บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Krill Oil วิตามินที่ทรงคุณค่าต่อร่างกายจากใต้ท้องทะเลึก

Antarctic Krill(Euphausia superba)เรียกสั้นๆว่า Krill

เป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก

โดยนักวิทยาศาสตร์คาดว่ามีประมาณ 500 ล้านตันที่พบในมหาสมุทรใต้(Southern Ocean)หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ มหาสมุทรแอนตาร์กติก(Antarctic Ocean)ไข่ตัวเมียสามารถวางไข่ได้ถึง 10,000 ฟองต่อครั้ง และสามารถวางไข่ได้หลายครั้งในแต่ละฤดูกาล


Krill ดำรงชีวิตยืดหยุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ ในช่วงฤดูหนาวเมื่ออาหารขาดแคลน จะสามารถหาแหล่งอาหารอื่น ๆ เช่น สาหร่ายที่อยู่ใต้พื้นผิวของน้ำแข็งบนพื้นมหาสมุทร แม้ในช่วงเวลาที่โหดร้าย

krill สามารถอยู่ได้ถึง 200 วันโดยไม่มีอาหาร



Krill Oil(คริลออยล์)เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากสัตว์ทะเลขนาดเล็กกลุ่มเดียวกับกุ้ง อาศัยอยู่แถบมหาสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งเป็นมหาสมุทรที่อยู่ล้อมรอบทวีปแอนตาร์กติกา บางส่วนปกคลุมด้วยทะเลน้ำแข็งตลอดทั้งปีและเกือบทั้งมหาสมุทรในฤดูหนาว


คริลออยล์มีสีแดงที่โดดเด่น ในขณะที่น้ำมันปลามีสีเหลืองหรือสีทอง


Krill Oil มักมีราคาแพงกว่าน้ำมันปลา


Krill Oil และน้ำมันปลา(Fish Oil)เป็นอาหารเสริมที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกัน คือกรดไขมันโอเมก้า 3 ได้แก่ DHA และEPA แต่ Krill Oil ประกอบด้วยสารประกอบที่โดดเด่นอีกตัวชื่อว่า Astaxanthin(แอสตาแซนธิน) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ


ไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมัน Krill พบได้ในรูปของโมเลกุลที่เรียกว่า phospholipids ซึ่งดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายขึ้น


ฟอสโฟไลปิด(phospholipids)มีหน้าที่สะสมพลังงานในเซลล์ไขมัน(Fat cell)เป็นส่วนประกอบของเซลล์เมมเบรน(Cell Membrane)ซึ่งทำหน้าที่ให้สารบางชนิดผ่านเข้าไปในเซลล์ได้

พบมากในสมองและเส้นประสาท อีกทั้งทำหน้าที่เป็นสารรับส่งสารเคมีไปยังส่วนต่างๆ(Chemical messenger)


Krill Oil มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เช่น docosahexaenoic acid(DHA)และ eicosapentaenoic acid(EPA)ซึ่งมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ


การตรวจสอบอย่างหนึ่งจากประเทศนอร์เวย์ โดยรวบรวมผลจากการศึกษา 14 ชิ้น พบว่า DHA และ EPA ที่พบใน Krill Oil สามารถออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากกว่าน้ำมันปลา จึงเป็นอาหารเสริมที่นิยมในยุโรป ซึ่งเป็นตลาดระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 35% ซึ่งประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียในภูมิภาคยุโรปจัดเป็นผู้บริโภครายใหญ่


ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของ Krill Oil ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน

ลมหายใจมีกลิ่น ท้องอืดท้องเฟ้อ


มีประโยชน์อย่างไร

1.ลดการสะสมไขมันในผนังหลอดเลือด ลดการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล(Cholesterol)ลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์(Triglyceride)และไขมันไม่ดี(LDL)

2.ลดอาการอักเสบในร่างกาย โดยเฉพาะโรคข้อเข่าเสื่อมและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

3.ดูดซึมได้ดีกว่าน้ำมันปลา(fish oil หรือ Omega-3)เนื่องจากมีโครงสร้างโมเลกุลแบบ phospholipids

4.ปราศจากสารปนเปื้อนด้วยโลหะหนักและปรอท เนื่องจาก krill อาศัยอยู่ล่างสุดของห่วงโซ่อาหาร

5.มีส่วนประกอบของโคลีน(Choline)ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับ acetylcholine ที่ส่งสัญญาณไปยังสมอง จึงช่วยลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ระบบประสาทและสมอง

6.Krill มีสารประกอบแอสตาแซนธิน(Astaxanthin) ทำให้มีความเสถียรและมีโอกาสน้อยที่จะเกิดการออกซิไดซ์

7.ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น หลอดเลือดหัวใจตีบ




แป้งทดลองกิน Krill Oil 1000 mg ต่อวัน ได้ไม่ถึงเดือน น่าจะเกือบ 3 สัปดาห์ ปรากฎว่า น้ำหนักเพิ่มขึ้นฮวบๆ 2 กิโลกรัมแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว กินอะไรก็อร่อยไปหมด เลยไม่ทันได้เปรียบเทียบว่า Krill Oil ดีกว่า Fish Oil อย่างไร เพราะหยุดกินไปโดยปริยาย กลัวว่าน้ำหนักที่เกินมา จะรีดออกยากค่ะ

























ที่มา :

Are Krill Oil Benefits Even Better than Fish Oil Benefits? - Dr. Axehttps://draxe.com › krill-oil-benefits
Krill oil vs fish oil: Which is better and why? - Medical News Todayhttps://www.medicalnewstoday.com › arti...
Krill Oil vs Fish Oil: Which Is Better for You? - Healthlinehttps://www.healthline.com › nutrition
Why Krill Oil Is More Stable than Fish Oil
| Nutritional Outlookwww.nutritionaloutlook.com › omega-3

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ย้อนรอยสารเคมีกำจัดแมลงที่เคยนึกว่าอยู่ไกลตัว(ตอนจบ)

เวลาที่เราไปเลือกซื้อผักและผลไม้ตามซุปเปอร์มาเก็ต จะพบว่า ผักผลไม้ชนิดเดียวกันมีราคาแพงกว่าที่วางจำหน่ายในห้างค้าส่ง ตอนแรกแป้งก็สงสัยว่า ทำ...

บทความยอดนิยม