บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563

วิตามินเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง ห่างไกลโควิด-19

เชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่(Coronavirus,Covit-19)ทำเอาคนทั้งโลกเจ็บป่วยและเสียชีวิตลงจำนวนมาก รวมถึงสร้างความหวาดผวาจนประสาทหลอนไปตามๆกัน

จากสถานการณ์โรคปอดอักเสบชนิดรุนแรงที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ ไวรัสโควิด -19 ซึ่งขณะนี้ มีผู้ป่วยสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 796,397 ราย มีผู้เสียชีวิต 38,576 ในจำนวนนี้มีผู้รักษาหายแล้ว 169,218 ราย (ข้อมูล  วันที่ 31 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 .)   

โดยสหรัฐอเมริกายังคงครองอันดับหนึ่งของโลกที่มียอดผู้ป่วยสะสมที่ 164,359 ราย รองลงมาคืออิตาลีที่มียอดผู้ป่วยสะสมที่ 101,739 ราย อันดับสามเป็นสเปนอยู่ที่ 94,417 ราย อันดับสี่เป็นจีนที่ 81,518 ราย และอันดับที่ห้าเป็นเยอรมันที่ 67,051 ราย (ข้อมูล  วันที่ 31 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 .)

 นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า PM 2.5 มีขนาดเล็กมาก เล็กกว่า 2.5 ไมครอน ถ้าเทียบกับขนาดของเส้นผมคนจะเล็กกว่าประมาณ 25 เท่า  โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ก็มีขนาดเล็กมากเช่นกัน เพราะฉะนั้นการสวมใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา จะไม่สามารถป้องกันได้  ดังนั้นคำแนะนำจึงควรใช้หน้ากากอนามัย N95 จะช่วยป้องกันได้ทั้งฝุ่นและไวรัส 

  สำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าเริ่มมีมาตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2562 ที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน โดยทางการจีนได้ทำการสืบสวนหาแหล่งแพร่เชื้อ พบว่าผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกเป็นคนงานและลูกค้าของตลาดขายส่งอาหารทะเลฮั่วนาน ซึ่งขายสัตว์มีชีวิตที่ใช้ทำอาหาร เช่น เป็ด ลา อูฐ สุนัขจิ้งจอก งู ค้างคาว แบดเจอร์ หนูอ้น กระทั่งเชื้อมีการกลายพันธุ์มากขึ้น จนสามารถติดต่อจากคนสู่คน

 ความจริงแล้วไวรัสโคโรน่าไม่ใช่ชื่อใหม่สำหรับสาเหตุการระบาดของโรคทางเดินหายใจ แต่ก่อนหน้านี้เคยมีมาแล้วถึง 2 ครั้ง เพียงแค่เป็นโคโรน่าคนละสายพันธุ์

 โรคร้ายแรงที่เคยเกิดจากไวรัสโคโรน่า ได้แก่
1.โรคซาร์ส(SARS) ระบาดจากจีนในช่วงปี .. 2002 มีผู้ติดเชื้อกว่า 8,000 คน มีอัตราเสียชีวิต 10%
2.โรคเมอร์ส(MERS) ระบาดจากซาอุดิอาราเบียในปีค.. 2012 มีผู้ติดเชื้อรวม 1,733 คน และมีอัตราเสียชีวิตสูงถึง 36%   

ในอเมริกามีบทความเกี่ยวกับอาหารเสริมที่ขายหมดเร็วที่สุดคืออาหารเสริมที่มีมานานในการวิจัยเกี่ยวกับบรรเทาอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ รวมถึงสังกะสี วิตามินดีและสารสกัด elderberry 

ยอดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในอเมริกาพุ่งขึ้นทั่วประเทศอย่างไม่เคยมีมาก่อน เนื่องจากผู้บริโภคตื่นตระหนกกระหน่ำซื้อวิตามิน สมุนไพร สารสกัดต่างๆที่ช่วยแก้โรคหวัดและไข้หวัดใหญ่  

ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่แสดงให้เห็นว่า สามารถลดโอกาสในการติดเชื้อ coronavirus หรือทำให้อัตราการเจ็บป่วยลดลง และการใช้วิตามินปริมาณมากอาจทำให้เกิดอันตรายได้  

แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้ว่าคนจำนวนมากหมดหวังที่จะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเพิ่มความวิตกกังวลแก่ร่างกาย

 Joan Driggs นักวิเคราะห์จาก IRI ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยตลาดที่ติดตามยอดขายใน Walmart, Walgreens, Safeway, CVS ,ร้านขายยาและร้านค้าปลีก กล่าวว่าตัวเลขที่เราได้เห็นนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน “ ผู้คนพยายามปกป้องตนเองและพวกเขารู้สึกว่าพวกเขาต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ”  

ในขณะที่ยอดขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มขึ้น 6% ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว   ยอดขายวิตามินซีซึ่งเป็นวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันอ้างว่าพุ่งขึ้น 146%

 ขณะที่ยอดขายสังกะสีซึ่งเป็นวิตามินยอดนิยมสำหรับโรคหวัดและโรคทางเดินหายใจพุ่งขึ้น 255%   

ยอดขายของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร elderberry ซึ่งวางตลาดเพื่อส่งเสริมภูมิคุ้มกันนั้นเพิ่มขึ้น 415%  

 Echinacea สมุนไพรที่ใช้รักษาอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่พุ่งขึ้น 122%  

การได้รับวิตามินดีในปริมาณที่พอเหมาะนั้น ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นหวัดและไข้หวัดใหญ่ แต่ผลที่เกิดขึ้นมักพบในคนที่มีระดับต่ำหรือบกพร่อง และการทดลองขนาดเล็กที่ได้รับทุนจากอุตสาหกรรมอาหารเสริมจำนวนหนึ่งพบว่า สารสกัด elderberry สามารถลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ลงได้  

แต่หลักฐานส่วนใหญ่ของอาหารเสริมเหล่านี้ไม่แข็งแรงพอและเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ว่า จะช่วยป้องกันหรือรักษา coronavirus เพราะวิตามินมีประสิทธิภาพต่อโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่(โคโรน่าไวรัสเป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่โจมตีปอด มีผลกระทบรุนแรงต่อทางเดินหายใจส่วนล่างและระยะฟักตัวนานกว่าเมื่อเทียบกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ )

 วิตามินที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานเพื่อช่วยให้ร่างกายต่อสู้เชื้อไวรัส 
1.วิตามินดี
เป็นสารอาหารที่ละลายในไขมันที่จำเป็นต่อสุขภาพและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน  

วิตามินดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเชื้อโรคจาก monocytes และ macrophages( เซลล์เม็ดเลือดขาวที่เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันระบบภูมิคุ้มกัน)และลดการอักเสบซึ่งช่วยส่งเสริมการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน  

งานวิจัยพบว่า คนที่มีระดับวิตามินดีในเลือดปกติ มีโอกาสติดไวรัสน้อยกว่า บางการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การเสริมด้วยวิตามินดีอาจช่วยเพิ่มการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน

 2.สังกะสี
สังกะสีเป็นแร่ธาตุที่ถูกเติมเข้าไปในอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพอื่น  เพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน เนื่องจากสังกะสีมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน  

สังกะสีจำเป็นสำหรับการพัฒนาเซลล์ภูมิคุ้มกันและมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองการอักเสบ  

การขาดแร่ธาตุนี้ส่งผลต่อความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการทำงานอย่างเหมาะสม มีผลทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและโรคภัยรวมถึงโรคปอดอักเสบ  

การศึกษาจำนวนมากพบว่า อาหารเสริมสังกะสีอาจป้องกันการติดเชื้อทางระบบเดินหายใจ เช่นโรคหวัด ยิ่งไปกว่านั้นการเสริมด้วยสังกะสีอาจเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ป่วยอยู่แล้ว

การทดลองแบบสุ่มพบว่าการรับประทานในปริมาณที่สูงอาจช่วยลดความเสี่ยงในการติดโรคหวัดและลดระยะเวลาความเจ็บป่วยลง 20%

3. วิตามินซี 
วิตามินซีอาจเป็นอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามินซีสนับสนุนการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันต่าง  และเพิ่มความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อ 

นอกจากนี้ยังจำเป็นสำหรับการตายของเซลล์ ซึ่งช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงโดยการชะล้างเซลล์เก่าและแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่

วิตามินซียังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพป้องกันความเสียหายที่เกิดจากความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งเกิดขึ้นจากการสะสมของโมเลกุลปฏิกิริยาที่เรียกว่าอนุมูลอิสระ

ความเครียดออกซิเดชันสามารถส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันและเชื่อมโยงกับโรคต่าง 

การเสริมวิตามินซีช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนรวมถึงโรคหวัด 

จากการศึกษาจำนวน 29 งานใน 11,306 คนแสดงให้เห็นว่า การเสริมวิตามินซีเป็นประจำด้วยขนาดเฉลี่ย 1-2 กรัมต่อวัน ลดระยะเวลาการเป็นหวัด 8% ในผู้ใหญ่และ 14% ในเด็ก

ที่น่าสนใจคือการทบทวนกรณีศึกษา ยังแสดงให้เห็นว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำนั้น ช่วยลดอาการหวัดที่พบบ่อยในผู้ที่มีความเครียดทางร่างกายสูง รวมถึงนักวิ่งมาราธอนและทหาร
มากถึง 50%

4.Elderberry 
Black elderberry (Sambucus) ซึ่งมีการใช้กันมานานในการรักษาการติดเชื้อและกำลังได้รับการวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน

ในการศึกษา(หลอดทดลอง)สารสกัดElderberry
แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสที่มีผลโดยตรงต่อเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนและเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการแสดงเพื่อเพิ่มการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน อาจช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของโรคหวัดรวมถึงลดอาการที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อไวรัส

การรับประทานอาหารเสริม Elderberry อาจช่วยลดอาการระบบทางเดินหายใจส่วนบนที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม


5. เห็ดสมุนไพร 
มีการใช้เห็ดสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณเพื่อป้องกัน,รักษาโรคและการติดเชื้อ มีการศึกษาเห็ดสมุนไพรหลายชนิดสำหรับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

เป็นที่ทราบกันดีว่า เห็ดสมุนไพรกว่า 270 สายพันธุ์มีคุณสมบัติในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น Cordyceps(ถั่งเช่า),Lion’s mane(เห็ดแผงคอของสิงโต), Maitake(เห็ดไมตาเกะ) shitake(เห็ดหอม)reishi(เห็ดหลินจือ)และTurkey tail(เห็ดหางไก่งวง)ซึ่งเป็นเห็ดสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน

งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่า การเสริมด้วยเห็ดสมุนไพรบางชนิดอาจช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันในหลาย  ด้านและลดอาการของโรค รวมถึงโรคหอบหืดและปอด

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าอาหารเสริมเหล่านี้อาจให้ประโยชน์เล็ก  น้อย  ต่อระบบภูมิคุ้มกัน แต่ไม่สามารถใช้แทนชีวิตที่มีสุขภาพดีได้

การควบคุมอาหารให้สมดุล นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและไม่สูบบุหรี่ เป็นวิธีที่สำคัญที่สุดในการช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและโรคภัยไข้เจ็บ

ขนาดยังไม่มีงานวิจัยศึกษาที่น่าเชื่อถือจำนวนมากพอที่จะได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญ ซี่งกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ขณะนี้ยังไม่มีงานวิจัยสนับสนุนการใช้อาหารเสริมเพื่อป้องกัน COVID-19 โดยเฉพาะ

แต่อาหารเสริมที่มีคุณสมบัติกระตุ้นภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบขายจนหมดเกลี้ยงชั้นวางสินค้าภายในไม่กี่วันหลังจากผู้นำสหรัฐอเมริกาประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติสู้โควิด-19 ในวันที่ 13 มี. 63 ค่ะ











ที่มา :

https://www.nytimes.com › well › live Supplements for Coronavirus Probably Won't Help, and May Harm - The New York Times
https://www.healthline.com › nutritionCan Supplements Fight Coronavirus (COVID-19)? 15 Immune Boosters - Healthline
https://www.drweil.com › novel-cor...Novel Coronavirus: A Virus Threat? | Disease & Disorders | Andrew Weil, M.D. - Dr. Weil
https://www.nutraingredients.com › ...Hospital turns to high-dose vitamin C to fight coronavirus - NutraIngredients.com
เฟซบุ๊ก นพ.เรวัติ วิศรุตเวช



วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563

วิตามินที่ช่วยป้องกันอนุภาค PM2.5

ค่า PM(Particulate Matte)เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของ US. EPA (United state Environmental Protection Agency) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ PM 10 และ PM 2.5

PM 10 หรือฝุ่นหยาบ (Course Particle) เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 - 10 ไมครอน

มีแหล่งกำเนิดจากการจราจรบนท้องถนนที่ไม่ได้ลาดยาง ผงฝุ่นจากการบดย่อยหิน

PM 2.5 หรือฝุ่นละเอียด (Final Particles) จัดเป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน

มีแหล่งกำเนิดมาจากควันท่อไอเสียของรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม ควันที่เกิดจากการหุงต้มอาหารโดยใช้ฟืน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2), ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)

PM2.5 หมายถึงสสารอนุภาคในบรรยากาศที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3% ของเส้นผมมนุษย์

โดยทั่วไปแล้ว PM 2.5 อนุภาคประเภทนี้จะมีขนาดเล็กมาก มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จะสามารถตรวจจับได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนเท่านั้น

PM2.5 เป็นอนุภาคเล็ก  ในอากาศที่สามารถลดการมองเห็นและทำให้อากาศดูเหมือนว่ามีหมอกเพิ่มขึ้น

ระดับ PM2.5 มักจะสูงขึ้นในวันที่ลมน้อยหรือไม่มีเลย

อนุภาค PM2.5 จะเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ประมาณสามสิบเท่า
สามารถเดินทางลึกเข้าไปในทางเดินหายใจจนถึงปอด

การสัมผัสกับอนุภาค PM2.5 สามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพในระยะสั้น เช่น ระคายเคืองตา หู คอ จมูก ไอจาม น้ำมูกไหลและหายใจถี่ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของปอดและทำให้อาการป่วยแย่ลง เช่น ผู้ป่วยโรคหอบหืดและโรคหัวใจ

การศึกษาแสดงให้เห็นว่าการได้รับอนุภาค PM2.5 เป็นเวลานาน อาจเกี่ยวข้องกับอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังการทำงานของปอดลดลง อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดและโรคหัวใจเพิ่มขึ้น

ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยโรคหัวใจ เด็กและผู้สูงอายุ อาจมีความไวต่อ PM2.5 เป็นพิเศษ

PM2.5 มาจากไหน

อนุภาค PM2.5 ส่วนใหญ่มาจากท่อไอเสียรถยนต์ประเภทต่างๆ
ไอเสียจากการปฏิบัติการอื่น  ที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น ไม้ น้ำมัน เหมืองแร่ ถ่านหิน ไฟป่าและหญ้า(ประเทศไทยมีการปลูกอ้อยประมาณ 50 จังหวัด การเผาไร่อ้อยก่อนตัดเพราะขาดคนตัดอ้อย ส่วนใหญ่แรงงานต่างพากันปฏิเสธที่จะรับตัดอ้อยสด  เนื่องจากการตัดอ้อยมีความยากลำบาก กว่าจะได้มา 1 ตันต่อคน ต้องใช้เวลานาน เนื่องจากใบอ้อยคมบาดมือ บางพันธุ์มีหนาม ทำให้การตัดอ้อยเกิดความล่าช้า)รวมถึงปฏิกิริยาของก๊าซในชั้นบรรยากาศจากแหล่งต่าง  เช่นโรงไฟฟ้า

ระดับอากาศกลางแจ้งของอนุภาค PM 2.5 ในช่วงที่อากาศนิ่ง (ลมน้อยมากและการผสมอากาศเมื่ออนุภาคไม่ได้ถูกพัดพาไปโดยลมหรือเมื่อลมสงบทำให้อากาศที่มีมลพิษเข้าสู่พื้นที่มากขึ้น

โดยทั่วไปเมื่อระดับ PM2.5 เพิ่มสูงขึ้น อากาศจะมืดมัวและทัศนวิสัยลดลง

ท่ามกลางสภาพอากาศแวดล้อมและมลพิษของไทย
โดยเฉพาะในปีนี้ ที่มีทั้งฝุ่น PM 2.5 และไวรัสโควิด-19 ที่ทำเอาผู้คนต่างบ่นดูเหมือนโลกทุกวันนี้จะอยู่ยากขึ้นทุกที

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ
ผู้ป่วยหนักและโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ และประธานชมรมเชื้อราทางการแพทย์ประเทศไทย โพสต์ผ่านเพจ “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC” ถึงมุมมองปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยระบุว่า

มนุษย์หายใจตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวันตาย และไม่ใช่เพิ่งจะหายใจฝุ่น PM 2.5

ความจริงฝุ่นขนาดเล็กนี้มีมานานนับหมื่นๆ ปี บรรพบุรุษของเราดำรงชีวิตได้ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีฝุ่นจากทะเลทราย มีไฟป่า ภูเขาไฟระเบิด เนื่องจากมนุษย์มีวิวัฒนาการสามารถปรับตัวทางพันธุกรรม คนที่ปรับตัวทางยีนสามารถมีชีวิตรอด แพร่พันธุ์ต่อได้

เราเข้าสู่โลกยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม มีการใช้ถ่านหิน ขนส่ง คมนาคมใช้น้ำมันดีเซล การเผาวัสดุทางการเกษตรเมื่อไม่กี่ร้อยปีที่แล้ว และคนเริ่มสูบบุหรี่มวนอย่างปัจจุบันประมาณ 100 ปี ทั้งโลกมีคนสูบบุหรี่ประมาณ 1.1 พันล้านคน เฉลี่ยวันละ 16 มวนต่อวันเท่ากับสูบบุหรี่วันละ 18 พันล้านมวนต่อวัน คาดว่าบุหรี่คร่าชีวิต 7 ล้านคนต่อปี (เป็นคนสูบบุหรี่มากกว่า 6 ล้านคน และคนรับควันบุหรี่มือสองอีก 890,000 คน)

เราทราบอยู่แล้วว่าคนที่สูบบุหรี่และได้รับควันบุหรี่ ไม่ได้ป่วยทุกคน คงเป็นเพราะบางคนมียีนพิเศษสามารถป้องกันควันพิษจากบุหรี่

นักวิจัยชี้ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ไม่น่ากลัวเท่าพิษจากควันบุหรี่

สูบบุหรี่ 1 มวน จะเทียบเท่ากับหายใจมลพิษทางอากาศ PM2.5 = 22 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ในประเทศที่มีระดับฝุ่น PM2.5 ต่ำเข้าเกณฑ์ค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ค่าเฉลี่ย PM2.5 เท่ากับ 9 มคก./ลบ. ไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% ก็ยังเท่ากับสูบบุหรี่เฉลี่ย 0.4 มวนต่อวัน

ค่า PM2.5 ในกรุงเทพมหานครไม่ได้แย่มากเมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในประเทศอื่น คงเท่ากับสูบบุหรี่เฉลี่ยประมาณ 2 มวนต่อวัน

วันที่ฝุ่น PM2.5 มากๆในบางวันเท่านั้น อาจเท่ากับสูบบุหรี่ 5 มวน
ดีกว่าเมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย ค่าPM2.5 ที่นั่นเท่ากับสูบบุหรี่ 25 มวน

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ความจริงมีมานานแล้วในกทมไม่ใช่เพิ่งเกิด และก็ไม่ได้แย่ลง ค่า PM2.5 เกินมาตรฐานทุกปี ตั้งแต่เริ่มมีการวัด 9 ปีที่แล้วพบเฉพาะในช่วงธันวาคมถึงมีนาคม

สาเหตุหลักของฝุ่นในกทม.ช่วง 3 เดือนนี้ เกิดจากสภาพภูมิอากาศ ลมสงบ มีการผันกลับของอุณหภูมิ (temperature inversion)ทำให้ความกดอากาศสูง อากาศปิด ฝุ่น PM2.5 ลอยขึ้นสูงไม่ได้ สะสมในอากาศเพิ่มขึ้น

ในช่วง 3 เดือนค่าฝุ่นสูงเกินค่ามาตรฐานก็ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน อย่างเช่น เมื่อวานอากาศในกทม.ปลอดโปร่ง ฝุ่นละออง PM2.5 ลดลง ไม่เกินค่ามาตรฐาน

ในวันที่ฝุ่น PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐาน แนะนำให้กลุ่มเสี่ยงคือ
1.เด็กเล็ก
2.ผู้หญิงตั้งครรภ์
3.คนสูงอายุ
4.คนที่มีโรคเรื้อรัง โรคภูมิแพ้ทางจมูก โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดในสมองตีบ

งดทำกิจกรรมและออกกำลังกายนอกบ้าน ใส่หน้ากากอนามัยเวลาออกนอกบ้าน ใช้หน้ากาก N95 ระยะสั้นๆได้ แต่ใส่นานไม่ไหวเพราะอึดอัด ปฏิบัติตามคำแนะนำกรมควบคุมมลพิษ และกรมอนามัย ควรติดตามแอพพลิเคชัน Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ

การที่กทม.ติดตั้งหอฟอกอากาศ เตรียมติดตั้งเครื่องฟอกอากาศหลังรถโดยสาร ซื้อรถพ่นละอองน้ำ ติดตั้งหัวฉีดพ่นละอองน้ำประปาจากใต้สะพานลอยและจากตึกสูงเพื่อดักจับละอองฝุ่น PM2.5 ช่วยประชาชนในด้านจิตวิทยามากกว่าด้านสุขภาพ คนทั่วไปก็ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องฟอกอากาศแบบพกพา

คนไทยต้องให้ความร่วมมือลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ดูแลสภาพรถ ไม่ปล่อยควันดำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่เผาทุกอย่างโดยไม่จำเป็น รวมทั้งเผาธูป กระดาษเงินกระดาษทอง

คนไทยวิตกกังวลเรื่องฝุ่น PM2.5 มากเกินไป เพราะในสื่อเต็มไปด้วยถ้อยคำต่างๆ ที่ปลุกปั่นสร้างความกลัวอย่างเช่น ฝุ่นมรณะ ฝุ่นมัจจุราช ฝุ่นทำให้อายุสั้น ตายก่อนวัยอันควร

เราต้องไม่เครียด ไม่ตื่นตระหนกตกใจเกินไป เราต้องเข้าใจว่าฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่เพิ่งเกิด ร่างกายของเรามีวิวัฒนาการปรับตัวกับฝุ่นนี้มานานหลายหมื่นปีแล้ว อันตรายของฝุ่น PM2.5 น้อยกว่าสูบบุหรี่มวนหลายเท่า

สารอาหารที่ลดผลกระทบของมลพิษ PM2.5
1.น้ำมันปลา(Omega-3 หรือ Fish oil)
การศึกษาพบว่าการบริโภคโอเมก้า 3 จากน้ำมันปลา (ปริมาณ 2 กรัมต่อวันเป็นเวลาสี่เดือนพบว่า เพิ่มระดับเอนไซม์ SOD 49% และเพิ่มระดับ GSH(Glutathione sulfhydryl) 62% ในขณะที่ลดออกซิเดชันของกรดไขมัน 72% 

ดังนั้นกรดไขมันโอเมก้า 3 สามารถลดอนุภาค PM2.5 ที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นได้ โดยการเพิ่มระดับของสารต้านอนุมูลอิสระ

2.Cordycep(เห็ดถั่งเช่า)
เห็ดถั่งเช่ากระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอยู่ในภาวะที่พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคอยู่เสมอ และลดอัตราการเกิดภูมิแพ้อย่างได้ผล

3.วิตามินซี(Ester-c)
หากมีระดับวิตามินซีในกระแสเลือดคงที่ จะสามารถนำไปใช้เมื่อร่างกายต้องการได้ตลอดเวลา นั่นหมายความว่า เราจะต้องกินวิตามินซีต่อเนื่องไปตลอด เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากการกินอาหารเท่านั้น

บางคนไม่อยากกินวิตามินซีที่สกัดเป็นวิตามิน สามารถเลือกกินผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะนาว องุ่น แอปเปิ้ล ฯลฯ แต่ต้องกินเป็นประจำสม่ำเสมอทุกวัน หากหยุดกิน ระดับภูมิต้านทานที่สูงขึ้นจะลดลงเหมือนตอนก่อนกิน

การที่เราจะได้รับวิตามินซี 500 มิลลิกรัมต่อวันจากอาหารนั้น
จะต้องกินผลไม้ต่างๆต่อวันสัดส่วนดังนี้

ส้ม ขนาดกลางประมาณ 7 ลูก
กีวี ขนาดกลางประมาณ 7 ลูก
สตรอเบอร์รี่ ประมาณ 7 ถ้วยตวง
น้ำส้มคั้นประมาณ ~250 ml เท่าที่แป้งเคยได้ยินจากเพื่อนที่มีน้องสาวเป็นภูมิแพ้ อายุ 35 ปี คั้นน้ำส้มสดครั้งละ 200 ml.ให้น้องเค้าดื่มวันละแก้ว พอครบ 2 ปี อาการภูมิแพ้ที่มีมาตั้งแต่เด็ก หายเป็นปลิดทิ้ง โดยที่ไม่ได้ออกกำลังกายใดๆ(แต่ดูเหมือนจะกินผลไม้อย่างอื่นเพิ่มเติมจากน้ำส้มคั้นด้วยค่ะ)

เมื่อไหร่ที่วิตามินซีในกระแสเลือดลดระดับลง ภูมิต้านทานจากวิตามินซีจะลดลงตามไปด้วย วิตามินซีสามารถเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายมนุษย์ เมื่อมีระดับวิตามินซีสูง ส่งผลให้เพิ่มความสามารถในการจับกินเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น

4.วิตามินล้างสารพิษ Ultimate Daily Cleanse นอกจากช่วยล้างพิษในระบบหลอดเลือดแต่ยังล้างสารพิษในระบบน้ำเหลือง แถมยังช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย(หลักการสังเกตการอักเสบอย่างง่ายคือ บวม แดง ร้อน นั่นหมายความว่า ร่างกายเริ่มมีความผิดปกติ ต้องรีบหาทางแก้ไข จะใช้เวลาไม่นาน)นอกเหนือจากฤทธิ์ต้านการอักเสบจากเชื้อไวรัสและต้านทานเชื้อแบคทีเรียชนิดต่างๆได้ดีอีกด้วย

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=rainny-season&month=02-2019&date=22&group=11&gblog=13


ที่มา
What is PM2.5 and Why You Should Care | Bliss Air
ww w .health. ny. gov › pmq_aFine Particles (PM 2.5) Questions and Answers - Health. NY. gov - New York State
เพจเฟซบุ๊กหมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2563

Energizing Fat Burner วิตามินควบคุมน้ำหนักส่วนเกินอย่างได้ผล

ระบบการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายแต่ละช่วงอายุ จะมีความแตกต่างกัน การเจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่าง เช่น ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ,อายุที่เพิ่มขึ้น มีผลทำให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐานมักต่ำลง หรือผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง ส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาน้ำหนักตัวที่พรวดพราดขึ้นหรืออ้วนง่ายกว่าเดิม โดยที่ก่อนหน้านี้ยังสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ดี ถึงแม้ว่าจะควบคุมอาหารการกินและออกกำลังกายร่วมด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้จะส่งผลให้น้ำหนักตัวหรือรอบเอวมากขึ้น

มีหลากหลายวิธีที่จะลดน้ำหนักส่วนเกิน เช่น จำกัดอาหารบางประเภท(การรับประทานเฉพาะผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงการรับประทานแป้งและเนื้อสัตว์ในมื้อเย็น)การอดอาหาร คำนวนปริมาณแคลอรี่และออกกำลังกายสม่ำเสมอฯลฯ

วิธีที่กล่าวมาข้างต้น เช่น การออกกำลังกาย แป้งไม่สามารถ

ทำตามอย่างเคร่งครัดได้เนื่องจากมีภาวะโลหิตจางและพาหะธาลัสซีเมีย ซึ่งช่วงไหนที่นอนดึกหรือท้องเสีย ตามปกติก็เหนื่อยอ่อนเพลียเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บางครั้งกลายเป็นร่างกายชำรุดทรุดโทรม ลืมเรื่องออกกำลังกายสม่ำเสมอไปได้เลยค่ะ

เมื่อก่อนไม่เคยคิดที่จะลดน้ำหนักส่วนเกินอย่างจริงจังเพราะกินเข้าไปเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แต่พออายุแตะเลข 4 ปุ๊บ อัตราการเผาผลาญลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย น้ำหนักขึ้นพรวดพราดถึง 5-7 กก.ในระยะเวลา 2-3 ปี และยังคงอยู่อย่างนั้น

ไม่ว่าจะพยายามกินวิตามิน L-carnitine 500 mg จำนวน 2 เม็ดต่อวัน เป็นเวลา 2 เดือน โดยที่ไม่ได้ออกกำลังกายแต่ควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว ปรากฏว่า น้ำหนักลงมาแค่ครึ่งกิโล

จะให้ไปออกกำลังกายแบบคนอื่นเราก็ทำไม่ไหว ทำได้อย่างมากแค่ขยับแข้งขาตามคลิปยูทูบครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง มากกว่านั้น บอกตามตรงว่า แทบจะหายใจทางปากแล้วค่ะ

ลองวิตามินอีก 3-4 ชนิด เช่น สารสกัดจากส้มแขก(Garcinia Cambogia),ราสเบอร์รี่คีโตน(Raspberry Ketones),CLA

แต่ไม่มีตัวไหนช่วยได้เลย

จนมาเจอวิตามิน Energizing Fat Burner ยี่ห้อ Natural Letter ผลิตในอเมริกา มีส่วนประกอบสำคัญดังนี้

1.Pyruvate หรือกรดไพรูวิก(Pyruvic Acid)เป็นสารประกอบทางชีวเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายรวมถึงการเผาผลาญไขมัน โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต การเก็บไกลโคเจนและการผลิตพลังงานภายในเซลล์

Pyruvate จำเป็นสำหรับวงจรกรดซิตริกหรือวงจร Krebs ซึ่งเป็น

กระบวนการที่เซลล์ผลิตพลังงานในรูปแบบของ adenosine triphosphate (ATP)

ATP คือเชื้อเพลิงหลักทางเคมีของร่างกาย เป็นสารที่ได้มาจาก Metabolism หรือการเผาผลาญสารอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรต

จัดเป็นโมเลกุลที่เก็บพลังงานไว้ได้มาก

หาก ATP ถูกสลาย จะปลดปล่อยพลังงานมาให้ร่างกายใช้ประโยชน์ เช่น ใช้ในการหดตัวของกล้ามเนื้อ หรือใช้ในการขนส่งสารต่างๆเข้าและออกจากเซลล์ เป็นต้น

2.แพนเทธิน(Pantethin)เป็นอนุพันธ์ของวิตามิน B5(Pantothenic ) เกี่ยวข้องกับการทำงานของสาร Coenzyme A ซึ่งจำเป็นในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารเพื่อให้พลังงานของร่างกาย เช่น คาร์โบไฮเดรตและการเผาผลาญไขมัน

Pantethine มักถูกใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในการลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด

3.กรีนที ไฟโตโซม(Green Tea Phytosome) รูปแบบของชาเขียวและโพลีฟีนที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เป็นสารสกัดที่มีมาตรฐานสูงของชาเขียว(Camellia sinensis)มีโพลีฟีนอล(Polyhpenol) 60 เปอร์เซ็นต์และ EGCG 40 เปอร์เซ็นต์

จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพสูง ช่วยป้องกันการทำลายเซลล์และลดการอักเสบทั่วร่างกาย

มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนประโยชน์ด้านสุขภาพมากมายตั้งแต่การช่วยลดน้ำหนักไปจนถึงการต่อต้านความเครียดจากอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด

งานการวิจัยแสดงให้เห็นว่า เมื่อใช้ร่วมกับอาหารที่มีแคลอรี่ลดลง(ให้พลังงานน้อย)Green tea phytosome อาจช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากกว่าการลดแคลอรี่เพียงอย่างเดียว

มีการศึกษาวิจัยในชายและหญิงที่เป็นโรคอ้วน 50 คนโดยจำกัดแคลอรี่ในอาหารและรับประทาน Green tea phytosome เป็นเวลา 90 วัน พบว่า น้ำหนักโดยเฉลี่ยลดลง 30 ปอนด์ ในขณะผู้ที่จำกัดแคลอรี่เพียงอย่างเดียว สูญเสียน้ำหนักเฉลี่ย 11 ปอนด์

มีประโยชน์อย่างไร
1.ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้เป็นไปตามปกติ แม้จะมีอายุมากขึ้น
2.ควบคุมความหิว ลดความอยากอาหาร มีผลทำให้รู้สึกอิ่มมากขึ้น เพื่อให้ได้รับแคลอรี่น้อยลงต่อวัน
3.มีผลทำให้น้ำหนักลดลง สัดส่วนจึงลดลงตามไปด้วย
4.กำจัดสารพิษที่สะสมในร่างกาย
5.เพิ่มการไหลเวียนเลือด
6.ต่อต้านอนุมูลอิสระ
7.เพิ่มพลังงาน
8.ลดไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
9.ลดการสะสมคราบพลัค(Pluque)ในหลอดเลือด
10.ช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญอาหาร(Metabolism)เป็นหัวใจสำคัญสำหรับคนที่มีรูปร่างสมส่วน ซึ่งจะเผาผลาญสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ พร้อมส่งพลังงานสารอาหารไปยังอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เมื่อระบบการเผาผลาญดี จะทำให้ร่างกายมีปริมาณไขมันส่วนเกินน้อยลงและมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น
11.เพิ่มการเผาผลาญไขมัน(สลายไขมันเป็นพลังงาน)มีผลทำให้เผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น


แป้งลองกินวิตามิน Energizing Fat Burner ยี่ห้อ Natural Letter ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเย็น-ก่อนนอน เป็นเวลา 3 เดือน


โดยเดือนแรกน้ำหนักลดลงมา 2 กก.

เดือนที่สอง น้ำหนักลงมา 2 กก.

เดือนที่สาม น้ำหนักลดลง 1 กก.



น้ำหนักก่อนหน้านี้คือ 50 กก.สูง 162 ซม.(ก่อนหน้านี้เวลาถ่ายรูปติดบัตรประชาชน จะห่อไหล่ พอมาถ่ายบัตรครั้งล่าสุด ลองยืดตัวตรง อ้าว!เราสูง 162 cm.นี่นา โถ่!นึกว่าสูง 160 cm.มาตั้งนาน)

ปัจจุบันแป้งน้ำหนัก 52 กก.เหลืออีก 2 กก.น้ำหนักจะเท่าตอนอายุน้อยกว่า 40 ปี นอกจากน้ำหนักลดลง ใส่เสื้อผ้าสวยเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ไม่ค่อยอยากกินจุบจิบค่ะ

ผู้หญิงแทบทุกคนอยากมีรูปร่างสัดส่วนที่ดี แบบเอวบางร่างน้อย ใส่เสื้อผ้าแบบไหนก็สวย ไม่อึดอัด ในความเป็นจริง หากเราออกกำลังกายสม่ำเสมอพร้อมทั้งควบคุมอาหาร การมีรูปร่างดีไม่ใช่เรื่องยาก

แป้งเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน(อายุ 46 ปี)เวลามีงานเลี้ยงสำคัญที่ต้องแต่งตัวสวยงาม อลังการดาวล้านดวง จะพากันเข้าฟิตเนสวันละ 3-4 ชม.แต่พองานเลี้ยงเลิกราราว 1 เดือน เจอเพื่อนๆกลุ่มเดิมอีกที

อ้าว!ทำไมอ้วนเหมือนเดิมเลย

สอบถามได้ความว่า พอไม่ต้องแต่งตัวสวยงามออกงาน ก็พากัน ตระเวนสรรหาของกินอร่อยๆ จนน้ำหนักกลับมาอยู่ที่เดิม แป้งคะเนด้วยสายตาเผลอๆจะเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป

สนใจสอบถามและสั่งซื้อได้ที่ : https://bit.ly/36dnMyu
Tel.081-8453461
Line id : noi_nunoy2512




ที่มา

How Pantethine May Lower Cholesterol and Triglycerides - Verywell Health

Green Tea Phytosome: The Supplement That Promotes 
Weight Loss & Detoxification 
- MindBodyGreen

Jamieson Introduces new Green Tea Phytosome(R) 
Complex based on age-old, 
therapeutic and medicinal green tea | New Hope Network

The Truth About Green Tea for Weight Loss 
- Consumer Reports

Pyruvate decarboxylation
 - Wikipedia


Green Tea Phytosome: The Supplement That Promotes 
Weight Loss & Detoxification- MindBodyGreen

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2562

R-ALA สารต้านอนุมูลอิสระที่ไม่เหมือนใคร

กรดไลโปอิก(LA)หรือที่เรียกว่ากรดอัลฟ่าไลโปอิก(ALA),R-ALA หรือเรียกว่ากรด Thioctic เป็นสารที่ประกอบด้วยซัลไฟด์ พบได้ในเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกาย

 ALA จากธรรมชาติหรือเรียกว่า R-ALA พบในเนื้อเยื่อสัตว์และพืช ในปริมาณน้อยมาก ทำหน้าที่เป็นปัจจัยร่วมสำหรับเอนไซม์ไมโตคอนเดรีย(Mitochondria)ในระหว่างการผลิตพลังงาน

เนื่องจากมีความยากลำบากอย่างมากและค่าใช้จ่ายสูงในการแยกส่วนประกอบของ R-ALA นักวิจัยในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจึงทำการศึกษาด้วยกรดไลโปอิกสังเคราะห์ 

กรดไลโปอิกสังเคราะห์ประกอบด้วยส่วนประกอบ 50:50 ของสองรูปแบบ(enantiomers)ที่เรียกว่า R-ALA และ S -ALA  ซึ่งทั้งสอง R-ALAและ S -ALA เป็นรูปแบบของ ALA ที่เรียกว่าไอโซเมอร์

ความแตกต่างของ ALA และ R-ALA คือ ALA เป็นสารต้านอนุมูลอิสระคล้ายวิตามิน ในขณะที่ R-ALA เป็นรูปแบบตามธรรมชาติ มีความคงตัวสูงและดูดซึมได้ดีกว่า ALA

 นอกจากนี้ ALA โจมตีอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ ในขณะที่ R-ALA ทำหน้าที่เป็นปัจจัยร่วมสำหรับเอนไซม์ ไมโตคอนเดรีย(Mitochondria)ในระหว่างการผลิตพลังงาน จากการหายใจด้วยเซลล์

  การวิจัยแสดงให้เห็นว่า R-ALA เป็นรูปแบบทางชีวภาพของ ALA ที่ให้ประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะระบบประสาทมากขึ้นในขนาดที่ต่ำกว่ากรดไลโปอิกสังเคราะห์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 ความเข้มข้นของกรดไลโปอิกในพลาสมาโดยทั่วไป จะสูงสุด ในหนึ่งชั่วโมงหรือน้อยกว่าและลดลงอย่างรวดเร็ว

 อาหารเสริมกรดอัลฟาไลโปอิกสังเคราะห์ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบ Rและ Sในปริมาณที่เท่ากัน  อย่างไรก็ตามมีเพียง R-ALA เท่านั้น เป็นรูปแบบที่พบตามธรรมชาติในร่างกาย

 แม้ว่ากรดไลโปอิกจะถูกผลิตขึ้นตามธรรมชาติในร่างกาย แต่นักวิจัยก็ไม่ได้ตระหนักถึงการมีอยู่ของ ALA จนกระทั่งปี ค.ศ. 1930

 เมื่อตัวอย่างบริสุทธิ์ถูกแยกออกในปี ค.ศ 1950 เป็นครั้งแรกที่เชื่อว่าเป็นวิตามินใหม่

 ต่อมานักวิจัยค้นพบว่าในความเป็นจริง ALA เป็นโคเอนไซม์ที่จำเป็น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในปฏิกิริยาการขนส่งอิเลคตรอนแบบ ไมโตคอนเดรีย(Mitochondria)ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนกลูโคสเป็นสารให้พลังงานสูงแก่เซลล์(ATP)

 ในปี 1988 นักวิจัยได้เรียนรู้ว่า ALA เป็นสารต้านอนุมูลอิสระทางชีวภาพที่ทรงพลัง เมื่อค้นพบว่า ALA ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในไขมันและละลายน้ำ ซึ่งสามารถข้ามเยื่อหุ้มเซลล์ได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น ALA จึงสามารถป้องกันอนุมูลอิสระให้กับโครงสร้างเซลล์ทั้งภายในและภายนอก

 กรดอัลฟ่าไลโปอิก(ALA) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีลักษณะคล้ายวิตามินซึ่งสามารถต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ซ่อมแซมตับที่เสียหาย บรรเทาโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน (polyneuropathy) และป้องกันกระบวนการออกซิเดชั่นที่เร่งให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย

  Dr.Lester Packer นักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่สถาบัน Lawrence Berkeley Laboratory และหัวหน้าห้องแล็บที่ University of California ใช้เวลากว่า 35 ปีในการศึกษาว่า สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน C, E และกลูตาไธโอนมีปฏิกิริยาอย่างไรในร่างกาย

 ดร. แพคเกอร์ค้นพบครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนว่า วิตามินอีถูกรีไซเคิลโดยวิตามินซี

แม้จะมีความเข้าใจอย่างละเอียดเกี่ยวกับวัฏจักรการสร้างสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เมื่อดร. แพคเกอร์และนักวิจัยคนอื่นทดสอบวิธีการเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระ พวกเขาพบปัญหาเมื่อพยายามเพิ่มระดับกลูตาไธโอนภายในเซลล์ ในขณะที่เพิ่มการบริโภคแหล่งอาหารจากธรรมชาติหรืออาหารเสริม สามารถเพิ่มระดับวิตามินอีและซีได้อย่างง่ายดาย

  แต่นอกเหนือจากการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพที่ทรงพลังแล้ว ดร.แพคเกอร์ยังค้นพบว่า ALA ยังสามารถเพิ่มระดับกลูตาไธโอนในเซลล์ได้อีกด้วย

 มีประโยชน์อย่างไร
 1.ลดความเสียหายของผิวและชะลอริ้วรอยก่อนวัย กรดไลโปอิกที่เป็นส่วนประกอบในครีมบำรุงช่วยเพิ่มความหนาของชั้นผิว ลดความหยาบกร้านและความเสียหายของผิวที่โดนแสงแดด

 2.กรดไลโปอิกอาจมีประโยชน์ในการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โดยการลดระดับของ cytokines(สารที่หลั่งจากเซลล์ต่างๆ ในระบบภูมิคุ้มกันในภาวะที่ถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนหรือตอบสนองต่อภาวะการอักเสบ)ในเลือด

 3.กรดไลโปอิกเมื่อรวมกับ Acetyl-l-carnitine จะช่วยลดความดันโลหิตและส่งเสริมการไหลเวียนเลือดทั่วร่างกาย

 4.ช่วยยับยั้งการเกิดต้อกระจกและช่วยลดการตายของเซลล์ในจอประสาทตา(พบในสัตว์ทดลอง)

 5.ช่วยลดการอักเสบและการเสื่อมของกระดูกอ่อนในหนูที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม
 6.กรดไลโปอิกสามารถจับโลหะที่เป็นพิษและทำปฏิกิริยาเป็นกลาง เช่น แคดเมียม ทองแดง สังกะสี ตะกั่ว จึงป้องกันสารพิษสะสมในตับและกระแสเลือด

 7.มีประสิทธิภาพในป้องกันความเสียหายของเซลล์จากอนุมูลอิสระ

 8.ช่วยเพิ่มระดับกลูตาไธโอนและเอนไซม์ Superoxide Dismutase(SOD)

  9.ช่วยรีไซเคิลวิตามินซี อี ที่ถูกทำลายลงให้นำกลับมาใช้ในร่างกายได้อีกครั้ง

  10.ลดภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาทของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นนานเกินกว่า 5 ปี(คนที่เป็นเบาหวานนานเกิน 5 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการชาปลายมือปลายเท้า โดยจะมีอาการเฉพาะบริเวณข้อมือหรือข้อเท้าเท่านั้น)

 หมายเหตุ อาหารเสริมกรดไลโปอิกที่วางจำหน่ายในขนาด 600-1800 มิลลิกรัมต่อวัน

 มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ปริมาณที่เพิ่มจะตามด้วยผลข้างเคียงที่มากขึ้น  ผลข้างเคียง : ผื่น ลมพิษ หายใจลำบาก คลื่นไส้ คันที่ผิวหนัง         





  ที่มา

 R-Lipoic Acid - The most active form of alpha-lipoic acid to support healthy nerve and brain function* |

Thorne www .thorne. com › products › r-li... iew

 www .selfhacked. com › blog › lipoi...Alpha-Lipoic Acid Benefits + Dietary Sources - SelfHacked

www .everydayhealth. com › a...Alpha-Lipoic Acid - Side Effects, Dosage, Interactions - Drugs - Everyday Health

เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ

คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื...

บทความยอดนิยม