
สามารถเช็ครายชื่อแพทย์ได้ที่ แพทยสภา :: The Medical Council of Thailandhttps://tmc.or.th
ที่มา :
เพจ Prof Dr Worapong/ศ.นพ.วรพงษ์ มนัสเกียรติ
PicoSure Laser Treatments - Are You Aware of All the Benefits? vivecenter . com › picosure-laser-tre...
Pico Laser - ลบรอยสัก, รักษา ฝ้า กระ จุดดำจากวัย จุดดำจากแสงแดด รักษาปานดำ ฝ้าที่ดื้อต่อการรักษา
มารู้จักแพทย์ผิวหนังกัน medinfo . psu . ac . th › WebBoard › readboard
ดีจริงไหม? เครื่อง Picoway Laser เหมาะกับใคร? ใช้รักษาปัญหาใดบนผิวหนัง - รีวิวศัลยกรรม แนะนำศัลยแพทย์ เกาหลี
โต๊ะเครื่องแป้ง พันทิป
ตจวิทยา - วิกิพีเดีย
วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2565
แคลเซียมจำเป็นแค่ไหนในแต่ละช่วงของชีวิต
พูดถึงแคลเซียม สิ่งสำคัญที่สุดคือ
ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการอาหารเสริมแคลเซียม แต่บางคนอาจได้รับประโยชน์จากการรับประทานแคลเซียม
การเสริมแคลเซียมไม่ได้ชดเชยปัจจัยอื่นๆ ซึ่งส่งผลต่อกระดูกที่แข็งแรงและสุขภาพโดยรวม สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานอาหารที่เพียงพอและมีคุณค่าทางโภชนาการ (การมีน้ำหนักน้อยเกินไปเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพกระดูกที่ไม่ดี) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจทำให้กระดูกอ่อนแอและเกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้เช่นกัน
แคลเซียมที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจะมีหลายรูปแบบ ซึ่งให้ประโยชน์เหมือนกันแต่การดูดซึมแตกต่างกัน แบบที่เป็นเม็ดฟู่ ชนิดเม็ด และชนิดแคปซูล โดยอยู่ในรูปของเกลือของแคลเซียมชนิดต่างๆ เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต (calcium carbonate) แคลเซียมซิเทรต (calcium citrate) แคลเซียมกลูโคเนต (calcium gluconate) แคลเซียมแล็กเทต (calcium lactate) และ แคลเซียมแอลทรีโอเนต (calcium L-threonate) เป็นต้น
เกลือของแคลเซียมแต่ละชนิดจะให้ปริมาณแคลเซียมแตกต่างกัน ดังนี้
1.แคลเซียมคาร์บอเนต จะให้แคลเซียมร้อยละ 40
2.แคลเซียมซิเทรต จะให้แคลเซียมร้อยละ 21
3.แคลเซียมแล็กเทต จะให้แคลเซียมร้อยละ 13
4.แคลเซียมแอลทรีโอเนต จะให้แคลเซียมร้อยละ 13
5.แคลเซียมกลูโคเนต จะให้แคลเซียมร้อยละ 9
อาหารเสริมแคลเซียมสองรูปแบบหลักคือ คาร์บอเนตและซิเตรต แคลเซียมคาร์บอเนตมีราคาถูกที่สุดและมักเป็นตัวเลือกแรกที่ดีจากคุณสมบัติที่ให้แคลเซียมมากถึง 40%
แคลเซียมรูปแบบอื่นในอาหารเสริม ได้แก่ กลูโคเนต แลคเตทและแอลทรีโอเนต แคลเซียมอะมิโน แอซิต คีเลต
อาหารเสริมแคลเซียมคาร์บอเนตละลายได้ดีในสภาพที่เป็น
กรด ดังนั้นควรรับประทานพร้อมอาหาร ในเมืองไทยแคลเซียมที่สตรีมีครรภ์และผู้ป่วยบาดเจ็บจากกระดูกหักมักจะได้รับจากโรงพยาบาลรัฐในชื่อทางการค้า คือ CHALKCAP เช่น CHALKCAP-1000 มีแคลเซียมคาร์บอเนต 1,000 มิลลิกรัม (ให้แคลเซียมร้อยละ 40 เทียบเท่าแคลเซียม 400 มิลลิกรัม)
อาหารเสริมแคลเซียมซิเตรตสามารถรับประทานได้ตลอดเวลาเพราะไม่ต้องการกรดในกระเพาะอาหารละลาย ด้วยเหตุผลนี้ผู้ที่มีปัญหาในการดูดซึมยา อาจพิจารณาใช้แคลเซียมซิเตรตแทนแคลเซียมคาร์บอเนต รวมถึงผู้ที่รับประทานทานยาเพื่อลดกรดในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดบายพาสลำไส้ มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป อาจได้รับประโยชน์จากแคลเซียมซิเตรตแทนแคลเซียมคาร์บอเนต
อย่าลืม!!สังเกตขนาดเสิร์ฟ (จำนวนเม็ด)ข้างฉลากกำหนดปริมาณแคลเซียมในหนึ่งมื้อ
แคลเซียมอะมิโน แอซิต คีเลต ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ 80-90%
ไม่ต้องอาศัยวิตามิน D เพื่อดูดซึม ไม่ตกค้างในร่างกายให้เกิดนิ่วในไต ส่วนที่เหลือเพียง 10-20% จะถูกขับออกทางเหงื่อและปัสสาวะ
แคลเซียมแอล-ทรีโอเนต สกัดมาจากข้าวโพด สามารถดูดซึมได้ 90%
Calcium threonate เป็นเกลือแคลเซียมของกรด threnoic เป็นยาชนิดใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการรักษาโรคกระดูกพรุนและเป็นอาหารเสริมแคลเซียม จึงทำให้การรับประทานแคลเซียมแอล-ทรีโอเนต 750 มิลลิกรัมก็เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายของคนสุขภาพปกติใน 1 วันคือดูดซึมได้ถึง 90 มก. เนื่องจากดูดซึมได้ดีจึงไม่ตกค้างให้เกิดนิ่วและไม่ทำให้ท้องผูก อีกทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกระดูกและกระดูกอ่อน
ในการศึกษาชั้นพรีคลินิก แคลเซียม L-theronate ยับยั้งการสลายของกระดูกของ osteoclasts ในหลอดทดลอง การศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนโดย JuNeng Pharmaceutical Co (ปักกิ่ง ประเทศจีน)
หลายคนอาจสงสัยว่า แคลเซียมแอลทีโอเนต 1000 มก.ต่อเม็ด หากต้องการแคลเซียมเสริม 1000 มก.ต่อวัน ต้องกินกี่เม็ด
แคลเซียมแอลทรีโอเนต (calcium L-threonate) ให้ธาตุแคลเซียม 13% ดังนั้นแคลเซียมแอลทรีโอเนตขนาด 1,000 มิลลิกรัม จะให้แคลเซียม 130 มิลลิกรัมต่อเม็ด หากต้องการได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ต้องรับประทานแคลเซียมแอลทรีโอเนตประมาณ 7-8 เม็ด /วัน
แต่อย่างไรก็ตาม ตามปกติเราได้รับแคลเซียมจากอาหาร เช่น นม เนย เต้าหู้ บร็อคโคลี เมล็ดธัญพืช โยเกิร์ต คะน้า งา ผักกาดขาว ปลาซาร์ดีน ฯลฯ
ในกรณีได้รับแคลเซียมไม่เพียงพออาจรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมเพิ่ม มักได้รับในขนาด 500 มิลลิกรัม/วัน (เทียบเท่ากับแคลเซียมแอลทรีโอเนต 3 -4 เม็ดต่อวัน
จากการศึกษาในสัตว์ทดลองบางชิ้น พบว่าแคลเซียมแอสคอร์เบต ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีทั้งแคลเซียมและวิตามินซีอาจถูกดูดซึมได้ดีพอๆ กับแคลเซียมรูปแบบอื่นๆ ในร่างกาย( แคลเซียมเอสคอร์เบต(calcium ascorbate)เป็นส่วนประกอบของ Ester-c,Buffered-c อย่าง Ester-c 1000 mg จะมี calcium ascorbate 100 mg)
อาหารเสริมแคลเซียมแทบทุกชนิดจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานในปริมาณน้อย (ครั้งละ 500 มิลลิกรัมหรือน้อยกว่า)ยกเว้นแคลเซียมแอลทรีโอเนต
แคลเซียมซิเตรตจะถูกดูดซึมได้ดีเท่าๆ กันเมื่อรับประทานโดยมีหรือไม่มีอาหาร เป็นรูปแบบที่แนะนำสำหรับผู้ที่มีกรดในกระเพาะน้อย(พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีหรือรับประทานยายับยั้งการหลั่งกรด) โรคลำไส้อักเสบหรือการดูดซึมผิดปกติ
แคลเซียมในอาหารธรรมชาติโดยทั่วไปนั้นปลอดภัย แต่ปริมาณแคลเซียมที่มากกว่านั้นไม่จำเป็นจะต้องดีกว่าเสมอไป แคลเซียมที่มากเกินไปไม่ได้ให้การปกป้องกระดูกเป็นพิเศษ
ผู้ใหญ่อายุ 19-50 ปี ไม่ควรได้รับแคลเซียมรวมเกิน 2,500 มิลลิกรัมต่อวัน (รวมอาหารจากธรรมชาติและอาหารเสริม) ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
มียาใดบ้างที่ทำปฏิกิริยากับแคลเซียม
แคลเซียมสามารถลดการดูดซึมยาเหล่านี้ได้ หากรับประทานพร้อมกัน
• Bisphosphonates (ยารักษาโรคกระดูกพรุน)
• ยารักษาไทรอยด์
• ยากันชักบางชนิด (phenytoin)
• ยาปฏิชีวนะบางชนิด
• อาหารเสริมธาตุเหล็ก
อาหารเสริมแคลเซียมทำให้เกิดผลข้างเคียงน้อย เช่น เพิ่มแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องผูก และท้องอืด โดยทั่วไปแคลเซียมคาร์บอเนตจะทำให้ท้องผูกมากที่สุด หากรับประทานแคลเซียมมากเกินไปจนเกิดการสะสม จะลดการดูดซึมธาตุเหล็กและสังกะสี เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต หินปูนในเต้านม มะเร็งเต้านม หินปูนในหลอดเลือด หลอดเลือดตีบตัน
ผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น hypoparathyroidism ซึ่งเป็นภาวะที่มีการผลิตฮอร์โมนพาราไทรอยด์ต่ำ อาจต้องได้รับแคลเซียมในปริมาณที่สูงขึ้น
อาหารเสริมแคลเซียม ควรจะมีวิตามิน D3 วิตามิน K2 และแมกนีเซียมรวมอยู่ด้วย
วิตามินดี มีบทบาทในการช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียม
วิตามินเคเป็นสารอาหารหลักที่ช่วยจับแคลเซียมและสร้างเซลล์กระดูกที่โตเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการสะสมของแคลเซียมในหลอดเลือด
ในสตรีวัยหมดประจำเดือน มักมีระดับแมกนีเซียมต่ำมีความสัมพันธ์กับการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วและกระดูกที่อ่อนแอลง
เมื่อใดที่ร่างกายหรือเซลล์ที่ต้องใช้แมกนีเซียมทำงาน แต่มีไม่เพียงพอ มันจะดึงแมกนีเซียมออกมาจากกระดูก เพื่อใช้กับงานจำเป็นเร่งด่วนไปก่อน ผลก็คือ เหลือแต่แคลเซียมกับฟอสเฟตจับตัวกันที่กระดูก ทำให้ไม่แข็งแกร่ง (แมกนีเซียมเป็นตัวเสริมความแข็งแกร่ง เช่น ล้อแมกซ์รถยนต์ ซึ่งเบาแต่แข็งมาก) กรณีที่กระดูกขาดแมกนีเซียม ผลตามมาคือ กระดูกพรุนหรือเปราะ ถูกกระทบนิดหน่อยจะหักได้ง่าย เรามักพบผู้สูงอายุกระดูกหักโดยเฉพาะที่คอและกระดูกต้นขา
ส่วนแคลเซียมทำหน้าที่ตรงกันข้าม คือทำหน้าที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ หากมีปริมาณแคลเซียมมากเกินไปในกล้ามเนื้อจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัวแบบไม่ปกติ ส่งผลให้เกิดตะตริว นอกจากนี้ ธาตุทั้งสองยังช่วยในการเสริมสร้างกระดูก โดยแคลเซียมช่วยในเรื่องเสริมสร้างกระดูก ส่วนแมกนีเซียมช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง แมกนีเซียมกับแคลเซียม เหมือนเป็นสิ่งคู่กันที่ทำหน้าที่ต่างๆต่อระบบร่างกายของคนเรา โดยแมกนีเซียมมีหน้าที่ควบคุมระบบประสาท และส่งสัญญาณประสาทควบคุมการหดของกล้ามเนื้อเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว
การเสริมแคลเซียมจึงต้องคำนึงถึงแมกนีเซียมในอัตราส่วน
แคลเซียม: แมกนีเซียม คือ 2 ต่อ 1 โดยปริมาณที่เหมาะสมต่อวันคือ แคลเซียม 600 มิลลิกรัมต่อ แมกนีเซียม 300 มิลลิกรัม
เด็กต้องการแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรง ผู้ใหญ่ต้องการแคลเซียมเพื่อรักษากระดูกให้แข็งแรง เมื่อเวลาผ่านไป การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพออาจทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกเปราะ กระดูกสันหลังร่นได้
ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนมีความเสี่ยงสูงที่จะกระดูกหักโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ข้อมือ สะโพก และกระดูกสันหลัง กระดูกหักเหล่านี้ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทุพพลภาพเรื้อรังยาวนาน คุณภาพชีวิตลดลง และความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงขึ้น
โรคกระดูกพรุนอาจทำให้กระดูกที่ประกอบขึ้นเป็นกระดูกสันหลัง แตกหักได้ ทำให้กระดูกสันหลังยุบในบริเวณเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด เคลื่อนไหวลำบาก และค่อย ๆ พิการ หากปัญหารุนแรงมากพอ
เราสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร
เพื่อส่งเสริมกระดูกให้แข็งแรงตลอดชีวิตและลดการสูญเสียแคลเซียม
• รับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามินดีตลอดชีวิต
• ควรการออกกำลังกาย เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจกรรมที่รับน้ำหนัก เช่น การเดินหรือวิ่งจ็อกกิ้ง
• อย่าสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
• ไม่ควรดื่มคาเฟอีนมากเกินไป
บางทีเราอายุยังน้อย อาจมองข้ามแคลเซียมไป แต่แป้งเห็นผู้สูงอายุที่กระดูกพรุน กระดูกบาง กระดูกสันหลังร่นแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า นอกจากเก็บออมเงินเพื่อใช้จ่ายในอนาคตแล้ว ควรสะสมแคลเซียมเผื่อวันที่ร่างกายเข้าสู่วัยชราด้วยเช่นกัน
ที่มา
Osteoporosis: Prevention With Calcium Treatment - Cleveland ...https://my.clevelandclinic.org › articles
Choosing a calcium supplement - Harvard Healthhttps://www.health.harvard.edu › nutrition
Calcium and calcium supplements: Achieving the right balancehttps://www.mayoclinic.org › art-20047097
Which Calcium Supplement Is Best Absorbed in the Body?https://www.livestrong.com › article › 411...
The 5 Best Calcium Supplements, According to a Dietitianhttps://www.verywellhealth.com › best-cal...
The 13 Best Calcium Supplements - Healthlinehttps://www.healthline.com › nutrition › b...
แมกนีเซียม - หมอ มวลชนhttps://www.mmc.co.th › ...
แคลเซียม / แมกนีเซียม เพื่อนรักที่ขาดกันไม่ได้https://www.mfuhospitalbkk.com › แคลเซียม-แมกนีเซ...
Boron: Benefits, Side Effects, Dosage, and Interactionshttps://www.verywellhealth.com › the-ben...
Calcium L-Threonate | C8H14CaO10 - PubChemhttps://pubchem.ncbi.nlm.nih.gov › compound › Calcium...
Calcium threonate: Uses, Interactions, Mechanism of Actionhttps://go.drugbank.com › drugs
Pharmacokinetics and safety of calcium L-threonate in healthy ...https://www.ncbi.nlm.nih.gov › articles
เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ
คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื...
บทความยอดนิยม
-
ความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับผู้ชายหลายคน จะเริ่มมาเยือนตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีปัจจัยหลายอย...
-
การดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราทุกวันนี้ เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ไม่รู้จะรีบกันไปถึงไหน ยิ่งในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรที่ได้การ...
-
hamercandysiam.lnwshop.com ลูกอมรสกาแฟผลิตในมาเลเซีย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายดีอันดับหนึ่งประเภทบำรุงร่างกายและเพิ่มสมรรถภาพใน...
-
ในปัจจุบันนี้ แทบทุกคนจะเป็นภูมิแพ้กันทั้งสิ้น แป้งเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นมานมนานต้ังแต่เด็กๆจนกระทั่งเริ่มเรียนม.ต้น ช่วงเช้าจะมีน้...
-
เรียนแจ้งทุกท่านเพื่อโปรดทราบ แป้งย้ายการตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ และผิวพรรณ ประจำสัปดาห์มายัง https://pangpungpond.blogspot.com/ เนื่องจาก...
-
Mentalk เป็นลูกอมโสมทะเลทรายเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เกรดพรีเมี่ยมชื่อดังในตำนาน ผลิตในประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วยสมุนไพรชั้นเยี่ยม ปราศจากสารเคมีใ...
-
วิตามินที่กล่าวถึงต่อไปนี้ เรียกว่า borage oil ( น้ำมันโบราจ ) บางคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยห...
-
คนที่มีความสุขกับการกิน ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเข้าปาก มักจะเอร็ดอร่อยเสมอ บางทีกินแค่นิดเดียว แต่น้ำหนักขึ้นเอาๆ พยายามลดการกินลง แต่ไม่ได้ผลเ...
-
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า grape seed ช่วยในเรื่องการลดเม็ดสีที่เกิดจากการทำลายของแสงแดด ส่งผลให้สีผิวสม่ำเสมอ และขาวใสขึ้น ลองมาดูกันดีกว่...
-
แป้งได้รับข้อความขอบคุณจากหลังไมค์ท่านหนึ่ง ซึ่งอ่านบทความในบล็อก’’Goutless ชาลดอาการกำเริบโรคเกาต์อย่างเห็นผลชะงัด’’ ซึ่งพ่อของผู้อ่านท่าน...