บทความที่ได้รับความนิยม

วันศุกร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560

fit bar chocolate กับน้ำหนักที่ลดลง

คนที่มีความสุขกับการกิน ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเข้าปาก มักจะเอร็ดอร่อยเสมอ บางทีกินแค่นิดเดียว แต่น้ำหนักขึ้นเอาๆ พยายามลดการกินลง แต่ไม่ได้ผลเลย น้ำหนักยังขึ้นต่อเนื่องสม่ำเสมอ

Fit bar chocolate ยี่ห้อ alinen เป็นวิตามินลดน้ำหนักในรูปแบบช็อกโกแลตชิ้นเล็ก ลิขสิทธิ์และเทคโนโลยีจากประเทศอังกฤษ ผลิตในมาเลเซีย ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติ100% ปราศจากสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย 

LeptiCore®เป็นส่วนผสม nutraceutical ซึ่งประกอบด้วย polysaccharides กรดไขมันจำเป็น สารสกัดจากทับทิมและเบต้าแคโรทีน สาหร่ายสีน้ำตาลและสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว
ส่วนประกอบทุกอย่างล้วนแต่สกัดมาจากธรรมชาติทั้งสิ้น

มีประโยชน์อย่างไร

1.ช่วยควบคุมความอยากอาหาร ทำให้ไม่หิว แต่ร่างกายมีพลังงานเพิ่มขึ้นจากส่วนประกอบสำคัญคือ สาหร่ายสีน้ำตาล จึงไม่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า 

2.ช่วยให้มีการเผาผลาญอาหารได้ดียิ่งขึ้น
3.ส่งเสริมความแน่นกระชับของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะต้นแขน น่อง สะโพก
4.ช่วยให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างคงตัว แขนและขามีความกระชับ แน่น ไม่ย้วยเผละเหมือนยาลดน้ำหนักทั่วไป
5.ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือด
6.ช่วยส่งเสริมเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆให้มีความสมดุล
7.ส่งเสริมความคิดเชิงบวกและอารมณ์ โดยปรับอารมณ์ให้แจ่มใส
8.กระตุ้นการขับสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย
9.ปรับระบบลำไส้และระบบย่อยอาหาร
10.ลดการเกิดแก๊สในลำไส้
11.ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
12.ต้านอนุมูลอิสระ
13.ป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
14.ลดการเกิดภูมิแพ้

เป็นอาหารเสริมที่จัดได้ว่า ปลอดภัยต่อสุขภาพในระยะยาว และเหนือกว่าอาหารเสริมลดน้ำหนักทั้งปวง ถึงแม้ว่า จะเลิกรับประทานไป ก็ไม่ทำให้เกิดอาการโยโย่(yoyo effect)แต่อย่างใด

แป้งทดลองกิน 1 เดือน กินช็อคโกแลตวันละ 1 ชิ้น 
โดยที่กินอาหารทุกอย่างตามปกติ ปรากฎว่า น้ำหนักลดลง 2 กก.รอบเอว-รอบสะโพกลดลง 2 นิ้ว 
ไม่มีอาการหิวกระหายน้ำ คอแห้ง จิตหลอนแต่อย่างใด คือแก้มผอมลง เหนียงน้อยๆที่เคยมี ก็พลอยหายไปด้วย

แป้งกินช็อกโกแลตแค่กล่องเดียว ก็เลิกกินเพราะเกรงว่าน้ำหนักจะลดลงไปมากกว่าเดิม เอาแค่อยากรู้ว่า ถ้าเราไม่ออกกำลังกายและควบคุมอาหาร กินแค่อาหารเสริม น้ำหนักจะลดลงได้จริงหรือไม่

บอกได้เลยว่า หากใจร้อนมองหาวิตามินหรือยาลดน้ำหนักที่มีขายตามท้องตลาดเมืองไทย เราไม่อาจแน่ใจได้ว่า แม้น้ำหนักจะลดลงเดือนละหลายกิโลจริง แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่ได้กลับมา อาจได้ไม่คุ้มเสีย เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายมนุษย์มีความบอบบางยิ่งนัก มีคนมากมายหลายคนต้องแลกด้วยชีวิตก็ถมเถ หลายคนเกิดอาการหูแว่ว ประสาทหลอน หรือไม่ก็สูญเสียความทรงจำบางช่วงเวลาถาวร ตามข่าวที่เห็นหน้าหนังสือพิมพ์เยอะแยะไปค่ะ

ยังไงถ้าอยากมีรูปร่างที่งดงาม กล้ามเนื้อทุกส่วนแข็งแรง การออกกำลังกายก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ เว้นแต่ว่า อยากหาตัวช่วยที่ปลอดภัยต่อชีวิตในระยะยาวแถมมีที่ไหน นอกจากลดน้ำหนักยังช่วยลดการเกิดภูมิแพ้และต่อต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย ลองมองหา Fit bar chocolate ได้เลย น้ำหนักจะค่อยๆลดลงมาอย่างช้าๆแต่ชัวร์ ชาตินี้ไม่มีโยโย่แน่นอน ตอนนี้แป้งไม่ได้กิน Fit bar มา 3 เดือนแล้ว แต่น้ำหนักยังลดลงเท่าเดิม ไม่ขึ้นอีกเลย จนบัดนี้ค่ะ

http://jabushebeautyplus.weloveshopping.com/shop/showproduct.php?pid=28505703&shopid=284596
สอบถามและสั่งซื้อได้ที่ 
hamercandysiam.lnwshop.com
tel.081-845-3461
ID line;  noi_nunoy2512

วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

กินวิตามินเยอะๆจะเป็นอันตรายต่อตับไตหรือไม่

มีคำถามมาค่อนข้างบ่อยมาก ว่ากินวิตามินเยอะๆจะเป็นอันตรายต่อตับไตหรือไม่

ที่ผ่านมาแป้งจะอธิบายอย่างละเอียดเพื่อให้ความเข้าใจตรงกัน แต่ไม่เคยนำข้อมูลตรงนั้นมาลง blog สักที

เมื่อใดก็ตาม ที่เรากินอาหาร ยา วิตามินผ่านทางช่องปาก เข้าสู่กระเพาะอาหาร(บริเวณนี้แทบไม่มีการดูดซึมสารอาหารหรือวิตามิน)จากนั้นจะไปต่อยังลำไส้เล็ก ซึ่งจะเป็นที่ดูดซึมสารอาหารและวิตามิน และถูกลำเลียงเก็บไว้ที่ตับ 

ตับมีหน้าที่สำคัญในขบวนการเมตาบอลิซึมหลายอย่างในร่างกาย เช่น การควบคุมปริมาณไกลโคเจนสะสม การสลายเซลล์เม็ดเลือดแดง การสังเคราะห์พลาสมาโปรตีน การผลิตฮอร์โมน และการกำจัดพิษ

นอกจากนี้ ตับยังช่วยย่อยอาหารโดยผลิตน้ำดี ซึ่งเป็นสารประกอบอัลคาไลน์ช่วยย่อยอาหาร โดยจะรวมตัวกับสารอาหารประเภทไขมัน จากนั้นจึงขับออกทางไตในรูปแบบของปัสสาวะ

จากเส้นทางการขับสารอาหาร ยา หรือวิตามินที่ไม่ถูกใช้เป็นประโยชน์ภายในเซลล์ เราจะเห็นว่า เซลล์ตับมีภาระหน้าที่อย่างหนักตลอดชีวิตของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นการกินอาหาร ยา วิตามิน ยาสมุนไพรต่างๆ จะมีผลต่อตับและไตทั้งสิ้น

 ดังนั้นคนที่กินยาเยอะๆ ไม่ว่าจะยารักษาโรคประจำตัว ยาแก้ปวดไมเกรน ยาแก้ปวดประจำเดือน สารพัด รวมถึงวิตามินต่างๆ ควรพึงระมัดระวังด้วยนะคะ

โลกของวิตามินไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรมากมาย แต่ความรู้ที่มีให้อ่านทางอินเตอร์เน็ตที่เป็นภาษาไทย ไม่ได้เปิดกว้างสำหรับคนที่สนใจอยากศึกษาอย่างละเอียด 

แป้งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิตามิน ผ่านทางเว็ปไซต์ต่างประเทศเท่านั้น เพราะวิตามินคุณภาพดี ถูกผลิตในต่างประเทศมาเนิ่นนาน ไล่อ่านตั้งแต่ความเป็นมา รีวิว ส่วนผสมหลัก(active ingredients) ส่วนผสมอื่นๆ(other ingredients) อ่านจนรู้ว่า ชาวต่างชาติเค้าจะกินวิตามินแต่ละเม็ด จะค้นคว้าเยอะมากๆ อ่านงานวิจัยนั่นโน่นนี่อย่างละเอียดเลยค่ะ

อาจเพราะต่างประเทศ เช่นอเมริกา ค่ารักษาพยาบาลแพงระยับ แถมจะพบแพทย์ทั้งที จะต้องนัดล่วงหน้า ดังนั้นการกินวิตามินคุณภาพสูง จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการดูแล บำรุงสุขภาพและป้องกันโรคเบื้องต้น แต่แป้งก็อ่านเจอหลายคน ใช้วิตามินแทนยารักษาโรค เช่น ภาวะไขมันในตับ โรคหัวใจ กระเพาะอาหารอักเสบ ไทรอยด์ โรคความดันโลหิตสูง ฯลฯ 

มาถึงคำถามสำคัญที่ว่า ว่ากินวิตามินเยอะๆจะเป็นอันตรายต่อตับไตหรือไม่ 

คำตอบคือ หากเป็นวิตามินคุณภาพสูง ร่างกายจะดูดซึมได้หมด ไม่เหลือตกค้างใดๆ กลับกัน หากเรากินวิตามินด้อยคุณภาพ จะมีส่วนผสมเกรดไม่ค่อยดี แล้วร่างกายจะนำพาวิตามินไปใช้ได้อย่างไรในเมื่อในวิตามินเม็ดนั้น อัดแน่นด้วยส่วนประกอบที่เป็นผงแป้งหรือสารเติมเต็ม(filler)อย่างอื่น 

ดังนั้นจึงเป็นภาระแก่ตับไตในการขับออกอย่างแน่นอน ไม่รวมวิตามินปลอม อันนั้นหนักเลยค่ะ

วิตามินมีหลักเช่นเดียวกับยา คือ ไม่เก็บสะสมไว้ที่ร่างกายตลอดเวลา ต้องถูกขับออกจากร่างกาย เราจึงมีความจำเป็นต้องกินวิตามินอย่างสม่ำเสมอทุกวัน 

หากเราไม่เติมวิตามินลงไปให้ต่อเนื่อง ระดับวิตามินจะลดลงไปจนหมดจากร่างกาย ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเหมือนก่อนกินวิตามินค่ะ

ส่วนผลที่ได้จากการกินวิตามิน จะปรากฎชัดเจนภายในระยะเวลากี่วันกี่เดือนนั้น ไม่สามารถบอกได้อย่างตายตัวว่าเมื่อไหร่ เนื่องจากร่างกายแต่ละคน ไวต่อสิ่งกระตุ้นไม่เหมือนกัน ขึ้นกับอายุ การใช้ชีวิต ความเครียด การรับประทานอาหาร การพักผ่อนนอนหลับ ที่สำคัญที่สุดคือ ระดับอนุมูลอิสระ(oxidant)ที่มีอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนใหญ่ หากมีสุขภาพปกติหรือมีปัญหาสุขภาพและผิวพรรณไม่มาก มักจะเห็นผลภายใน 4-6 เดือน แต่หากมีอายุมาก กว่าจะเห็นผลชัดเจน ต้องกินวิตามินร่วมปีค่ะ

ส่วนตัวแป้งกินวิตามินมาเกือบ 6 ปีแล้วค่ะ กินต่อเนื่องโดยไม่หยุดพัก ตรวจสุขภาพทุกปี ผลเลือดทุกอย่างดีหมด ค่าตับไตเป็นปกติ 

ไม่แนะนำวิตามินที่ด้อยคุณภาพ ผลิตด้วยเกรดวัตถุดิบไม่ค่อยดีเพราะเรามีความจำเป็นต้องกินต่อเนื่อง การที่เราจะเลือกสรรอะไรก็ตามเข้าสู่กระเพาะอาหาร ควรมองหาสิ่งที่ดี มีประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายนะคะ 

อย่าลืม! ว่าทุกอย่างบนโลกใบนี้ สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งสิ้น ยกเว้นสินค้าที่นำเข้าและผลิตในเมืองไทย มีหลายอย่างมากที่ราคาสวนทางกับคุณภาพค่ะ

ของดีไม่มีถูก ของถูกไม่มีดี หากเราไม่เคยกินวิตามินคุณภาพสูง จะไม่สามารถเปรียบเทียบกับวิตามินคุณภาพต่ำได้ แป้งเคยกินวิตามินทั้งสองแบบ จึงบอกได้ว่า มิน่าล่ะ! ราคาถึงได้ถูกเนอะ



วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

คอลลาเจนกับภัยที่คาดไม่ถึง



อยากจะเตือนกับเบาๆกับการกินคอลลาเจนไม่ว่าจะเป็นแบบผงชงดื่มหรือแบบแคปซูลที่มีปริมาณคอลลาเจนเยอะๆต่อเนื่องนานหลายเดือน

จะว่าไปวิตามินอื่นๆที่แป้งแนะนำให้ทุกคนรับประทาน สามารถกินต่อเนื่องนานหลายปี โดยไม่ทำให้ค่าเอนไซม์ตับหรือไตสูงขึ้นแต่อย่างใด ตรงกันข้ามผลการตรวจเลือดทุกตัว ดีงามหมด ทั้งๆที่แป้งกินวิตามินวันละ 20 เม็ด ต่อเนื่องเป็นเวลา 6-7 ปีแล้ว 

หรือมีแฟนคลับที่ส่งคำถามมาใน blog อายุ 50 กว่าปี กินวิตามิน~11 ตัว ต่อเนื่อง 5-6 ปี ตรวจสุขภาพทุกปี ผลเลือดปกติหมด 

Case ตัวอย่างกรุบกริบ แสดงให้เห็นว่า วิตามินที่กินทั้งหมด แม้จะกินวิตามินหลายตัวเป็นเวลานาน แต่ไม่ได้กินคอลลาเจน(collagen) เลยนะคะ

2-3 ปีที่ผ่านมา แป้งยอมรับว่า เคยลองคอลลาเจนผง 2500 mg ของอเมริกา เพียงแค่คืนเดียว เห็นผลชัดเจนเลย สิวขึ้น ปกติไม่มีสิว ยกเว้นช่วงมีประจำเดือน

ลองอีกครั้งใน 2 อาทิตย์ต่อมา ตื่นเช้าสิวขึ้นอีกล่ะ เลยยกให้แฟนกิน เค้าก็บ่นว่าสิวขึ้นเหมือนกัน 555 สาเหตุที่ลองกินเพราะน้องสาวเค้ากินแล้ว มีคนชมว่า ไปทำอะไรมา ผิวหน้าเด้งจัง เราก็ไม่รอช้า ลองด้วย พอมาคิด วิเคราะห์ แยกแยะ พบว่า น้องสาวมโนคิดไปเอง ที่มีคนชมเพราะเค้ากิน hyaluronic acid + ester-c ต่างหาก(ถึงว่าสิ น้องสาวถึงได้บ่นว่า มีสิวอักเสบขึ้นแถวคางตลอด นางกินคอลลาเจนนี่เอง เจอกันครั้งล่าสุด หลังบอกว่า สิวอักเสบขึ้นแถวคางบ่อยๆต้นเหตุคือคอลลาเจน ตอนนี้หน้าเกลี้ยง ไม่มีสิวสักเม็ด)

การกินคอลลเจนปริมาณเยอะๆเป็น 5000-10000 mg ต่อวัน ไม่เป็นผลดีต่อไตแน่นอน แป้งเคยเห็นบางเคสกินวิตามินอื่นๆวันละ 10 เม็ด หนึ่งในนั้นมีคอลลาเจนรวมอยู่ด้วย 
1 ปีผ่านไป อัลตราซาวน์ช่องท้องส่วนบน พบมีผังผืดรัดที่ไต สิ่งที่ไปรัดนั้นคือ เมือกคอลลาเจน ร่างกายย่อยสลายไม่หมด จึงตกค้างที่ไต 

เจออีกหลายเคสที่กินคอลลาเจนต่อเนื่องวันละ 5000-6000 mg เอนไซม์ตับขึ้นสูง เป็นสิ่งที่คาดไว้ไม่มีผิด เวลามีคนมาปรึกษาเรื่องเอนไซม์ตับขึ้นสูง หนึ่งในวิตามินที่กินคือ คอลลาเจน หากกินครบ 1 ปี จะกินตามดาราหรือโฆษณาชวนเชื่อที่ไหนก็ตามแต่ หายนะชัดๆ

คอลลาเจนดูดซึมได้ไม่ดีในระบบทางเดินอาหาร ยิ่งคอลลาเจนราคาถูกๆ หนักเลยค่ะ ตับทำหน้าที่ขับสารพิษแล้วไปผ่านที่ไต ไตจึงทำหน้าที่หนักเพิ่มขึ้นในการขับสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย แต่เมื่อเรากินคอลลาเจนวันละหลายพันมิลลิกรัมเพิ่มเข้าไปทุกๆวัน ตับและไตจึงทำงานหนักพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

สิ่งที่เพิ่มคอลลาเจนได้อย่างแท้จริง แต่ไม่คงอยู่ถาวร ต้องเติมอยู่เรื่อยๆคือ เลเซอร์บางชนิด การฉีด การร้อยไหม 

ดังนั้นการกินคอลลาเจนเพื่อเติมเต็มให้หน้าเด้ง ผิวเต่งตึง จึงเป็นเรื่องมโนจิตทั้งนั้น หากเป็นเช่นนั้นจริง โลกนี้คงไม่มีใครแก่ชรา เหี่ยวย่นเป็นแน่แท้ ร่างกายเรามีอะไรซับซ้อนมากมายกว่าที่เราคิดเยอะ แค่กินคอลลาเจนแล้วจะผิวขาวใส นุ่มลื่น มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

push bar chocolate กับความอวบอิ่ม เต่งตึงของหน้าอก

วันคืนหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว คนเราไม่ว่าหญิงหรือชาย หลีกหนีความแก่ไม่พ้น จะแก่ช้าหรือเร็ว ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น การดำเนินชีวิตอย่างสิ้นเปลือง(ดื่มเหล้า สูบบุหรี่) นอนดึก พักผ่อนน้อย ภาวะความเครียดสะสม โรคประจำตัว(ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจ)

แต่ผู้หญิงจะแก่เร็วกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดแบบไม่ต้องมีใครมาช่วยคอนเฟิร์มคือ เต้านมขยายขนาดในช่วงตั้งครรภ์และช่วงให้นมบุตร พอยุติการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เต้านมมีการลดขนาด เหมือนลูกโป่งที่พองลม พอหดตัวกลับคืน จะแฟบจนน่าใจหาย กลายเป็นนมคล้อยแทบทุกคน 

ผู้หญิงทุกคนถึงแม้ไม่เคยผ่านการตั้งครรภ์ แต่เมื่อผ่านพ้นวัยแรกแย้มจนบานสะพรั่ง จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่วัยกลางคน จนกระทั่งเข้าเขตวัยทองสมบูรณ์แบบ แต่ละคนจะต้องเผชิญกับธรรมชาติของร่างกายที่เปลี่ยนแปร เริ่มเห็นชัดเมื่ออายุ 30-35 ปีขึ้นไป เต้านมจะเริ่มหย่อยคล้อยเป็นเรื่องปกติตามธรรมชาติอยู่แล้วค่ะ

ในบรรดาไฟโตเอสโตรเจนที่พบในพืชต่างๆมากมาย เช่น ถั่วเหลือง, กราวเครือ ,kudzu,กลอย, flaxseed ,saw palmetto,red clover,fenugreek,strawberry,ชะเอมเทศ,ใบบัวบก,น้ำมะพร้าว,เม็ดยี่หร่า,งา,ลูกพรุน,แครอท,กะหล่ำ,แอปริคอต,ซูกินี,ข้าวสาลีและโฮลเกรน,ธัญพืชและถั่วชนิดต่างๆฯลฯ 

กราวเครือขาวจัดได้ว่า เป็นไฟโตเอสโตรเจนที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด เนื่องจากมีสารประกอบทางเคมี ชื่อว่า miroestrol โดยสกัดได้จากรากของกวาวเครือขาว 

miroestrol จะคล้ายกับ estriol ซึ่งเป็นหนึ่งในสามของ estrogens หลักที่ผลิตฮอร์โมนเพศในร่างกายมนุษย์ 
เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะ "มีความปลอดภัยที่สุด" ในบรรดาฮอร์โมนเอสโตรเจน เนื่องจากอ่อนแอกว่า estrogens อื่น ๆ นั่นเอง

ไฟโตนิวเทรียนต์(phytonutreint)หรือสารอาหารจากพืช เมื่อเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ จะถูกเปลี่ยนเป็นไฟโตเอสโตรเจน(เอสโตรเจนจากพืช) นั่นเป็นเหตุผลที่การรับประทานอาหารจากพืช จึงมีบทบาทสำคัญในการขยายเต้านม

ไฟโตเอสโตรเจนจะมีประสิทธิภาพน้อยกว่า 100-1000 เท่าของฮอร์โมนธรรมชาติที่ผลิตในร่างกายมนุษย์ จึงมีความปลอดภัยมากกว่าฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ผลิตจากสารเคมี

Phytoesrtogens จะช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก โดยการกระตุ้น estrogens ที่ผลิตตามธรรมชาติในร่างกาย การกระตุ้นของฮอร์โมนจะช่วยให้ท่อน้ำนมขยาย ซึ่งจะนำไปสู่การมีทรวงอกใหญ่ขึ้น 0.5-1 นิ้ว

กวาวเครือขาวถูกนำมาใช้ในประเทศไทยเพื่อการรักษาโรคมานานหลายปี ส่วนใหญ่เป็นอาหารเสริมฮอร์โมนเพศหญิง กวาวเครือขาวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในพม่าและภาคเหนือของประเทศไทย

กราวเครือมีสิบสามสายพันธุ์ที่รู้จักกันดี เช่นกวาวเครือแดง( Butea superba) , กวาวเครือดำ ,กวาวเครือเทาและกวาวเครือขาว ( Pueraria Mirifica ) ซึ่งมีเพียงกวาวเครือขาวที่ให้ผลประโยชน์อย่างน่าอัศจรรย์ เกี่ยวกับการปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิง

95%ของกราวเครือขาวในท้องตลาด จะมีการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ ที่เหลือจะเป็นกราวเครือป่า(wild pueraria)ที่เติบโตตามธรรมชาติในเทือกเขาสูงแถบภาคเหนือ จึงมีความบริสุทธิ์ เนื่องจากไร้สารเคมีที่เป็นอันตราย ไร้มลพิษทางดินและน้ำ 

กราวเครือขาวป่า จะมีคุณภาพเหนือกว่ากราวเครือที่เพาะปลูกเชิงพาณิชย์  จึงประสิทธิภาพสูงและออกฤทธิ์โดยตรงกับเนื่อเยื่อเซลล์ ที่สำคัญคือ ไม่มีผลข้างเคียงเหมือนกราวเครือขาวทั่วไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง สิวบุก คัดตึงเต้านม เลือดออกผิดปกติ ฯลฯ

ด้วยเทคโนโลยีการผลิตชั้นสูงระดับนาโนเทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่น(เจ้าของสิทธิบัตรกราวเครือ)จึงสามารถคัดเลือกสารสกัดที่ทรงคุณค่าจากกราวเครือป่าได้อย่างมีประสิทธิผล ไม่มีความเป็นพิษหลงเหลืออยู่ จึงปลอดภัยต่อผู้บริโภคเหนือกว่า กราวเครือขาวที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป

นอกจากกราวเครือป่า ยังมีส่วนผสมจากธรรมชาติอีกอย่างคือ Kudzu(คุดซู) พืชชนิดนี้มีต้นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น

 Kudzu มีชื่อเรียกเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า "Kudzu Vine" เพราะส่วนยอดของต้นมีลักษณะ คล้ายต้นองุ่นที่ใช้ผลิตไวน์ ซึ่งเป็นไม้เลื้อยที่เกาะเกี่ยว 

Kudzu ถูกนำเข้ามายังสหรัฐอเมริกา ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากดอกสีม่วงแสนสวยของต้น เป็นแหล่งรวมของสารอาหารอันอุดมสมบูรณ์สำหรับดินและราก ซึ่งสามารถชอนไชได้ลึกถึงสองเมตร มีคุณสมบัติในการชะลอการกัดเซาะ ประการสำคัญ kudzuมีอัตราการเติบโตที่รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อคือ 300 เมตรต่อปี 

Kudzu มีที่มาของชื่อในภาษาละตินว่า Pueraria Lobata 
มีความหมายว่า "อ่อนวัยอยู่เสมอ" 

ส่วนรากมีสรรพคุณที่โดดเด่น ในการต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยังเป็นแหล่งอันอุดมของไอโซฟลาโวน(isoflavone)มากถึง 60% ซึ่งมีสารประกอบสำคัญคือ เดดซีน (daidzein) และเจนิสทีน (genistein) ทำหน้าที่ส่งเสริมปฏิกิริยาของเซลล์ที่ขาดฮอร์โมน มีความสามารถในการกักเก็บน้ำของผิว จึงได้รับการฟื้นฟู เพิ่มการผลัดเซลล์ผิว และสังเคราะห์คอลลาเจนเพิ่มขึ้น ผิวจึงมีความกระชับยืดหยุ่น ริ้วรอยเหี่ยวย่นจึงลดลง

Kudzu จัดว่าเป็นหนึ่งในสมุนไพรจีนพื้นฐาน 50 ชนิด ถูกใช้ในการรักษาหูอื้อ วิงเวียน ร้อนวูบวาบ มาเป็นเวลาหลายร้อยปี

มีประโยชน์อย่างไร
1.ปรับสมดุลฮอร์โมนในหญิงวัยหมดประจำเดือน เช่น ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกลางคืน ปวดเมื่อยตามตัว

2.เพิ่มความชุ่มชื้นในช่องคลอด
3.เพิ่มความสามารถในการกักเก็บน้ำของผิวมากขึ้น
4.ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นและเพิ่มการผลิตคอลลาเจน
5.ช่วยลดอัตราการเกิดผมหงอกก่อนวัย 
6.เพิ่มความแข็งแรงของเซลล์รากผม ผมจึงหนา ไม่บางลง และไม่หลุดร่วงง่าย
7.ช่วยลดการเกิดเซลลูไลท์
8.เพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก
9.ลดภาวะกระดูกพรุนในสตรีวัยทอง
10.อาจมีผลในการป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้

11.เพิ่มขนาดหน้าอก ทำให้กระชับ เต่งตึง ไม่หย่อยคล้อยไปตามวัย

12.อาจช่วยทำให้ผมหงอกกลับคืนเป็นสีดำอีกครั้ง 
13.ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย ไม่ให้แก่กว่าวัย

แป้งทดลองกิน push bar chocolate(มีส่วนผสมของ 
wild pueraria & kudzu)ยี่ห้อ alinen วันละ 1 ชิ้น 
โดยไม่ได้หวังผลเรื่องเพิ่มขนาดเต้านม เพื่อให้เท่าหัวเด็ก แต่คาดหวังในเรื่องหน้าอกกระชับ เต่งตึง ไม่หย่อยคล้อยเท่านั้นค่ะ

วันแรกและวันต่อๆมาที่กิน ไม่มีผลข้างเคียงอะไรเลย 
ไม่คัดตึงเต้านม คลื่นไส้ อาเจียน ไม่มีเลือดออกกระปริบกระปรอยแต่อย่างใด 

เมื่อครบ 2 เดือน วัดหน้าอกขยายขึ้น 0.5 นิ้ว
 เต้านมที่เริ่มหย่อยคล้อยไปตามกาลเวลา(แป้งอายุ 42 ปี 8 เดือน) กลับมากระชับ แน่น เต่งตึง เหมือนกลับมาเป็นวัยสาว อายุราว25-26ปีอีกครั้ง 

พอเข้าเดือนที่ 4 ได้นมใหม่ไฟกระพริบ ไฉไล ใหญ่กว่าเดิม 1 นิ้ว แถมคิ้วฝั่งซ้ายที่เคยตก มันยกขึ้นมาเท่ากับอีกข้าง ป๊าด!มหัศจรรย์พันลึก เท่ากับว่า สวยจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริงแบบไม่อิงนิยายและไม่มโมจิต คิดไปเองค่ะ

หากลดผมหงอกหรือช่วยให้ผมขาวกลับดำได้
ถือเป็นพืชจากธรรมชาติที่เสกสรรค์ให้ผู้หญิงทุกวัยจริงๆค่ะ 


ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ100%คุณภาพสูง 
จากประเทศอังกฤษ(Under Licenced of Alinen UK limited)
ผลิตในมาเลเซีย 




สอบถามและสั่งซื้อได้ที่
hamercandysiam.lnwshop.com
Tel.081-845-3461
ID line : noi_nunoy2512













ที่มา

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2560

ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen)สำคัญกับผู้หญิงอย่างไร

ไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen)เป็นสารประกอบเคมีธรรมชาติที่พบได้ในพืช (phytonutreint)พบมากกว่า 300 ชนิด มีโครงสร้างและการออกฤทธิ์คล้ายคลึงฮอร์โมน เอสตราไดออล(estradiol)ที่ผลิตตามธรรมชาติในร่างกายมนุษย์

ไฟโตเอสโตรเจนไม่ใช่สารอาหาร เนื่องจากไม่ให้พลังงานและไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (functional food) เนื่องจากมีโครงสร้างและการออกฤทธิ์ที่คล้ายคลึงฮอร์โมนเพศหญิง คือ เอสโตรเจน(estrogen)โดยออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง และกระตุ้นการเจริญของอวัยวะสืบพันธุ์


 ไฟโตเอสโตรเจนออกฤทธิ์ได้ต่ำกว่าฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายมนุษย์ 100-1000เท่า สามารถแย่งที่กับเอสโตรเจนในการจับกับตัวรับเอสโตรเจน(estrogen receptor)ที่มีอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย และชักนำให้เกิดการตอบสนองเฉพาะต่อเอสโตรเจนเท่านั้น

การบริโภคไฟโตเอสโตรเจน จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้ รวมถึงการป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคกระดูกพรุนที่พบมากในสตรีวัยทอง

    ไฟโตเอสโตรเจน(Phytoestrogen)แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ 

1. Isoflavone(ไอโซฟลาโวน)สารกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงมาก เนื่องจากมีสูตรโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเพศ และสามารถจับกับตัวรับเอสโตรเจนในเซลล์(estrogen receptor)ได้ มีดังนี้

genistein พบในถั่วเหลือง ถั่วเขียว alfalfa

daidzein พบในถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ alfalfa

Miroestrol พบในกวาวเครือ 
Chandalone และ osajin พบในเถาวัลย์เปรียง 
Formononetin พบในชะเอมเทศ

2.Coumestans(คูเมสแตน) มีสารที่เรียกว่า coumestrol มีฤทธิ์เป็น estrogenic activity(มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน) ได้แก่ สารในกลุ่ม coumestans เช่น alfalfa,split peas,pinto bean,lima bean,clover sprouts
      
3. lignan(ลิกแนน)มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศคือ enterolactone และ Enterodiol จะพบมากในเส้นใยของพืช ดังนั้นสตรีวัยใกล้หมดประจำเดือน จึงถูกแนะนำให้รับประทานผักหรือพืชที่มีเส้นใยมาก เนื่องจากมีสารดังกล่าวที่แสดงฤทธิ์เป็น estrogenic effect นั่นเอง

มีประโยชน์อย่างไร
1.ปรับสมดุลฮอร์โมนโดยเฉพาะสตรีวัยก่อนหมดประจำเดือนและสตรีวัยทอง
2.ลดภาวะคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดสูง เนื่องจากระดับคอเลสเตอรอลในเลือด มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

สตรีที่มีภาวะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน มีโอกาสเสี่ยงต่อคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เพราะคอเลสเตอรอลเป็นสารตั้งต้นตัวหนึ่งในการสร้างฮอร์โมนเพศ เมื่อรังไข่หยุดสร้างฮอร์โมน จะทำให้คอเลสเตอรอลเหลือในกระแสเลือด จึงส่งผลให้มีระดับคอเลสเตอรอลสูงได้ 

ไม่น่าแปลกใจในข้อนี้ เพราะแป้งเห็นผู้หญิงวัยทองหลายคน ตอนสาวๆสุขภาพปกติ พอถึงวัยหมดประจำเดือนเท่านั้นแหละ คอเลสเตอรอลพุ่งสูงปรี๊ด นับเป็นของขวัญวันแรกรับวัยทอง ที่ไม่มีใครต้องการเลย

3.เจนีสทีน(Genistein) เป็นสารสำคัญที่พบมากในถั่วเหลือง มีผลต่อการลดของคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี(LDL) และการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอลชนิดดี(HDL) ช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และลดการจับตัวของเกล็ดเลือด ที่เป็นสาเหตุให้เกิดภาวะการอุดตันของหลอดเลือด

4.ลดโอกาสเกิดภาวะกระดูกพรุน เมื่อขาดเอสโตรเจน จะไม่มีตัวไปช่วยยับยั้งกระบวนการสลายกระดูก ทำให้อัตราการสลายตัวของเนื้อกระดูกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วง5ปีแรกของการหมดประจำเดือน 

ในต่างประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ไม่ค่อยมีแสงแดด (แสงแดดมีวิตามินดี ซึ่งช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและสะสมเกลือแร่ในกระดูก)สตรีวัยทองจะประสบภาวะกระดูกพรุน เป็นอันดับต้นๆ แต่บ้านเราแดดดีเหลือเกิน ทำให้สาวๆพากันหลบแดดเสียเป็นส่วนใหญ่ ลองออกมารับแดดช่วง8โมงเช้าก็ดีนะคะ

5.ลดภาวะผมร่วง ผมบาง มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า 
ไอโซฟลาโวน(isoflavones) ช่วยยับยั้ง DHT(dihydrotestosterone) ที่เป็นสาเหตุให้ต่อมรากผมหดตัว จนเกิดอาการผมร่วงศรีษะล้านที่มักพบในเพศชาย (พบบ้างในผู้หญิง) ทั้งยังช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศชาย (testosterone) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

6.ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

 7.ลดโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง เมื่อขาดเอสโตรเจน จะทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัวได้ง่าย จึงทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ในวัยทอง ซึ่งพบบ่อยมาก พอหมดประจำเดือน กลับได้โรคความดันโลหิตสูงมาเป็นของแถมที่เราไม่ต้องการเสียนี่
                            
 8.ลดอาการร้อนวูบวาบ(hot flash) มีเหงื่อออกในเวลากลางคืน เกิดจากศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายทำงานบกพร่อง ส่งผลให้หลอดเลือดตามผิวหนังขยายตัว จึงเกิดอาการร้อนวูบวาบ ปวดศีรษะ 
                             
6.ลดภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย โดยเฉพาะอาการซึมเศร้าไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้ บางคนคิดอยากหนีไปอยู่บนดวงจันทร์ อาการแบบนี้ไม่ได้เป็นโรคจิตโรคประสาทแต่อย่างใด เกิดจากระดับฮอร์โมนเพศเอสโตรเจนที่หมดไปจากร่างกาย
                             
7.ลดอาการช่องคลอดแห้ง ผิวหนังแห้งกร้าน บางคนจนถึงกับคันทั่วร่างกาย 

ประชากรในภูมิภาคเอเชียและยุโรปตะวันออก พบการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่  มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าทางประเทศแถบตะวันตกมาก 

ทางระบาดวิทยาพบว่า ไฟโตรเอสโตรเจนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการป้องกันภาวะเหล่านี้ในคนเอเชีย โดยเฉพาะการบริโภคถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากถั่วเหลืองเป็นประจำ ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญหลักของไอโซฟลาโวน(isoflavones)

มีงานวิจัยจาก Molecular Nutrition & Food Research ปีพ.ศ 2554 ที่ค้นพบว่า ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง มีคุณสมบัติป้องกันและต้านทานเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก

 คนญี่ปุ่นรับประทานอาหารประเภทนี้เป็นประจำ  จึงพบอุบัติการณ์ของมะเร็งที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศน้อยที่สุด ในขณะที่คนญี่ปุ่น ซึ่งอพยพออกจากประเทศแล้ว ดำเนินวิถีชีวิตแบบชาวตะวันตก พบว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น  

จากการศึกษาวิจัยพบว่า ไฟโตรเอสโตรเจนสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งของมะเร็งเต้านมได้ 18-20%  
 มะเร็งลำไส้ใหญ่15-30 %

จะเห็นได้ว่า ไฟโตเอสโตรเจน สามารถป้องกันการเติบโตของเซลล์ที่ถูกกระตุ้นด้วยเอสโตรเจนได้ อาจช่วยลดหรือยับยั้งการออกฤทธิ์ของเอสโตรเจนที่มีต่อเซลล์หรือเนื้อเยื่อที่ตอบสนองต่อเอสโตรเจนได้ เช่น เนื้อเยื่อเต้านม เป็นต้น

Blog หน้าพบกับสุดยอดไฟโตเอสโตรเจนสองชนิดผสานเป็นหนึ่งเดียว ที่ช่วยเพิ่มความกระชับของเต้านม เพิ่มความอวบอิ่ม เต่งตึงดุจวัยแรกสาวค่ะ





ที่มา


ความลับของฟิลเลอร์ ep.1

กรดไฮยารูโลนิก (Hyaluronic Acid) หรือ HA เป็นส่วนผสมที่พบในผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หากเป็นอาหารเสริมหรือครีมบำรุงผิว จะอยู่ในรูป sodium hyaluronate...

บทความยอดนิยม