บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2565

การแพ้อาหารกับสารซัลไฟต์(Sulfites)

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา มีใครไม่เคยแพ้อาหารบ้างคะ คนที่ไม่แพ้อะไรเลยนับว่าเป็นคนที่โชคดีมากๆที่ไม่มีข้อจำกัดในการกิน อยากกินอะไรก็กิน ไม่ต้องคอยระแวดระวังอะไรทั้งสิ้น 

ประมาณ 0.05–2% ของประชากรทั่วโลกจะประสบกับภาวะภูมิแพ้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ในปี 2010 เป็นต้นมา อัตราส่วนดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น มักพบในเด็ก วัยทำงานและผู้หญิง

ในอดีตแป้งเคยเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เป็นหนักขนาดต้องกินยาแก้แพ้ มีแค่ชอบขยี้ตาบ่อยๆ จนพอโตขึ้นมีรอยคล้ำเล็กน้อยใต้ตาซ้ายและพออายุ 30 กว่า สังเกตว่าเริ่มมีรอยขีด(คนละอย่างกับริ้วรอย)ใต้ตาซ้าย  แต่ข้างขวาไม่มี ช่วงนั้นยังทำเลเซอร์อยู่ นึกสงสัย เลยถามหมอผิวหนัง คุณหมอถามว่า ‘’เป็นภูมิแพ้หรือเปล่า’’
อ๋อ!ขีดใต้ตาคือ รอยขยี้ตาจากภูมิแพ้ นั่นเอง

มีบางครั้งในชีวิตที่นอนดึกติดต่อกันหลายคืน ตื่นขึ้นมาส่องกระจก อ้าว!ทำไมขอบตาเราดำเหมือนหมีแพนด้าเนี่ย แต่พอผ่านไป 1 สัปดาห์ ขอบตาที่คล้ำก็หายไปเอง

แป้งเริ่มแพ้อาหารตอนอายุประมาณ 29 ปี ช่วงกลางคืนวันหนึ่งดื่มน้ำส้มกล่องยี่ห้อมาลีเพียง 350 ซีซี ผ่านไป 3 ชม.เริ่มมีอาการคันหัวตา  คันตามตัว มีผื่นแดงเป็นปื้นตามรอยที่เกา อีกสักพักตาบวมโปนเหมือนปลาทอง เลยไปโรงพยาบาล แพทย์ฉีดยา Dexamethazone+CPM ให้ แค่ครึ่งชม.อาการคันตามตัว ผื่นแดง+ตาบวมเริ่มยุบ ได้ยากลับบ้านเป็น
กลุ่มยาแก้แพ้แบบไม่ทำให้ง่วงและยาสเตียรอยด์ prednisolone 5 mg อย่างละซอง แต่ไม่กินสักเม็ดเพราะลำพังฤทธิ์ของยาฉีดเข้าเส้นเลือดก็ทำให้อาการแพ้ทั้งหลายสงบลง ถือว่าการรักษาได้สิ้นสุดลงแล้ว(อย่าเผลอกินอาหารที่กระตุ้นการแพ้อีกล่ะกัน) ไม่อยากกินยาเม็ดเพิ่มอีกเพราะผลข้างเคียงค่อนข้างเยอะค่ะ

อีกครั้งกินเต้าหู้ปลาก็มีอาการแบบเดิมเป๊ะ แต่มีท้องเสีย 10+ครั้งร่วมด้วย ลงเอยด้วยการฉีดยาสูตรเดิมตามเคย

2 ปีต่อมาไปเที่ยวยุโรป(ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลี)ระหว่างนั่งรถโค้ชข้ามพรมแดนระหว่างฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ ทุก 3 ชม.คนขับรถจะแวะพักปั๊มเพื่อเติมน้ำมัน ลูกทัวร์จะได้พักด้วย ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ระหว่างนั้นแป้งกับสามีจะลงไปเข้าห้องน้ำ+เดินยืดเส้นยืดสาย ดูสินค้าที่ขายในมินิมาร์ทเพลินเชียว
ได้ลองซื้อนมกล่องสเตอริไลซ์ที่ผลิตในฝรั่งเศสมาชิม คือ อร่อยมากนมเข้มข้น นัวนมหอม ฟินสุดๆ รสชาติดีกว่านมไทยเยอะมากๆค่ะ

 สิ่งที่โชคไม่ดีคือ เหลือบไปเห็น Orange and Pink Grapefruit Juice ซึ่งเป็นน้ำผลไม้เกรปฟรุตสีชมพูอ่อนบรรจุในขวดเพ็ท น่าลิ้มลองมาก พอดื่มไปได้สักครึ่งชม.เอ๊ะ!ทำไมรู้สึกปวดมวนท้องผิดปกติ 
สักพักเริ่มคันตา คันตามตัว ตาทั้ง 2 ข้างบวม ท้องเสียต้องเข้าน้ำกระทันหัน ยา prednisolone 5 mg ที่เตรียมติดตัวไว้หลังจากแพ้อาหารครั้งแรก ดันเก็บไว้ในกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ซึ่งอยู่ใต้ท้องรถ พี่ๆบนรถบัสก็พากันไถ่ถามอาการและหยิบยื่นยาให้แป้งกินบรรเทาอาการไปก่อน แต่ไม่มียาเฉพาะที่จะหยุดยั้งการแพ้ที่เกิดขึ้นได้

โชคดีว่าคนขับรถโค้ชสามารถแวะจอดให้แป้งเข้าห้องน้ำได้ ตอนที่รีบลงจากรถ ยังมีแก่ใจหันไปมองคนในรถโค้ชอีก อ้าว!ทำไมทุกคนลงจากรถกันหมดเลย อ๋อ!พากันปวดปัสสาวะเหมือนกัน(ส่วนใหญ่อายุ~50-60 ปี)

พอเข้าห้องน้ำเสร็จอาการปวดท้องก็ดีขึ้น แต่ยังมีอาการคันตา คันตามตัวอยู่นิดนึง ถึงโรงแรมที่ตั้งอยู่เมืองเล็กๆทัศนียภาพสวยงาม(ขออภัยจำชื่อไม่ได้เพราะป่วย)ในสวิสเซอร์แลนด์ มีวิวทะเลสาบงดงามแต่ไม่ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศแสนโรแมนติกเลย
 ไกด์ทัวร์เอาอาหารเย็นมาเสิร์ฟให้ถึงห้องพักเพราะแป้งและสามีไม่สามารถลงไปกินอาหารพร้อมลูกทัวร์คนอื่นๆได้

แป้งฝืนกินอาหารได้หน่อยนึงแล้วกินยา prednisolone 5 mg จำนวน 2 เม็ดที่เตรียมมา จากนั้นหลับไปราว 2 ชม.กว่าตื่นมา 4 ทุ่มนิดๆ ด้วยความรู้สึกเบาตัวกว่าตอนกลางวันเยอะมากมาย ตาลดบวมลง ไม่คันตามตัว ดีใจที่อาการแพ้หายเร็วกว่าที่คิด ไม่งั้นทริปที่เหลืออีก 5 วัน 4 คืน ไม่สนุกแน่นอนค่ะ

ผ่านอีกปีไปเที่ยวฮ่องกง เห็นน้ำผลไม้สีชมพูอมม่วงในซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้างสรรพสินค้าโอเชี่ยน เทอมินอล(Ocean Terminal)มาดื่มในห้องพักโรงแรมมาร์โคโปโล เกตเวย์ ผ่านไป 2 ชม.เริ่มมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดมวนท้องตามด้วยท้องเสีย 15+ครั้ง แบบว่าชีวิตลำเค็ญ รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะเนื่องจากแร่ธาตุโซเดียมและโปแตสเซียมไหลออกจากร่างกายมากเกินไป ดวงขึ้นคร่อมคอห่านสุดๆ กินยา prednisolone 5 mg+ยาแก้แพ้ก็ไม่ดีขึ้น จนหยุดท้องเสียตอนตีหนึ่ง  สิ้นสุดกระบวนการแพ้อาหารเสียที 

ปีต่อมาไปกินสุกี้ MK.มื้อกลางวัน สั่งหลายอย่างรวมถึงลูกชิ้นปลาแซลมอนที่ทำจากปูอัด(ปูอัดทำเนื้อปลาซูริมิ เติมสีผสมอาหารสีส้ม) กินแค่ 5 ตัว กลับถึงบ้านก็ปวดมวนท้อง ท้องเสีย 10+ตามเคย

ปลายปีกลับสกลนครเพื่อไปเยี่ยมพ่อแม่ ช่วงเย็นเห็นหลานสาววัย 6 ขวบ เขวี้ยงขนมคาปูลิโกะที่เป็นกรวยสีชมพูทิ้ง
แป้งออกแนวเสียดาย หยิบที่เหลือมากินกลัวเสียของ พอเที่ยงคืนจังหวะนรกได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ปวดมวนท้อง ท้องเสีย 10+ครั้ง ไปรพ.ตอนตีหนึ่ง มีแต่พยาบาล เล่าอาการให้ฟังเพื่อขอฉีด dexamethazone แต่เนื่องจากยาชนิดนี้ต้องให้แพทย์สั่งเท่านั้น 
น้องพยาบาลจึงฉีดแค่ CPM เข้าเส้นเลือดพร้อมกับให้ยา CPM แบบเม็ดมาด้วย(แต่แป้งก็ไม่กินตามเคย) เพียงครึ่งชม.อาการปวดมวนท้องก็ดีขึ้นจนเป็นปกติ

แป้งจะมีอาการแพ้อาหารเช่นนี้ทุกปี บางปี 1-2 ครั้ง ล่าสุดประมาณเดือนมี.ค 64 ซื้อโยเกิร์ตยี่ห้อดัชชี่ รส strawberry มากิน 2 ถ้วย 
ถ้วยแรกมีสตอร์เบอรี่เป็นลูกปนในโยเกิร์ต ผ่านไปด้วยดี
วันต่อมา มีสตอร์เบอรี่บดละเอียดในโยเกิร์ต โอ๊ะ!รสชาติแปลกๆไม่อร่อยเหมือนถ้วยที่มีสตอเบอรี่เป็นลูกเลย ผ่านไปไม่ถึงชม.เหมือนหนังที่วนกลับมาฉายอีกรอบ อีหรอบเดิมคือ คันตา คันตามตัว มีผื่นแดง รอบนี้ไม่ปวดมวนท้อง อีกสักพักตาบวมโปนเหมือนปลาทอง เลยไปรพ.แพทย์ฉีดยา Dexamethazone+CPM ให้ แค่ครึ่งชม.อาการคันตามตัว ผื่นแดง+ตาบวมเริ่มยุบ กลับบ้านพักผ่อน

เมื่อกลางปี 64 ไปพักโรงแรมห้าดาว(ใช้สิทธิ์เที่ยวด้วยกัน)แห่งหนึ่งในกทม.ดื่มน้ำฝรั่งไป 2 แก้วตอนมื้อเช้า แค่ครึ่งชม.เริ่มปวดท้อง ท้องบวมแปลกๆ ตามมาด้วยอาการคันตา คันตามตัว มีผื่นแดง อีกสักพักตาบวมโปนเหมือนปลาทองอีกครั้ง 

เพิ่มเติมที่น่ากลัวคือ ช่วงที่ไปโรงพยาบาลมีอาการหายใจติดขัดเหมือนหลอดลมตีบ( อาการแพ้ของระบบทางเดินหายใจได้แก่หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีดหรือหายใจไม่ออก เสียงหายใจดังเสียงฮืด ๆ มักเกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม)

พอไปถึงรพ.แพทย์เวรที่ประจำห้องฉุกเฉินได้ซักถามอาการ แล้วกล่าวประโยคหนึ่งว่า’’คุณแพ้เยอะขนาดนี้น่าจะเลิกดื่มน้ำผลไม้ได้แล้วนะครับ’’ แป้งก็คิดในใจว่า อายุปูนนี้แล้ว ใครจะไปรู้ว่าจะแพ้น้ำฝรั่ง ในเมื่อพักโรงแรมห้าดาวทุกที่ จะเลือกดื่มแต่น้ำฝรั่ง ไม่กล้าดื่มน้ำส้ม(กลัวแพ้เหมือนในอดีต)แต่รอบนี้ทำไมถึงได้แพ้น้ำฝรั่งได้

นึกเหตุผลอย่างไรก็ไม่ได้คำตอบ(จนได้คำตอบวันนี้ที่เขียนบล็อก) โทรถามพนักงานโรงแรมว่า ใช้น้ำฝรั่งยี่ห้ออะไร ได้รับคำตอบว่า เป็นน้ำผลไม้แกลลอน ไม่มียี่ห้อ 

ผ่านมาจนเริ่มต้นปีใหม่ 2565 แล้ว เวลาพักโรงแรมที่ไหน จะเลือกดื่มแต่น้ำเปล่า ไม่อยากเจอหนังชีวิตอีกแล้ว เป็นเศร้าค่ะ

คิดไปคิดมา อาการแพ้อาหารที่เกิดกับแป้ง นับว่ายังน้อยกว่าคนอื่นมากๆ เพราะแป้งไม่เคยต้องแอดมิทที่โรงพยาบาลสักครั้งเดียว มีบางคนแพ้กุ้ง(แค่น้ำผัดผักที่มีกุ้ง กินแล้วผื่นขึ้น หายใจไม่ออก ต้องแอดมิท) ถั่ว นม ชีส เนย น้ำตาล แป้งสาลี ไข่ วุ้นเส้น เส้นหมี่ เส้นก๋วยเตี๋ยว แอพริคอตแห้ง ลูกเกด กุ้งแช่แข็ง เนื้อกุ้งดิบและอื่นๆอีกมากมาย

 เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา แป้งคลิกหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตไปเรื่อยๆ สายตาพลันสะดุดกับข้อมูลอะไรบางอย่าง ซึ่งก็คือ sulfite(ซัลไฟต์)

สารก่อภูมิแพ้อีกกลุ่มหนึ่งคือ สารกลุ่มซัลไฟต์ (sulfites) ท่ีผู้บริโภคมองไม่เห็นและอาจไม่รู้จัก แต่เป็นอันตรายต่อผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ 

สารกลุ่มซัลไฟต์ (sulfites) ได้แก่ โซเดียมซัลไฟต์ โพแทสเซียมซัลไฟต์ โซเดียมไบซัลไฟต์ โพแทสเซียมไบซัลไฟต์ โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ โพแทสเซียมเมตาไบซัลไฟต์  สารกลุ่มนี้เมื่อถูกความร้อนจะสลายให้ก๊าซซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ (Sulfur dioxide: SO2) เป็นก๊าซที่มีสภาวะเป็นกรด ไม่ติดไฟ มีกลิ่นฉุนรุนแรง

ซัลไฟต์ถูกเติมเข้าไปในอาหารด้วยเหตุผลหลายประการคือ
1.ลดการเน่าเสียของแบคทีเรีย
2.ชะลอการเกิดสีน้ำตาลของผักผลไม้และอาหารทะเล
3.ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในระหว่างการหมักไวน์
4.การให้ความร้อนของแป้งในพายแช่แข็งและเปลือกพิซซ่า
5. เป็นสารกันเสีย (preservative) ที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาถูก ง่ายต่อการใช้งาน ช่วยยับยั้งการเจริญของ ยีสต์ (yeast) รา (mold) และแบคทีเรีย (bacteria)

เมื่อก่อนซัลไฟต์ถูกเติมเข้าไปในอาหารสดในร้านอาหารและร้านขายของชำเพื่อป้องกันการเกิดสีน้ำตาล ซึ่งมีผลทำให้สีของอาหารไม่น่ากิน การเพิ่มขึ้นของปฏิกิริยานี้  ทำให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) สั่งห้ามใช้ซัลไฟต์ในอาหารสดในปีพ. ศ. 2529 โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักกาดหอมสดในสลัดบาร์

FDA กำหนดให้อาหารที่มีความเข้มข้นของ sulfites มากกว่า 10 ส่วนต่อล้าน (ppm) ต้องระบุไว้บนฉลาก
เนื่องจากอาหารที่มีปริมาณ sulfite น้อยกว่า 10ppm ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า เป็นสาเหตุของอาการแม้ในคนที่แพ้ sulfites

อาหารที่ประกอบด้วยซัลไฟต์
อาหารที่สลายลงไปในระดับของซัลไฟต์มากกว่า 100ppm ของ sulfites (ถือว่าระดับสูงมาก แนะนำในคนที่มีอาการแพ้ sulfite หลีกเลี่ยง)
    •    ผลไม้อบแห้ง (ไม่รวมลูกเกดและลูกพรุน)
    •    น้ำมะนาวบรรจุขวด (ไม่แช่แข็ง)
    •    ไวน์
    •    กากน้ำตาล
    •    กะหล่ำปลีดอง (และน้ำผลไม้)
    •    น้ำองุ่น (ขาว, ประกายขาว ประกายสีชมพู ประกายแดง)
    •    หัวหอมดอง

สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทผลไม้อบแห้งที่สามารถบริโภคได้เลย เช่น พุทราจีนแห้ง ผลแอปริคอตแห้ง สังเกตได้จากภายนอก โดยไม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสีจัดจ้าน เนื่องจากในกระบวนการผลิตผลไม้อบแห้งต้องผ่านความร้อนสูง มีผลทำให้สีสันและเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์เสียไปด้วย หากพบผลิตภัณฑ์มีสีสันสวยงามมากผิดปกติ  ให้สันนิษฐานว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีการใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์(เป็นสารกลุ่มเดียวกับซัลไฟต์)จำนวนมาก

น้ำตาลปี๊บ,น้ำตาลปึก เมื่อเก็บไว้ข้างนอกตู้เย็นจะมีสีน้ำตาลเข้มขึ้นเรื่อยๆ ถ้ายังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนสีเมื่อเก็บไว้นานๆ ที่อุณหภูมิห้อง แสดงว่ามีการใช้สารฟอกขาวในการผลิต ถึงว่าแป้งซื้อน้ำตาลปี๊บมาจากตลาดสด วางไว้ในครัวนานครึ่งปี น้ำตาลยังคงสีเดิมไม่เข้มขึ้นเลย แบบนี้นี่เอง ดีนะที่แป้งไม่แพ้

ซัลเฟอร์ไดออกไซด์มีประโยชน์สำหรับผู้ผลิตอาหารในการช่วยยืดอายุการเก็บอาหาร และช่วยไม่ให้อาหารเปลี่ยนสีเมื่อผ่านความร้อน แต่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค หากผู้ผลิตใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากเกินไป 

พิษของสารซัลไฟต์
พิษของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ปริมาณ 8 ส่วนในล้านส่วน จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองของระบบหายใจ

ปริมาณ 20 ส่วนในล้านส่วน จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา จัดเป็นสารก่อภูมิแพ้ (food allergen) ถ้ารับประทานเข้าไปไม่มาก 
ร่างกายขับออกทางปัสสาวะได้ 
แต่ถ้ามากเกินไปจะมีผลไปลดประสิทธิภาพการใช้โปรตีนและไขมันในร่างกายของมนุษย์ มีฤทธิ์ทำลายวิตามิน B1 ด้วย หากซัลเฟอร์ไดออกไซด์สะสมในร่างกายมากๆ อาจทำให้หายใจ ติดขัด ปวดท้อง ท้องร่วง เวียนศีรษะ อาเจียน หมดสติ และอาจตายได้ในผู้ที่แพ้มากหรือเป็นหอบหืด

อาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้แบบฉับพลัน โดยมากมักเกิดภายใน 5-30 นาทีหลังจากได้รับสารก่อภูมิแพ้ หรือไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้ชนิดรับประทาน อาจมีความรุนแรงถึงชีวิต บริเวณที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ ผิวหนัง (80–90%) ระบบทางเดินหายใจ (70%) ระบบทางเดินอาหาร (30–45%) ระบบหัวใจและหลอดเลือด ( 10–45 %) และระบบประสาทส่วนกลาง (10–15) %) 

อาการแพ้รุนแรงมักมีอาการทั่วร่างกายหรือมีอาการแสดงหลายระบบ ได้แก่      
1. ระบบผิวหนังและเยื่อบุ เช่น อาการคัน ตัวแดง ผื่นลมพิษ ปากบวม หน้าบวม  
2. ระบบทางเดินหายใจ เช่น อาการหอบเหนื่อย หายใจมีเสียงวี้ด หลอดลมตีบ คัดจมูก      
3. ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น อาการเวียนศีรษะ วูบ หมดสติ ความดันต่ำ      
4. ระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว

สารซัลไฟต์เป็นสารเคมีที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารหลายประเภท โดยใช้เป็นสารกันเสียเพื่อป้องกันและยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ ใช้เป็นสารกันหืนเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันในอาหารที่จะทำให้เกิดการเหม็นหืนในผลิตภัณฑ์นั้น และที่สำคัญยังสามารถใช้เป็นสารฟอกขาวอีกด้วย  เนื่องจากมีคุณสมบัติยับยั้งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงเป็นสีน้ำตาลซึ่งเกิดขึ้นในอาหารหลายประเภท  เช่น  ผัก ผลไม้  น้ำผลไม้ น้ำหวานจากพืช และอาหารทะเล พวกกุ้ง ปู ปลา ปลาหนึก เป็นต้น 
ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เองทำให้มีการนำสารนี้มาใช้อย่างกว้างขวางในผลิตอาหารต่างๆเช่น 

1.การผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง(หืม!ถึงว่าแป้งแพ้ปูอัด)
2.การผลิตน้ำตาล ทั้งน้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บและน้ำตาลปึก
3.การฟอกสีผลิตภัณฑ์จากแป้ง เช่น แป้งสาลี วุ้นเส้น เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน เป็นต้น
4.พืชผักผลไม้ที่ปอกเปลือกและต้องการเก็บไว้นานๆโดยไม่เกิดสีน้ำตาลเข้มขึ้น  เช่น การผลิตมันฝรั่งอบแห้ง กล้วยอบแห้ง บางครั้งมีการนำไปแช่ถั่วงอก หน่อไม้ หรือใส่ในการผลิตผลไม้แห้ง ผลไม้ดองและแช่อิ่ม

 5.การผลิตน้ำผลไม้ อ้าว!เจอคำตอบที่หามาแสนนานว่า ทำไมแป้งถึงได้แพ้น้ำผลไม้ยี่ห้อมาลี แต่ยี่ห้อทิปโก้ไม่เคยแพ้เลยเพราะตอนไปพักที่โรงแรมดุสิตธานี พัทยา ช่วงที่กินอาหารเช้าสายตาบังเอิญเหลือบไปเห็นพนักงานกำลังง่วนเทน้ำผลไม้กล่องแบบสเตริไลต์ยี่ห้อ ทิปโก้ ใส่โถจ่ายน้ำผลไม้ มิน่าล่ะ! แป้งถึงได้ดื่มน้ำฝรั่งของที่นี่โดยไม่เคยแพ้สักที

6.ใช้เป็นสารฆ่าเชื้อในการผลิตไวน์

โดยปกติถ้าได้รับในปริมาณไม่มากร่างกายคนจะมีเอนไซม์ที่สามารถเปลี่ยนสารซัลไฟต์เป็นสารซัลเฟตซึ่งไม่มีพิษต่อร่างกายและถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ  
อย่างไรก็ตามการได้รับสารกลุ่มนี้ในปริมาณมากก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ อาการความเป็นพิษที่เกิดขึ้นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

เราอาจเคยได้ยินคำว่า ‘’สารฟอกขาว’’ซึ่งนิยมใช้ในอาหารบ้านเรา ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของสารประกอบซัลไฟต์ ซึ่งเป็นชื่อรวมของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และเกลืออนินทรีย์ของกรดซัลฟูรัส ซึ่งแตกตัวให้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 

สารฟอกขาวบางตัวไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหาร เนื่องจากเป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ ได้แก่ สารไฮโดรซัลไฟต์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ยาซักมุ้ง” ซึ่งเป็นสารที่นิยมใช้ในการฟอกย้อมผ้า แต่พบว่าผู้ผลิตหลายรายนำมาใช้ในการผลิตอาหารเพื่อฟอกสีอาหารให้ดูน่ากิน

ในทางการแพทย์ ภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรัง แต่ถ้าหากรู้สาเหตุของการแพ้อย่างชัดเจนและพยายามหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่แพ้อาหาร ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจมีสารก่อภูมิแพ้ การเลือกซื้ออาหารต้องอ่านข้อมูลในฉลากอาหาร ว่ามีส่วนประกอบของสารก่อภูมิแพ้หรือไม่ รวมถึงการดูแลร่างกายให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ ย่อมช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นได้(แต่พอแพ้อาหารขึ้นมา สารก่อภูมิแพ้เริ่มโจมตีเซลล์ในร่างกาย ยาเท่านั้นที่จะช่วยหยุดภาวะนี้ได้)

อืม! แสดงว่าคนที่เป็นภูมิแพ้ มีสิทธิ์แพ้อาหารได้ทุกเวลา แต่สังเกตว่า หากแป้งกินอาหารสดใหม่จากธรรมชาติ เช่น ผักและไม้ที่ไม่แปรรูป ไม่เห็นจะแพ้อะไรเลย คนที่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษสินะคะ








ที่มา : 

Sulfites / ซัลไฟต์ - Food Wikihttps://www.foodnetworksolution.com › wiki › word › s...

ซัลไฟต์กับภูมิแพ้https://www.doa.go.th › psco › uploads › 2020/06

ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิแพ้ของซัลไฟต์และอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง - adhttps://th.approby.com › ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิแพ้

Allergy - Wikipediahttps://en.wikipedia.org › wiki › Allergy

อาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) SIRIRAJ ONLINE - si.mahidol.ac.thhttps://www.si.mahidol.ac.th › Health_detail

NEWS - ผลไม้แห้งกับโซเดียมซัลไฟด์

สารฟอกขาวหรือสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ (Sodium hydrosulfite)

วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ความชราไม่เคยปราณีใคร

 ความชราไม่เคยปราณีใคร

มนุษย์เราทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น มักจะเริ่มมีความเสื่อมในหลายระบบของร่างกายจากอนุมูลอิสระที่คอยทำลายเซลล์ต่างๆ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
มีคำกล่าวไว้ว่า ความเสื่อมถอยจะเริ่มต้นเมื่ออายุ 30 ปี และทุกๆ10 ปี ความเสื่อมของร่างกายจะเพิ่มเรื่อยๆ

อนุมูลอิสระ คือสารที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย รวมถึงมลพิษต่างๆ จากสภาพแวดล้อม เช่น  ฝุ่น ควันบุหรี่ ควันรถยนต์  โลหะหนัก ฝุ่น PM 2.5 ฯลฯ

อนุมูลอิสระ (Free Radical) เป็นอะตอมหรือโมเลกุลที่สามารถทำปฏิกิริยากับอะตอมอื่น ๆ ในร่างกายหรือเซลล์ได้อย่างรวดเร็ว โดยอนุมูลอิสระจะถูกสร้างขึ้นในร่างกายตามธรรมชาติและยังมีหน้าที่สำคัญในหลายกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในเซลล์ หากอนุมูลอิสระมีความเข้มข้นสูงขึ้นอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายและสร้างความเสียหายต่อส่วนประกอบของเซลล์ ดีเอ็นเอ โปรตีน รวมถึงเยื่อหุ้มเซลล์ โดยอาจพัฒนาให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา เช่น มะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน เบาหวาน ต้อกระจก และจอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น

อนุมูลอิสระเร่งให้เกิดความเสี่ยงสารพัดโรคตามอายุขัยที่ล่วงเลย เช่น
1.ความดันโลหิต (BP)ที่เพิ่มขึ้นตามอายุ มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดพร้อมกับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน รอบเอวที่เพิ่มขึ้น ระดับ LDL และไตรกลีเซอไรด์สูง ความดันโลหิตสูงมีความสัมพันธ์ในการเกิดภาวะหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้น

ทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจทำลายเซลล์ไต ดวงตา และอวัยวะอื่นๆ

ความดันโลหิตที่อยู่ในเกณฑ์ปกติคือ น้อยกว่า 120/80 มม. ปรอท ผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 20 ปี ควรตรวจความดันโลหิตทุกๆ 2 ปี

2.การตรวจคลำจับแต่เนิ่นๆ อาจช่วยรักษาชีวิตไว้ได้
มะเร็งเต้านมจะรักษาได้ดีที่สุดเมื่อตรวจพบในระยะแรก โดยทั่วไป ยิ่งเนื้องอกมีขนาดเล็กเท่าใด โอกาสที่มะเร็งจะแพร่กระจายไปยังอวัยวะหรือต่อมน้ำเหลืองจะยิ่งน้อยลงเท่านั้น

American Cancer Society แนะนำให้ผู้หญิงในวัย 20 และ 30 ปีทำการตรวจเต้านมโดยแพทย์ (CBE)ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทุก 3 ปี และตรวจทุกปีสำหรับผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป การตรวจเต้านมทางคลินิกไม่ได้เป็นการแทนที่การตรวจคัดกรองมะเร็ง

การตรวจแมมโมแกรมเป็นการตรวจเอ็กซ์เรย์ที่อาจช่วยค้นหามะเร็งขนาดเล็กในระยะแรกสุด ที่สามารถตอบสนองต่อการรักษาได้ดี

American Cancer Society (ACS) แนะนำให้ใช้แมมโมแกรมพื้นฐานสำหรับผู้หญิงทุกคนเมื่ออายุ 40 ปี และตรวจแมมโมแกรมรายปีสำหรับผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไปตราบเท่าที่ยังมีสุขภาพดี

ในผู้หญิงบางคน (ผู้ที่มีเต้านมคลำเป็นก้อนหรือผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม) แนะนำให้ทำการตรวจ
แมมโมแกรมเป็นพื้นฐานหรือการตรวจแมมโมแกรมครั้งแรกเมื่ออายุ 35 ปี

อย่างไรก็ตาม US Preventionive Services Task Force (USPSTF) ไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมตามปกติสำหรับสตรีที่มีอายุก่อน 50 ปี และแนะนำให้สิ้นสุดการตรวจคัดกรองเมื่ออายุ 74 ปี  

USPSTF มีคำแนะนำให้ผู้หญิงอายุระหว่าง 50-74 ปี ตรวจแมมโมแกรมทุกๆ 2 ปี ผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงบางประการต่อมะเร็งเต้านม อาจได้รับคำแนะนำให้ปฏิบัติตามตารางการตรวจสุขภาพที่แตกต่างกัน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแป้งได้รับข่าวร้ายจากพี่ในออฟฟิศเก่า มีน้องในแผนกที่เคยทำงานร่วมกัน อายุ 39 ปี ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว รักษามาตลอดแต่มะเร็งกระจายไปปอดและกระดูก ล่าสุดลามไปแกนสมอง(มะเร็งเต้านมระยะที่ 4 เชื้อจะแพร่สู่อวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น สมอง กระดูก หรือปอด เป็นต้น ระยะนี้ก้อนเนื้อจะมีหลายขนาด)ซึ่งน้องทนความเจ็บปวดไม่ไหว ไปสู่ภพภูมิที่ดีแล้วค่ะ

3.โรคต้อหินเป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแรงดันภายในดวงตา ส่งผลให้เป็นอันตรายเพราะอาจทำให้เส้นประสาทตาเสียหายหรือตาบอดได้ โรคต้อหินอาจไม่แสดงอาการใดๆ จนกว่าการมองเห็นจะเสียหาย

ผู้หญิงควรได้รับการตรวจหาโรคต้อหินทุก 2 -4 ปีก่อนอายุ 40 ปี ระหว่างอายุ 40 - 54 ปี การตรวจควรทำทุก 1 - 3 ปี
ผู้หญิงอายุ 55-64 ปี ควรตรวจทุก 1 - 2 ปี
ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ควรตรวจหาโรคต้อหินทุก 6 -12 เดือน

บางคนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคต้อหินมากกว่าผู้อื่น ชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่มีอายุเกิน 60 ปี มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคต้อหินมากขึ้น
การบาดเจ็บที่ดวงตา การใช้สเตียรอยด์ หรือมีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคต้อหินบ่งบอกถึงแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้สูงขึ้น

 ผู้หญิงทุกคนควรได้รับการตรวจตาพื้นฐานเพื่อประเมินสุขภาพดวงตาและความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคต้อหินเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป

4. โรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้น เมื่อเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงไปยังสมองถูกทำลาย ทำให้เซลล์ตายและมีปัญหาทางสมองหลายอย่าง รวมถึงการสูญเสียความจำและการควบคุมกล้ามเนื้อ

วิธีป้องกันเบื้องต้นคือ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพรวมทั้งผักผลไม้หลากหลายชนิด ผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงเป็นสองเท่าของโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้นควรเลิกสูบบุหรี่
ในทำนองเดียวกันการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองที่เพิ่มขึ้น ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น

5. อาการปวดหลังเป็นหนึ่งอาการที่พบบ่อยที่สุด ชาวอเมริกันเกือบ 28 ล้านคนต้องไปโรงพยาบาลทุกปี ปัญหาเกี่ยวกับหลังมีมากมาย เช่น กระดูกสันหลังคด กระดูกสันหลังคด และกระดูกสันหลังตีบ

การดูแลบริเวณหลังให้เคลื่อนไหวในลักษณะที่มีแรงกระแทกต่ำ
สามารถช่วยเสริมความแข็งแกร่งได้ โยคะเป็นทางเลือกที่ดี การปั่นจักรยานและว่ายน้ำก็เช่นกัน การลดน้ำหนักจะช่วยลดแรงกดทับที่หลังได้ หากหน้าที่การงานจำเป็นต้องนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน
ควรหยุดพัก ลุกขึ้นและยืดกล้ามเนื้อทุก 2-3 ชม.

แป้งเคยเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน มีหน้าที่การงานที่รับผิดชอบมากมาย ตามมาด้วยระดับความเครียดสูง รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ไม่ออกกำลังกาย นั่งทำงานติดกับเก้าอี้แทบทั้งวัน ล่าสุดเพิ่งผ่าตัดหัวไหล่เพราะกล้ามเนื้อยึด

6.อาการปวดข้อเป็นเรื่องปกติ ชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ประมาณ 20-30% ป่วยเป็นโรคข้ออักเสบ รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดคือโรคข้อเข่าเสื่อม ปัญหาเหล่านี้มีแนวโน้มมากขึ้นเมื่อมีอายุมาก และมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

เราสามารถลดภาระอันหนักหน่วงของข้อต่อได้ โดยการลดน้ำหนัก การออกกำลังกายและใช้ข้อต่อในลักษณะที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน สามารถบรรเทาอาการปวดข้อได้เช่นกัน

สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง ไม่มีใครช่วยเราได้ หากเริ่มต้นดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่ออายุยังน้อย ในวันที่ร่างกายเริ่มเสื่อมโทรมไปตามวัย เราแทบจะไม่พบปัญหาสุขภาพที่มีแต่โรครุมเร้าเหมือนคนอื่น แป้งดูแลสุขภาพได้ดีมา 10 กว่าปี(จากคนไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง)ด้วยการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์+วิตามินคุณภาพสูง+ออกกำลังกาย ปัจจุบันเห็นผลชัดเจนมาก

ทุกวันนี้แป้งใช้ประสบการณ์การกินวิตามินมาช่วยดูแลและลดความเจ็บป่วยตามวัยให้คนในครอบครัวตัวเอง+ครอบครัวสามี ทุกคนมีสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแถมชะลอวัยด้วยนะคะ






ที่มา :
The Benefits of Folic Acid for Women on MedicineNet.com

อนุมูลอิสระ อันตรายอย่างไร? รู้จักและเรียนรู้วิธีป้องกัน - พบแพทย์

Folic acid วิตามินเพื่อผู้หญิงแทบทุกวัย

 Folic acid วิตามินเพื่อผู้หญิงแทบทุกวัย

กรดโฟลิก(Folic acid) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ถือเป็นหนึ่งในตระกูลวิตา
มินบีรวม มีหน่วยวัดเป็นไมโครกรัม(mcg)มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงช่วยในกระบวนการเผาผลาญของโปรตีน ถูกทำลายได้ง่ายหากเก็บรักษาโดยวิธีการที่ไม่เหมาะสมในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานานเกินไป

มีประโยชน์อย่างไร
 1. มีส่วนสำคัญในการสร้างกรดนิวคลิอิก(กรดไรโบนิวคลีอิก: RNAและกรดดีออกซิไรโบนิวคลิอิก:DNA)
 2. มีความจำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์
 3. ร่างกายต้องการในกระบวนการใช้น้ำตาลและกรดอะมิโน
 4. สตรีทุกคนที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ควรเสริมกรดโฟลิก 400–800 ไมโครกรัม เริ่มต้นอย่างน้อย 1 เดือนก่อนตั้งครรภ์และต่อเนื่องไปจนถึง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
 5. ลดระดับกรดอะมิโนโฮโมซิสเตอีนในเลือดและลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ
 6. ป้องกันความพิการแต่กำเนิดในทารก
 7. ช่วยในการสร้างน้ำนมของมารดาหลังคลอด
 8. ช่วยให้ผิวพรรณแลดูสุขภาพดี
 9. อาจช่วยชะลอให้ผมขาวช้าลงได้ หากรับประทานร่วมกับกรดแพนโทเทนิก(B5)และพาบา(PABA)
 10. ช่วยให้เจริญอาหารหากคุณกำลังอ่อนเพลีย
 11. อาจช่วยป้องกันแผลร้อนใน
 12. ช่วยรักษาภาวะซีดหรือโลหิตจาง
 13. อาจช่วยลดการเกิดจอประสาทตาเสื่อมที่เกี่ยวข้องกับอายุ

แหล่งอาหารจากธรรมชาติ : ผักที่มีใบสีเขียวเข้ม แครอท ตับ ไข่แดง แคนตาลูป อาร์ติโช้ก แอปริคอท ฟักทอง ถั่ว แป้งไรย์ที่ไม่ผ่านการขัดสี ผักโขม คะน้า บร็อคโคลี่ อะโวคาโด ผลไม้รสเปรี้ยว

บางครั้งในวิตามินบีรวมจะมีกรดโฟลิกอยู่ 400 ไมโครกรัม แต่โดยมากจะมีเพียง 100 ไมโครกรัม

ขนาดรับประทานโดยทั่วไปคือ 400 ไมโครกรัม(mcg)ไปจนถึง 5 มิลลิกรัม(mg)ต่อวัน
พยายามเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีทั้งโฟลิกและวิตามินบี 12 รวมอยู่ด้วยกัน

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากเกินไปคือ ยังไม่พบอาการเป็นพิษ แต่บางคนอาจมีอาการผื่นแพ้ได้บ้าง คลื่นไส้ เบื่ออาหาร มีปัญหาการนอนหลับ รู้สึกซึมเศร้าหรือมีความตื่นตระหนกมากเกินไป

หากร่างกายมีกรดโฟลิกมากเกินไป อาจทำให้โรคโลหิตจางจากการขาดวิตามินบี 12 ไม่แสดงอาการออกมา เนื่องจากการใช้กรดโฟลิกในปริมาณมากสามารถแก้ไขภาวะโลหิตจางจากเมกะโลบลาสติก ซึ่งเป็นภาวะที่มีลักษณะเฉพาะจากการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ผิดปกติและด้อยคุณภาพ ซึ่งพบว่ามีภาวะขาดวิตามินบี 12 อย่างรุนแรง

หลายประเทศรวมทั้งสหรัฐอเมริกา มีนโยบายให้ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชเสริมกรดโฟลิกเพื่อลดอุบัติการณ์ของการขาดโฟเลต
เนื่องจากการขาดโฟเลตเกิดขึ้นได้ค่อนข้างบ่อยในประชากรบางกลุ่ม รวมทั้งผู้สูงอายุและสตรีมีครรภ์ ซึ่งพบว่าเป็นเรื่องยากที่จะได้รับผ่านทางอาหาร

หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานอาหารเสริมกรดโฟลิก เช่น โรคไตที่มีการฟอกไต การติดเชื้อ โรคโลหิตจางชนิด hemolytic anemia

ภาวะเลือดจางจากการสลายของเม็ดเลือดแดงหรือ โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก (Hemolytic anemia) เป็นรูปแบบหนึ่งของภาวะเลือดจาง (anaemia) ที่เกิดจากการเฮโมไลซิส (hemolysis) การสลายตัวอย่างผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยทั่วไปเกิดในม้าม ภาวะเลือดจางชนิดเฮโมไลติกคิดเป็น 5% ของภาวะเลือดจางจากทั้งหมด

ผลที่ตามมาจากภาวะเลือดจางแบบเฮโมไลติกมีหลายประการ ตั้งแต่อาการทั่วไปจนถึงอาการที่เป็นอันตรายแก่ชีวิต
การสลายตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดงยังนำไปสู่ดีซ่าน และเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น นิ่วในถุงน้ำดีและ ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูง

อาหารเสริมโฟเลตอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิดที่แพทย์สั่งโดยทั่วไป ได้แก่
 • เมโธเทรกเซท( Methotrexate )เป็นยาที่ใช้รักษามะเร็งบางชนิดและโรคภูมิแพ้ตัวเอง(SLE)
 • ยารักษาโรคลมบ้าหมู กรดโฟลิกอาจรบกวนการใช้ยากันชัก เช่น Dilantin, Carbatrol และ Depacon
 • ซัลฟาซาลาซีน(sulfasalazine )ใช้ในการรักษาลำไส้ใหญ่

หากคุณเป็นผู้หญิง ควรรับประทานกรดโฟลิกและวิตามินบี6ให้เพียงพอ กรดโฟลิกเพียง 400 ไมโครกรัมและวิตามินบี 6 เพียง2-10 มิลลิกรัม สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจวายเฉียบพลันได้ถึงร้อยละ 42

หากเป็นนักดื่มตัวยง ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มขึ้นเนื่องจากแอลกอฮอล์ขัดขวางการดูดซึมโฟเลตและเพิ่มการขับปัสสาวะ  

การรับประทานวิตามินซีในปริมาณสูงเพิ่มการขับกรดโฟลิกออกจากร่างกาย ดังนั้นผู้ที่รับประทานวิตามินซีมากกว่า 2 กรัมต่อวัน
ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่มควบคู่ไปด้วย

หากรับประทานยากันชักไดแลนติน ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซันโฟนาไมด์ ฟีโนบาบิทอลหรือแอสไพริน ควรรับประทานกรดโฟลิกเพิ่ม

มีหลายคนที่รับประทานกรดโฟลิก 1-5 มิลลิกรัมทุกวัน เป็นระยะเวลาประมาณหนึ่ง ช่วยแก้ปัญหาสีผิวไม่สม่ำเสมอได้

หากกำลังป่วยหรือร่างกายกำลังต่อสู้กับโรคใดๆอยู่
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อต่อสู้กับโรค ควรจะมีกรดโฟลิกรวมอยู่ด้วยเพราะหากร่างกายขาดกรดโฟลิกไป แอนติบอดี้หรือสารภูมิคุ้มกันก็จะบกพร่องเช่นกัน

การรับประทานกรดโฟลิกในปริมาณสูง อาจทำให้คนไข้โรคลมชักซึ่งรับประทานยาฟรีโนไทอินอยู่เกิดอาการชักขึ้นมา

การวิจัยพบว่า ระดับโฟเลตในเลือดต่ำสัมพันธ์กับการทำงานของสมองที่บกพร่องและมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นในผู้สูงอายุ

งานศึกษาวิจัยได้แสดงให้เห็นว่า อาหารเสริมกรดโฟลิกอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองในผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตและช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์

การศึกษาในปี 2019 ในผู้ใหญ่ 180 คนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) แสดงให้เห็นว่าการเสริมกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัมต่อวัน เป็นเวลา 2 ปี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม

อย่างไรก็ตาม ความเป็นพิษนั้นหาได้ยาก เนื่องจากโฟเลตสามารถละลายน้ำและขับออกจากร่างกายได้ง่าย   ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริมในปริมาณสูง เว้นแต่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

แป้งเคยกิน folic 800 mcg ยี่ห้อ natural factors ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า ตอนนั้นอายุน่าจะ 39 ปี กินวิตามินครบ 3 เดือน พบว่า ไม่มีความแตกต่างเด่นชัดโดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ น่าจะเป็นเพราะพื้นผิวเดิมอิ่มน้ำอยู่แล้ว เลยเลิกกินไป เพิ่งจะกลับมากินอีกครั้งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เนื่องจากพ่อแป้ง(อายุ 71 ปี)โทรมาบอกว่า ช่วยจัดวิตามินให้พ่อหน่อย มีญาติๆบอกว่า ทำไมผอมจัง

แป้งก็เลยมาพิจารณาว่า คนสูงอายุส่วนใหญ่มักจะพร่องวิตามินบี 12 เนื่องจากกระเพาะอาหารอักเสบและเซลล์ผนังกระเพาะอาหารฝ่อ (Atrophic Gastritis and Hypochlorhydria) ทำให้การสร้างกรดในกระเพาะอาหารลดลง การดูดซึมวิตามินบี 12  จะลดลงไปด้วย
แต่เอ๊!เคยเห็นผลเลือดพ่อ เป็นโลหิตจางด้วยนี่นา เลยตัดสินใจให้กิน folic acid 5 mg ขององค์การเภสัช ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า พอครบ 1 เดือน โทรไปถามปรากฎว่า น้ำหนักพ่อขึ้นมาเกือบ 2 กก. มีเนื้อมีหนังขึ้น โล่งอกไปที

แป้งเลยลองกินตามมั่ง กินได้เกือบเดือน อ้าว! ประจำเดือนไม่มา เฮ้อ!นี่เราจะเป็นวัยทองแล้วเหรอนี่ โอ!ไม่น๊า ประจำเดือนครั้งล่าสุด เลือดยังเยอะอยู่เลย เพราะวันแรกต้องเปลี่ยนผ้าอนามัย 2 รอบ ทำไมอยู่ดีๆก็จะหมดประจำเดือนไปซะล่ะ

มาคิดๆดู น่าจะเกิดจาก folic acid 5 mg แป้งเลยเลิกกิน พอเดือนถัดมาประจำเดือนก็มาเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ประจำเดือนทะลักมาประหนึ่งสบทบของเดือนที่แล้วยังไงยังงั้น เปลี่ยนผ้าอนามัย 3 ครั้งในวันแรก เล่นเอาซะเพลียเลยค่ะ

สรุปแป้งยังไม่ถึงวัยทอง ปัจจุบันประจำเดือนมาตามปกติแล้วนะคะ










ที่มา :

Folic Acid: Benefits, Foods, Deficiency, and More - Healthlinehttps://www.healthline.com › nutrition › f...

ภาวะเลือดจางจากการสลายของเม็ดเลือดแดง - วิกิพีเดีย

Vitamin bible

https://www.livestrong.com/article/473444-does-folic-acid-contribute-to-acid-reflux/

ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม