เมื่อเวลาผ่านไป มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ หากเราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ สุขภาพจะเสื่อมถอยและสมรรถภาพจะลดลงแถมโรคภัยคอยรุมเร้า
บางคนอาจเคยฝันถึงคืนวันที่มีสุขภาพดีๆ เคยรับประทานอาหารได้เยอะ จัดบุฟเฟต์ทุกอาทิตย์ รสเผ็ดจัดหวานเจี๊ยบได้หมด กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ท้องไส้ไม่ปั่นป่วน พออายุถึงวัยเลข 5 หลายสิ่งที่เคยกินอร่อยในอดีต จะไม่สามารถกินได้เหมือนเดิม
สาเหตุสำคัญคือ มีการเปลี่ยนแปลงของระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารและลำไส้ถดถอย รวมถึงเอนไซม์ในระบบทางเดินอาหารทำงานได้น้อยลง เวลารับประทานอาหารเข้าไปจึงเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ท้องผูกได้ง่าย
การเลือกรับประทานผักและผลไม้สด อาจช่วยลดปัญหาของ
ระบบย่อยอาหารได้ แต่ผักสดหลายชนิดมักจะมีก๊าช ส่งผลให้ท้องอืดท้องเฟ้อนะคะ
โปรไบโอติกคือ จุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งเมื่อได้รับในปริมาณที่เพียงพอ จะให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ตามรายงานงานของสมาคมวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศเพื่อโปรไบโอติกและพรีไบโอติก(ISAPP)แม้ว่าเราจะได้รับแบคทีเรียชนิดดีกระตุ้นการย่อยอาหารเพียงเล็กน้อยจากอาหารเสริม แต่มีอาหารมากมายที่มีโปรไบโอติกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
อาหารหมักดองหลายชนิดมีประโยชน์ต่อสุขภาพและอุดมไปด้วยสารอาหารรวมถึงไฟเบอร์และจุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นโปรไบโอติก แบคทีเรียแลคโตบาซิลลัสแบบเดียวกับที่พบในโยเกิร์ตและผลิตภัณฑ์หมักอื่น ๆ ก็พบได้ในกิมจิเช่นกัน
การบริโภคสิ่งที่เรียกว่า "แบคทีเรียชนิดดี" ในกิมจิสามารถช่วยรักษาระบบย่อยอาหาร ลดอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร เช่น อาการลำไส้แปรปรวนและลำไส้อักเสบ กรดแลคติกจากการหมัก ช่วยเพิ่มระดับของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ส่งผลให้อาการท้องผูกดีขึ้น
กิมจิเป็นอาหารหลักของเกาหลี มีต้นกำเนิดเมื่อ 3,000 ปีก่อน เป็นระบบการเก็บรักษาเพื่อให้อาหารคงอยู่เป็นเวลานาน
กิมจิมีวิตามินเอ บี ซี แร่ธาตุ ไฟเบอร์ และกรดอะมิโน
ปริมาณกิมจิ 150 กรัม ประกอบด้วย
• พลังงาน 23 แคลอรี่
• โปรตีน 1 กรัม
• ไขมันต่ำกว่า 1 กรัม
• คาร์โบไฮเดรต 4 กรัม
• ไฟเบอร์ 2 กรัม
มีประโยชน์อย่างไร
1.ดีต่อลำไส้เช่นเดียวกับผักและอาหารหมักดองอื่นๆ
กิมจิอุดมไปด้วยโปรไบโอติก ซึ่งแบคทีเรียชนิดดีเหล่านี้เชื่อมโยงกับประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ทั้งหมดนี้เริ่มต้นในระบบทางเดินอาหาร
การกินกิมจิสามารถช่วยปรับปรุงสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพ ด้วยการช่วยให้การย่อยอาหารเป็นไปอย่างราบรื่น
2.กิมจิอาจช่วยเพิ่มสุขภาพภูมิคุ้มกัน
การย่อยอาหารของกิมจิส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน โปรไบโอติกในกิมจิมีประโยชน์ต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน เพราะการทำงานของภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่เกิดขึ้นในลำไส้
เมื่อไมโครไบโอมในลำไส้หรือที่เรียกกันว่าสมดุลของแบคทีเรีย
อยู่ในสภาพดี ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถทำงานได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
3. อาจช่วยลดคอเลสเตอรอล
กิมจิอาจช่วยลดคอเลสเตอรอล ในการศึกษาวิจัยปี 2018
นักวิจัยให้อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงแก่หนู โดยหนูบางตัวได้รับสารสกัดจากกิมจิ หนูที่กินกิมจิมีระดับไขมันในตับและการไหลเวียนโลหิตต่ำกว่าหนูที่กินแต่อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง
แม้ว่าความสัมพันธ์ที่แน่นอนระหว่างกิมจิกับคอเลสเตอรอลจะไม่ชัดเจนนัก แต่งานวิจัยหลายชิ้น พบว่าคนที่กินกิมจิเป็นประจำมักจะมีระดับคอเลสเตอรอลที่ "ไม่ดี" (LDL) ต่ำกว่า
4. กิมจิสามารถปรับปรุงการทำงานของหัวใจ
กิมจิยังช่วยให้หัวใจดีขึ้นด้วยการเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ด้วยส่วนผสมอย่างขิงและพริกแดงร้อน สารต้านอนุมูลอิสระช่วยให้เซลล์ที่เสียหายมีความเสถียรซึ่งสามารถเร่งกระบวนการเกิดโรคได้ ดังนั้นการมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงจึงสามารถปกป้องเซลล์จากโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ
5. อาจช่วยในเรื่องการอักเสบ
การอักเสบที่มากเกินไปหรือเรื้อรังส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพ
โปรไบโอติกในกิมจิมีฤทธิ์ต้านการอักเสบในลำไส้ได้
การศึกษาในสัตว์ชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารจุลชีววิทยา พบว่า
โปรไบโอติกสายพันธุ์เฉพาะที่พบในกิมจิช่วยลดสัญญาณการอักเสบในลำไส้ได้หลายอย่าง
6. กิมจิช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา
กิมจิเป็นแหล่งที่ดีของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า เบต้าแคโรทีน
โดยเฉพาะส่วนผสมหลักอย่างกะหล่ำปลี ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ มีความสำคัญต่อสุขภาพของดวงตาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราอายุมากขึ้น และเป็นหนึ่งในสารอาหารที่สำคัญในแง่ของสายตา
7. อาจช่วยป้องกันการติดเชื้อยีสต์
โปรไบโอติกในกิมจิสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อยีสต์ได้
การติดเชื้อยีสต์ที่ผู้หญิงคุ้นเคยมากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อ เชื้อราแคนดิดา (Candida)ซึ่งปกติไม่เป็นอันตราย เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วภายในช่องคลอด
การศึกษาบางชิ้น แสดงให้เห็นว่า แบคทีเรียชนิดดีบางสายพันธุ์ที่พบในกิมจิมีคุณสมบัติในการต้านจุลชีพเพื่อต่อสู้กับเชื้อราที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อยีสต์ ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการเกิดการติดเชื้อ
8.กิมจิสามารถลดน้ำตาลในเลือดได้
การศึกษาขนาดเล็กที่ดำเนินการกับผู้เข้าร่วมการทดลองที่เป็น
เบาหวาน เผยให้เห็นว่า ความทนทานต่อกลูโคสดีขึ้นหลังจากรับประทานอาหารหมักที่มีส่วนประกอบของกิมจิเป็นเวลาอย่างน้อย 8 สัปดาห์ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า กิมจิสามารถช่วยลดความต้านทานต่ออินซูลินและปรับปรุงการเผาผลาญกลูโคสได้
หากชอบรับประทานทานขนมหวาน การเพิ่มกิมจิในอาหารอาจเป็นประโยชน์ เพื่อไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดเกิดความผันผวน
ข้อควรระมัดระวัง
โดยทั่วไปแล้ว กิมจิปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่ เว้นแต่ว่าจะมีอาการแพ้ส่วนผสมใดๆ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น แก๊สและท้องอืด(หากไม่คุ้นเคยกับอาหารหมักดองหรืออาหารที่มีเส้นใยสูง)
กิมจิแบบดั้งเดิมมักจะร้อนจัดจากรสเผ็ด ความเผ็ดนั้นสามารถกระตุ้นกรดไหลย้อนในผู้ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นได้
รวมถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและลำไส้ อาจเกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารและลำไส้ได้เช่นกัน
หากไม่ได้ทำกิมจิเอง ให้ตรวจสอบฉลากอาหารเพื่อดูปริมาณเกลือ เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางอย่างอาจมีเกลือมากถึง 3% ควรมองหาแบบที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ เนื่องจากการพาสเจอร์ไรส์จะฆ่าแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เช่นเดียวกับน้ำนมดิบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นนมแกะ นมแพะ หรือนมวัวที่มีอายุมากจะมีโปรไบโอติกสูง ผลิตภัณฑ์นม
พาสเจอร์ไรส์ส่วนใหญ่ไม่มีแบคทีเรียชนิดดีต่อสุขภาพ
โปรดระลึกไว้ว่า ผลิตภัณฑ์กิมจิหลายชนิดมีโซเดียมอยู่มาก ดังนั้นควรควบคุมปริมาณอาหารเพื่อไม่ให้กินเกลือมากเกินไป อย่างไรก็ตาม มีการศึกษา 2 ชิ้นที่ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกิมจิกับการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิตสูง
ตอนอายุ 30 ปี แป้งทำงานเป็นพยาบาลประจำแผนกตรวจสุขภาพในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มีหน้าที่จัดและจ่ายยาให้พนักงานตามความเหมาะสมกับอาการป่วยเบื้องต้น
ทุก 2-3 วัน จะมีผู้บริหารฝ่ายขายอายุน่าจะ 65-66 ปี มาขอเบิกยาธาตุน้ำแดง(เป็นยาขับลมในกระเพาะและลำไส้ ช่วยรักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด)ขวดละ 60 ml.ประจำ เป็นเวลาราวครึ่งปี ทุกครั้งที่จ่ายยา พลางนึกในใจว่า คนอะไรจะท้องอืดได้ทุกวี่ทุกวัน พิลึกจริง
เวลาผ่านมา 19 ปี แป้งถึงได้เข้าใจชัดแจ้งจากการสังเกตร่างกายตัวเองว่า อ๋อ!! คนเราเมื่อมีอายุมากจะมีน้ำย่อยในกระเพาะอาหารน้อยลง การบีบและคลายตัวของกระเพาะอาหาร และลำไส้ทำงานไม่ปกติ ย่อยอาหารได้ไม่ดี ที่มาของอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ นั่นเอง
แป้งเริ่มกินกิมจิ(ทำเอง)เกือบ 2 เดือนโดยจะกินแนมแทนผักสดในมื้อเย็น พบว่า ถึงแม้จะกินอาหารที่มีรสเผ็ด พอกินกิมจิตามเข้าไป กลับไม่มีอาการกรดไหลย้อนกำเริบ หรือกินกิมจิในมื้อกลางวันตามหลังของมันของทอด ก็ไม่มีอาการจุกเสียดท้อง ท้องอืด แถมระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย เมื่อเทียบกับกินโยเกิร์ตวันละ 1 ถ้วย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับระบบย่อยอาหาร ยกให้กิมจิชนะเลิศ
ที่มา :
“กิ ม จิ” กับ ข้อ ควร ระวัง ก่อน กิน - สำนักโภชนาการกระทรวงสาธารณสุขhttps://nutrition2.anamai.moph.go.th › rrhlnews
10 Health Benefits of Kimchi, According To NutritionistsWomen's Healthhttps://www.womenshealthmag.com › food
What are the effects of kimchi on human health?News-Medical.nethttps://www.news-medical.net › news
Health Benefits of KimchiWebMDhttps://www.webmd.com › ... › Reference
Top 5 health benefits of kimchiBBC Good Foodhttps://www.bbcgoodfood.com › guide
วิตามินคุณภาพสูง กับการ ชะลอวัย สามารถเพิ่มความ ขาวใส และยกระดับ ภูมิต้านทาน อย่างเห็นได้ชัด ยกเว้นเจอวิตามินปลอมค่ะ
บทความที่ได้รับความนิยม
-
ความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับผู้ชายหลายคน จะเริ่มมาเยือนตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีปัจจัยหลายอย...
-
การดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราทุกวันนี้ เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ไม่รู้จะรีบกันไปถึงไหน ยิ่งในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรที่ได้การ...
-
hamercandysiam.lnwshop.com ลูกอมรสกาแฟผลิตในมาเลเซีย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายดีอันดับหนึ่งประเภทบำรุงร่างกายและเพิ่มสมรรถภาพใน...
-
ในปัจจุบันนี้ แทบทุกคนจะเป็นภูมิแพ้กันทั้งสิ้น แป้งเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นมานมนานต้ังแต่เด็กๆจนกระทั่งเริ่มเรียนม.ต้น ช่วงเช้าจะมีน้...
-
เรียนแจ้งทุกท่านเพื่อโปรดทราบ แป้งย้ายการตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ และผิวพรรณ ประจำสัปดาห์มายัง https://pangpungpond.blogspot.com/ เนื่องจาก...
วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566
ประโยชน์ของกิมจิ สุดยอดผักดองเกาหลี มีคำกล่าวไว้ว่า ถ้าอาหารรักษาโรคไม่ได้ ยาก็เอาไม่อยู่หรอก
วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566
Long Covid กลุ่มอาการที่ไม่มีใครอยากเป็น
ลองโควิด(Long Covid)เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้น หลังจากที่การติดเชื้อได้จบสิ้น (ไม่พบเชื้อแล้ว) มีโอกาสเกิดได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าดังต่อไปนี้
1. อาการของลองโควิด(Long Covid)ไม่ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของอาการติดเชื้อโควิดที่เป็นตอนแรก
2. เกิดได้ทุกอายุ ทุกเพศ แต่แนวโน้มอาจเจอในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะที่สูบบุหรี่ ภาวะอ้วน และมีโรคประจำตัวต่างๆ
3. เกิดอาการได้ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า หลายระบบหรืออวัยวะพร้อมกัน รวมถึงความรู้สึกทางเพศลดลงหรือหายไปทั้งชายหญิงและประจำเดือนผิดปกติ เวลาร่วมเพศมีอาการเจ็บปวด
4. เป็นอาการเดิมขณะติดเชื้อ ที่สามารถทอดยาวนานกว่าสามเดือน หรืออาการที่เกิดขึ้นเป็น “อาการใหม่”
5. กลุ่มอาการเป็นลักษณะที่เรารู้จักกันดีมานานแล้วเกือบ 80-90 ปีในรูปของ Chronic fatique syndrome คือกลุ่มอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าเรื้อรัง เช่น รู้สึกไม่สบายตัว นอนหลับไม่สนิท ไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ปวดเมื่อย ปวดข้อ เจ็บคอ ปวดศีรษะ เหนื่อยล้าทุกวัน จนส่งผลให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ
โดยกลุ่มอาการนี้สามารถอ้างอิงในชื่อ อาการปวดกล้ามเนื้อเหตุสมองและไขสันหลังอักเสบ (Myalgic Encephalomyelitis)ที่มีสาเหตุจากไวรัสต่างๆเช่น Epstein-Barr Virus, human herpes virus 6 และ mouse leukemia viruses แต่โควิดเกิดได้รุนแรงและยาวนานกว่าไวรัสตัวอื่นๆ มาก
6. กลุ่มอาการทางสมองและจิตอารมณ์ พบได้ 30% หรือมากกว่า ส่งผลทำให้รู้สึกเฉื่อยชา คิดช้า ความจำสั้น สมองเสื่อมและอารมณ์แปรปรวน โดยเฉพาะคนที่เป็นอยู่แล้วหรือกำลังจะเป็นโรคสมองเสื่อม เช่น อัลไซเมอร์ หรือพาร์กินสัน
7. ที่พบชัดเจนในขณะนี้คือ คนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรคผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร กล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ ปอด หัวใจ อาการจะเลวลง รวมถึงคนที่มีอาการเพียงน้อยนิดของสมองเสื่อมหรือพาร์กินสัน จะรุนแรงเห็นได้ชัดว่าเลวลงมากภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
8. หลักในการบำบัด ต้องยับยั้งการอักเสบ โดยคำนึงถึงผลข้างเคียงของยาที่ใช้รักษาและหลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดการกระตุ้นภาวะ
อักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้น ได้แก่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด
ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบ เช่น เนื้อแดง ระวังพืชผักผลไม้ที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมีฆ่าแมลงและภาวะมลพิษ เช่น พีเอ็ม 2.5 เป็นต้น
9. วิธีที่อาจป้องกันการเกิดลองโควิดได้ คือ การรีบรักษาให้เร็วที่สุดเมื่อรู้ว่าติด เพื่อให้ระยะของการติดเชื้อสั้นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรฟ้าทะลายโจรตั้งแต่เริ่มเป็น ขนาดยาตามกระทรวงสาธารณสุข และถ้าเอาไม่อยู่ภายในสองวัน เริ่ม MoInupiravir
(มอลนูพิราเวีย)เป็นยาเม็ดชนิดรับประทานออกฤทธิ์ต้านไวรัส พัฒนาขึ้นเพื่อใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่และยังสามารถออกฤทธิ์ต่อต้านไวรัสโคโรนาได้หลายชนิด เช่น โรคซาร์ส โรคเมอร์ส และเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 มีกลไกการออกฤทธิ์ไม่ต่างจากยาฟาวิพิราเวียร์ คือ ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของ RNA ไวรัสและลดความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรง มีรายงานจากสหรัฐอเมริกาว่า
การใช้ยาภายในห้าวันหลังมีอาการในยุคโอไมครอนนี้ (ค.ศ 2022-2023) สามารถลดอาการหนักและภาวะลองโควิดได้
10. ตากแดด(มีวิตามินดีตามธรรมชาติ) เดินหนึ่งหมื่นก้าว เข้าใกล้มังสวิรัติ ลดแป้ง กินผักผลไม้กากใยให้มากขึ้น ถูกแดดเช้า หรือบ่าย เย็น อาบน้ำร้อน (ตอนนี้ร้อนมหาศาลอยู่แล้ว)
นอกจากนี้ กัญชง(ไม่ใช่กัญชา ไม่เมา ไม่ติด) ยังมีหลักฐานช่วยลดอาการหนักได้ จากวารสาร Science 2023 และมีข้อมูลในเรื่อง ของการลด Mitochondrial Stress(การเสียสมดุลระหว่างระบบจัดการอนุมูลอิสระที่ส่งผลให้เกิดอนุมูลอิสระมากเกินไป)ลดอนุมูลอิสระ จนเพิ่ม Innate immunity(ระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด) เช่น ผิวหนัง น้ำตา น้ำลาย น้ำมูก เยื่อบุหลอดอาหาร การไอเพื่อขับสิ่งแปลกปลอมออกจากหลอมลม ความเป็นกรดของสารคัดหลั่งในช่องคลอดเพื่อป้องกันการเจริญเติบโตจากเชื้อโรค
กัญชา(Marijuana) และกัญชง(Hemp) พืชทั้งสองชนิดเป็นพืชล้มลุกที่มีถิ่นกำเนิดเดียวกันในวงศ์Cannabaceae ที่อยู่ในตระกูล Cannabis เหมือนกัน ต่างกันที่สายพันธุ์ย่อยจึงทำให้กัญชงและกัญชามีลักษณะที่คล้ายกัน โดยจะแตกต่างกันในด้านลักษณะทางกายภาพ และปริมาณสารสำคัญ
สรรพคุณของพืชเศรษฐกิจ “กัญชง” เรื่องแรกคือ ทำให้นอนหลับพักผ่อนได้ง่ายขึ้น เกิดอาการเคลิ้มฝัน ระงับอาการเจ็บปวด ช่วยยับยั้งการจับตัวของเกร็ดเลือด เพราะมีสาร CBD (Cannabidiol) สรรพคุณเหมือนยาแก้อักเสบ หรือยาปฏิชีวนะต่าง แต่แม้ว่าพืชชนิดนี้จะมีสาร THC หรือ (Tetrahydrocannabinol) เหมือนกับกัญชา แต่เมื่อเปรียบเทียบด้านปริมาณแล้วมีน้อยกว่ามาก หรืออาจแทบไม่มีเลยก็ได้ จึงช่วยเสริมความเคลิบเคลิ้ม พักผ่อนสบาย ผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนใบสามารถใช้เป็นยาบำรุงเลือดได้ ช่วยคลายกล้ามเนื้อ รักษาโรคเกาต์ หรือเจ็บปวดข้อกระดูก ในอดีตใช้รักษาโรคบิด โรคท้องร่วง
-เดินวันละ 10,000 ก้าว ผัก ผลไม้ กากใยเยอะ ลดแป้ง งดขนมหวาน น้ำอัดลม งดเนื้อสัตว์บก สามารถรับประทานกุ้งหอยปูปลาได้
-ควบคุมโรคประจำตัวให้ได้ 100%
-ออกกำลังกาย(ไม่หักโหม)สม่ำเสมอ
-ถึงเวลาสร้างความแข็งแกร่งของระบบของภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อเพราะวัคซีนป้องกันโควิดตามเชื้อไวรัสไม่ทัน แม้พลาดท่าติดแล้ว เกิดลองโควิดก็เอาอยู่
ที่มา :
เพจเฟซบุ๊ก ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสภากาชาดไทย
อยู่ๆ ก็รู้สึกหมดแรง อ่อนเพลีย มาเป็นระยะเวลายาวนานแบบไม่ทราบ ...brandthink.mehttps://brandthink.me › chronic-fatigue-syndrome
โมลนูพิราเวียร์แนวทางใหม่ในการรักษาโรคโควิด-19chulalongkornhospital.go.thhttps://chulalongkornhospital.go.th › Home › Line
เสริมภูมิคุ้มกันธรรมชาติ ป้องกันเชื้อด้วยตำรับอาหารไทยสี่ภาคdmh.go.thhttps://dmh.go.th › news › view
“กัญชง” ไม่ใช่กัญชา มาทำความรู้จักเศรษฐกิจตัวใหม่อย่างเจาะลึกกันดี ...arda.or.thhttps://www.arda.or.th › knowledge_detail
กัญชง VS กัญชา ความเหมือนบนความต่างsciplanet.orghttps://sciplanet.org › content
วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2566
ลูกเดือย อาหารบำบัดจากธรรมชาติกับผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง
ลูกเดือย(Job's Tears)มีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย ปัจจุบันขยายไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น จีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ พม่า และไทย
ลูกเดือยมีฤทธิ์เย็น ในประเทศจีนใช้ลูกเดือยเป็นยาแผนโบราณและอาหารเสริมทางการแพทย์ มีสรรพคุณช่วยลดการสะสมของไขมันในตับ ลดการสร้างสารกระตุ้นที่ทำให้เกิดเนื้องอก ป้องกันการติดเชื้อไวรัส ลดอาการแพ้ ลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดแดงแข็ง และภาวะกระดูกพรุน
ลูกเดือยถูกนำมาใช้เป็นยาพื้นบ้านเป็นเวลาหลายร้อยปี ใช้รักษาตั้งแต่โรคข้ออักเสบไปจนถึงไข้ทรพิษ งานวิจัยเกี่ยวกับลูกเดือยยังคงเป็นเพียงการศึกษาระดับเซลล์ในห้องปฏิบัติการของประเทศจีนและเกาหลี
มีประโยชน์อย่างไร
1. บรรเทาโรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้ผิวหนังหรือเรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายในร่างกาย มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน “Journal of Agricultural and Food Chemistry” ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2546 พบว่า สารสกัดจากลูกเดือยช่วยยับยั้งอาการแพ้ในหนูทดลองและสามารถเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันได้
2. ลดคอเลสเตอรอล
หนูที่เป็นเบาหวานได้รับอาหารอย่างลูกเดือยและอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงเป็นเวลา 4 สัปดาห์ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์“International Journal for Vitamin and Nutrition Research” ในเดือนกันยายน 2549 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม หนูที่กินลูกเดือยมีปริมาณคอเลสเตอรอลรวมและไลโปโปรตีนความหนาแน่นต่ำหรือ LDL ที่เป็นอันตรายลดลงอย่างมาก
3. ป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง
ทีมวิจัยจำนวนหนึ่งในจีนได้วิเคราะห์ผลกระทบของลูกเดือยต่อมะเร็งลำไส้ ตับอ่อน ปอด ตับ เต้านม และมะเร็งเม็ดเลือดขาว พร้อมกับผลลัพธ์ดังนี้
งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน “Journal of Ethnopharmacology” ในเดือนกันยายน 2551 พบว่า สารสกัดจากลูกเดือยอุดมไปด้วยสารคอกซีโนไลด์ (Coxenolide) ที่ช่วยยับยั้งการเกิดเนื้องอก และสามารถยับยั้งกิจกรรมการสังเคราะห์กรดไขมันในตับได้อย่างมาก เนื่องจากเซลล์มะเร็งของมนุษย์ประกอบด้วยการสังเคราะห์กรดไขมันในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจัดเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกที่มีความรุนแรง
4. บรรเทาความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ
สารสกัดจากลูกเดือยถูกนำมาใช้เพื่อจัดการกับความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เนื่องจากความสามารถในการลดระดับฮอร์โมนเพศ เช่น โปรเจสเตอโรนและเทสโทสเตอโรน ใน “Journal of Traditional Chinese Medicine” ฉบับเดือนธันวาคม 2543 พบว่า สตรีมีอาการเจ็บปวดขณะมีประจำเดือนลดลง 90% ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่
มากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่รักษาด้วยยาตามใบสั่งแพทย์
5. มีประโยชน์ต่อระบบทางเดินอาหาร
ลูกเดือยอาจมีประโยชน์ในการป้องกันโรคระบบทางเดินอาหาร
มีการศึกษาในเดือนมิถุนายน 2554 ใน "Journal of Agricultural and Food Chemistry" พบว่า ลูกเดือยสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหารในหลอดทดลอง และลดแผลในกระเพาะอาหารของหนูทดลองได้อีกด้วย
6. ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
การสำรวจที่ตีพิมพ์ในปี 2551 ใน “Asia Pacific Journal of Clinical Nutrition” พบว่า ลูกเดือยช่วยเพิ่มระดับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของโรคกระดูกพรุนจำนวนมากในเลือดของหนูทดลอง
เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
นักวิทยาศาสตร์คิดว่า สารสกัดจากลูกเดือยอาจช่วยรักษาโรคกระดูกพรุนในหนูทดลองได้ และยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในการป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกด้วย
ในการแพทย์แผนจีน(TCM)ลูกเดือยเป็นธัญพืชที่ช่วยระบายความชื้น ถือเป็นยาขับปัสสาวะเนื่องจากสามารถกระตุ้นการขับปัสสาวะเพื่อขจัดความชื้นสะสมในร่างกาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการบวมน้ำ ปัสสาวะลำบาก การย่อยอาหารไม่ดี แน่นท้อง ท้องเสีย ท้องอืด และระบบทางเดินหายใจทำงานบกพร่อง
7.ช่วยบรรเทาโรคปวดข้อ ด้วยการขจัดความชื้น ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลูกเดือยอาจช่วยบรรเทาโรคข้อต่างๆที่มีความเจ็บปวดและการหดเกร็งของเส้นเอ็น เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์
8.ลูกเดือยใช้สำหรับการลดน้ำหนัก โดยการกำจัดการกักเก็บน้ำซึ่งเป็นสาเหตุของการบวมน้ำ
ลูกเดือยดิบ 100 กรัม ให้พลังงาน 380 แคลอรี่ แต่ลูกเดือยต้มสุก 100 กรัม ให้พลังงาน 123 แคลอรี่ เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ซึ่งใช้เวลาในการย่อยนาน จึงไม่รู้สึกหิว ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนข้าวขาว ขนมปัง
ลูกเดือยไม่มีกลูเต็น มีแคลอรี่ต่ำในขณะที่มีเส้นใยอาหารสูง ซึ่งดีต่อการควบคุมน้ำหนักและการลดความอ้วน โดยเส้นใยอาหารจะช่วยทำให้อยู่ท้อง อิ่มนานขึ้น และอาจช่วยลดลดน้ำหนักได้ จากการศึกษาในหนูทดลอง พบว่า สารสกัดจากลูกเดือยส่งผลให้น้ำหนักตัว มวลเนื้อเยื่อไขมัน และไขมันในเลือดลดต่ำลง
ข้อควรระวังและผลข้างเคียงของลูกเดือย
1.ไม่ควรบริโภคลูกเดือยหากตั้งครรภ์ การวิจัยในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นว่า สามารถเป็นพิษต่อตัวอ่อนที่กำลังพัฒนาได้ นอกจากนี้ยังอาจทำให้มดลูกหดตัวและอาจเป็นอันตรายต่อการตั้งครรภ์ รวมถึงยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยหากรับประทานลูกเดือยในช่วงที่ให้นมบุตร
2.ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ อาการขาดน้ำ ได้แก่ คอแห้ง ท้องผูก เหงื่อออกมาก ไม่ควรบริโภคลูกเดือย
3.ลูกเดือยช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด จึงควรงดรับประทานลูกเดือย หากรับประทานยารักษาโรคเบาหวาน
3.ลูกเดือยอาจรบกวนการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดระหว่างและหลังการผ่าตัด ควรหยุดบริโภคลูกเดือยอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด
ลูกเดือยเป็นธัญพืชที่สุกยาก จึงควรนำไปแช่ทิ้งไว้ข้ามคืนหรือกรณีเร่งรีบ สามารถน้ำอุ่นไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ลูกเดือยจะได้พองตัวและสุกง่ายขึ้น
ปกติแป้งจะกินวิตามินซี(Ester-c) 1000 mg ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น พอทดลองกินลูกเดือยต้มสุก เลยงด Ester-c เป็นเวลา 2 เดือน โดยใส่ลูกเดือยต้ม~200 กรัมในนมอัลมอนด์ปั่น+งาดำ+แมงลัก(เมื่อก่อนจะดื่มนมถั่วเหลือง+งาดำ+แมงลัก แต่หาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตพบว่า กระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อน จึงเลิกกินนมถั่วเหลืองทันที)
สังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายดังนี้
1.ช่วงอายุ 47 ปี(ปัจจุบัน 49 ปี)เวลาอาบน้ำโดยใช้ฟองน้ำขัดถูตามร่างกาย บริเวณร่องอกจะมีรอยแดงเกิดขึ้นหลังอาบน้ำทุกคืน คาดว่าในอดีตแป้งชอบฉีดพรมน้ำหอมหลังใบหู ไล่มาช่วงหน้าอก ถึงแม้จะใช้น้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่น้ำหอมมีส่วนผสมสำคัญคือ แอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลทำให้ผิวบริเวณที่โดนแอลกอฮอล์แห้ง พออายุมากขึ้น แค่โดนฟองน้ำถูนิดเดียว รอยแดงจะเห็นชัดขึ้นทันที พยายามทามอยเจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวแห้งหลายยี่ห้อ ก็ไม่เห็นผล
จนมากินลูกเดือยแค่ 2 เดือน อ้าว!รอยแดงหายไปเลยคะ
2.วันหยุดสุดสัปดาห์ แป้งมักอบขนมเค้ก คุ้กกี้ ทาร์ตสับปะรด
ฝากน้องๆลองชิมบ่อยครั้งเพราะสนใจคุณภาพของเนยนำเข้าจากหลากหลายประเทศว่า รสชาติ ความอร่อยและเทกเจอร์(Texture)ของขนมแตกต่างจากเนยไทยมากน้อยแค่ไหน
เวลากลางวันอากาศร้อนจัด ไม่เหมาะที่จะทำขนมเบเกอรี่เพราะเนยจะละลายเหลวง่าย จึงต้องเริ่มอบขนมตอนกลางคืน การล้าง
อุปกรณ์เบเกอรี่ซึ่งมีจำนวนมาก จะทำให้นอนดึกราวตี 1-2 ประจำ พอร่างกายพักผ่อนน้อย ภูมิแพ้กำเริบบ่อยครั้ง พอกินลูกเดือย อุ๊ย!! ภูมิแพ้ไม่กำเริบอีกเลยทั้งๆที่ไม่ได้กินวิตามินซีสักเม็ดเลยคะ
3.แป้งเริ่มกินลูกเดือยวันที่ 3 มี.ค 66 ปลายเดือนจะมีประจำเดือน
สังเกตว่า ก่อนหน้าที่จะมีประจำเดือน 7 วัน ตัวจะบวม อิ่มน้ำ หน้าบาน น้ำหนักขึ้น ~2 โล ถ่ายรูปทีไรมีแก้มเหมือนคนอ้วนจ้ำม่ำทุกที เป็นแบบนี้มา 7-8 ปีแล้ว
ล่าสุดคือ ช่วงวันที่ 25 พ.ค 66 ขณะที่กำลังเขียนบทความอยู่นี้ แป้งกำลังมีประจำเดือน ปรากฎว่า หน้าไม่บวม น้ำหนักไม่ขึ้นเหมือนเมื่อก่อน ใส่กางเกงยีนส์สลิมฟิตสบายๆ ไม่แน่นอึดอัด โห!ลูกเดือยนี่ดีจริงๆเลยคะ
4.สามีแป้งอายุ 55 ปี จะไม่สามารถถอดเสื้อตากพัดลมได้เพราะแค่ไม่กี่นาที จะจามเป็น 10+รอบ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ ตอนแรกแป้งคิดว่า เพราะใบพัดมีฝุ่นจับ เวลาหมุน ฝุ่นจะปลิวล่องลอยมาพร้อมกับความเย็นจากพัดลม พยายามถอดล้างใบพัดบ่อยครั้ง
สามีก็ยังจามอยู่ดี
ช่วงนี้อากาศร้อนมากๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แป้งสังเกตเห็นว่า สามีถอดเสื้อนั่งตากพัดลมหน้าตาเฉย ไม่มีอาการไอจามอะไรทั้งสิ้น
แป้ง : ทำไมพี่ไม่เห็นจามฮัดชิ้วเลยล่ะ
สามี : น่าจะเป็นเพราะกินวิตามินที่แป้งจัดให้มั๊ง(สามีกิน Ester-c 1000 mg หลังอาหารเช้า-เย็นตามปกติ ไม่ได้งดเหมือนแป้งคะ)
แป้ง : ไม่น่าจะใช่นะคะ พี่กินวิตามินมา 10+ ปี เห็นถอดเสื้อตากพัดลมทีไร จามทุกที น่าจะเป็นเพราะกินลูกเดือยนี่แหละที่ช่วยลดอาการภูมิแพ้ พี่เลยไม่จาม
แค่ประโยชน์เพียง 3-4 อย่างที่เกิดขึ้นกับแป้ง ทำให้มุมมองสุขภาพอีกด้านเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เคยมีคำกล่าวไว้ว่า “You are what you eat” กินอย่างไร ได้อย่างนั้น อาหารบำบัดสุขภาพจึงเปรียบได้กับยาอายุวัฒนะ อยู่ที่ว่าเราเลือกกินอะไร
โรคต่างๆที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์ ส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการกินทั้งสิ้น โดยเฉพาะอาหารที่มีความเป็นกรดสูง พบว่า อาจจะเป็นต้นเหตุของการเกิดโรค เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็ง เนื่องจากต้องอาศัยการเผาผลาญสารอาหารให้เป็นพลังงานในร่างกายและมีผลให้สมดุลกรด-ด่างเปลี่ยนแปลงไป จนทำให้เกิดอนุมูลอิสระจำนวนมาก นานวันเข้าจะก่อให้เกิดการอักเสบ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส แบคทีเรียและจุลินทรีย์ทั้งหลายจะตามมา อย่าลืม!! COVID-19 เป็นอีกโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสนะคะ
แค่เริ่มกินลูกเดือยไม่นานยังเห็นผลชัดเจนขนาดนี้ หากกินต่อเนื่อง การมีสุขภาพดี ไม่เจ็บไม่ป่วย ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ให้ห่างโรงพยาบาล(รัฐ+ประกันสังคม)ไม่ต้องตื่นตี 5 เพื่อรอรับบัตรคิวและกลับบ้านตอนบ่ายสามโมง เรื่องแบบนี้ที่คนสูงอายุเจอ คนอายุน้อยอาจมองภาพไม่ออก แต่เมื่อไหร่ที่โรคภัยคุกคาม ลองมองหาอาหารบำบัดจากธรรมชาติอย่างลูกเดือย ที่ไม่ต้องลงทุนสูงดูนะคะ อาจจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแบบแป้งและสามีก็ได้คะ
หมายเหตุ
อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด ได้แก่ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ แป้ง น้ำตาล นม เนย กาแฟ อาหารแปรรูป น้ำอัดลม อาหารฟาสต์ฟู้ดต่าง ๆ
ส่วนอาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ได้แก่ ผักและผลไม้ ธัญพืชต่างๆ
ที่มา
Job's tears Facts and Health Benefitshealthbenefitstimes.comhttps://www.healthbenefitstimes.com › jo...
The Health Benefits of Job's Tears - Livestrong.comlivestrong.comhttps://www.livestrong.com › article › 51...
Job's Tears (Yi Yi Ren) - All Things Healthallthingshealth.comhttps://www.allthingshealth.com › glossary
Job's Tears: Health Benefits, Side Effects, Uses, Dose ... - RxListrxlist.comhttps://www.rxlist.com › supplements
วันพุธที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2566
Milk thistle สมุนไพรล้างพิษในตับกับผลข้างเคียงที่เราควรตระหนัก
Milk thistle สมุนไพรล้างพิษในตับกับผลข้างเคียงที่เราควรตระหนัก
มิลค์ทิสเซิล(Milk thistle)เป็นสมุนไพรยอดนิยมที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี
Dioscorides (ไดออสโคไรด์)เป็นแพทย์และนักพฤกษศาสตร์ชาวกรีกที่เกิดในเอเชียไมเนอร์ตะวันออกเฉียงใต้ในอาณาจักรโรมัน เป็นคนแรกที่อธิบายคุณสมบัติการรักษาของต้นมิลค์ทิสเทิลในปี ค.ศ. 40
พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนและเป็นไม้ดอกที่มาจากตระกูลเดียวกับเดซี่ เป็นสมาชิกของตระกูลพืช Asteraceae ซึ่งรวมถึงพืชอื่นๆ เช่น ดอกทานตะวันและดอกเดซี่
Milk thistle(มิลค์ทิสเซิล)ชื่อนี้มีที่มาจากของเหลวสีขาวขุ่นที่ไหลออกจากใบของพืชเมื่อถูกบดขยี้ ใบจริงของต้นไม้ยังมีลายจุดสีขาวซึ่งทำให้ดูราวกับว่า พวกมันถูกจุ่มลงในนม เรียกอีกอย่างว่า St. Mary's thistle, Holy thistle และ silybum
เมล็ดมิลค์ทิสเซิลเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระฟลาโวนอยด์ที่เรียกว่า silymarin ซึ่งประกอบด้วยสารออกฤทธิ์อื่นๆ อีกหลายชนิด เรียกว่า ฟลาโวนอยด์
Silymarin(ไซลิมาริน) อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง รวมถึงมะเร็งเต้านม โดยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันความเสียหายของ DNA และยับยั้งการเจริญเติบโตเนื้องอกมะเร็ง นอกจากการยับยั้งมะเร็งเต้านมแล้ว การศึกษาในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลองยังแสดงให้เห็นว่า ไซลิมารินอาจป้องกันมะเร็งอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น มะเร็งปอดและมะเร็งต่อมลูกหมาก
ในอดีต Milk thistle ถูกนำมาใช้บรรเทาอาการต่างๆรวมถึง
• โรคตับจากแอลกอฮอล์
• ไวรัสตับอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง
• โรคตับที่เกิดจากสารพิษ
ดอกแดนดิไลออน ( Taraxacum officinale ) คล้ายกับดอก
มิลค์ทิสเซิลซึ่งออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ มีงานศึกษาวิจัยว่า
มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการซึ่งอาจรวมถึง
• ปกป้องตับ ระบบภูมิคุ้มกัน และไต
• ออกฤทธิ์ต้านไวรัสเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย
• ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน ข้ออักเสบ
เนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพที่คล้ายคลึงกัน ผู้ผลิตบางบริษัทจึงได้ศึกษาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร milk thistle และ dandelion โดยวางจำหน่ายร่วมกันในเม็ดเดียว
มีประโยชน์อย่างไร
1. โรคหอบหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันมีปฏิกิริยามากเกินไปต่อสิ่งกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม จนเกิดภาวะอักเสบในทางเดินหายใจ สารออกฤทธิ์ในมิลค์ทิสเซิลอาจช่วยลดการอักเสบได้
การศึกษาหนึ่งในปี 2012 พบว่า silymarin ช่วยป้องกันการอักเสบในทางเดินหายใจของหนูทดลองที่เป็นโรคหอบหืดจากภูมิแพ้
การศึกษาอีกชิ้น ในปี 2020 สรุปว่า silymarin สามารถช่วยลดอาการหอบหืดโดยควบคุมการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน(วงการแพทย์ต้องการการวิจัยเพิ่มเติม เพื่อดูว่า silymarin มีประโยชน์ต่ออาการของโรคหอบหืดในมนุษย์หรือไม่)
2.Milk thistle อาจช่วยหยุดการแพร่กระจายมะเร็งหลายชนิด
จากการศึกษาขนาดเล็กที่ดำเนินการกับเซลล์ในห้องทดลองเป็นหลักพบว่า มิลค์ทิสเซิลสามารถชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งและเนื้องอก อีกทั้งอาจเพิ่มประสิทธิภาพของเคมีบำบัดตามข้อมูลของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ(NIH)นักวิจัยพบว่ามีประโยชน์ต่อมะเร็งหลายชนิด ได้แก่
• มะเร็งต่อมลูกหมาก
• โรคมะเร็งเต้านม
• มะเร็งปากมดลูก
• มะเร็งเม็ดเลือดขาว
• มะเร็งผิวหนัง
• มะเร็งลำไส้ใหญ่
การศึกษาขนาดเล็กหลายชิ้น ยังพบว่า มิลค์ทิสเซิลอาจลดผลข้างเคียงของการรักษาโรคมะเร็ง ทั้งการฉายแสง การผ่าตัด และเคมีบำบัด
3. การวิจัยในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า
สารประกอบ Silibinin ใน milk thistle อาจช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมได้
การศึกษาขนาดเล็กในผู้ป่วยมะเร็งเต้านม 101 ราย นักวิจัยคิดว่า อาจชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง โดยแนะนำว่า การใช้ milk thistle ทาบนผิวหนัง อาจป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการรักษาด้วยรังสี
อย่างไรก็ตาม สารสกัดในมิลค์ทิสเซิลอาจออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน อาจไม่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมที่ไวต่อฮอร์โมน ซึ่งจะเลียนแบบผลกระทบของฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย หากคุณมีภาวะที่ไวต่อฮอร์โมน เช่น เนื้องอกในมดลูก โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมะเร็งรังไข่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน
โปรดทราบว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในมิลค์ทิสเซิลอาจรบกวนประสิทธิภาพของยาเคมีบำบัดมะเร็งบางชนิด โดยการปกป้องเซลล์มะเร็งจากการตายของเซลล์
4. อาจช่วยป้องกันโรคนิ่ว
ตับเป็นอวัยวะย่อยอาหารที่สำคัญ ซึ่งช่วยแปรรูปสารอาหารและสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางอาหาร น้ำ และอากาศ
เนื่องจากตับและอวัยวะย่อยอาหารอื่นๆ เช่น ถุงน้ำดี ตับอ่อน ลำไส้ และไต ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบในทางเดินอาหาร
มิลค์ทิสเซิลจึงสามารถช่วยป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในไต
แม้ว่าการวิจัยในหัวข้อนี้จะจำกัด เนื่องจากความสามารถ
ของมิลค์ทิสเซิลในการเพิ่มการไหลเวียนของน้ำดี ป้องกันสภาวะของตับ เช่น โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์ และส่งเสริมการล้างพิษในตับ อาจมีประโยชน์ในการป้องกันนิ่ว
นิ่วเกิดขึ้นเมื่อคอเลสเตอรอลและสารอื่นๆ ในน้ำดีจับตัวกัน ปัญหาเกิดขึ้นเพราะไขมันคอเลสเตอรอลสามารถแข็งตัวมากขึ้นและติดอยู่ในเยื่อบุด้านในของถุงน้ำดีจนกลายเป็นนิ่วในถุงน้ำดี
5. มักใช้เป็นการรักษาเสริม โดยผู้ที่มีภาวะเสี่ยงจากความเสียหายของตับเนื่องจากสภาวะต่างๆ เช่น โรคตับจากแอลกอฮอล์ โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โรคตับอักเสบ และมะเร็งตับ
การศึกษาพบว่า การทำงานของตับดีขึ้นในผู้ที่เป็นโรคตับที่รับประทานมิลค์ทิสเซิลเสริม โดยสามารถช่วยลดการอักเสบของตับและความเสียหายของตับ
ในต่างประเทศจัดเป็นอาหารเสริม ส่วนในเมืองไทยขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาโรค ชื่อ Legalon เป็นยาใช้สำหรับป้องกันและรักษาตับในผู้ป่วยโรคตับ เช่น ตับแข็ง, ตับอักเสบ
6.Milk thistle มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ หมายความว่าอาจช่วยป้องกันระบบประสาทและอาจช่วยป้องกันการทำงานของสมองอันเฉื่อยชาที่มักพบในผู้สูงอายุ
Milk thistle ถูกใช้เป็นวิธีการรักษาแบบดั้งเดิมสำหรับอาการทางระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสัน มานานกว่าสองพันปี
ในหลอดทดลองและการศึกษาในสัตว์ พบว่า silymarin ช่วยป้องกันความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันต่อเซลล์สมอง ซึ่งอาจช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมได้
การศึกษาเหล่านี้ยังพบว่า มิลค์ทิสเซิลลอาจสามารถลดจำนวนของแผ่นอะไมลอยด์ในสมองของสัตว์ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ได้(แผ่นอะไมลอยด์เป็นกลุ่มเหนียวของโปรตีนอะไมลอยด์ที่สามารถสร้างขึ้นระหว่างเซลล์ประสาทเมื่อมนุษย์มีอายุมากขึ้น)พบได้ในสมองของผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์เป็นจำนวนมาก ซึ่งหมายความว่า อาจใช้มิลค์ทิสเซิลเพื่อช่วยรักษาภาวะที่ยากลำบากนี้ได้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการศึกษาในมนุษย์เกี่ยวกับผลกระทบของมิลค์ทิสเซิลในผู้ที่เป็นโรคอัลไซเมอร์หรือสภาวะทางระบบประสาทอื่นๆ เช่น ภาวะสมองเสื่อมและโรคพาร์กินสัน
ผลข้างเคียง
1.ท้องอืด มีแก๊ส ท้องไส้ปั่นป่วน คลื่นไส้ เบื่ออาหาร
2.Milk thistle อาจทำให้เกิดอาการแพ้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่แพ้ ragweed, marigolds, daisies และ chrysanthemums
รายงานบางฉบับระบุว่า มิลค์ทิสเซิลสามารถทำให้เกิดผื่นที่ผิวหนังและลมพิษ
3. แม้ว่าในอดีต Milk thistle จะถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงการไหลเวียนของน้ำนมแม่ แต่ยังไม่ได้รับการศึกษาถึงประโยชน์ในระหว่างการให้นมบุตรและการตั้งครรภ์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้
4.Milk thistle อาจมีปฏิกิริยากับยากลุ่ม Statin(สแตติน)ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล (ลดไขมัน)อาจรวมถึง Mevacor, Lescol, Zocor, Pravachol และ Baycol Milk thistle ทำปฏิกิริยากับยาเหล่านี้ เนื่องจากทั้งสองอย่างถูกทำลายโดยเอนไซม์ตับตัวเดียวกัน
6.ความรู้สึกเสียวซ่าในกล้ามเนื้อและกล้ามเนื้อเป็นตะคริว
มีการศึกษาในกรณีหนึ่ง Milk thistle ทำให้เหงื่อออกมากเกินไป
มีรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งอายุน่าจะ 50+ปี มาปรึกษาแป้งว่า กิน Milk thistle วันละ 300 mg มา 4-5 ปีต่อเนื่อง พอเข้าปีที่ 6 รู้สึกมีเหงื่อออกที่รักแร้เหนียวมากกว่าปกติ(เป็นคนที่ไม่ค่อยมีเหงื่อ)บางครั้งก็เป็นตะคริวที่ขา ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เวลาทำกิจกรรมบางอย่างเช่น ยกไดร์เป่าผมจะรู้สึกชาแปล๊บๆที่กลางหลัง(ไม่มีความเจ็บปวด) นั่งขับรถระยะทางไกลก็มีอาการชาหลัง ทำ MRI ไม่พบความผิดปกติใดๆ
แป้งเลยถามกลับว่า กิน Milk thistle เพื่อวัตถุประสงค์อะไร
พี่เค้าตอบว่า อยากล้างพิษในตับเพราะกินอาหารเสริมเยอะ(วันละ 10 เม็ด) อืม!ถ้ากินยารักษาโรคเยอะก็ว่าไปอย่างหรือหากมีค่าเอนไซม์ตับสูงเกินเกณฑ์หรือมีภาวะไขมันพอกตับ ควรรับประทานอย่างยิ่งเลยคะ
พอค้นคว้าเรื่องผลข้างเคียงของมิลล์ทิสเธิล มีข้อควรระวังคือ อาการชากับเหงื่อออกมากเกินไป เลยแนะนำว่า ลองหยุดกิน Mlik thistle ผ่านไป 5 วัน เหงื่อออกลดลง 60% อาการชาดีขึ้น 70%
ครบ 10 วัน เหงื่อออกลดลง 80% อาการชาดีขึ้น 90%
อาการชาแบบไหนที่ควรมาพบแพทย์
• ชาปลายเท้าและปลายมือเข้าหาลำตัว เกิดจากการขาดสารอาหารที่สำคัญบางชนิด ได้แก่ วิตามิน B1, วิตามิน B6 และ วิตามิน B12
• รู้สึกชาตั้งแต่แขนไปจนถึงนิ้วมือ อาจเกิดจากกระดูกต้นคอเสื่อม และมีผลต่อการกดทับเส้นประสาท
• รู้สึกชาเลยข้อมือขึ้นมาจนถึงข้อศอก อาจเป็นสัญญาณเตือนของเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณกระดูกไหปลาร้า
• ชาตั้งแต่สะโพกลงไปจนถึงเท้า อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท
• ชาที่นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วโป้ง อาจเป็นอาการเกี่ยวกับกระดูกคอทับเส้นประสาท
• ชาบริเวณปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า อาจมาจากภาวะน้ำตาลสูง ส่งผลให้เส้นประสาทส่วนปลายที่ควบคุมการทำงานของมือ และเท้าเสียหาย
• ชาตามมือและนิ้วมือ มักมีอาการร่วมกับปวดแสบปวดร้อนบริเวณกระดูกและข้อ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคเกาต์
ที่มา
7 Science-Based Benefits of Milk Thistle - Healthlinehealthline.comhttps://www.healthline.com › nutrition
Milk Thistle Benefits for the Liver, Gut & More - Dr. Axedraxe.comhttps://draxe.com › nutrition › milk-thistl...
Milk thistle benefits: Liver, skin, cholesterol, weight loss, and ...medicalnewstoday.comhttps://www.medicalnewstoday.com › art...
8 Side Effects of Milk Thistle You Should Be Aware Ofstylecraze.comhttps://www.stylecraze.com › articles › se...
ชาปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า สัญญาณเตือนความผิดปกติของระบบประสาท - โรงพยาบาลศิครินทร์
วันพฤหัสบดีที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566
CoQ10 วิตามินเพิ่มพลังงานแถมดูแลหัวใจอีกด้วยนะ
CoQ10 เป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มพลังงาน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ผู้สูงอายุหรือคนที่เหนื่อยง่าย จะเห็นได้ชัดเจนว่า กิน Q10 แล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานเพิ่มขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย เหมือนย้อนวัยได้เป็น 10 ปี แต่ในคนที่สุขภาพดี อายุยังน้อย กิน Q10 ไม่ค่อยเกิดประโยชน์เท่าไหร่นะคะ
อย่างสามีแป้งอายุ 54 ปี เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เคยให้กิน Q10 300 mg ต่อวัน เป็นเวลา 2 เดือน แกบอกว่า รู้สึกเฉยๆ แป้งเลยงดวิตามินไป
แต่ช่วงปลายปี 2565 บ่นเหนื่อย ลองให้กิน Q10 อีกครั้ง ผลปรากฏว่า มีเรี่ยวแรงมากขึ้น ไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนเมื่อก่อน
Coenzyme Q10 หรือเรียกว่า CoQ10 เป็นสารประกอบที่ช่วยสร้างพลังงานในเซลล์ของมนุษย์ จ่ายพลังงานให้กับเซลล์ ขนส่งอิเล็กตรอน และควบคุมระดับความดันโลหิต
บทบาทสำคัญอื่นๆ ของ CoQ10 คือ การทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและปกป้องเซลล์จากความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น
ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่เกิดขึ้นในร่างกาย เรียกว่า กระบวนการ
เมตาบอลิซึม( Metabolism )
CoQ10 เป็นสารที่พบได้ทั่วร่างกาย พบมากในหัวใจ ตับ ไต และตับอ่อน ถูกเก็บไว้ในไมโตคอนเดรียของเซลล์
เรียกว่า "โรงไฟฟ้า" ของเซลล์ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม CoQ10 จึงเกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงาน
ร่างกายสามารถผลิต CoQ10 ได้ตามธรรมชาติ แต่การผลิตมีแนวโน้มลดลงตามอายุ เมื่อเราอายุล่วงเลยไปประมาณ 40 ปี
CoQ10 สารต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์เป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศญี่ปุ่นใช้สำหรับการรักษาโรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ อายุรแพทย์โรคหัวใจมักจ่ายอาหารเสริม CoQ10 ให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจทุกราย
อนุมูลอิสระในปริมาณที่มากเกินไปจะก่อให้เกิดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งอาจรบกวนการทำงานของเซลล์ตามปกติ นานวันเข้าทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน มะเร็ง ฯลฯ
มีประโยชน์อย่างไร
1. อาจช่วยรักษาภาวะหัวใจล้มเหลว
ภาวะหัวใจล้มเหลวมักเป็นผลจากภาวะหัวใจอื่นๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจหรือความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชันเพิ่มขึ้น การอักเสบของหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดง
งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่า CoQ10 สามารถเพิ่มประสิทธิผลในการรักษาผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวได้
การทบทวนการศึกษา 14 ชิ้นอีกครั้ง พบว่า ผู้มีภาวะหัวใจล้มเหลวที่รับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร CoQ10 มีอัตราการเสี่ยงชีวิตลดลงและเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกายดีขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานยาหลอก
2. สามารถช่วยเรื่องการเจริญพันธุ์
ภาวะเจริญพันธุ์ของเพศหญิงจะลดลงตามอายุ เนื่องจากปริมาณการผลิตและคุณภาพของไข่ที่มีอยู่น้อยลง
CoQ10 เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการนี้ เมื่ออายุมากขึ้น การผลิต CoQ10 จะน้อยลง ร่างกายจึงมีประสิทธิภาพในการปกป้องไข่จากอนุมูลอิสระลดลง
ในทำนองเดียวกัน สเปิร์มของผู้ชายไวต่อความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชัน ซึ่งอาจส่งผลให้จำนวนสเปิร์มลดลง คุณภาพของสเปิร์มไม่ดี และเกิดภาวะมีบุตรยาก
งานวิจัยหลายชิ้นสรุปว่า การเสริม CoQ10 อาจช่วยเรื่องคุณภาพของไข่และสเปิร์มให้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น
3.อาจช่วยปกป้องผิวให้แข็งแรง
จากการศึกษาหนึ่งในปี 2558 การใช้ CoQ10 กับผิวหนังโดยตรงอาจลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระทั้งภายในและภายนอก โดยเพิ่มการผลิตพลังงานในเซลล์ผิว
เมื่อใช้ CoQ10 กับผิวหนังโดยตรง อาจช่วยลดความเสียหายจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่เกิดจากรังสี UV และช่วยลดความลึกของริ้วรอย ป้องกันความเสียหายต่อผิวหนัง ซึ่งอาจช่วยชะลอวัยของผิวให้แข็งแรง ตามการศึกษาของมนุษย์และการทดลองในสัตว์
4. สามารถลดอาการปวดศรีษะ
การทำงานของไมโตคอนเดรียที่ผิดปกติ ทำให้เพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากเซลล์และการผลิตอนุมูลอิสระที่มากเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้เซลล์สมองมีพลังงานต่ำและอาจทำให้เกิดไมเกรนได้
การศึกษาขนาดเล็กอีกชิ้นหนึ่งในกลุ่มตัวอย่าง 80 คน พบว่า ผู้ที่รับประทาน CoQ10 100 มิลลิกรัมต่อวัน มีผลทำให้ความถี่ ความรุนแรง และระยะเวลาของการเป็นไมเกรนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่มีรายงานผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์
นอกจากนี้ การศึกษาหนึ่งในปี 2560 แสดงให้เห็นว่า CoQ10 อาจช่วยลดความถี่ของอาการปวดศีรษะ ทำให้อาการปวดสั้นลงและรุนแรงน้อยลง
5.สามารถช่วยในการออกกำลังกาย
ความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันอาจส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ และส่งผลต่อประสิทธิภาพการออกกำลังกาย
ยิ่งไปกว่านั้น การเสริม CoQ10 อาจช่วยลดความเหนื่อยล้า ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายได้ด้วย
6. อาจช่วยเรื่องเบาหวาน
การทบทวนหนึ่งจากการศึกษา 13 ชิ้น แสดงให้เห็นว่า CoQ10 สามารถลดน้ำตาลในเลือดและระดับฮีโมโกลบิน A1c (HbA1c) ซึ่งเป็นเครื่องหมายของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดทุก 3 เดือนในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2
7.ช่วยลดผลข้างเคียงของยากลุ่มสแตติน(Statin)
เป็นยาที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล มีผลช่วยป้องกันภาวะหัวใจวาย แต่ผลข้างเคียงคือ ทำให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อและอ่อนแรง ซึ่งมักเกิดในเพศหญิง งานวิจัยบางชิ้นแนะนำว่า CoQ10 อาจลดผลข้างเคียงเหล่านี้ได้
การทบทวนในปี 2018 พบว่าการเสริม CoQ10 ช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ตะคริว และความล้าของกล้ามเนื้อที่เกิดจากยากลุ่ม statin
CoQ10 มีอยู่ 2 รูปแบบคือ ยูบิควินอล(Ubiquinol) และ ยูบิควิโนน(Ubiquinone)
Ubiquinol คิดเป็น 90% ของ CoQ10 ในเลือดและเป็นรูปแบบที่ดูดซึมได้มากที่สุด ดังนั้นควรเลือกอาหารเสริมที่มีรูปแบบยูบิควินอล(Ubiquinol)
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร CoQ10 มีจำหน่ายในขนาดต่างๆ ตั้งแต่ 30- 600 มก.
มีการใช้ปริมาณ 100–400 มก. ต่อวันในการศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพของหัวใจ ในขณะที่ปริมาณตั้งแต่ 600–3,000 มก. ถูกใช้เพื่อรักษาความผิดปกติของระบบประสาท
เนื่องจาก CoQ10 เป็นสารประกอบที่ละลายในไขมัน การดูดซึมจึงช้าและจำกัด การเสริม CoQ10 พร้อมอาหารสามารถช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่า
Q10 พบมากในอาหารหลายประเภท ดังนี้
เครื่องในสัตว์: หัวใจ ตับ และไต
เนื้อติดมันบางส่วน: เนื้อหมู เนื้อวัว และเนื้อไก่
ปลาที่มีไขมัน: ปลาเทราต์ ปลาเฮอริ่ง ปลาแมกเคอเรล และปลาซาร์ดีน
พืชตระกูลถั่ว: ถั่วเหลือง ถั่วเลนทิล และถั่วลิสง
ถั่วและเมล็ดพืช: เมล็ดงาและถั่วพิสตาชิโอ
น้ำมัน: น้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันคาโนลา
ผลไม้ ผัก ผลิตภัณฑ์นม และซีเรียลบางประเภทก็มี CoQ10 เช่นกัน แม้ว่าในปริมาณที่น้อยกว่ามาก
การเสริมด้วย CoQ10 สามารถใช้ได้ในปริมาณสูงถึง 1,200 มก.ต่อวัน
ผลข้างเคียง
อาจมีอาการนอนไม่หลับ(ในกรณีที่กินในมื้อเย็น)หรืออาหารไม่ย่อย เสียดท้อง ปวดท้องหรือท้องไส้ปั่นป่วน
หมายเหตุ ไม่ควรใช้ยานี้หากกำลังรับประทานยาบางชนิด เช่น Warfarin (Jantoven) และยารักษามะเร็งบางชนิด
ที่มา :
www . healthline . com/nutrition/coenzyme-q10
www . medicalnewstoday . com/articles/327209
draxe . com/nutrition/all-about-coq10/
วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566
วิตามินคุณภาพสูงกับความชราที่มาไม่ถึง EP.2
ผลการตรวจเลือดประจำปี เมื่อวันที่ 19/5/2565
ผลเลือดทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถึงแม้ไขมันคอเลสเตอรอล 234 mg/dl จะสูงกว่าเกณฑ์(ไม่อยากบอกว่า ค่าคอเลสเตอรอลระดับนี้มาเป็นเวลาเกือบ 20+ปี)แต่ไขมันดี(HDL) 77 mg/dl ค่อนข้างสูง คุณหมอบอกว่า บาลานซ์กันพอดี
ค่าเอนไซม์ตับ
SGOT= 13 mg/dl(ค่าปกติ 0-33)
SGPT= 18 mg/dl (ค่าปกติ 0-32)
ค่าการทำงานของไต
BUN =10.8 mg/dl(ค่าปกติ 6.0-20.0)
Cr=0.67 mg/dl(ค่าปกติ 0.51-0.95)
ค่าอัตราการกรองของไต
eGFR =104.28 ( ปี 2019 = 103 ) ค่าปกติ >90
ปกติยิ่งอายุมากขึ้น อัตราการกรองของไตจะเสื่อมลงตามสภาพร่างกาย การรับประทานยาและวิตามินจะมีผลให้ตับไตทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม แต่ค่าอัตราการกรองไตของแป้งกลับสวนทางกับอายุ
แสดงว่า วิตามินคุณภาพสูงวันละ 20+ เม็ด ที่กินมาต่อเนื่องตลอด ไม่มีผลต่อการทำงานของตับไตแถมค่าเอนไซม์ตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ อีกทั้งค่าไตและอัตราการกรองของไตก็ดีมากๆแสดงว่า
มาถูกทางแล้วนะคะ
เป็นความจริงที่ว่า ถึงแม้ผลการตรวจเลือด,X-ray ปอด,EKG(คลื่นไฟฟ้าหัวใจ)จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ไม่ได้การันตีว่า เราจะไม่เป็นโรคร้าย เช่น มะเร็งชนิดต่างๆเพราะมะเร็งคือ ภาวะที่เซลล์ในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงในระดับพันธุกรรม ทำให้มีการเจริญเติบโตมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมและจำกัดขอบเขตได้ มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นในร่างกาย เช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก เป็นต้น ซึ่งมะเร็งในระยะเริ่มแรกมักจะตรวจไม่พบ จนระยะลุกลามมีก้อนเนื้อไปกดเบียดการทำงานของอวัยวะต่างๆเช่น ตับ ปอด หัวใจ ฯลฯ ถึงจะตรวจเจอด้วย CT scan,MRI
โชคดีที่แป้งร่ำเรียนพยาบาลมา ทำให้รู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลงและวิเคราะห์อาการที่เกิดขึ้นในร่างกายเบื้องต้น
โดยที่ไม่ต้องไปพบแพทย์ ไม่ว่าจะมีอาการผิดปกติเล็กน้อย เช่น
ทำไมแป้งเริ่มมีอาการนอนไม่หลับช่วงอายุ 32-33 ปี ลองกินวิตามินที่ช่วยให้หลับง่ายมาแทบทุกยี่ห้อ ดื่มชาคาโมมายล์ กินกล้วยหอม+นมก่อนนอน 2 ชม.ดมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์แม้กระทั่งสูดดมน้ำมันกัญชาสารพัดวิธี
จนสุดท้ายพบว่า สิ่งกระตุ้นที่ทำให้นอนไม่หลับคือ การกินอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินไป(เพิ่งจะทราบแน่ชัดเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง หลงประเด็นมาหลายสิบปี คิดว่า เกิดจากดื่มเครื่องคาเฟอีนหรือออกกำลังกายดึก)แป้งไม่ชอบกินข้าว ปกติกินได้ครึ่งทัพพี ตอนหลังเลยกินขนมปัง+ลูกเดือยเพิ่มขึ้นทดแทนข้าว ปรากฎว่า มีหลายคืนไม่ต้องกินเมลาโทนินก็หลับสบายถึงเช้า ไม่ตื่นกลางดึกอีกแล้ว เย้! 🥳
อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นชนิดหนึ่ง คือ ทริปโตแฟน(tryptophan) ซึ่งใช้ในการผลิตซีโรโทนิน(serotonin)ในสมอง
serotonin เป็นสารสื่อประสาทที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการลดอาการซึมเศร้าและช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เราจะสังเกตได้ว่าผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก โดยงดอาหารคาร์โบไฮเดรต มักมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด โกรธง่ายกว่าปกติ
วันที่ 15 เดือนพ.ค พ.ศ 2566 แป้งจะมีอายุครบ 49 ปี จำได้ว่าเริ่มกินวิตามินตั้งแต่อายุ 26-27 ปี วิตามินตัวแรกที่กินคือ วิตามินซี & บีของ Blackmore ถามว่า เห็นผลลัพธ์อะไรบ้าง อืม! ช่วงนั้นแป้งขึ้นเวรดึกบ่อย+พักผ่อนน้อย ภูมิแพ้กำเริบแถมคันตาบ่อย พอเลิกงานก็แวะหาหมอ GP ที่มาออกตรวจในโรงพยาบาล คุณหมอเอาเครื่องมือ Opthalamoscope ส่องตาแล้วกล่าวว่า คนไข้เป็นต้อกระจกนะครับ หือ!! ถามว่า เชื่อเลยไหม
เครื่อง Ophthalmoscope ทำให้แพทย์เห็นภายในดวงตา ทั้งจอรับภาพ (retina) ขั้วประสาทตา (optic disc) และลักษณะเส้นเลือดที่จอรับภาพ ช่วยให้แพทย์เห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งในหลายกรณีสามารถรักษาได้ทันท่วงที เช่น เมื่อคนไข้จอประสาทตาลอก (retinal detachment) หรือเป็นต้อหิน (glaucoma)
หมอ GP = เวชปฏิบัติทั่วไป (General Practitioner) คือ แพทย์ที่ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพบุคคลและครอบครัว เรียน 6 ปี
ทำหน้าที่ประสานกับแพทย์สาขาอื่น ๆ โดยการดูแลสุขภาพจะเป็นแบบพื้นฐานและต่อเนื่อง ดูแลปัญหาสุขภาพ, พฤติกรรมและสังคม
คำตอบคือ ไม่คะ
ไม่เชื่อคำวินิจฉัยโรคของคุณหมอท่านนี้เพราะไม่ได้เรียนจบเฉพาะทางเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาเรียกว่า จักษุแพทย์
ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ตาขุ่นและแข็งขึ้น มักพบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
สาเหตุหลักคือ ความเสื่อมตามวัย โดยสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น แต่อาจพบได้กลุ่มอายุน้อยได้เช่นกัน เช่น ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดจากมารดาที่ติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์
แป้งอายุแค่ 27 ปี ทำงานขึ้นเวรในโรงพยาบาลมาตลอดตั้งแต่เรียนจบ แทบไม่เจอแสงแดดด้วยซ้ำไป เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นต้อกระจก
ก่อนหน้านั้น 2 สัปดาห์ แป้งมีอาการคันหัวตา น้ำตาไหล เผลอเอามือขยี้ตา ตาเลยแดงก่ำ พบจักษุแพทย์ เข้าเครื่องตรวจตาที่เรียกว่า OCT (Optical Coherence Tomography) เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ในการตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียด ปรากฎว่า แป้งเป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบ (Conjuctivitis) คือ ภาวะที่เยื่อบุตาเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ ซึ่งเยื่อบุตาเป็นเยื่อเมือกใสที่คลุมตาขาวและบุด้านในของเปลือกตา สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส แบคทีเรีย หรือสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดอาการ เช่น ตาแดง แสบตา คันตา หรือระคายเคือง จักษุแพทย์แจ้งว่า ไม่ได้เป็นต้อกระจกแต่อย่างใด
ได้น้ำตาเทียมยี่ห้อ Cellufresh มาหยอดเช้า-เย็นและ Spersallerg Eye Drop contain antazoline หยอดครั้งละ 1-2 หยดเช้า-เย็น
ยา antazoline เป็นยาต้านฮีสตามีน ช่วยลดอาการของโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากฮีสตามีน รวมถึงโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้หรือเยื่อตาขาวอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis)
ในตำรับยาหยอดตามีการนำยานี้มาผสมกับ tetrahydrozoline (หรือ tetryzoline) ซึ่งยาชนิดหลังมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดที่เยื่อตาหดตัว จึงลดอาการตาแดงที่เกิดจากสิ่งระคายเคืองดวงตา ใช้รักษาอาการทางตาที่เกี่ยวข้องภูมิแพ้ รวมถึงโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้
เวลาผ่านไป 24 ชม.หายคันระคายเคือง น้ำตาหยุดไหลเลยคะ
แต่พอผ่านไป 2 สัปดาห์ แป้งก็มีอาการเดิมอีกครั้ง แต่ช่วงเย็นไม่มีแพทย์เฉพาะทาง เลยมาตรวจกับหมอ GP ผลคือ อ้าว!!เป็นต้อกระจกเฉย แป้งเลยไปหาซื้อยาตัวเดิมจากร้านขายยา แค่วันเดียวอาการก็หายเป็นปลิดทิ้งคะ
ยาหยอดตาและน้ำตาเทียม เป็น 2 สิ่งที่ติดตัวแป้งไปตลอดทุกทริปโดยเฉพาะต่างประเทศ อาการกำเริบระหว่างทางขึ้นมาหาซื้อยาพวกนี้ยากมาก เพิ่งจะได้โยนยาทิ้งเมื่ออายุน่าจะ 40 ปีเพราะเริ่มศึกษาวิตามินจากอเมริกาแล้วพบว่า ร่างกายมนุษย์จะแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บต้องมีระดับภูมิคุ้มกันสูง เมื่อไหร่ที่อนุมูลอิสระมีมากกว่าสารต้านอนุมูลอิสระ ความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นทันที
อย่างแป้งเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก หากมีภาวะเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ อาการจะกำเริบโดยจะคันตา คันหู ระคายเคืองตา
แป้งพยายามถามจักษุแพทย์ทุกคนที่รักษาแป้ง ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ทำไมถึงได้คันหูและคันตา บางครั้งคันเพดานปาก แต่อาการไอจาม น้ำมูกใสไม่ค่อยเป็น ซึ่งอาการหลังไม่สงสัยคะ
ตอนนั้นแป้งอายุ 31 ปี ทำงานที่แผนกตรวจสุขภาพผู้เอาประกันช่วงที่ว่างจากงาน นั่งอ่านนิตยสารไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสะดุดเนื้อหาของแพทย์สาขากุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน จำชื่อคุณหมอไม่ได้ แต่เหมือนว่า คุณหมอจะมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ไม่งั้นคงไม่ได้ลงหนังสือ มีใจความประมาณว่า
โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ บางครั้งเรียกว่า แพ้อากาศ จะมีอาการคันจมูก จาม น้ำมูกใส คัดแน่นจมูก บางครั้งจะคันหัวตา คันเพดานปากหรือคันหูด้วย อาจพบอาการหอบหืดหรือผื่นคันตามผิวหนังร่วมด้วย โรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรม ไม่หายขาด แต่ถ้าไม่สัมผัสสารที่แพ้ จะไม่มีอาการ
เหมือนคุณพระมาโปรด อาการที่เราสงสัยมานานคือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โล่งใจมากมาย ถ้าแป้งไปตรวจกับแพทย์สาขานี้ จะได้คำตอบที่ค้นหามาแสนนาน แต่สุดท้ายได้จากการอ่านนี่เองคะ
ดูเหมือนว่าโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้จะเลือนหายไปจากชีวิตประจำวันของแป้งเมื่ออัดวิตามินเต็มคาราเบล+ออกกำลังกาย
ถามว่า ทำไมไม่กินยารักษาภูมิแพ้หรือใช้เครื่องฟอกอากาศ
เรื่องยารักษาโรค เคยกินสมัยจบพยาบาลใหม่ๆ ขนาดเป็นยาแก้แพ้อย่างดีที่ไม่ทำให้ง่วงเหงาหาวนอน แต่แป้งก็ง่วงและตาแห้งอยู่ดี แถมกินก็รู้สึกไม่ค่อยช่วยอะไร เลยเลือกที่จะไม่กิน
กินวิตามิน+พักผ่อนเยอะๆแทน ได้ผลดีทีเดียว ยิ่งกินวิตามินซีเยอะๆ ช่วงที่ภูมิแพ้กำเริบ จะไม่รู้สึกเพลียเหมือนคนป่วยทั่วไป แม้จะมีน้ำมูกใส ไอ จาม หมดทิชชู่เป็นกล่อง พอหายจากโรคแล้วจะฟื้นตัวเร็ว หน้าตาผุดผ่องใส ทาแป้งติดหน้าดีเชียว
ส่วนเครื่องฟอกอากาศ เคยสั่งมาใช้ในสำนักงานเครื่องหลายหมื่นน่าจะเกือบ 3 หมื่น(เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว)สิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจน คือ อากาศสะอาด โล่งขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องภูมิแพ้เท่าไหร่นักเพราะกำเริบอยู่ดี จำได้ว่า ออกจากห้องน้ำ ล้างมือเรียบร้อย ใช้มือที่สะอาดหมุนลูกบิดประตู เผอิญรู้สึกระคายเคืองตา เลยใช้มือข้างที่หมุนลูกบิดขยี้ตาเบาๆ(มือเราสะอาดจริง แต่ลูกบิดประตูเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรียซูโดโมแนส แอรูจิโนซา คุณพระ!!)ชั่ววินาที โอ๊ย!! ระคายเคืองหนักกว่าเดิม ตาเริ่มบวมแดงอีกล่ะ คราวนี้ต้องถ่อไปฉีดยาสเตียรอยด์(Dexamethasone)เข้าเส้นเลือดที่โรงพยาบาล
เหตุการณ์นี้ทำให้แป้งไม่เชื่อถือในประสิทธิภาพเครื่องฟอกอากาศ
เป็นที่มาของการค้นคว้าวิตามินคุณภาพสูงจากอเมริกานับตั้งแต่นั้นมา อาจมีหลายคนที่ใช้เครื่องฟอกอากาศแล้วเห็นผลเรื่องภูมิแพ้ แต่แป้งไม่เลย วิตามินช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุดแล้วคะ
เชื้อโรคต่างๆ เช่น ไวรัสและแบคทีเรียอยู่รอบตัวและในร่างกายของเราทุกคน เมื่อใดก็ตามที่ระดับภูมิคุ้มกันต่ำลง ไวรัสจะถาโถมจู่โจมจนเราตั้งตัวไม่ทัน เริ่มต้นดูแลตัวเอง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อุดมไปด้วยพืชผัก ผลไม้ ลดอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง( 2 สิ่งนี้ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอักเสบ) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ มองโลกในแง่ดี เครียดให้น้อยลง ปลงให้มากขึ้น
ความสุขจากการมีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย จะดีกว่ามั้ยที่อย่างน้อยเราได้ใช้เงินที่หามา เก็บออมหรือเที่ยวนั่นโน่นนี่ ไม่ได้ใช้จ่ายเพื่อรักษาตัวโดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงมากๆ
หากจะรักษาโรงพยาบาลรัฐ ประหยัดกว่าเยอะ แต่แลกมาด้วยการตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อให้ได้คิวรักษาแรกๆ
ร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีอะไหล่สำรองเหมือนรถยนต์ ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เช่น ตับไตแขนขา ฯลฯ แต่สิ่งที่ได้มา ไม่มีทางเหมือนเดิม อย่างกรณีผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายไต ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันไปตลอดชั่วระยะเวลาหนึ่ง(ไตใหม่ที่ได้รับมานั้นเป็นไตของผู้อื่น ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อของร่างกายได้ หากรับประทานยากดภูมิไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย) กว่าจะฟื้นตัว ชีวิตประจำวันที่เหลืออยู่ จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
สุดท้ายไม่ว่าจะเกิดโรคแพร่ระบาดรุนแรงแค่ไหน หากเรามีระดับภูมิต้านทานที่สูงอยู่ตลอด เชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรียหรือรา จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ความแข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกันจากสารต้านอนุมูลอิสระจะเห็นเด่นชัด เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นคะ
วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565
Energizing fat burner วิตามินลดน้ำหนักและเพิ่มอัตราการเผาผลาญ
ชีวิตคือการเดินทางของร่างกายที่เสื่อมถอยลงในทุกๆวัน ตัวการใหญ่คือ อนุมูลอิสระ(Free Radical)เป็นสิ่งที่เกิดหลังจากกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า ออกซิเดชั่น(Oxidation Stress)ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยจะเกิดในช่วงของกระบวนการเผาผลาญอาหาร(บ่งบอกว่า คนที่กินอาหารเยอะเกินความต้องการ จะไม่เกิดผลดี มีแต่ข้อเสียเพราะยิ่งกินมาก อนุมูลอิสระจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว) ส่งผลให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ความชราและการอักเสบในร่างกายสะสมจนกลายเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ในความเป็นจริง สารต้านอนุมูลอิสระจะไม่สามารถซ่อมแซมร่างกายที่เสียหายจากอนุมูลอิสระ แต่สามารถชะลอความเสื่อมได้นะคะ
แป้งเริ่มกินวิตามินเพื่อชะลอวัย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือ เพิ่มพลังงานเนื่องจากมีภาวะโลหิตจางและพาหะธาลัสซีเมีย ทำให้เป็นลมและอ่อนเพลียง่ายมาตั้งแต่เด็ก พอมากินวิตามินเต็มคาราเบลจากอเมริกาเพียงไม่กี่ปี ผลการตรวจเลือด CBC เมื่อ 4 ปีมาแล้ว ไม่เป็นโลหิตจาง แต่พาหะธาลัสซีเมียยังคงอยู่เพราะเป็นโรคเลือดที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ที่ฝังในยีน(Gene)เรียบร้อย
ปัจจุบันแป้งรู้สึกแข็งแรงกว่าเดิมและมีพลังงานเพิ่มมากกว่าในอดีตเยอะมากๆ สังเกตได้จากยืนล้างจาน ทำงานบ้านต่อเนื่องเป็นชั่วโมงแบบไม่ต้องพัก เมื่อก่อนยืนล้างจานเสร็จ นั่งพัก 15 นาที ดูดฝุ่นนั่งพัก 15 นาที ถูพื้นนั่งพัก 15 นาที เดี๋ยวนี้ทำงานบ้านต่อเนื่องแบบไม่พัก สบายๆคะ
เมื่ออายุมากขึ้น เราจะไม่สามารถกินได้เหมือนตอนอายุน้อย
เป็นเพราะระบบเผาผลาญของมีแนวโน้มที่จะช้าลงตามอายุ ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่ายและลดน้ำหนักได้ยากขึ้น
ซึ่งมีเหตุผลบางประการ ได้แก่ การสูญเสียกล้ามเนื้อ การใช้งานน้อยลง และกระบวนการเมตาบอลิซึมช้าลงตามธรรมชาติ
เมตาบอลิซึม(Metabolism)คือ ปฏิกิริยาเคมีทั้งหมดที่ช่วยให้ร่างกายมนุษย์มีชีวิตอยู่ได้
การสร้างความร้อนจากกิจกรรมที่ไม่ได้ออกกำลังกาย คือแคลอรี่ที่เผาผลาญผ่านกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย รวมถึงงานต่างๆ เช่น ยืนล้างจาน และงานบ้านอื่นๆ
ผู้สูงอายุมักจะมีความกระฉับกระเฉงน้อยลงและเผาผลาญแคลอรี่น้อยลงเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ
แป้งเคยมีเรื่องกังวลใจไม่น้อยหลังจากฉีดวัคซีนโควิด AZ เข็มแรกเมื่อเดือนพ.ย 64(สามีบังคับ)มีความผิดปกติเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น แค่วันแรกก็นอนไม่หลับ ในวันเสาร์อาทิตย์บางคืนกว่าหลับได้คือ 7-8 โมงเช้า เป็นอย่างนี้ร่วม 7-8 เดือน น้ำหนักพุ่งพรวดจาก 54 โล กลายเป็น 60 โลภายใน 3 เดือน เสื้อผ้าจากไซส์ S เป็น L เรียกได้ว่า ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ายกตู้เลยคะ
พอย่างเข้าเดือนต.ค 65 น้ำหนักจาก 60 โล ลดลงมาเหลือ 56 โลโดยที่ไม่ได้ทำอะไรและเริ่มมีวงจรนอนหลับได้ตามปกติเนื่องจากวัคซีนได้หมดสิ้นไปจากร่างกาย แป้งดีใจสุดๆยิ่งกว่าอะไรเลยคะ
ต้นเดือนพ.ย 65 แม่บ่นว่า กินเยอะน้ำหนักขึ้นจนชุดใส่ออกงานคับไปหมด แป้งเลยจัดวิตามิน Energizing Fat burner ยี่ห้อ Natural Letter ผลิตในอเมริกา กินครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น กินไปได้เพียงเดือนเดียว แม่โทรมาถามว่า หยุดกินได้ไหม เพราะน้ำหนักลง 2 โล พุงยุบ ชุดหลวมแต่หน้าตอบ แลดูไม่ดีเหมือนคนเพิ่งสร่างไข้ พอแป้งได้ยินดังนั้น เลยรีบจัดวิตามินตามแม่ ครบ 1 เดือนน้ำหนักลดลง 2.5 โล ปัจจุบันเหลือ 53.5 โล เย้!!
วิตามิน Energizing Fat Burner ยี่ห้อ Natural Letter มีส่วนประกอบสำคัญดังนี้
1.Pyruvate หรือกรดไพรูวิก(Pyruvic Acid)เป็นสารประกอบทางชีวเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายรวมถึงการเผาผลาญไขมัน โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต การเก็บไกลโคเจนและการผลิตพลังงานภายในเซลล์
Pyruvate จำเป็นสำหรับวงจรกรดซิตริกหรือวงจร Krebs ซึ่งเป็น
กระบวนการที่เซลล์ผลิตพลังงานในรูปแบบของ adenosine triphosphate (ATP)
ATP คือเชื้อเพลิงหลักทางเคมีของร่างกาย เป็นสารที่ได้มาจาก Metabolism หรือการเผาผลาญสารอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรต
จัดเป็นโมเลกุลที่เก็บพลังงานไว้ได้มาก
หาก ATP ถูกสลาย จะปลดปล่อยพลังงานมาให้ร่างกายใช้ประโยชน์ เช่น ใช้ในการหดตัวของกล้ามเนื้อ หรือใช้ในการขนส่งสารต่างๆเข้าและออกจากเซลล์ เป็นต้น
2.แพนเทธิน(Pantethin)เป็นอนุพันธ์ของวิตามิน B5(Pantothenic ) เกี่ยวข้องกับการทำงานของสาร Coenzyme A ซึ่งจำเป็นในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารเพื่อให้พลังงานของร่างกาย เช่น คาร์โบไฮเดรตและการเผาผลาญไขมัน
Pantethine มักถูกใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในการลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด
3.กรีนที ไฟโตโซม(Green Tea Phytosome) รูปแบบของชาเขียวและโพลีฟีนที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เป็นสารสกัดที่มีมาตรฐานสูงของชาเขียว(Camellia sinensis)มีโพลีฟีนอล(Polyhpenol) 60 เปอร์เซ็นต์และ EGCG 40 เปอร์เซ็นต์
จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพสูง ช่วยป้องกันการทำลายเซลล์และลดการอักเสบทั่วร่างกาย
มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนประโยชน์ด้านสุขภาพมากมายตั้งแต่การช่วยลดน้ำหนักไปจนถึงการต่อต้านความเครียดจากอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด
งานการวิจัยแสดงให้เห็นว่า เมื่อใช้ร่วมกับอาหารที่มีแคลอรี่ลดลง(ให้พลังงานน้อย)Green tea phytosome อาจช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากกว่าการลดแคลอรี่เพียงอย่างเดียว
มีการศึกษาวิจัยในชายและหญิงที่เป็นโรคอ้วน 50 คนโดยจำกัดแคลอรี่ในอาหารและรับประทาน Green tea phytosome เป็นเวลา 90 วัน พบว่า น้ำหนักโดยเฉลี่ยลดลง 30 ปอนด์ ในขณะผู้ที่จำกัดแคลอรี่เพียงอย่างเดียว สูญเสียน้ำหนักเฉลี่ย 11 ปอนด์
มีประโยชน์อย่างไร
1.ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้เป็นไปตามปกติ แม้จะมีอายุมากขึ้น
2.ควบคุมความหิว ลดความอยากอาหาร มีผลทำให้รู้สึกอิ่มมากขึ้น เพื่อให้ได้รับแคลอรี่น้อยลงต่อวัน
3.มีผลทำให้น้ำหนักลดลง สัดส่วนจึงลดลงตามไปด้วย
4.กำจัดสารพิษที่สะสมในร่างกาย
5.เพิ่มการไหลเวียนเลือด
6.ต่อต้านอนุมูลอิสระ
7.เพิ่มพลังงาน ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย
8.ลดไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
9.ลดการสะสมคราบพลัค(Pluque)ในหลอดเลือด
10.ช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญอาหาร(Metabolism)เป็นหัวใจสำคัญสำหรับคนที่มีรูปร่างสมส่วน ซึ่งจะเผาผลาญสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ พร้อมส่งพลังงานสารอาหารไปยังอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เมื่อระบบการเผาผลาญดี จะทำให้ร่างกายมีปริมาณไขมันส่วนเกินน้อยลงและมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น หากออกกำลังกายร่วมด้วย จะเห็นชัดเจน
11.เพิ่มการเผาผลาญไขมัน(สลายไขมันเป็นพลังงาน)มีผลทำให้เผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น
เมื่อวานแป้งกินน้ำพริกปลาทูตำเอง เผลอใส่พริกเยอะกว่าปกติ ในใจคิดว่า น่าจะไม่รอด คงแสบท้องเป็นกรดไหลย้อนเหมือนเคยแน่ๆ พอตื่นเช้ามา อ้าว! ทำไมเราไม่แสบท้องล่ะ แปลกใจมาก แต่น่าจะเป็นผลจากวิตามิน Energizing Fat burner ที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารเป็นไปตามปกติ
จะบอกว่า แป้งไม่ได้จำกัดอาหารอะไรทั้งสิ้น ยังคงกินเบเกอรี่ที่ทำเอง เช่น เค้ก คุ้กกี้ ทาร์ตสับปะรด ฯลฯ กินอาหารรสจัด ซีฟู้ด คาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานสูงได้หมด ทั้งๆที่เพื่อนรุ่นเดียวกัน เริ่มกินอาหารได้น้อยลง แค่เคี้ยวก้านคะน้ากรอบยังเจ็บเหงือกปวดฟัน เคยกินข้าว 5 ทัพพี ตอนนี้เหลือ 3 ทัพพี กินเผ็ดเหมือนตอนสาวๆไม่ได้แล้ว จะปวดมวนท้องเข้าห้องน้ำ ขนาดออกกำลังกายวันละ 1 ชม.น้ำหนักไม่ลดแม้เพียงขีดเดียว เพื่อนออกกำลังกายที่ยิมมาหลายปีแล้ว เจอทีไรชอบบ่นว่า น้ำหนักไม่ลงแต่แป้งผอมเอาๆ
เพื่อนอีกคน ปกติจะเคี้ยวอาหารโดยใช้ฟันกรามด้านซ้าย ต้องเปลี่ยนมาเคี้ยวอีกฝั่งเพราะเหงือกร่น ฟันกรามซี่ในสุดเหมือนจะเคี้ยวไม่ละเอียด เนื้อสัตว์ทุกชนิดเหนียวไปหมด เคี้ยวไม่ขาด กินเผ็ดไม่ได้เช่นกัน สาเหตุที่กินเผ็ดไม่ได้เนื่องจากผนังเยื่อบุกระเพาะอาหารบางลง คนเราเมื่ออายุมากขึ้น ผิวหน้าและผิวกายจะบางลง มองเห็นเส้นเลือดดำชัดเจน เยื่อบุอวัยวะภายในก็เช่นกัน สังขารไม่เที่ยงจริงๆ
ยกตัวอย่างเบาๆแค่เพื่อน 2 คน ที่เหลือยังไม่ได้เจอกัน
เพื่อนกลุ่มนี้ ไม่ได้กินวิตามินเพื่อชะลอวัยแบบแป้ง ถึงแม้จะหมดเงินกับค่าเลเซอร์ โบท็อกซ์ อัลเทอร่า ฯลฯ เพื่อให้หน้าตึงไร้รอยเหี่ยวย่นแค่ชั่วคราว แต่ข้างในกลับแก่ชราไปตามวัย เพราะฉะนั้นคำว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข นี่ไม่เป็นความจริงเลยนะคะ
สนใจสอบถามและสั่งซื้อได้ที่
hamercandysiam.lnwshop.com
วิตามิน Energizing Fat Burner ยี่ห้อ Natural Letter - Hamer candy
Tel.061-7429944
ID line : 0617429944
เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ
คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื...
บทความยอดนิยม
-
ความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาใหญ่หลวงสำหรับผู้ชายหลายคน จะเริ่มมาเยือนตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีปัจจัยหลายอย...
-
การดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราทุกวันนี้ เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ไม่รู้จะรีบกันไปถึงไหน ยิ่งในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรที่ได้การ...
-
hamercandysiam.lnwshop.com ลูกอมรสกาแฟผลิตในมาเลเซีย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายดีอันดับหนึ่งประเภทบำรุงร่างกายและเพิ่มสมรรถภาพใน...
-
ในปัจจุบันนี้ แทบทุกคนจะเป็นภูมิแพ้กันทั้งสิ้น แป้งเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นมานมนานต้ังแต่เด็กๆจนกระทั่งเริ่มเรียนม.ต้น ช่วงเช้าจะมีน้...
-
เรียนแจ้งทุกท่านเพื่อโปรดทราบ แป้งย้ายการตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ และผิวพรรณ ประจำสัปดาห์มายัง https://pangpungpond.blogspot.com/ เนื่องจาก...
-
Mentalk เป็นลูกอมโสมทะเลทรายเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เกรดพรีเมี่ยมชื่อดังในตำนาน ผลิตในประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วยสมุนไพรชั้นเยี่ยม ปราศจากสารเคมีใ...
-
วิตามินที่กล่าวถึงต่อไปนี้ เรียกว่า borage oil ( น้ำมันโบราจ ) บางคนอาจไม่ค่อยคุ้นเคยห...
-
คนที่มีความสุขกับการกิน ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรเข้าปาก มักจะเอร็ดอร่อยเสมอ บางทีกินแค่นิดเดียว แต่น้ำหนักขึ้นเอาๆ พยายามลดการกินลง แต่ไม่ได้ผลเ...
-
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า grape seed ช่วยในเรื่องการลดเม็ดสีที่เกิดจากการทำลายของแสงแดด ส่งผลให้สีผิวสม่ำเสมอ และขาวใสขึ้น ลองมาดูกันดีกว่...
-
แป้งได้รับข้อความขอบคุณจากหลังไมค์ท่านหนึ่ง ซึ่งอ่านบทความในบล็อก’’Goutless ชาลดอาการกำเริบโรคเกาต์อย่างเห็นผลชะงัด’’ ซึ่งพ่อของผู้อ่านท่าน...