บทความที่ได้รับความนิยม

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563

วิตามินคุณภาพสูงกับความชราที่มาไม่ถึง

 
แป้งเพิ่งมีอายุครบ 46 ปี เมื่อเดือน พ.ค 63 ผ่านมาไม่นานนี้เอง ถึงแม้จะมีอายุใกล้วัยทองเข้าไปทุกที แต่กายภาพกลับสวนทางกับอายุอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ทุกคนสังขารร่วงโรยเรียบร้อยแล้ว แถมหลายๆคนมีโรคประจำตัวที่ต้องกินยารักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ

เพื่อนวัยเดียวกันพากันบ่นจะเริ่มหมดประจำเดือน มดลูกยุติการทำหน้าที่ถาวร เลือดประจำเดือนจะออกน้อยลงเรื่อยๆ แต่แป้งกลับมีประจำเดือนเหมือนสาววัยยี่สิบ อันนี้เป็นผลจากการกินวิตามินบางตัวที่ออกฤทธิ์ส่งเสริมการทำงานของมดลูกค่ะ

จะว่าไป แป้งเริ่มกินวิตามินตั้งแต่อายุราว 26 ปี เป็นวิตามินซีและวิตามินบีรวมยี่ห้อแบลคมอร์ ตามด้วยแปะก๊วยจำยี่ห้อไม่ได้(กินแค่ 2-3 เดือน)มากินต่อเนื่องจริงจังตอนที่ได้ศึกษาวิตามินจากอเมริกาเมื่อตอนอายุ 38 ปี พบว่า วิตามินคุณภาพสูงช่วยชะลอวัยอย่างได้ผลชัดเจน

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แป้งได้ลองกินวิตามินD 5000iu ครั้งละ 1 เม็ดต่อวัน ทั้งที่ทราบว่า วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน หากร่างกายมีวิตามินดีมากเกินไป จะเก็บสะสมไว้ในตับ แต่อยากได้ประสิทธิภาพเกี่ยวกับการนอนหลับ ซึ่งแป้งมักมีอาการนอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ

แม้ว่าจะกินวิตามินกลุ่มช่วยให้หลับได้ลึกคืนละ 5-6 เม็ด ยังไม่เป็นผลอยู่ดี(เพิ่งจะนึกเมื่อไม่นานว่า สาเหตุหลักที่ทำให้แป้งนอนไม่หลับนอกจากคาเฟอีนในน้ำอัดลม ดื่มกาแฟไม่ได้เพราะใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน(เฮ้อ!) เนื่องจากพอกลับจากออฟฟิศ รู้สึกอ่อนเพลีย จึงมักนอนช่วงโพล้เพล้ประมาณวันละ 1 ชม.ส่วนวันหยุดก็นอนกลางวันครั้งละ 1-2 ชม.)

เดือนส.ค 61 แป้งตรวจสุขภาพประจำปี ผลทุกอย่างดีหมด ยกเว้นค่าเอนไซม์ตับประกอบด้วย SGOT,SGPT

SGOT 23 (ค่าปกติ 0-32 U/L)
SGPT 31 (ค่าปกติ 0-33 U/L)
ค่าที่ควรกังวลคือ SGPT เกือบชนเพดาน ซี่งผลเลือดจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับการขับออกของสารพิษต่างๆ เช่น ยา วิตามิน แอลกอฮอล์
มาตริตรองว่า ยาไม่เคยกิน แอลกอฮอล์ไม่เคยแตะ เหลือแต่วิตามิน
แป้งกินวิตามินเยอะมากๆเมื่อเทียบกับคนทั่วไปมาเกือบ 10 ปี
ค่าเอนไซม์ตับอยู่ในเกณฑ์ปกติมาตลอด ทำไมครั้งนี้ SGPT ถึงได้สูง

พุ่งเป้ามาที่วิตามินดีเพราะเป็นวิตามินตัวใหม่ ซึ่งกินต่อเนื่องนานถึง 8 เดือน ถามว่าช่วยเรื่องการนอนหลับได้ดีไหม ขอบอกว่า ช่วยได้เยอะ นอนหลับเร็วและไม่ตื่นกลางดึก(ซึ่งคนอายุเกิน 35 ปี มักจะพบกับปัญหานี้ พอสะดุ้งตื่นแล้วนอนไม่หลับอีกเลย หลับๆตื่นๆ จนรุ่งเช้า)

พอเจอสาเหตุ วิตามินดีก็หมดพอดี จบสิ้นกันไป ไม่กินอีกแล้ว
ยกเว้นหากแป้งเข้าสู่วัยชรา ต้องอาศัยอยู่แต่ในบ้าน วันๆไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหน ไม่เจอแสงตะวัน ค่อยว่ากันอีกทีค่ะ(อันที่จริงก่อนที่จะกินวิตามินดีต้องตรวจระดับวิตามินดีในร่างกายเสียก่อน)

ถามว่า พอค่าเอนไซม์ตับสูง ควรจะกิน Milk Thistle+Dandelion เพื่อเร่งกระบวนการขับสารพิษออกจากตับ แต่แป้งเลือกที่จะไม่กินเพราะ Milk Thistle เป็นสมุนไพรที่มีไฟโตเอสโตรเจนค่อนข้างเยอะ
พอดีมีโอกาสได้กินวิตามินที่ช่วยล้างพิษในตับอีกตัวหนึ่งที่ไม่ใช่สมุนไพร เลยกินมาต่อเนื่องจนครบปี

ถึงเวลาตรวจสุขภาพประจำปีอีกครั้งในเดือนพ.ย62 ผลปรากฎว่า ค่าเอนไซม์ตับลดลงมาอยู่ในระดับดีมาก

SGOT 13 (ค่าปกติ 0-32 U/L)
SGPT 8 (ค่าปกติ 0-33 U/L)

แบบว่าตอนที่เห็นผลเลือด โอ้โห!แทบไม่อยากเชื่อสายตา ค่า SGOT&SGPT ลดฮวบฮาบกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติเหมือนตอนก่อนกินวิตามินดีอีกครั้ง

มีน้องๆถามบ่อยๆว่า ทำไมพี่แป้งไม่ค่อยรีวิววิตามินเหมือนเมื่อก่อน
ตอบตรงๆคือ ยังขยาดกับวิตามินดีไม่หาย เลยไม่อยากเป็นหนูทดลองวิตามินเท่าไหร่นัก อีกอย่างแป้งค้นพบวิตามินครบแทบทุกระบบที่ตัวเองมีปัญหาสุขภาพและผิวพรรณหมดแล้ว

จริงๆแล้วการกินวิตามินคุณภาพสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ต้องหยุดพัก นอกจากจะช่วยย้อนเวลาให้แทบทุกอวัยวะไม่เสื่อมไปตามวัยแล้ว ยังเพิ่มพลังงานและพลังชีวิตเหนือคนอื่นที่ปล่อยให้ร่างกายหมุนไปตามกาลเวลาอีกด้วยนะคะ

คนอื่นอาจจะกินวิตามินแค่เพื่อชะลอวัย บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
แต่แป้งยังใช้วิตามินรักษาโรคที่ไม่ซับซ้อน เช่น ภูมิแพ้ กรดไหลย้อน กระเพาะอาหารอักเสบ ปวดเมื่อยตามตัว นอนไม่หลับ อ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง ความทรงจำแย่ วุ้นในตาเสื่อม ผมร่วง เกาต์ฯลฯ ซึ่งเห็นผลชะงัดโดยไม่ต้องใช้ยาแม้แต่เม็ดเดียว โดยมีพื้นฐานจากการร่ำเรียนพยาบาลและมีประสบการณ์ทำงานเป็นพยาบาลวิชาชีพมาก่อน ดังนั้นการใช้วิตามินแทนยารักษาโรค จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับแป้งค่ะ

ยังคิดอยู่เลยว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีวิตามิน แป้งจะอยู่อย่างไรในเมื่อออกกำลังกายก็ไม่ค่อยทำ พาหะธาลัสซีเมียและโรคโลหิตจางทำให้ร่างกายแป้งเพลียเหมือนคนหมดแรง เมื่อก่อนแค่ยืนล้างจานครึ่งชั่วโมงก็โอดโอยปวดเอวปวดหลัง
(สามีต้องมาล้างแทนเพราะสงสารแป้ง)

ปัจจุบันยืนล้างจานเป็นชั่วโมง(ถ้วยรามชามไห+อุปกรณ์
ทำเบเกอรี่)ยังไม่เหนื่อยเลย ชีวิตดี๊ดี แถมกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนสักนิดเนื่องจากกินวิตามินบางตัวที่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันค่ะ

แป้งลงผลการตรวจเลือดให้ดูเป็นประจักษ์พยานว่า วิตามินคุณภาพสูงที่กินเป็นกอบเป็นกำต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปี ไม่ได้มีผลทำให้ค่าเอนไซม์ตับ ไตสูงขึ้นแต่อย่างใด นอกจากสุขภาพดีแล้ว หน้าตาผิวพรรณยังไม่เหี่ยวแห้งตามวัยอีกด้วย

เมื่อช่วงโควิดระบาดเดือนตั้งแต่เดือนมี.ค-ก.ค 63 รวม 5 เดือนที่แป้งงดกินวิตามินเกี่ยวกับผิวตัวหนึ่ง ตอนแรกคิดว่า คงไม่มีผลต่อผิวมากนัก

แต่สังเกตว่า เวลานอนกลางวัน พอตื่นขึ้นมา บางครั้งหน้ายับเป็นแถบด้านที่เรานอนตะแคง กว่ารอยจะจางใช้เวลา 2-3 ชม.หรือหลายๆคืน ตื่นเช้ามาจะเกิดร่องข้างแก้มด้านซ้ายชัดมาก(ยังทำใจอยู่เลยว่า สงสัยเราจะแก่ขึ้นจริงๆ)

เมื่อไม่กี่วันนี่เอง ตื่นเช้ามาส่องกระจก อ้าว!ไม่เห็นมีร่องแก้มยับเหมือนหลายเดือนที่ผ่านมา อ๋อ!เป็นเพราะได้เริ่มกินวิตามินผิวตัวเดิมที่งดกินไปนี่เอง นอกจากพลังงานที่เพิ่มขึ้น งานผิวก็มาด้วยเช่นกัน

 

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

เคล็ดลับรักษารอยด่างดำที่เกิดจากสิวบนใบหน้า

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิวแต่ละอย่าง เช่น สิวอักเสบเกิดจากการอุดตันของรูขุมขนใต้ผิวหนัง โดยมีสิ่งกระตุ้นหลายทาง เช่น ความแปรปรวนของฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนและแอนโดรเจน ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของสารที่มีโมเลกุลใหญ่(mineral oil,petrolatum,paraffin,lanolin)ความเครียด การอดนอน อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง ฯลฯ

เมื่อผิวมีการอักเสบไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดๆก็ตาม พอสิวยุบลงมักจะเกิดรอยดำ-รอยแดงขึ้น(รอยแดงเกิดจากเส้นเลือดฝอยขยายตัวตอนที่ผิวอักเสบ)ขั้นตอนการคงอยู่ของร่องรอยอารยธรรมมักจะเกิดขึ้นแรมเดือนไปจนถึงแรมปี การซ่อมตัวเองของเซลล์ผิวจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆในคนที่มีผิวแห้งถึงแห้งมาก(บางครั้งรอยดำจะกลายกระ) แต่จะเกิดอย่างรวดเร็วในคนที่มีผิวมันเนื่องจากผิวมีความชุ่มชื้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

หากเรายังอายุไม่มาก รอยดำมักจะจางลงไปเองในเวลาไม่นาน
แต่บางคนอาจจะอยากให้สีผิวสม่ำเสมอโดยเร็วเพราะรอยดำจากสิว ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในผิวหน้า

มีหลายวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดีดังนี้

1.Azeleic Acid 2%(กรดอะเซเลอิก)ชื่อทางการค้าคือ Skinoren เป็นยาทาฝ้าและลดรอยดำซึ่งออกฤทธิ์ต่อเม็ดสีที่ทำงานมาก จึงไม่ทำให้ผิวหนังที่มีเม็ดสีที่ทำงานปกติมีสีจางลง 

ผลแทรกซ้อนคือ ทำให้ผิวระคายเคือง ผิวเห่อแดง คัน ปวดแสบปวดร้อน และลอกเป็นขุย ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ตามทุกครั้งเพื่อป้องกันผิวระคายเคืองหรือลอกเป็นขุย

2.Retinoid(กรดวิตามินเอ) ชื่อทางการค้า คือ Retin-a ออกฤทธิ์โดยเปลี่ยนแปลงการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ผิวหนัง เร่งให้เซลล์ผิวหนังชั้นบนที่มีเม็ดสีเมลานินหลุดลอกออก

ในต่างประเทศมีการจ่ายยาผสมสูตรยาทาฝ้าที่มีส่วนผสมของทั้งกรดวิตามินเอ สเตียรอยด์ และไฮโดรควิโนน พบว่าได้ผลเร็วขึ้น

การทายาตัวนี้อาจเริ่มที่ความเข้มข้นต่ำก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มความเข้มข้นของยา ควรทาวันละครั้งก่อนนอน การใช้ในสตรีมีครรภ์ยังไม่ยืนยันความปลอดภัย การใช้ยาอาจทำให้ผิวไวต่อแสงมากขึ้น

เรตินเอในระดับความเข้มข้นสูงอาจมีผลข้างเคียงคือ หน้าแห้ง ระคายเคือง ผิวลอก ทำให้ผิวบางลงและไวต่อแสงแดด ควรทามอยส์เจอไรเซอร์ตามทุกครั้งเพื่อป้องกันผิวระคายเคืองหรือลอกเป็นขุย

3.BHA(Beta hydroxy acid)เป็นตัวยาที่สังเคราะห์ในกลุ่มที่ช่วยละลายเคราติน (โปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของผิวชั้นนอก ผม และเล็บ) ใช้รักษาโรคผิวหนังที่มีผื่นหนา เป็นขุย ใช้ใน Chemical peeling เพื่อลดเลือนริ้วรอยและรักษาสิว

สารในตระกูลบีเอชเอตัวหนึ่งที่เรารู้จักกันส่วนใหญ่คือ กรดซาลิกไซลิก(Salicylic Acid) ซึ่งมีคุณสมบัติละลายในไขมันได้ดี ผ่านลงไปในชั้นผิวหนังได้มาก

BHA ออกฤทธิ์โดยไปทำให้เคราตินที่แข็งนุ่มลง ทำให้ผิวที่แห้งเป็นขุยหลุดออกง่ายและลดการอักเสบของสิว

BHA ช่วยให้การหลุดลอกของเซลล์เยื่อบุในรูขุมขนช้าลง ป้องกันการอุดตัน และช่วยสลายสิวอุดตันทั้งชนิดปลายเปิดและปลายปิด(สิวเสี้ยนชนิดหัวดำและหัวขาว) รวมทั้งลดการอักเสบของสิวอักเสบ

บีเอชเอจะมีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าผลัดตัวเร็วขึ้นดีกว่าเอเอชเอ ซึ่งมีคุณสมบัติละลายในน้ำได้ดี ซึมผ่านลงไปในชั้นผิวหนังได้น้อย

ว่านหางจระเข้(Aloe Vera)มีสารประกอบ BHA ตามธรรมชาติ คนที่เป็นสิวหรือมีรอยดำ จะเห็นผลค่อนข้างชัดเจนหากใช้ว่านหางจระเข้อย่างเนื่องสม่ำเสมอ

ผลข้างเคียงส่วนใหญ่มีอาการคันยิบๆบริเวณที่ทา ควรใช้ในความเข้มข้นที่ค่อนข้างต่ำ
ด้วยเหตุนี้จึงไม่เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งเป็นทุนเดิม

ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้ BHA ร่วมกับยาทาสิวพวก Benzyl Peroxide, Retinoid ,โฟมที่มีเม็ดบีทส์

4.อาร์บูติน(Arbutin)มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hydroquinone-beta-D-glucoside ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นเซลล์ผิวให้ยับยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานิน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวหมองคล้ำหรือเกิดจุดด่างดำ อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการยับยั้งเอ็นไซม์ Tyrosine และ DOPA ในกระบวนการออกซิเดชัน(Oxidation)หรือการสร้างอนุมูลอิสระซึ่งจะส่งผลเสียหลายประการต่อผิวพรรณ

ดังนั้นการใช้อาร์บูตินจึงช่วยให้รอยด่างดำจางหายลงไป ผิวเรียบเนียนแลดูกระจ่างใสขึ้น

อาร์บูตินยังเป็นสารที่ได้มาจากธรรมชาติ 100% โดยส่วนใหญ่จะสกัดมาจากส่วนต่างๆของพืชหลายชนิด ส่วนมากมักเป็นพืชที่พบในเมืองหนาว เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ และแคนาดา โดยเฉพาะประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งของอาร์บูตินที่ดีที่สุดในโลก ผลไม้ที่มีอาร์บูติน เช่น แบเบอร์รี่ (Bearberry), บลูเบอร์รี่, แครนเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่, ลูกแพร์ เป็นต้น

เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว(ยกเว้นผู้ที่มีผิวแห้ง) โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ

5.การใช้เลเซอร์ (Laser)เป็นวิธีที่ลดรอยดำได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาทายาลดรอยดำนานแรมเดือน

5.1 Q-Switch Laser เป็นเลเซอร์ในกลุ่มที่ใช้รักษา ฝ้า กระ ปาน ลบรอยแผลเป็นและรอยสัก ซึ่งให้ผลประสิทธิภาพดีกว่า IPL

หลักการคือ เป็นการปล่อยพลังงานแสงออกมาเพื่อทำให้เซลล์เม็ดสีแตกตัว หลังจากนั้นเม็ดเลือดขาวจะดูดซึมหรือย่อยสลายเม็ดสีที่ผิดปกติ และจะถูกกำจัดโดยการขับเป็นของเสียออกจากร่างกายโดยไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ ปกติต้องทำเลเซอร์ประมาณ4- 5 ครั้ง

ขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวนิดนึง ช่วงอายุประมาณ 42 ปี ได้ไปลองทำเลเซอร์ Q-Switch 1 ครั้งเพื่อรักษารอยดำจากสิว ราคา~2500 บาทต่อครั้ง ทำแค่ครั้งเดียว

แป้งมีสิวอุดตันขึ้นบริเวณแก้ม 1 จุด พอสิวยุบลงเหลือรอยดำขนาดเม็ดถั่วเกิดขึ้น พอดีพาเพื่อนไปฉีดสิวที่คลินิก เห็นมีโปรโมชั่นเลเซอร์ Q-Switch เลยลองทำดู ปรากฎว่า รอยดำจางหายไปภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งค่อนข้างแปลกใจเพราะเครื่องเลเซอร์ที่ใช้ในคลีนิกนำเข้ามาจากเกาหลี ไม่ได้ผลิตในยุโรปหรืออเมริกา

สอบถามคุณหมอได้ความว่า หากรอยดำเกิดขึ้นมาไม่นาน(ไม่เกิน 1 เดือน)ประสิทธิภาพของเครื่องเลเซอร์ที่ผลิตในเกาหลีจะทำให้รอยดำจางเลือนหายไปราวกับว่า บริเวณผิวตรงนั้นไม่เคยเกิดการอักเสบจากสิวมาก่อน แต่หากเป็นรอยดำที่เกิดขึ้นมานานหลายเดือน จะแทบไม่เกิดผลอะไรเลย
ซึ่งรอยดำจะจางลงนิดเดียวถึงแม้จะทำ 5 ครั้งก็ตาม ยกเว้นเครื่องเลเซอร์ที่ผลิตในยุโรป จะเห็นผลชัดเจน(ขึ้นอยู่กับการประเมินผิวพรรณและการตั้งค่าพลังงานของเครื่อง หมอที่ไม่ได้จบเฉพาะทางด้านผิวหนัง มักจะตั้งค่าพลังงานค่อนข้างต่ำ พอยิงเลเซอร์แล้วเม็ดสีไม่กระจาย แต่ถ้าตั้งค่าพลังงานสูงไป หน้าคนไข้จะเป็นรอยดำ เรียกว่า Post Inflammatory Hyperpigmentation หรือ PIH(เกิดขึ้นหลังจากที่ผิวเกิดการอักเสบหรือได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจะกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี ผลิตเม็ดสีที่เพิ่มขึ้น)

น.พ.จิโรจ สินธวานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เคยให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันแพทย์ที่ทำงานยังไม่ครบ 1 ปี มักจะถูกซื้อตัวจากคลินิกความงาม โดยที่แพทย์คนนั้นไม่มีความรู้เรื่องผิวหนัง เพียงแต่ทำยอดให้ได้ตามสั่ง ซ้ำยังไม่มีความรู้จริงในการแก้ไขโรค เช่น เมื่อพบความผิดปกติบนใบหน้าก็วินิจฉัยว่าเป็นสิวหรือฝ้าไปหมด

5.2 Dual Yellow เป็นเครื่องเลเซอร์ของบริษัท Norseld จากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นบริษัทเดียวที่สามารถผลิตเลเซอร์ชนิดนี้

Dual Yellow Laser มีแหล่งกำเนิดพลังงานเลเซอร์ คือ สาร Copper และ Bromide ทำให้แสงเลเซอร์ที่เครื่องผลิตออกมามี

2 ชนิดด้วยกัน คือ แสงสีเหลือง ความยาวคลื่น 578 นาโนเมตร และแสงสีเขียว ความยาวคลื่น 511 นาโนเมตร

เมื่อมองในแง่ของ Chromophore absorption พบว่า แสงสีเหลืองสามารถถูกดูดซับได้ดีใน Oxyheamoglobin จึงเหมาะสำหรับการรักษารอยโรคต่างๆที่มีสีแดง ได้แก่ เส้นเลือดผิดปกติ ปานแดง รอยแผลเป็นสีแดง เป็นต้น

ส่วนแสงสีเขียวจะถูกดูดซับได้ดีใน Melanin จึงใช้สำหรับรักษารอยโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเม็ดสี ได้แก่ รอยแผลเป็นสีดำ กระ หรือรอยดำที่เกิดขึ้นภายหลังการอักเสบของผิวหนัง (Post Inflammatory Hyper-pigmentation) เป็นต้น

นอกจากนี้เครื่อง Dual Yellow Laser new version ยังมี Y10G mode ที่เกิดจากการผสมแสงเลเซอร์ทั้ง 2 ความยาวคลื่นออกมาในสัดส่วน แสงสีเหลือง 100% ร่วมกับแสงสีเขียวอีก 10% เพื่อใช้สำหรับรักษาฝ้าและ Rejuvenation ให้ใบหน้าขาวใสยิ่งขึ้น

Dual Yellow Laser เหมาะกับการรักษารอยแดงและเส้นเลือด เช่น รอยสิว ไฝแดง ปานแดง เส้นเลือดฝอย กระ ฝ้า ปานดำ รอยแผลเป็นสีดำต่างๆ

คลีนิกหลายๆแห่งที่มีค่าคอร์สราคาถูก ส่วนใหญ่มักจะให้พยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลที่ได้รับการฝึกมา เป็นคนยิงเลเซอร์ให้ลูกค้า ซึ่งเป็นค่าพลังงานกลางๆที่แพทย์เป็นคนตั้งค่าไว้

แต่ในความเป็นจริง ปัญหาผิวและสุขภาพผิวของคนไข้มีหลากหลายแบบ บางคนทายารักษาสิวจนหน้าแห้งหน้าบางขาดความชุ่มชื้นเหลือเพียงรอยดำทิ้งไว้ พอทำเลเซอร์ที่ตั้งค่าพลังงานไม่เหมาะสมกับปัญหาผิว จึงไม่เห็นผล แถมได้รอยดำเพิ่มขึ้นมาอีกต่างหาก


มีน้องชายเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่ง อยากให้ตัวเองหน้าใสตลอดทั้งปี ตัดสินใจทำเลเซอร์Q-Switch เดือนละ 2 ครั้ง ผลที่ได้คือ หน้าใสโดดเด้ง แต่พอทำไปเรื่อยๆจนครบปีเศษ ผิวบริเวณแก้มสองข้างเกิดด่างขาวถาวรเนื่องจากเม็ดสีในผิวหนังหรือเมลานินมีปริมาณลดลง ซึ่งเป็นผลจากการที่เซลล์เม็ดสีในผิวหนังถูกทำลายไปมาก หรือบางครั้งเซลล์เม็ดสีไม่ได้ถูกทำลายไปหมด แต่มีจำนวนลดลงหรือทำงานผิดปกติไป ทำให้ไม่สามารถสร้างเม็ดสีได้ในปริมาณที่เหมาะสม

ก่อนตัดสินใจจะไปทำเลเซอร์อะไรก็ตาม ควรพิจารณาศึกษาข้อมูลให้รอบคอบอย่างถี่ถ้วนเพราะเราจ่ายเงินเพื่อซื้อความสวยเพียงอย่างเดียว ไม่มีใครอยากได้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผิวหลังทำแถมมาด้วย กรณีเช่นนี้ไม่ค่อยมีคลีนิกที่ไหนรับผิดชอบหรอกคะ


ที่มา
ww w . bangkokpattayahospital. c om › ...ผลการค้นเว็บDual Yellow - Bangkok Hospital Pattaya
ตาย... จากยาฝ้า? - บทความสุขภาพ โดยมูลนิธิหมอชาวบ้าน
ww w .doctor. or. th › detailAHA และ BHA ขาวเนียนสดใส จริงหรือ? - บทความสุขภาพ โดยมูลนิธิหมอชาวบ้าน
ww w . tcijthai. c om › scoopธุรกิจ'คลินิกความงาม'แม่เหล็กดูดหมอ ช่องโหว่ทำแพทย์สาขาจำเป็นขาดแคลน - ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ)

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563

วิตามินเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง ห่างไกลโควิด-19

เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่(Coronavirus,Covit-19)ทำเอาคนทั้งโลกเจ็บป่วยและเสียชีวิตลงจำนวนมาก รวมถึงสร้างความหวาดผวาจนประสาทหลอนไปตามๆกัน

จากสถานการณ์โรคปอดอักเสบชนิดรุนแรงที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ ไวรัสโควิด -19 ซึ่งขณะนี้ มีผู้ป่วยสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 796,397 ราย มีผู้เสียชีวิต 38,576 ในจำนวนนี้มีผู้รักษาหายแล้ว 169,218 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น.)   

โดยสหรัฐอเมริกายังคงครองอันดับหนึ่งของโลกที่มียอดผู้ป่วยสะสมที่ 164,359 ราย รองลงมาคืออิตาลีที่มียอดผู้ป่วยสะสมที่ 101,739 ราย อันดับสามเป็นสเปนอยู่ที่ 94,417 ราย อันดับสี่เป็นจีนที่ 81,518 ราย และอันดับที่ห้าเป็นเยอรมันที่ 67,051 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น.)

 นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า PM 2.5 มีขนาดเล็กมาก เล็กกว่า 2.5 ไมครอน ถ้าเทียบกับขนาดของเส้นผมคนจะเล็กกว่าประมาณ 25 เท่า  โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก็มีขนาดเล็กมากเช่นกัน เพราะฉะนั้นการสวมใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา จะไม่สามารถป้องกันได้  ดังนั้นคำแนะนำจึงควรใช้หน้ากากอนามัย N95 จะช่วยป้องกันได้ทั้งฝุ่นและไวรัส 

  สำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าเริ่มมีมาตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2562 ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน โดยทางการจีนได้ทำการสืบสวนหาแหล่งแพร่เชื้อ พบว่าผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกเป็นคนงานและลูกค้าของตลาดขายส่งอาหารทะเลฮั่วนาน ซึ่งขายสัตว์มีชีวิตที่ใช้ทำอาหาร เช่น เป็ด ลา อูฐ สุนัขจิ้งจอก งู ค้างคาว แบดเจอร์ หนูอ้น กระทั่งเชื้อมีการกลายพันธุ์มากขึ้น จนสามารถติดต่อจากคนสู่คน

 ความจริงแล้วไวรัสโคโรน่าไม่ใช่ชื่อใหม่สำหรับสาเหตุการระบาดของโรคทางเดินหายใจ แต่ก่อนหน้านี้เคยมีมาแล้วถึง 2 ครั้ง เพียงแค่เป็นโคโรน่าคนละสายพันธุ์

 โรคร้ายแรงที่เคยเกิดจากไวรัสโคโรน่า ได้แก่
1.โรคซาร์ส(SARS) ระบาดจากจีนในช่วงปี ค.ศ. 2002 มีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 คน มีอัตราเสียชีวิต 10%
2.โรคเมอร์ส(MERS) ระบาดจากซาอุดิอาราเบียในปีค.ศ. 2012 มีผู้ติดเชื้อรวม 1,733 คน และมีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 36%   

ในอเมริกามีบทความเกี่ยวกับอาหารเสริมที่ขายหมดเร็วที่สุดคืออาหารเสริมที่มีมานานในการวิจัยเกี่ยวกับบรรเทาอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ รวมถึงสังกะสี วิตามินดีและสารสกัด elderberry 

ยอดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในอเมริกาพุ่งขึ้นทั่วประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากผู้บริโภคตื่นตระหนกกระหน่ำซื้อวิตามิน สมุนไพร สารสกัดต่างๆที่ช่วยแก้โรคหวัดและไข้หวัดใหญ่  

ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่แสดงให้เห็นว่า สามารถลดโอกาสในการติดเชื้อ coronavirus หรือทำให้อัตราการเจ็บป่วยลดลง และการใช้วิตามินปริมาณมากอาจทำให้เกิดอันตรายได้  

แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ว่าคนจำนวนมากหมดหวังที่จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มความวิตกกังวลแก่ร่างกาย

 Joan Driggs นักวิเคราะห์จาก IRI ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดที่ติดตามยอดขายใน Walmart, Walgreens, Safeway, CVS ,ร้านขายยาและร้านค้าปลีก กล่าวว่าตัวเลขที่เราได้เห็นนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “ ผู้คนพยายามปกป้องตนเองและพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ”  

ในขณะที่ยอดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มขึ้น 6% ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว   ยอดขายวิตามินซีซึ่งเป็นวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันอ้างว่าพุ่งขึ้น 146%

 ขณะที่ยอดขายสังกะสีซึ่งเป็นวิตามินยอดนิยมสำหรับโรคหวัดและโรคทางเดินหายใจพุ่งขึ้น 255%   

ยอดขายของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร elderberry ซึ่งวางตลาดเพื่อส่งเสริมภูมิคุ้มกันนั้นเพิ่มขึ้น 415%  

 Echinacea สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่พุ่งขึ้น 122%  

การได้รับวิตามินดีในปริมาณที่พอเหมาะนั้น ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นหวัดและไข้หวัดใหญ่ แต่ผลที่เกิดขึ้นมักพบในคนที่มีระดับต่ำหรือบกพร่อง และการทดลองขนาดเล็กที่ได้รับทุนจากอุตสาหกรรมอาหารเสริมจำนวนหนึ่งพบว่า สารสกัด elderberry สามารถลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ลงได้  

แต่หลักฐานส่วนใหญ่ของอาหารเสริมเหล่านี้ไม่แข็งแรงพอและเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ว่า จะช่วยป้องกันหรือรักษา coronavirus เพราะวิตามินมีประสิทธิภาพต่อโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่(โคโรน่าไวรัสเป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่โจมตีปอด มีผลกระทบรุนแรงต่อทางเดินหายใจส่วนล่างและระยะฟักตัวนานกว่าเมื่อเทียบกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ )

 วิตามินที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานเพื่อช่วยให้ร่างกายต่อสู้เชื้อไวรัส 
1.วิตามินดี
เป็นสารอาหารที่ละลายในไขมันที่จำเป็นต่อสุขภาพและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน  

วิตามินดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อโรคจาก monocytes และ macrophages( เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันระบบภูมิคุ้มกัน)และลดการอักเสบซึ่งช่วยส่งเสริมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน  

งานวิจัยพบว่า คนที่มีระดับวิตามินดีในเลือดปกติ มีโอกาสติดไวรัสน้อยกว่า บางการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การเสริมด้วยวิตามินดีอาจช่วยเพิ่มการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน

 2.สังกะสี
สังกะสีเป็นแร่ธาตุที่ถูกเติมเข้าไปในอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพอื่น ๆ เพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน เนื่องจากสังกะสีมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน  

สังกะสีจำเป็นสำหรับการพัฒนาเซลล์ภูมิคุ้มกันและมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองการอักเสบ  

การขาดแร่ธาตุนี้ส่งผลต่อความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการทำงานอย่างเหมาะสม มีผลทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและโรคภัยรวมถึงโรคปอดอักเสบ  

การศึกษาจำนวนมากพบว่า อาหารเสริมสังกะสีอาจป้องกันการติดเชื้อทางระบบเดินหายใจ เช่นโรคหวัด ยิ่งไปกว่านั้นการเสริมด้วยสังกะสีอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ป่วยอยู่แล้ว

การทดลองแบบสุ่มพบว่าการรับประทานในปริมาณที่สูงอาจช่วยลดความเสี่ยงในการติดโรคหวัดและลดระยะเวลาความเจ็บป่วยลง 20%

3. วิตามินซี 
วิตามินซีอาจเป็นอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามินซีสนับสนุนการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันต่าง ๆ และเพิ่มความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อ 

นอกจากนี้ยังจำเป็นสำหรับการตายของเซลล์ ซึ่งช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงโดยการชะล้างเซลล์เก่าและแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่

วิตามินซียังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพป้องกันความเสียหายที่เกิดจากความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งเกิดขึ้นจากการสะสมของโมเลกุลปฏิกิริยาที่เรียกว่าอนุมูลอิสระ

ความเครียดออกซิเดชันสามารถส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันและเชื่อมโยงกับโรคต่าง ๆ

การเสริมวิตามินซีช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนรวมถึงโรคหวัด 

จากการศึกษาจำนวน 29 งานใน 11,306 คนแสดงให้เห็นว่า การเสริมวิตามินซีเป็นประจำด้วยขนาดเฉลี่ย 1-2 กรัมต่อวัน ลดระยะเวลาการเป็นหวัด 8% ในผู้ใหญ่และ 14% ในเด็ก

ที่น่าสนใจคือการทบทวนกรณีศึกษา ยังแสดงให้เห็นว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำนั้น ช่วยลดอาการหวัดที่พบบ่อยในผู้ที่มีความเครียดทางร่างกายสูง รวมถึงนักวิ่งมาราธอนและทหาร
มากถึง 50%

4.Elderberry 
Black elderberry (Sambucus) ซึ่งมีการใช้กันมานานในการรักษาการติดเชื้อและกำลังได้รับการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน

ในการศึกษา(หลอดทดลอง)สารสกัดElderberry
แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสที่มีผลโดยตรงต่อเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนและเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการแสดงเพื่อเพิ่มการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน อาจช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของโรคหวัดรวมถึงลดอาการที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัส

การรับประทานอาหารเสริม Elderberry อาจช่วยลดอาการระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม


5. เห็ดสมุนไพร 
มีการใช้เห็ดสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณเพื่อป้องกัน,รักษาโรคและการติดเชื้อ มีการศึกษาเห็ดสมุนไพรหลายชนิดสำหรับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่า เห็ดสมุนไพรกว่า 270 สายพันธุ์มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น Cordyceps(ถั่งเช่า),Lion’s mane(เห็ดแผงคอของสิงโต), Maitake(เห็ดไมตาเกะ) shitake(เห็ดหอม)reishi(เห็ดหลินจือ)และTurkey tail(เห็ดหางไก่งวง)ซึ่งเป็นเห็ดสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน

งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่า การเสริมด้วยเห็ดสมุนไพรบางชนิดอาจช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันในหลาย ๆ ด้านและลดอาการของโรค รวมถึงโรคหอบหืดและปอด

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าอาหารเสริมเหล่านี้อาจให้ประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อระบบภูมิคุ้มกัน แต่ไม่สามารถใช้แทนชีวิตที่มีสุขภาพดีได้

การควบคุมอาหารให้สมดุล นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและไม่สูบบุหรี่ เป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและโรคภัยไข้เจ็บ

ขนาดยังไม่มีงานวิจัยศึกษาที่น่าเชื่อถือจำนวนมากพอที่จะได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญ ซี่งกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนการใช้อาหารเสริมเพื่อป้องกัน COVID-19 โดยเฉพาะ

แต่อาหารเสริมที่มีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบขายจนหมดเกลี้ยงชั้นวางสินค้าภายในไม่กี่วันหลังจากผู้นำสหรัฐอเมริกาประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติสู้โควิด-19 ในวันที่ 13 มี.ค 63 ค่ะ











ที่มา :

https://www.nytimes.com › well › live Supplements for Coronavirus Probably Won't Help, and May Harm - The New York Times
https://www.healthline.com › nutritionCan Supplements Fight Coronavirus (COVID-19)? 15 Immune Boosters - Healthline
https://www.drweil.com › novel-cor...Novel Coronavirus: A Virus Threat? | Disease & Disorders | Andrew Weil, M.D. - Dr. Weil
https://www.nutraingredients.com › ...Hospital turns to high-dose vitamin C to fight coronavirus - NutraIngredients.com
เฟซบุ๊ก นพ.เรวัติ วิศรุตเวช



ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม