บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2566

วิตามินคุณภาพสูงกับความชราที่มาไม่ถึง EP.2

ผลการตรวจเลือดประจำปี เมื่อวันที่ 19/5/2565
ผลเลือดทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถึงแม้ไขมันคอเลสเตอรอล 234 mg/dl จะสูงกว่าเกณฑ์(ไม่อยากบอกว่า ค่าคอเลสเตอรอลระดับนี้มาเป็นเวลาเกือบ 20+ปี)แต่ไขมันดี(HDL) 77 mg/dl ค่อนข้างสูง คุณหมอบอกว่า บาลานซ์กันพอดี

ค่าเอนไซม์ตับ
SGOT= 13 mg/dl(ค่าปกติ 0-33)
SGPT= 18 mg/dl (ค่าปกติ 0-32)

ค่าการทำงานของไต
BUN =10.8 mg/dl(ค่าปกติ 6.0-20.0)
Cr=0.67 mg/dl(ค่าปกติ 0.51-0.95)
ค่าอัตราการกรองของไต
eGFR =104.28 ( ปี 2019 = 103 ) ค่าปกติ >90

ปกติยิ่งอายุมากขึ้น อัตราการกรองของไตจะเสื่อมลงตามสภาพร่างกาย การรับประทานยาและวิตามินจะมีผลให้ตับไตทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม แต่ค่าอัตราการกรองไตของแป้งกลับสวนทางกับอายุ
แสดงว่า วิตามินคุณภาพสูงวันละ 20+ เม็ด ที่กินมาต่อเนื่องตลอด ไม่มีผลต่อการทำงานของตับไตแถมค่าเอนไซม์ตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ อีกทั้งค่าไตและอัตราการกรองของไตก็ดีมากๆแสดงว่า
มาถูกทางแล้วนะคะ

เป็นความจริงที่ว่า ถึงแม้ผลการตรวจเลือด,X-ray ปอด,EKG(คลื่นไฟฟ้าหัวใจ)จะอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ไม่ได้การันตีว่า เราจะไม่เป็นโรคร้าย เช่น มะเร็งชนิดต่างๆเพราะมะเร็งคือ ภาวะที่เซลล์ในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงในระดับพันธุกรรม ทำให้มีการเจริญเติบโตมากขึ้นอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมและจำกัดขอบเขตได้ มีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นในร่างกาย เช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก เป็นต้น  ซึ่งมะเร็งในระยะเริ่มแรกมักจะตรวจไม่พบ  จนระยะลุกลามมีก้อนเนื้อไปกดเบียดการทำงานของอวัยวะต่างๆเช่น ตับ ปอด หัวใจ ฯลฯ ถึงจะตรวจเจอด้วย CT scan,MRI

โชคดีที่แป้งร่ำเรียนพยาบาลมา ทำให้รู้จักสังเกตความเปลี่ยนแปลงและวิเคราะห์อาการที่เกิดขึ้นในร่างกายเบื้องต้น
โดยที่ไม่ต้องไปพบแพทย์ ไม่ว่าจะมีอาการผิดปกติเล็กน้อย เช่น
ทำไมแป้งเริ่มมีอาการนอนไม่หลับช่วงอายุ 32-33 ปี ลองกินวิตามินที่ช่วยให้หลับง่ายมาแทบทุกยี่ห้อ ดื่มชาคาโมมายล์ กินกล้วยหอม+นมก่อนนอน 2 ชม.ดมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์แม้กระทั่งสูดดมน้ำมันกัญชาสารพัดวิธี

จนสุดท้ายพบว่า สิ่งกระตุ้นที่ทำให้นอนไม่หลับคือ การกินอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตน้อยเกินไป(เพิ่งจะทราบแน่ชัดเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง หลงประเด็นมาหลายสิบปี คิดว่า เกิดจากดื่มเครื่องคาเฟอีนหรือออกกำลังกายดึก)แป้งไม่ชอบกินข้าว ปกติกินได้ครึ่งทัพพี ตอนหลังเลยกินขนมปัง+ลูกเดือยเพิ่มขึ้นทดแทนข้าว ปรากฎว่า มีหลายคืนไม่ต้องกินเมลาโทนินก็หลับสบายถึงเช้า ไม่ตื่นกลางดึกอีกแล้ว เย้! 🥳

อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะมีกรดอะมิโนที่จำเป็นชนิดหนึ่ง คือ ทริปโตแฟน(tryptophan) ซึ่งใช้ในการผลิตซีโรโทนิน(serotonin)ในสมอง

serotonin เป็นสารสื่อประสาทที่มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการลดอาการซึมเศร้าและช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น เราจะสังเกตได้ว่าผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก โดยงดอาหารคาร์โบไฮเดรต มักมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด โกรธง่ายกว่าปกติ
 
วันที่ 15 เดือนพ.ค พ.ศ 2566 แป้งจะมีอายุครบ 49 ปี จำได้ว่าเริ่มกินวิตามินตั้งแต่อายุ 26-27 ปี วิตามินตัวแรกที่กินคือ วิตามินซี & บีของ Blackmore ถามว่า เห็นผลลัพธ์อะไรบ้าง อืม! ช่วงนั้นแป้งขึ้นเวรดึกบ่อย+พักผ่อนน้อย ภูมิแพ้กำเริบแถมคันตาบ่อย พอเลิกงานก็แวะหาหมอ GP ที่มาออกตรวจในโรงพยาบาล คุณหมอเอาเครื่องมือ Opthalamoscope ส่องตาแล้วกล่าวว่า คนไข้เป็นต้อกระจกนะครับ หือ!! ถามว่า เชื่อเลยไหม

เครื่อง Ophthalmoscope ทำให้แพทย์เห็นภายในดวงตา ทั้งจอรับภาพ (retina) ขั้วประสาทตา (optic disc) และลักษณะเส้นเลือดที่จอรับภาพ ช่วยให้แพทย์เห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งในหลายกรณีสามารถรักษาได้ทันท่วงที เช่น เมื่อคนไข้จอประสาทตาลอก (retinal detachment) หรือเป็นต้อหิน (glaucoma)

หมอ GP = เวชปฏิบัติทั่วไป (General Practitioner)  คือ แพทย์ที่ให้บริการดูแลรักษาสุขภาพบุคคลและครอบครัว เรียน 6 ปี
ทำหน้าที่ประสานกับแพทย์สาขาอื่น ๆ โดยการดูแลสุขภาพจะเป็นแบบพื้นฐานและต่อเนื่อง ดูแลปัญหาสุขภาพ, พฤติกรรมและสังคม

คำตอบคือ ไม่คะ
ไม่เชื่อคำวินิจฉัยโรคของคุณหมอท่านนี้เพราะไม่ได้เรียนจบเฉพาะทางเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยาเรียกว่า จักษุแพทย์

ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ตาขุ่นและแข็งขึ้น มักพบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

สาเหตุหลักคือ ความเสื่อมตามวัย โดยสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น แต่อาจพบได้กลุ่มอายุน้อยได้เช่นกัน เช่น ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดจากมารดาที่ติดเชื้อหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์

แป้งอายุแค่ 27 ปี ทำงานขึ้นเวรในโรงพยาบาลมาตลอดตั้งแต่เรียนจบ แทบไม่เจอแสงแดดด้วยซ้ำไป เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นต้อกระจก

ก่อนหน้านั้น 2 สัปดาห์ แป้งมีอาการคันหัวตา น้ำตาไหล เผลอเอามือขยี้ตา ตาเลยแดงก่ำ พบจักษุแพทย์ เข้าเครื่องตรวจตาที่เรียกว่า OCT (Optical Coherence Tomography) เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ในการตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียด ปรากฎว่า แป้งเป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบ (Conjuctivitis) คือ ภาวะที่เยื่อบุตาเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อ ซึ่งเยื่อบุตาเป็นเยื่อเมือกใสที่คลุมตาขาวและบุด้านในของเปลือกตา สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส แบคทีเรีย หรือสารก่อภูมิแพ้ ทำให้เกิดอาการ เช่น ตาแดง แสบตา คันตา หรือระคายเคือง จักษุแพทย์แจ้งว่า ไม่ได้เป็นต้อกระจกแต่อย่างใด

ได้น้ำตาเทียมยี่ห้อ Cellufresh มาหยอดเช้า-เย็นและ Spersallerg Eye Drop contain antazoline หยอดครั้งละ 1-2 หยดเช้า-เย็น

ยา antazoline เป็นยาต้านฮีสตามีน ช่วยลดอาการของโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากฮีสตามีน รวมถึงโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้หรือเยื่อตาขาวอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis)

ในตำรับยาหยอดตามีการนำยานี้มาผสมกับ tetrahydrozoline (หรือ tetryzoline) ซึ่งยาชนิดหลังมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดที่เยื่อตาหดตัว จึงลดอาการตาแดงที่เกิดจากสิ่งระคายเคืองดวงตา ใช้รักษาอาการทางตาที่เกี่ยวข้องภูมิแพ้ รวมถึงโรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้

เวลาผ่านไป 24 ชม.หายคันระคายเคือง น้ำตาหยุดไหลเลยคะ
แต่พอผ่านไป 2 สัปดาห์ แป้งก็มีอาการเดิมอีกครั้ง แต่ช่วงเย็นไม่มีแพทย์เฉพาะทาง เลยมาตรวจกับหมอ GP ผลคือ อ้าว!!เป็นต้อกระจกเฉย แป้งเลยไปหาซื้อยาตัวเดิมจากร้านขายยา แค่วันเดียวอาการก็หายเป็นปลิดทิ้งคะ

ยาหยอดตาและน้ำตาเทียม เป็น 2 สิ่งที่ติดตัวแป้งไปตลอดทุกทริปโดยเฉพาะต่างประเทศ อาการกำเริบระหว่างทางขึ้นมาหาซื้อยาพวกนี้ยากมาก เพิ่งจะได้โยนยาทิ้งเมื่ออายุน่าจะ 40 ปีเพราะเริ่มศึกษาวิตามินจากอเมริกาแล้วพบว่า ร่างกายมนุษย์จะแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บต้องมีระดับภูมิคุ้มกันสูง เมื่อไหร่ที่อนุมูลอิสระมีมากกว่าสารต้านอนุมูลอิสระ ความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นทันที

อย่างแป้งเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก หากมีภาวะเครียดหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ อาการจะกำเริบโดยจะคันตา คันหู ระคายเคืองตา
แป้งพยายามถามจักษุแพทย์ทุกคนที่รักษาแป้ง ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ทำไมถึงได้คันหูและคันตา บางครั้งคันเพดานปาก แต่อาการไอจาม น้ำมูกใสไม่ค่อยเป็น ซึ่งอาการหลังไม่สงสัยคะ

ตอนนั้นแป้งอายุ 31 ปี ทำงานที่แผนกตรวจสุขภาพผู้เอาประกันช่วงที่ว่างจากงาน นั่งอ่านนิตยสารไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสะดุดเนื้อหาของแพทย์สาขากุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน จำชื่อคุณหมอไม่ได้ แต่เหมือนว่า คุณหมอจะมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ไม่งั้นคงไม่ได้ลงหนังสือ มีใจความประมาณว่า

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ บางครั้งเรียกว่า แพ้อากาศ จะมีอาการคันจมูก จาม น้ำมูกใส คัดแน่นจมูก บางครั้งจะคันหัวตา คันเพดานปากหรือคันหูด้วย อาจพบอาการหอบหืดหรือผื่นคันตามผิวหนังร่วมด้วย โรคนี้เป็นโรคทางพันธุกรรม ไม่หายขาด แต่ถ้าไม่สัมผัสสารที่แพ้ จะไม่มีอาการ

เหมือนคุณพระมาโปรด อาการที่เราสงสัยมานานคือ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ โล่งใจมากมาย ถ้าแป้งไปตรวจกับแพทย์สาขานี้ จะได้คำตอบที่ค้นหามาแสนนาน แต่สุดท้ายได้จากการอ่านนี่เองคะ

ดูเหมือนว่าโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้จะเลือนหายไปจากชีวิตประจำวันของแป้งเมื่ออัดวิตามินเต็มคาราเบล+ออกกำลังกาย
ถามว่า ทำไมไม่กินยารักษาภูมิแพ้หรือใช้เครื่องฟอกอากาศ

เรื่องยารักษาโรค เคยกินสมัยจบพยาบาลใหม่ๆ ขนาดเป็นยาแก้แพ้อย่างดีที่ไม่ทำให้ง่วงเหงาหาวนอน แต่แป้งก็ง่วงและตาแห้งอยู่ดี แถมกินก็รู้สึกไม่ค่อยช่วยอะไร เลยเลือกที่จะไม่กิน

กินวิตามิน+พักผ่อนเยอะๆแทน ได้ผลดีทีเดียว ยิ่งกินวิตามินซีเยอะๆ ช่วงที่ภูมิแพ้กำเริบ จะไม่รู้สึกเพลียเหมือนคนป่วยทั่วไป แม้จะมีน้ำมูกใส ไอ จาม หมดทิชชู่เป็นกล่อง พอหายจากโรคแล้วจะฟื้นตัวเร็ว หน้าตาผุดผ่องใส ทาแป้งติดหน้าดีเชียว

ส่วนเครื่องฟอกอากาศ เคยสั่งมาใช้ในสำนักงานเครื่องหลายหมื่นน่าจะเกือบ 3 หมื่น(เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว)สิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจน คือ อากาศสะอาด โล่งขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องภูมิแพ้เท่าไหร่นักเพราะกำเริบอยู่ดี จำได้ว่า ออกจากห้องน้ำ ล้างมือเรียบร้อย ใช้มือที่สะอาดหมุนลูกบิดประตู เผอิญรู้สึกระคายเคืองตา เลยใช้มือข้างที่หมุนลูกบิดขยี้ตาเบาๆ(มือเราสะอาดจริง แต่ลูกบิดประตูเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรียซูโดโมแนส แอรูจิโนซา คุณพระ!!)ชั่ววินาที โอ๊ย!! ระคายเคืองหนักกว่าเดิม ตาเริ่มบวมแดงอีกล่ะ คราวนี้ต้องถ่อไปฉีดยาสเตียรอยด์(Dexamethasone)เข้าเส้นเลือดที่โรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้ทำให้แป้งไม่เชื่อถือในประสิทธิภาพเครื่องฟอกอากาศ
เป็นที่มาของการค้นคว้าวิตามินคุณภาพสูงจากอเมริกานับตั้งแต่นั้นมา อาจมีหลายคนที่ใช้เครื่องฟอกอากาศแล้วเห็นผลเรื่องภูมิแพ้ แต่แป้งไม่เลย วิตามินช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุดแล้วคะ

เชื้อโรคต่างๆ เช่น ไวรัสและแบคทีเรียอยู่รอบตัวและในร่างกายของเราทุกคน เมื่อใดก็ตามที่ระดับภูมิคุ้มกันต่ำลง ไวรัสจะถาโถมจู่โจมจนเราตั้งตัวไม่ทัน เริ่มต้นดูแลตัวเอง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อุดมไปด้วยพืชผัก ผลไม้ ลดอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง( 2 สิ่งนี้ส่งผลให้ร่างกายเกิดการอักเสบ) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ มองโลกในแง่ดี เครียดให้น้อยลง ปลงให้มากขึ้น

ความสุขจากการมีสุขภาพดี ไม่เจ็บป่วย จะดีกว่ามั้ยที่อย่างน้อยเราได้ใช้เงินที่หามา เก็บออมหรือเที่ยวนั่นโน่นนี่ ไม่ได้ใช้จ่ายเพื่อรักษาตัวโดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงมากๆ
หากจะรักษาโรงพยาบาลรัฐ ประหยัดกว่าเยอะ แต่แลกมาด้วยการตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อให้ได้คิวรักษาแรกๆ

ร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีอะไหล่สำรองเหมือนรถยนต์ ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เช่น ตับไตแขนขา ฯลฯ แต่สิ่งที่ได้มา ไม่มีทางเหมือนเดิม อย่างกรณีผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายไต ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันไปตลอดชั่วระยะเวลาหนึ่ง(ไตใหม่ที่ได้รับมานั้นเป็นไตของผู้อื่น ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อของร่างกายได้ หากรับประทานยากดภูมิไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย) กว่าจะฟื้นตัว ชีวิตประจำวันที่เหลืออยู่ จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

สุดท้ายไม่ว่าจะเกิดโรคแพร่ระบาดรุนแรงแค่ไหน หากเรามีระดับภูมิต้านทานที่สูงอยู่ตลอด เชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรียหรือรา จะไม่สามารถทำอะไรได้เลย  ความแข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกันจากสารต้านอนุมูลอิสระจะเห็นเด่นชัด เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นคะ

วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565

Energizing fat burner วิตามินลดน้ำหนักและเพิ่มอัตราการเผาผลาญ

 ชีวิตคือการเดินทางของร่างกายที่เสื่อมถอยลงในทุกๆวัน ตัวการใหญ่คือ อนุมูลอิสระ(Free Radical)เป็นสิ่งที่เกิดหลังจากกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า ออกซิเดชั่น(Oxidation Stress)ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยจะเกิดในช่วงของกระบวนการเผาผลาญอาหาร(บ่งบอกว่า คนที่กินอาหารเยอะเกินความต้องการ จะไม่เกิดผลดี มีแต่ข้อเสียเพราะยิ่งกินมาก อนุมูลอิสระจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว) ส่งผลให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ความชราและการอักเสบในร่างกายสะสมจนกลายเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ในความเป็นจริง สารต้านอนุมูลอิสระจะไม่สามารถซ่อมแซมร่างกายที่เสียหายจากอนุมูลอิสระ แต่สามารถชะลอความเสื่อมได้นะคะ

แป้งเริ่มกินวิตามินเพื่อชะลอวัย โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือ เพิ่มพลังงานเนื่องจากมีภาวะโลหิตจางและพาหะธาลัสซีเมีย ทำให้เป็นลมและอ่อนเพลียง่ายมาตั้งแต่เด็ก พอมากินวิตามินเต็มคาราเบลจากอเมริกาเพียงไม่กี่ปี ผลการตรวจเลือด CBC เมื่อ 4 ปีมาแล้ว ไม่เป็นโลหิตจาง แต่พาหะธาลัสซีเมียยังคงอยู่เพราะเป็นโรคเลือดที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ที่ฝังในยีน(Gene)เรียบร้อย

ปัจจุบันแป้งรู้สึกแข็งแรงกว่าเดิมและมีพลังงานเพิ่มมากกว่าในอดีตเยอะมากๆ สังเกตได้จากยืนล้างจาน ทำงานบ้านต่อเนื่องเป็นชั่วโมงแบบไม่ต้องพัก เมื่อก่อนยืนล้างจานเสร็จ นั่งพัก 15 นาที ดูดฝุ่นนั่งพัก 15 นาที ถูพื้นนั่งพัก 15 นาที เดี๋ยวนี้ทำงานบ้านต่อเนื่องแบบไม่พัก สบายๆคะ

เมื่ออายุมากขึ้น เราจะไม่สามารถกินได้เหมือนตอนอายุน้อย
เป็นเพราะระบบเผาผลาญของมีแนวโน้มที่จะช้าลงตามอายุ ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ง่ายและลดน้ำหนักได้ยากขึ้น
ซึ่งมีเหตุผลบางประการ ได้แก่ การสูญเสียกล้ามเนื้อ การใช้งานน้อยลง และกระบวนการเมตาบอลิซึมช้าลงตามธรรมชาติ

เมตาบอลิซึม(Metabolism)คือ ปฏิกิริยาเคมีทั้งหมดที่ช่วยให้ร่างกายมนุษย์มีชีวิตอยู่ได้

การสร้างความร้อนจากกิจกรรมที่ไม่ได้ออกกำลังกาย คือแคลอรี่ที่เผาผลาญผ่านกิจกรรมอื่นที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย รวมถึงงานต่างๆ เช่น ยืนล้างจาน และงานบ้านอื่นๆ
ผู้สูงอายุมักจะมีความกระฉับกระเฉงน้อยลงและเผาผลาญแคลอรี่น้อยลงเมื่อทำกิจกรรมต่างๆ

แป้งเคยมีเรื่องกังวลใจไม่น้อยหลังจากฉีดวัคซีนโควิด AZ เข็มแรกเมื่อเดือนพ.ย 64(สามีบังคับ)มีความผิดปกติเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น แค่วันแรกก็นอนไม่หลับ ในวันเสาร์อาทิตย์บางคืนกว่าหลับได้คือ 7-8 โมงเช้า เป็นอย่างนี้ร่วม 7-8 เดือน น้ำหนักพุ่งพรวดจาก 54 โล กลายเป็น 60 โลภายใน 3 เดือน เสื้อผ้าจากไซส์ S เป็น L เรียกได้ว่า ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ายกตู้เลยคะ

พอย่างเข้าเดือนต.ค 65 น้ำหนักจาก 60 โล ลดลงมาเหลือ 56 โลโดยที่ไม่ได้ทำอะไรและเริ่มมีวงจรนอนหลับได้ตามปกติเนื่องจากวัคซีนได้หมดสิ้นไปจากร่างกาย แป้งดีใจสุดๆยิ่งกว่าอะไรเลยคะ

ต้นเดือนพ.ย 65 แม่บ่นว่า กินเยอะน้ำหนักขึ้นจนชุดใส่ออกงานคับไปหมด แป้งเลยจัดวิตามิน Energizing Fat burner  ยี่ห้อ Natural Letter ผลิตในอเมริกา  กินครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-กลางวัน-เย็น  กินไปได้เพียงเดือนเดียว แม่โทรมาถามว่า หยุดกินได้ไหม เพราะน้ำหนักลง 2  โล พุงยุบ ชุดหลวมแต่หน้าตอบ  แลดูไม่ดีเหมือนคนเพิ่งสร่างไข้ พอแป้งได้ยินดังนั้น เลยรีบจัดวิตามินตามแม่ ครบ 1  เดือนน้ำหนักลดลง 2.5 โล ปัจจุบันเหลือ 53.5 โล  เย้!!

วิตามิน Energizing Fat Burner ยี่ห้อ Natural Letter มีส่วนประกอบสำคัญดังนี้

1.Pyruvate หรือกรดไพรูวิก(Pyruvic Acid)เป็นสารประกอบทางชีวเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายรวมถึงการเผาผลาญไขมัน โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต การเก็บไกลโคเจนและการผลิตพลังงานภายในเซลล์

 Pyruvate จำเป็นสำหรับวงจรกรดซิตริกหรือวงจร Krebs ซึ่งเป็น
กระบวนการที่เซลล์ผลิตพลังงานในรูปแบบของ adenosine triphosphate (ATP)

 ATP คือเชื้อเพลิงหลักทางเคมีของร่างกาย เป็นสารที่ได้มาจาก Metabolism หรือการเผาผลาญสารอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรต
จัดเป็นโมเลกุลที่เก็บพลังงานไว้ได้มาก

หาก ATP ถูกสลาย จะปลดปล่อยพลังงานมาให้ร่างกายใช้ประโยชน์ เช่น ใช้ในการหดตัวของกล้ามเนื้อ หรือใช้ในการขนส่งสารต่างๆเข้าและออกจากเซลล์ เป็นต้น

2.แพนเทธิน(Pantethin)เป็นอนุพันธ์ของวิตามิน B5(Pantothenic ) เกี่ยวข้องกับการทำงานของสาร Coenzyme A ซึ่งจำเป็นในกระบวนการเผาผลาญสารอาหารเพื่อให้พลังงานของร่างกาย เช่น คาร์โบไฮเดรตและการเผาผลาญไขมัน

 Pantethine มักถูกใช้เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมในการลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือด
 
3.กรีนที ไฟโตโซม(Green Tea Phytosome) รูปแบบของชาเขียวและโพลีฟีนที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เป็นสารสกัดที่มีมาตรฐานสูงของชาเขียว(Camellia sinensis)มีโพลีฟีนอล(Polyhpenol) 60 เปอร์เซ็นต์และ EGCG 40 เปอร์เซ็นต์
จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพสูง ช่วยป้องกันการทำลายเซลล์และลดการอักเสบทั่วร่างกาย

มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนประโยชน์ด้านสุขภาพมากมายตั้งแต่การช่วยลดน้ำหนักไปจนถึงการต่อต้านความเครียดจากอนุมูลอิสระและช่วยป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด

งานการวิจัยแสดงให้เห็นว่า เมื่อใช้ร่วมกับอาหารที่มีแคลอรี่ลดลง(ให้พลังงานน้อย)Green tea phytosome อาจช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากกว่าการลดแคลอรี่เพียงอย่างเดียว 

มีการศึกษาวิจัยในชายและหญิงที่เป็นโรคอ้วน 50 คนโดยจำกัดแคลอรี่ในอาหารและรับประทาน Green tea phytosome เป็นเวลา 90 วัน พบว่า น้ำหนักโดยเฉลี่ยลดลง 30 ปอนด์ ในขณะผู้ที่จำกัดแคลอรี่เพียงอย่างเดียว สูญเสียน้ำหนักเฉลี่ย 11 ปอนด์

มีประโยชน์อย่างไร
1.ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้เป็นไปตามปกติ แม้จะมีอายุมากขึ้น
2.ควบคุมความหิว ลดความอยากอาหาร มีผลทำให้รู้สึกอิ่มมากขึ้น เพื่อให้ได้รับแคลอรี่น้อยลงต่อวัน
3.มีผลทำให้น้ำหนักลดลง สัดส่วนจึงลดลงตามไปด้วย
4.กำจัดสารพิษที่สะสมในร่างกาย
5.เพิ่มการไหลเวียนเลือด
6.ต่อต้านอนุมูลอิสระ
7.เพิ่มพลังงาน ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย
8.ลดไขมันคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์
9.ลดการสะสมคราบพลัค(Pluque)ในหลอดเลือด
10.ช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญอาหาร(Metabolism)เป็นหัวใจสำคัญสำหรับคนที่มีรูปร่างสมส่วน ซึ่งจะเผาผลาญสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละมื้อ พร้อมส่งพลังงานสารอาหารไปยังอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เมื่อระบบการเผาผลาญดี จะทำให้ร่างกายมีปริมาณไขมันส่วนเกินน้อยลงและมีมวลกล้ามเนื้อมากขึ้น หากออกกำลังกายร่วมด้วย จะเห็นชัดเจน

11.เพิ่มการเผาผลาญไขมัน(สลายไขมันเป็นพลังงาน)มีผลทำให้เผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้น

เมื่อวานแป้งกินน้ำพริกปลาทูตำเอง เผลอใส่พริกเยอะกว่าปกติ ในใจคิดว่า น่าจะไม่รอด คงแสบท้องเป็นกรดไหลย้อนเหมือนเคยแน่ๆ พอตื่นเช้ามา อ้าว! ทำไมเราไม่แสบท้องล่ะ แปลกใจมาก แต่น่าจะเป็นผลจากวิตามิน Energizing Fat burner ที่ช่วยให้ระบบย่อยอาหารเป็นไปตามปกติ

จะบอกว่า แป้งไม่ได้จำกัดอาหารอะไรทั้งสิ้น ยังคงกินเบเกอรี่ที่ทำเอง เช่น เค้ก คุ้กกี้ ทาร์ตสับปะรด ฯลฯ กินอาหารรสจัด ซีฟู้ด คาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานสูงได้หมด ทั้งๆที่เพื่อนรุ่นเดียวกัน เริ่มกินอาหารได้น้อยลง แค่เคี้ยวก้านคะน้ากรอบยังเจ็บเหงือกปวดฟัน เคยกินข้าว 5 ทัพพี ตอนนี้เหลือ 3 ทัพพี กินเผ็ดเหมือนตอนสาวๆไม่ได้แล้ว จะปวดมวนท้องเข้าห้องน้ำ ขนาดออกกำลังกายวันละ 1 ชม.น้ำหนักไม่ลดแม้เพียงขีดเดียว  เพื่อนออกกำลังกายที่ยิมมาหลายปีแล้ว เจอทีไรชอบบ่นว่า น้ำหนักไม่ลงแต่แป้งผอมเอาๆ

เพื่อนอีกคน ปกติจะเคี้ยวอาหารโดยใช้ฟันกรามด้านซ้าย ต้องเปลี่ยนมาเคี้ยวอีกฝั่งเพราะเหงือกร่น ฟันกรามซี่ในสุดเหมือนจะเคี้ยวไม่ละเอียด เนื้อสัตว์ทุกชนิดเหนียวไปหมด เคี้ยวไม่ขาด กินเผ็ดไม่ได้เช่นกัน สาเหตุที่กินเผ็ดไม่ได้เนื่องจากผนังเยื่อบุกระเพาะอาหารบางลง คนเราเมื่ออายุมากขึ้น ผิวหน้าและผิวกายจะบางลง มองเห็นเส้นเลือดดำชัดเจน เยื่อบุอวัยวะภายในก็เช่นกัน สังขารไม่เที่ยงจริงๆ

ยกตัวอย่างเบาๆแค่เพื่อน 2 คน ที่เหลือยังไม่ได้เจอกัน
เพื่อนกลุ่มนี้ ไม่ได้กินวิตามินเพื่อชะลอวัยแบบแป้ง ถึงแม้จะหมดเงินกับค่าเลเซอร์ โบท็อกซ์ อัลเทอร่า ฯลฯ เพื่อให้หน้าตึงไร้รอยเหี่ยวย่นแค่ชั่วคราว แต่ข้างในกลับแก่ชราไปตามวัย เพราะฉะนั้นคำว่า อายุเป็นเพียงตัวเลข นี่ไม่เป็นความจริงเลยนะคะ

สนใจสอบถามและสั่งซื้อได้ที่
hamercandysiam.lnwshop.com
วิตามิน Energizing Fat Burner ยี่ห้อ Natural Letter - Hamer candy

Tel.061-7429944
ID line : 0617429944

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

 รู้หรือไม่ว่า อาหารเสริมบางอย่างอาจทำให้ใจสั่นได้

บางครั้งเรารับประทานวิตามินเพื่อหวังผลในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บหรือชะลอวัย
การได้รับวิตามินและแร่ธาตุเพียงพอจะช่วยให้เซลล์ในร่างกายทำงานได้ดีที่สุด  แต่ภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นหากได้รับสารอาหารบางชนิดมากเกินไปหรือน้อยเกินไปจนส่งผลให้ใจสั่น (Palpitation) คือ อาการที่คนไข้รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว เต้นแรง เต้นไม่สม่ำเสมอหรือเต้นๆหยุดๆ

1.โฟเลต(Folate)
โฟเลต(Folate)เรียกอีกอย่างว่า กรดโฟลิกหรือวิตามิน B9 อาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ ตามรายงานของสำนักงานอาหารเสริมแห่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (ODS)  ในทางกลับกันโรคโลหิตจางอาจทำให้หัวใจวายได้

 การขาดโฟเลตจะมีอาการดังนี้ คือ
 ความเหนื่อยล้า
 หายใจถี่ หัวใจเต้นเร็ว
 ไม่มีเรี่ยวแรง
 ปวดศีรษะ
 หงุดหงิด
 
ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดยืนยันว่าขาดโฟเลต  แพทย์สามารถแนะนำอาหารเสริมที่เหมาะสมหรืออาจแนะนำให้เพิ่มแหล่ง
กรดโฟลิกตามธรรมชาติในอาหาร

อาหารที่อุดมด้วยโฟเลต ได้แก่ ตับวัว ผักโขม หน่อไม้ฝรั่ง กะหล่ำดาว พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่ว ถั่วลันเตา และถั่วเลนทิล

2. วิตามินบี 12
การขาดวิตามินที่อาจทำให้ใจสั่นคือ วิตามินบี 12  เช่นเดียวกับการขาดโฟเลต การขาดวิตามิน B12 สามารถนำไปสู่ภาวะโลหิตจางและด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้หัวใจวายได้

การขาดวิตามินบี 12 มักจะเกิดขึ้นได้ช้าและมักสับสนกับเงื่อนไขอื่น ๆ ดังนั้นควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสอบว่าขาดสารอาหารนี้หรือไม่  หากมีวิตามินบี 12 ไม่เพียงพอ แพทย์อาจสั่งวิตามินสำหรับอาการใจสั่นและอาการอื่นๆ ในรูปแบบการฉีดหรือรับประทานอาหารเสริม

สิ่งสำคัญคือต้องแน่ใจว่าได้รับสารอาหารเพียงพอ หากรับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นประจำเนื่องจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์เป็นแหล่งวิตามินหลักของ B12

แหล่งวิตามิน B12 ที่ดี ได้แก่ อาหารทะเล เช่น หอยและปู เนื้อวัวและตับเนื้อ ยีสต์ ซีเรียล(ผู้ผลิตมักเติมB12เข้าไป)  ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง และเทมเป้ ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น ชีสโยเกิร์ต และนม
 
วิตามินบี 12 มากเกินไปอาจทำให้หัวใจวายได้หรือไม่
ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าการรับประทานวิตามินในปริมาณมากอาจทำให้หัวใจวายได้  อย่างไรก็ตาม อาจนำไปสู่อาการอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลียหรืออ่อนแรง ชาที่มือและเท้า

3. วิตามินดี
วิตามินดีเป็นอาหารเสริมอีกชนิดหนึ่งที่อาจทำให้ใจสั่นเมื่อรับประทานในปริมาณมาก

การทบทวนในเดือนมีนาคม 2018 ใน ​Circulation​ พบว่า การมีวิตามินดีส่วนเกินในร่างกายเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นสำหรับการเต้นของหัวใจห้องบน ซึ่งเป็นภาวะที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

จากข้อมูลของ Mayo Clinic การรับประทานยา 60,000 หน่วยสากล(IU)ทุกวันในช่วงหลายเดือนสามารถนำไปสู่ความเป็นพิษได้

เพื่อป้องกันปัญหานี้ ผู้ใหญ่ควรปฏิบัติตามแนวทางการบริโภคอาหารสำหรับชาวอเมริกันที่แนะนำให้รับประทานวิตามินดี 600 หน่วยสากล(IU)ต่อวันเท่านั้น ยกเว้นจะได้รับการตรวจเลือดเพื่อเช็คระดับวิตามินเสียก่อน

วิตามินดีที่พบในอาหาร จะมีอยู่ 2 ชนิด นั่นคือ
1.วิตามินดี 2 (Vitamin D2) หรือ เออโกแคลซิเฟอรอล (Ergocalciferol) ซึ่งจะมาจากอาหารที่เป็นพืช เช่น เห็ด นมและซีเรียลที่เติมวิตามินดี
2.วิตามินดี 3 (Vitamin D3) หรือ โคเลแคลซิเฟอรอล (Cholecalciferol) พบในเนื้อสัตว์ เช่น ปลาทะเล ไข่แดง นมที่เติมวิตามินดี

ตับจะเปลี่ยนวิตามินดี 2 ให้กลายเป็น 25-Hydroxyvitamin D2 และวิตามินดี 3 เป็น 25-Hydroxyvitamin D3 ซึ่งเป็นรูปแบบวิตามินดีที่ร่างกายนำไปใช้ได้ จะเรียกสาร 2 ตัวนี้ว่า Calcifediol

วิตามินดี 3 จะเพิ่มระดับ Calcifediol ในเลือดได้มากกว่า วิตามินดี 2 เป็นสองเท่า ดังนั้นหากซื้ออาหารเสริมวิตามินดี ควรเลือกซื้อเป็น วิตามินดี 3 จะดีกว่าคะ

ควรพบแพทย์หากมีสัญญาณของการได้รับวิตามินดีเกินขนาด เช่น
ไม่มีเรี่ยวแรง คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย

เมื่อไม่นานมานี้ มีพี่ผู้หญิงอายุน่าจะ 50 ปีกว่า มีประวัติ Hyperthyroidism ปัจจุบันแพทย์สั่งหยุดยากินแล้ว
มาปรึกษาแป้งว่า กิน D3 5000iu +เมลาโทนิน 3 mg อย่างละ 1 เม็ดต่อวัน มาเป็นเวลา 2 เดือนกว่า ไม่พบปัญหาอะไร
 2 วันที่ผ่านมา มีอาการใจสั่น ลองหยุดกินวิตามินทั้ง 2 ตัว ปรากฎว่า ไม่มีอาการใจสั่นเกิดขึ้น

แป้งลองไปค้นข้อมูลว่า วิตามินมีผลทำให้เกิดอาการใจสั่นได้หรือไม่
ผลปรากฏว่าว่า วิตามินดีที่ overdose(เกินขนาด)จะทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้นนะคะ

สังกะสี(Zinc)หรือวิตามินซีทำให้หัวใจวายได้หรือไม่

ไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการขาดสังกะสี(Zinc)หรือวิตามินซีหรือการใช้ยาเกินขนาดอาจทำให้หัวใจวายได้

อย่างไรก็ตาม การขาดแร่ธาตุสังกะสีอาจทำให้เกิดอาการอื่นๆ เช่น
เด็กจะเจริญเติบโตช้า เบื่ออาหาร การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง นอกจากนี้การขาดวิตามินซีจะทำให้เกิดอาการเลือดออกตามไรฟัน ความเหนื่อยล้า เหงือกอักเสบ ปวดข้อ แผลหายช้า

แต่สังกะสีหรือวิตามินซีมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องร่วง

4.แคลเซียม

การมีแคลเซียมไหลเวียนในเลือดมากเกินไป เป็นภาวะที่เรียกว่าภาวะแคลเซียมในเลือดสูง บางครั้งอาจทำให้หัวใจวายได้
อย่างไรก็ตาม อาการใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดปกตินั้นพบได้น้อยมาก และเป็นผลมาจากภาวะแคลเซียมในเลือดสูงอย่างรุนแรง

ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงสามารถเกิดขึ้นได้ หากรับประทานวิตามินดีในปริมาณสูงหรืออาหารเสริมแคลเซียมในปริมาณมาก ภาวะนี้มักเกิดจากภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หรืออาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินดี วิตามินเอ หรือแคลเซียมเสริมมากเกินไป รวมทั้งอาจพบได้ในผู้ที่เป็นโรคไต วัณโรค

ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงที่มีสาเหตุจากโรคมะเร็ง เป็นภาวะคุกคามชีวิตที่พบได้บ่อย ประมาณร้อยละ10-30
มะเร็งท่ีพบบ่อยได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้และมะเร็งที่แพร่กระจายไปกระดูก รวมถึงผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อย มีการกดทับที่กระดูกเป็นระยะเวลานาน ทำให้กระดูกปลดปล่อยแคลเซียมเข้าสู่เลือด
โดยผู้ที่มีแคลเซียมในเลือดสูงไม่มากนัก มักจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่ในรายที่แคลเซียมในเลือดสูงรุนแรง อาจแสดงอาการแตกต่างกันไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลีย สับสน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น รวมไปถึงกระดูกบางและแตกหักได้ง่าย

เมื่อสงสัยว่ามีภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ให้พบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา  และหากมีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อความสามารถของร่างกายในการประมวลผลแคลเซียม เช่น โรคไต ให้ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการเพื่อวางแผนการรับประทานอาหารที่เหมาะสม
 
หากม่มีข้อกังวลด้านสุขภาพใดๆ ก็ตาม ให้ยึดตามแนวทางการบริโภคอาหารสำหรับชาวอเมริกันที่แนะนำให้บริโภค 1,000 มก. ต่อวัน หรือ 1,200 มก. ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 51 ปี

5. แอล-ไลซีน
L-lysine เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและผลิตคอลลาเจน แต่การได้รับแอล-ไลซีนไม่เพียงพออาจทำให้หัวใจวายทางอ้อม การขาดสารอาหารนี้อาจนำไปสู่ภาวะโลหิตจาง ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น หัวใจเต้นผิดปกติ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดอาการต่างๆเช่น  ความเหนื่อยล้า คลื่นไส้ เวียนหัว เบื่ออาหาร ดวงตาแดงก่ำ เด็กเจริญเติบโตช้า

ควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนซึ่งมีไลซีนให้มากๆ อาหารเหล่านี้ได้แก่  เนื้อสัตว์ ปลา ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้และเทมเป้ ถั่วและเนยถั่ว พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่ว ถั่วลันเตา และถั่วเลนทิล

 6.โพแทสเซียม
โพแทสเซียมเป็นอาหารเสริมอีกชนิดหนึ่งที่อาจทำให้หัวใจวายได้  เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นและอิเล็กโทรไลต์ที่ช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจทำงานได้ตามปกติ แต่การได้รับสารอาหารไม่เพียงพออาจส่งผลให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งในกรณีที่รุนแรงอาจทำให้เกิดปัญหาที่เกี่ยวกับหัวใจ เช่น อาการใจสั่นและหัวใจเต้นผิดจังหวะ
 
ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำที่ควรระวัง ได้แก่ กล้ามเนื้ออ่อนแรง อัมพาต รู้สึกแสบร้อนหรือเหน็บที่แขนและขา
ในทางกลับกัน การมีโพแทสเซียมมากเกินไปในระบบซึ่งเป็นภาวะที่เรียกว่า ภาวะโพแทสเซียมสูง อาจนำไปสู่ปัญหาที่คล้ายคลึงกันได้ ในกรณีที่รุนแรง อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้

โพแทสเซียมมีอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในผลไม้และผักทุกชนิด แต่พบมากในกล้วย กีวี ลูกพรุน อะโวคาโด แคนตาลูป มันฝรั่ง มันเทศ ถั่วต่างๆ ไข่ โยเกิร์ต หรือในอาหารเสริมบางประเภท แต่พบได้น้อยในเนยแข็ง

โพแทสเซียมในเลือดสูงมีได้หลากหลายอาการที่พบได้บ่อย เช่น เหนื่อย คลื่นไส้ เคลื่อนไหวได้ช้าลง หัวใจและชีพจรเต้นผิดจังหวะและเต้นช้า เป็นลมหมดสติ

ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำอย่างรุนแรงและภาวะโพแทสเซียมสูงเป็นอันตรายถึงชีวิตได้โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ

7. แมกนีเซียม
การขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรงอาจส่งผลให้เกิดปัญหาหัวใจ เช่นจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติและอาการกระตุกของหลอดเลือด
แมกนีเซียมยังมีบทบาทในการใช้วิตามินดี แคลเซียม และโพแทสเซียมในร่างกาย ทั้งหมดนี้สามารถนำไปสู่อาการใจสั่นได้เช่นเดียวกัน

อาการของการขาดแมกนีเซียม เช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ไม่มีเรี่ยวแรง ปวดหัว อาการชาหรือรู้สึกเสียวซ่า กล้ามเนื้อหดตัวหรือเป็นตะคริว

อาหารที่อุดมด้วยแมกนีเซียม ได้แก่ ผักใบเขียว ผักโขม
ผักที่มีแป้ง เช่น มันฝรั่ง อะโวคาโด ถั่ว แซลมอน

สำหรับผู้ใหญ่ ปริมาณแมกนีเซียม 310-420 มิลลิกรัมต่อวัน ถือว่าปลอดภัย

ผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะระบบทางเดินอาหารและเบาหวานชนิดที่ 2
 มีความเสี่ยงต่อภาวะขาดแมกนีเซียมอย่างรุนแรง หากอยู่ในข้อใดข้อหนึ่งเหล่านี้และมีอาการ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม

แม้ว่าวิตามินและแร่ธาตุบางชนิดอาจทำให้หัวใจวายได้ นอกเหนือจากอาหารเสริม โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือสารกระตุ้นอื่นๆและนิโคตินในผลิตภัณฑ์ยาสูบสามารถนำไปสู่การเต้นของหัวใจที่ไม่สม่ำเสมอหรือเต้นเร็วได้

ยาบางชนิดอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วได้ เช่น ยาสูดพ่นหอบหืด
ยาแก้คัดจมูก ยาที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ยาไทรอยด์
ยาแก้ไอและยาแก้หวัด






ที่มา

www . livestrong . com/article/285943-vitamins-that-cause-heart-palpitations/

แคลเซียมในเลือดผิดปกติ อันตรายกว่าที่คิด | โรงพยาบาลเปาโล - Paolo Hospital

วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

Dark chocolate มีประโยชน์อย่างไร

 ดาร์กช็อกโกแลต (Dark Chocolate)

ดาร์กช็อกโกแลตผลิตมาจากเมล็ดโกโก้ เป็นประเภทของช็อกโกแลตที่มีสัดส่วนของโกโก้อยู่เยอะที่สุด
ดาร์กช็อกโกแลตที่วางขายในท้องตลาด จะมีปริมาณโกโก้ดังนี้
1.ดาร์กช็อกโกแลต 50% ขึ้นไป : มีรสชาติหวาน ออกขมนิดๆ เป็นดาร์กช็อกโกแลตที่กินง่ายที่สุด
2.ดาร์กช็อกโกแลต 70% ขึ้นไป : รสชาติเข้มข้น ออกหวานนิดๆ และมีรสขมอมเปรี้ยวแบบเฝื่อนๆ แต่ยังคงกินง่าย
3.ดาร์กช็อกโกแลต 80%-99% : รสชาติขม เข้มข้น มีรสเปรี้ยวติดลิ้น นิยมนำไปทำขนมเบเกอรี่

ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดโกโก้
 • เนื้อโกโก้ (cocoa liquor หรือ cocoa mass)
 • โกโก้ผง (cocoa powder)
 • เนยโกโก้ (cocoa butter)
 • ช๊อกโกแลต (chocolate)

ดาร์กช็อกโกแลตนอกจากจะมีน้ำตาลน้อยกว่าช็อกโกแลตประเภทอื่นแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุต่าง ๆ อีกด้วย เช่น ฟลาโวนอยด์ ธาตุเหล็ก ทองแดง สังกะสี แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้นสารอาหารในดาร์กช็อกโกแลต
ดาร์กช็อกโกแลตที่มีผงโกโก้ 70-85 % ปริมาณ 30 กรัม จะมีสารอาหารโดยประมาณ ดังนี้
 •   พลังงาน 180 แคลอรี่
 •   ไขมัน 12.78 กรัม
 •   โปรตีน 2.34 กรัม
 •   คาร์โบไฮเดรต 13.8 กรัม
 •   เส้นใยอาหาร 3.3 กรัม
 •   น้ำตาล 7.2 กรัม
 •   คาเฟอีน 0.02 มิลลิกรัม
 •   น้ำ 0.42 กรัม
 •   แร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ
ประโยชน์ของดาร์กช็อกโกแลต
1.มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยลดการอักเสบ ลดการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งหลายการศึกษาพบว่า สารโพลีฟีนอลจะช่วยส่งเสริมให้หลอดเลือดแข็งแรง มีส่วนช่วยเพิ่มไขมันชนิดดี HDL ซึ่งช่วยลดการอักเสบและการก่อตัวของลิ่มเลือดได้

2.ลดระดับความดันโลหิต การรับประทานดาร์กช็อกโกแลตสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ช่วยลดความดันโลหิต ทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ป้องกันเส้นเลือดอุดตันและป้องกันภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว

3.ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจาก
ดาร์กช็อกโกแลตอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญต่อร่างกายมากมาย จึงช่วยบำรุงหลอดเลือดทำให้เกิดการไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง

4.ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี HDL และลดไขมันไม่ดี LDL ในร่างกาย ใน American Journal of Clinical Nutrition ระบุไว้ว่า ในโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตจะมีสารฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอลในดาร์กช็อกโกแลต สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี LDL และเพิ่มคอเลสเตอรอลดีอย่าง HDL ในเลือดได้

5.เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง สารฟลาโวนอยด์
ในดาร์กช็อกโกแลต มีฤทธิ์ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้ออกซิเจนและเลือดลำเลียงไปสู่สมองได้ดี ส่งผลให้เราจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

6.ช่วยลดความเครียด มีการศึกษาพบว่า คนที่รับประทาน
ดาร์กช็อกโกแลตปริมาณ 40 กรัมทุกวัน นาน 2 สัปดาห์ ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนแห่งความเครียดลดลง เมื่อเทียบกับวันแรกที่เริ่มรับประทาน

แม้ดาร์กช็อกโกแลตจะมีประโยชน์กับร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไป จะได้รับน้ำตาลและไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกาย จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม คือ 20 – 30 กรัม หรือ 1 ชิ้นเล็กต่อวัน และควรเลือกช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของโกโก้อย่างน้อย 70 % ขึ้นไป เนื่องจากจะมีส่วนประกอบของน้ำตาลน้อย และมีสารฟลาโวนอยด์สูง

ส่วนประกอบของโกโก้
สารสำคัญคือ alkaloid ได้แก่ ทีโอโบรมีน (theobromine) จากโกโก้มีโครงสร้างคล้าย caffeine (คาเฟอีน)มาก แต่จะมีฤทธิ์อ่อนกว่า  ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและหัวใจ ขับปัสสาวะ ขยายเส้นเลือด คลายกล้ามเนื้อเรียบ บรรเทาอาการหอบหืดคล้ายกับฤทธิ์ของทีโอฟิลลีน (theophylline)

Theophylline (ทีโอฟิลลีน) เป็นยาในกลุ่มยารักษาโรคหอบหืด (Antiasthmatic) และโรคปอด มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อบริเวณรอบ ๆ ทางเดินหายใจภายในปอด ทำให้ทางเดินหายใจภายในปอดกว้างขึ้น และหายใจได้สะดวกขึ้น รวมถึงช่วยในเรื่องการหดตัวของกระบังลม ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการหายใจ และลดการตอบสนองของทางเดินหายใจจากสารระคายเคืองที่มากระตุ้น ยานี้ใช้เพื่อป้องกันหรือรักษาอาการต่าง ๆ เช่น แน่นหน้าอก หายใจถี่จากโรคหืด โรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดอื่น ๆ

หมายเหตุ ห้ามใช้ยานี้หากกำลังบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเมทิลแซนทีน( Metyl-Xanthine) ในปริมาณมาก เช่น ช็อกโกแลต หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีคาเฟอีน

เมทิลแซนทีน เป็นกลุ่มของแอลคาลอยด์ รวมทั้งกาเฟอีน ทีโอโบรมีน และทีโอฟิลลีน (theophilline) ซึ่งพบมากอยู่ในชา กาแฟ โกโก้ และช็อกโกแลต

โดยทั่วไปแล้วผงโกโก้ธรรมชาติจะมีรสชาติเปรี้ยวอ่อน ๆ คล้ายผลไม้ และมีสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงสีน้ำตาลเข้มแล้วแต่ลักษณะของสายพันธ์ที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่ปลูก

ในการผลิตผงโกโก้นั้นมีขบวนการผลิตที่นิยมหลักๆ อยู่ 2 แบบคือ
1. Natural Cocoa Powder นิยมผลิตในแถบอเมริกา เช่น Hershey's, Ghirardelli, และ Scharffen Berger
2. Dutch-Process Cocoa Powder หรือ Alkalized Cocoa Powder นิยมผลิตในแถบยุโรป เช่น Cocoa Dutch, Valrhona, Cacao Barry และ Van Houten

ผงโกโก้ธรรมชาติที่เกิดจาการทำ Natural Process (Natural Cacao Powder) และ ผงโกโก้ที่ผ่านกระบวนการดัตช์ (Dutch-Processed Cocoa Powder) ต่างกันอย่างไร

ผงโกโก้แบบธรรมชาติ (Natural Cocoa Powder) จะมีสีน้ำตาลอ่อนคล้ายสีของดิน และมีความเป็นกรดอยู่ ในการทำเบเกอรี่จึงควรจะใช้คู่กับ Baking Soda เพื่อให้ลดความเป็นกรดลง โกโก้แบบธรรมชาตินั้นจะมีสีอ่อนกว่าแต่มีรสขมเข้มกว่าแบบ Dutch Process

ส่วนการผลิต Dutch-Process Cocoa Powder ซึ่งกระบวนการนี้ถูกคิดค้นโดยนักเคมีที่มีชื่อว่า Mr. Coenraad J. Van Houten หรือที่รู้จักกันดีในนามของ Van Houten Chocolate ที่โด่งดังไปทั่วโลก สาเหตุที่เรียกว่า Dutch-Process นั้นเป็นเพราะว่า Mr. Van Houten เป็นชาวดัตช์ หรืออีกชื่อที่เราคุ้นเคยนั้นคือ ชาวเนเธอร์แลนด์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบนั่นเอง

โดยขั้นตอนเริ่มต้นเหมือนกับผงโกโก้แบบธรรมชาติ แต่จะเพิ่มขั้นตอนการลดความเป็นกรดโดยการใช้โปรแตสเซียมคาร์บอเนต ในขั้นตอนการผลิตก่อนจะนำมาบีบอัดแยกไขมันและทำเป็นผงโกโก้ ผลที่ได้จะทำให้ผงโกโก้มีสีที่เข้มขึ้น แต่ความขมจะลดลง และมีรสนุ่มนวลมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากความเข้าใจทั่วไปว่า สีเข้มน่าจะขมมากกว่า ในการทำเบเกอรี่ควรใช้คู่กับผงฟู (Baking Powder)

ผงโกโก้ส่วนมากที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจะเป็นแบบ Dutch process เช่น Cacao Barry, Cocoa Dutch, Van Houten, และ Tulip ซึ่งสีเข้มก็จะผ่านขบวนการลดความเป็นกรด (Alkalisation) มากกว่าสีอ่อน

ส่วน Black Cocoa Powder คือผงโกโก้แบบ Dutch-Process ที่ผ่านขบวนการลดความเป็นกรดที่มากขึ้น ใช้เวลานานขึ้น จนได้ผงโกโก้ที่มีสีดำสนิท โดยทั่วไปจะขมน้อยกว่าแบบสีเข้มและสีอ่อน
เรารู้จักกันดีคือ ขนมคุ้กกี้โอรีโอ้ ซึ่งถ้าใช้ผงโกโก้ทั่วไป ยากที่จะทำออกมาให้สีดำสนิท


ที่มา :

ประโยชน์ของดาร์กช็อกโกแลต - MedPark Hospital www . medparkhospital . com › content › health-be...

7 ประโยชน์ดีๆ ที่คุณจะได้รับ เมื่อกิน 'ดาร์กช็อกโกแลต' www . ofm . co . th › blog › dark-chocolate-benefits

Cocoa / โกโก้ - Food Wiki www . foodnetworksolution . com › wiki › word

ความแตกต่างระหว่างผงโกโก้ธรรมชาติกับผงโกโก้แบบดัตช์ www . chocolasia . com › 2019/06/22 › โกโก้-dutc...

ผงโก้โก้สีดำ (ฺBlack Cocoa Powder),วิธีการทำโกโก้,Natural homemademarket . co . th › blog › blog1

Theophylline (ทีโอฟิลลีน) - รายละเอียดของยา - พบแพทย์ - Pobpadh www . pobpad . com › theophylline

Revitalizing immune force วิตามินเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันทุกช่วงของชีวิต

 ทุกวันนี้โลกของเราเต็มไปด้วยอนุมูลอิสระมากมาย  โดยเฉพาะช่วง 3 ปีที่ผ่านมา(2019-2021) ช่างน่ากลัวเหลือเกิน เชื้อไวรัสได้พัฒนาตัวเองขั้นสุดโจมตีมวลมนุษย์ชาติแทบทุกภูมิภาค ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ไม่น่าจะมีใครลืมโรค CIVID-19 ซึ่งติดต่อกันง่ายมาก

ไวรัสตัวนี้มักจะเริ่มต้นจู่โจมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยการเพิ่มจํานวนของไวรัสเกิดข้ึนในระบบทางเดินหายใจส่วนบนและในปอด มีงานวิจัยในช่วงแรกระบุว่า
มีการเพิ่มจํานวนของไวรัสได้ในระบบทางเดินอาหาร แต่การติดต่อผ่านระบบทางเดินอาหารยังไม่เป็นที่ยืนยัน

ตามปกติภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งสร้างได้จากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ รับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่สะสมความเครียด ฯลฯ คงจะดีไม่น้อยหากเราเลือกรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระที่รวมวิตามินหลายชนิดไว้ในเม็ดเดียว

วิตามิน Revitalizing immune force ยี่ห้อ Holistic Nutrition ผลิตในอเมริกา มีส่วนประกอบดังนี้
1. Modified Rice Bran คือสารสกัดจากรำข้าวดัดแปลง
อะราบิน็อกซีแลน(arabinoxylan) เป็นเส้นใยอาหารชนิดที่ละลายได้ในน้ำ จัดเป็นประเภทเฮมิเซลลูโลสที่อยู่ในกลุ่มพอลิแซ็กคาไรด์(polysaccharides)

สารประกอบอะราบิน็อกซีแลนเป็นสารสกัดจากรำข้าว  
ที่ทำปฏิกิริยากับเอนไซม์จากเห็ดหอมชิตาเกะ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ รำข้าวที่ดัดแปลงด้วยเอนไซม์จะช่วยให้การทำงานของเซลล์นักฆ่า(Natural Killer cell) มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

สารประกอบอะราบิน็อกซีแลนจากรำข้าวมักใช้เพื่อส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน  นอกจากนี้ยังใช้สำหรับโรคมะเร็ง ลดผลข้างเคียงของการรักษามะเร็ง อาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (CFS) โรคตับอักเสบซีและอาจเพิ่มความต้านทานต่อการติดเชื้อไวรัสและมะเร็งในผู้สูงอายุ

ความเชื่อมโยงระหว่างความแข็งแกร่งของภูมิคุ้มกันที่ลดลงกับการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นและโรคมะเร็ง ได้รับการพิสูจน์ในการศึกษาจำนวนมากซึ่งแสดงให้เห็นว่า การลดลงของการทำงานเชิงคุณภาพของเม็ดเลือดขาวในช่วงอายุมากขึ้น จึงไม่แปลกที่ผู้สูงอายุมักจะติดเชื้อในกระแสเลือดบ่อยครั้ง

นักวิจัยเชื่อว่าเส้นใยนี้ ช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์นักฆ่าที่เป็นธรรมชาติมากขึ้นและกระตุ้นเซลล์เหล่านั้น

ในการศึกษาหนึ่ง สารสกัดรำข้าวดัดแปลงแสดงให้เห็นว่า สามารถเพิ่มเซลล์นักฆ่าตามธรรมชาติได้ 84% งานวิจัยบางชิ้นแสดงให้เห็นว่า สารสกัดรำข้าวดัดแปลงทำงานได้ดีในเวลาเพียงสองวัน สามารถใช้ได้ในช่วงฤดูไข้หวัดใหญ่เมื่อผู้ป่วยมีความอ่อนไหวต่อเชื้อโรคมากขึ้น

2.Himematsutake (Agaricus Blazei) เรียกอีกอย่างว่า เห็ดกระดุมบราซิล

เห็ดกระดุมบราซิล(Agaricus Blazei) ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางทั่วโลกว่าเป็นของขวัญจากธรรมชาติที่นำมาซึ่งสุขภาพที่ดีและอายุยืน
 
ในบรรดาเห็ดที่มีศักยภาพมากที่สุดนั้น เห็ดกระดุมบราซิลมี polysaccharides มากถึง 27 เปอร์เซ็นต์ น้ำตาลที่ประกอบขึ้นเป็นระดับโมเลกุลของโครงสร้างคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
โพลีแซคคาไรด์บางชนิดมีหน้าที่เก็บพลังงาน ในขณะที่มนุษย์ได้รับพลังงานจากการรับประทานอาหาร แต่โพลีแซคคาไรด์บางชนิดมีหน้าที่ในการรักษาโครงสร้างของเซลล์
 
นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่บริโภคเห็ดกระดุมบราซิลเป็นประจำนั้น
มีแนวโน้มที่จะไม่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบต้ากลูแคน(โพลีแซคคาไรด์)ในเห็ด ซึ่งเป็นที่รู้กันว่ามีศักยภาพที่ไม่เหมือนใคร

3.Bacillus subtilis (1.5 Billion CFU) บาซิลลัส ซับทิลิสเป็นที่รู้จักว่าสามารถทนต่อความร้อน น้ำดี และกรดในกระเพาะอาหาร ในขณะเดียวกันก็ให้ประโยชน์ เช่น เพิ่มระดับภูมิต้านทาน ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ปรับระบบย่อยอาหารให้ทำงานดีขึ้น ฯลฯ

แบคทีเรียนี้ชนิดใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับอุตสาหกรรมโดยบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสำหรับการผลิตเอนไซม์ ส่วนประกอบทางเภสัชกรรม และ GMOs  

บาซิลลัส ซับทิลิสเป็นที่นิยมทั่วโลกก่อนเริ่มมีการใช้ยาปฏิชีวนะ เมื่อใช้ บาซิลลัส ซับทิลิสเป็นสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยรักษาโรคทางระบบเดินอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะ หลังจากทศวรรษ 1950 ยาปฏิชีวนะถูกใช้อย่างแพร่หลาย โปรไบโอติกตัวนี้ได้รับความนิยมลดลง แต่ในทางกลับกัน  บาซิลลัส ซับทิลิสถูกใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมปศุสัตว์และสัตว์ปีกเพื่อทดแทนยาปฏิชีวนะ

4.Selenium (as L-selenomethionine) เป็นโคเอนไซม์ของสารต้านอนุมูลอิสระ ร่างกายได้รับจากอาหารประเภทผัก เน้ือสัตว์และ อาหารทะเล เชื่อว่าสามารถป้องกันโรคมะเร็งและลดโอกาสการเกิดโรคเรื้อรังได้

Selenium ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปีค.ศ 1817 โดยนักเคมีชาวสวีเดน John Jacob Berzelius และ J.G Gahn จัดเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญพบปริมาณน้อยในร่างกาย ทำงานเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อร่วมกับวิตามินอีในการป้องกันเซลล์ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ ( ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดความชราและการเกิดโรคร้ายต่างๆ ) เป็นส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระเอนไซม์ peroxidase glutathione และ reductase thioredoxin
ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการเกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุและเป็นสารต้านการอักเสบในการรักษาข้ออักเสบ

รูปแบบที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ L-selenomethionine ดูดซึมได้ง่ายและเก็บไว้ในร่างกาย นอกจากนี้ยังเป็นรูปแบบที่ถูกนำมาใช้ทดลองทางคลีนิกมากที่สุด

มีประโยชน์อย่างไร

1.เพิ่มจำนวนเซลล์นักฆ่า(Natural Killer cell)
เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ซึ่งเซลล์ชนิดนี้เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวส่วนน้อยของเม็ดเลือดขาวทั้งหมดโดยจะมีอยู่ประมาณ 5-10% ของเม็ดเลือดขาวที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย

โดยทั่วไปเซลล์นักฆ่าจะมีหน้าที่หลักคือ การลาดตระเวนและตรวจตราหาเซลล์แปลกปลอม เซลล์ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือ เซลล์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงจนอาจก่อให้เกิดอันตรายภายในร่างกาย เมื่อเซลล์นักฆ่าตรวจสอบพบเซลล์ที่มีความเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธุ์ไปซึ่งมักเกิดจากจากการติดเชื้อหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเป็นเซลล์มะเร็งนั้น เซลล์นักฆ่าจะทำลายเซลล์ผิดปกติดังกล่าวก่อนที่เซลล์เหล่านั้นจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายหรือพัฒนาไปสู่การเป็นโรคมะเร็ง

2.จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยเพิ่มระดับภูมิต้านทาน เสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่งทำให้ไม่เจ็บป่วยง่าย
3.เพิ่มระดับพลังงานทำให้ไม่เหนื่อยง่าย

4.ลดอาการไอจาม น้ำมูกไหลจากภาวะภูมิแพ้

5.เพิ่มประสิทธิภาพของปอดให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

6.ช่วยฟื้นฟูร่างกายและลดการอักเสบในระดับเซลล์
ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีภูมิต้านทานผิดปกติ(Autoimmune disease)เช่น ไทรอยด์ SLE ข้ออักเสบรูมาตอยด์

พัฒนาการของบีเซลล์ (B cell) และทีเซลล์ (T cell) ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกายมนุษย์ เป็นกระบวนการอันซับซ้อนซึ่งทำให้เกิดกลุ่มของเซลล์ที่มีความหลากหลาย  แยกไม่ออกว่า เซลล์ใดคือเชื้อโรค เซลล์ใดเป็นเซลล์ปกติของตัวเอง ซึ่งอาจทำให้มีเซลล์บางเซลล์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น การเกิดภูมิต้านเนื้อเยื่อตนเอง(Autoimmune disease)

7.ป้องกันการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด ทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ ฯลฯ

8.ช่วยลดความอ่อนเพลียจากการฉายรังสีหรือเคมีบำบัด

9.อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของร่างกาย ป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปกติไม่ให้เป็นเซลล์มะเร็งได้

10.อาจช่วยป้องกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็งแทบทุกชนิด  ชะลออัตราการขยายตัวของเซลล์และเพิ่มความแตกต่างของเซลล์

เซลล์มะเร็งเป็นการทำให้เกิดการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็วของเซลล์ที่เป็นอมตะ (ไม่มีการตายของเซลล์) เกิดจากไมโตคอนเดรียที่เสียหาย ในคนที่มะเร็งระยะสุดท้าย เซลล์มะเร็งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเซลล์ไม่แตกต่างกันมากพอที่จะระบุได้ว่าเป็นเซลล์ชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น เซลล์เต้านมหรือเซลล์ตับ เซลล์มะเร็งที่ไม่แตกต่างกัน เรียกว่าเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็ง สามารถกระจายในกระแสเลือดไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย โดยที่ระบบภูมิคุ้มกันไม่รับรู้ว่าเป็นเซลล์แปลกปลอม สามารถแบ่งตัวและแพร่กระจายไปยังอวัยวะข้างเคียงผ่านทางระบบเลือดหรือระบบทางเดินน้ำเหลืองได้อย่างรวดเร็ว

ภูมิคุ้มกันสำคัญกับชีวิตผู้คนทุกช่วงทุกวัย หากมีระบบภูมิต้านทานที่แข็งแกร่งซึ่งมักจะมาพร้อมกับสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ว่าเราจะมีอายุมากเพียงไร ร่างกายจะกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วว่องไว
ไม่เจ็บป่วยออดๆแอดๆ สามวันดีสี่วันไข้ ในอดีตแป้งเป็นภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก คันหูคันตาและเหนื่อยง่าย(โลหิตจาง+พาหะธาลัสซีเมีย)ถือเป็นเรื่องปกติ จวบจนสิบกว่าปีที่ผ่านมา
อาการภูมิแพ้ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนเหมือนคนปกติ จะกำเริบแค่ช่วงที่นอนดึกและเครียดเท่านั้น(ในหนึ่งปีมี 1-2 ครั้ง)ตลอดเวลาหลายปีแป้งมีภูมิต้านทานที่สูงขึ้น ร่างกายแข็งแรง พลังงานเยอะ ไม่เหนื่อยล้าง่าย มองเห็นตัวหนังสือชัด ไม่ต้องใส่แว่น ตื่นนอนตอนเช้าสดชื่นแม้จะนอนดึกแค่ไหน ซึ่งเป็นผลจากการกินวิตามินคุณภาพสูงต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดพัก คนที่กินวิตามินแบบแป้ง จะรู้สึกได้เช่นเดียวกันว่า ความเจ็บป่วยกับอ่อนเพลียอยู่ห่างไกลเหลือเกิน

ในความหมายของคำว่า ‘’ชะลอวัย’’คือ ป้องกันและฟื้นฟูความเสื่อมของสุขภาพ ปรับสมดุลต่างๆให้กับร่างกาย ปีนี้ที่อายุ 48 แป้งถือว่า สอบผ่านนะคะ




สอบถามสินค้าและสั่งซื้อได้ที่
hamercandysiam.lnwshop.com
Revitalizing immune force - Hamer candy : Inspired by LnwShop.com

Tel.061-7429944
Line id : 0617429944



ที่มา :

https://www.reliasmedia.com/articles/124587-rice-bran-arabinoxylan-for-regulation-of-the-immune-system

7 Science-Based Health Benefits of Selenium - Healthlinehttps://www.healthline.com › ... › Nutrition

https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3168293/

แถลงข่าว “ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ การรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยเซลล์ ...https://www.chula.ac.th › news

อะพอพโทซิส - วิกิพีเดียhttps://th.wikipedia.org › wiki › อะพอพโทซิส

What is NK Cell Therapy? How you can improve your Natural ...https://www.bioxcellerator.com › blog › w...

12 Proven & Potential Benefits of the Probiotic B. subtilishttp://anabio.com.vn › ... › Science News




หมายเหตุ
1.รับประทานครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น กรณีบำรุงสุขภาพทั่วไปหรือต้องการเพิ่มระดับภูมิต้านทาน
2. รับประทานครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น
กรณีเป็นโรคระบบภูมิต้านทานผิดปกติ(Autoimmune disease)ที่อาการแสดงไม่มาก
3.รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ก่อนอาหารเช้า-เย็น กรณีโรคมะเร็ง

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2565

อาการไอคืออะไร

 เมื่อกลางเดือนที่แล้ว สามีแป้งป่วยเป็นโควิด มีอาการไข้และไอ กินยาพาราเซตามอลหลังอาหารเช้า-เย็น เพียง 2 วัน ไข้ลดลง ส่วนอาการไอ เป็นการไอแบบมีเสมหะ จะไอมากในเวลากลางคืน
แป้งไม่ได้จัดยาแก้ไอให้เพราะยาแค่ระงับการไอเพียงชั่วคราว
พยายามให้ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆเพื่อช่วยละลายเสมหะ  วันที่ 3 ก็ไม่ไอแล้ว

แป้งซื้อกล้วยหอมมา 1 หวี สามีเกรงว่าจะกินไม่หมด เลยช่วยกินกล้วยทั้งวัน ประมาณ 5-6 ลูก เนื่องจากเห็นว่าเป็นผลไม้ แต่กลับกลายเป็นไอหนักมากกว่าก่อนที่จะหายไอเสียอีก แป้งเลยงงว่า อ้าว!อาการไอดีขึ้นแล้ว นานๆครั้งถึงจะไอแคร๊กสักที เลยไปค้นหาข้อมูลของกล้วยว่า สามารถกระตุ้นการไอหรือไม่

อาการไอคืออะไร
การไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับสิ่งแปลกปลอม ของเหลวหรือเสมหะที่ไม่ต้องการออกจากลำคอ อาการไอเป็นครั้งคราวนั้นดีต่อสุขภาพ แต่อาจบ่งชี้ว่ามีการอักเสบหากยังมีอาการอยู่เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์หรือมากกว่านั้น

อาการไอเกิดจากอะไร
อาการไอ อาจเกิดจากไวรัสหรือจากการแพ้อาหารบางชนิด
อาการไออาจเป็นแบบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง อาการไอเฉียบพลันคงอยู่น้อยกว่าสามสัปดาห์ และอาการไอเรื้อรังจะคงอยู่นานกว่าแปดสัปดาห์ บางคนอาจมีอาการไอในฤดูหนาวและเมื่อเราเป็นไข้หวัดหรือมีอาการคล้ายหวัด  หากเป็นคนที่ดื่มสุราหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ อาจเป็นสาเหตุของอาการไอ 

มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการไอและอาจจะเกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร สาเหตุทั่วไปบางประการของการไอมีดังนี้:
 • การติดเชื้อ-แบคทีเรียหรือไวรัส
 • สูบบุหรี่
 • หอบหืดและภูมิแพ้
 • สิ่งแปลกปลอมหรือสารระคายเคือง
 • ไอที่เกิดจากยาลดความดันโลหิต Lisinopril และ Enalapril

อาการไอมีกี่ประเภท

 • ไอแห้ง อาการไอแห้งๆ ไม่ได้ทำให้เกิดเสมหะ อาจเกิดจากไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ หรือกรดไหลย้อน ซึ่งกรดในระบบทางเดินอาหาร เคลื่อนตัวขึ้นไปยังหลอดอาหาร ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองของเนื้อเยื่อ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง รวมถึงการดื่มชา กาแฟ ซึ่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อหูรูดระหว่างกระเพาะและหลอดอาหารส่วนปลายหย่อน
 • ไอมีเสมหะ  เป็นการไอที่ช่วยขับเสมหะออกจากระบบทางเดินหายใจ การติดเชื้อเฉียบพลันหรือเรื้อรังบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการไอแบบนี้ได้

กล้วยทำให้ไอหรือไม่
กล้วยอุดมด้วยสารอาหารและวิตามิน แต่ก็มีฮีสตามีน(Histamine)เช่นกัน ฮีสตามีนมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันและระบบย่อยอาหารของร่างกาย ในตำราอายุรเวท กล้วยจัดว่าเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็น

นอกจากนี้โรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัด หรือมีไข้ ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะอยู่ในระดับต่ำตลอดเวลา ซึ่งในภาวะนี้ การรับประทานทานกล้วยอาจเพิ่มความไวต่อเชื้อไวรัส ส่งผลให้เกิดการไอและกระตุ้นให้มีเสมหะมากขึ้น

ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกได้ว่า กล้วยสามารถก่อให้เกิดอาการไอได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์การแพทย์ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่า การกินกล้วยจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวมากขึ้นระหว่างที่มีอาการไอและเป็นหวัด

กล้วยทำให้เกิดเสมหะหรือไม่
กล้วยมีสารฮีสตามีน(Histamine)ซึ่งเชื่อว่า เพิ่มการสร้างเสมหะในร่างกาย  กล้วยอาจทำให้เกิดเสมหะได้ แต่มันเป็นเพียงด้านหนึ่งของความจริง การแพ้ฮีสตามีนแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ฮีสตามีนเป็นสารเคมีที่ร่างกายผลิตเองตามธรรมชาติ แต่ก็พบได้ในอาหารบางชนิด เช่น กล้วยหอม

คนที่มีแนวโน้มที่จะแพ้ฮีสตามีนสามารถทำให้เกิดเสมหะมากขึ้น ในขณะที่บางคนอาจมีผลเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย หากมีประวัติแพ้
ฮีสตามีน แนะนำให้หลีกเลี่ยงกล้วย

การกินกล้วยเมื่อเป็นหวัดเป็นอันตรายหรือไม่
การกินกล้วยอาจทำให้เกิดเสมหะ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป อันที่จริง น้ำมูกนั้นดีอย่างคือ ช่วยล้างเส้นทางจมูก แต่เมื่อเป็นหวัด ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่ำ  การกินกล้วยอาจทำให้เกิดโรคจากแบคทีเรีย เช่น ไซนัสอักเสบ ปอดบวม และต่อมทอนซิลอักเสบ
นอกจากนี้ การกินกล้วยตอนกลางคืนอาจเป็นตัวสร้างปัญหาเมื่อเราเป็นหวัดหรือไออยู่แล้ว มันสามารถกระตุ้นการผลิตเสมหะมากขึ้นอาจนำไปสู่อาการไอและหายใจลำบากในเวลากลางคืน

ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงกล้วยในช่วงที่มีไข้หรือไอ กล้วยมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่อาจส่งผลเสียได้เมื่อมีไข้หรือไอ สารฮีสตามีนในกล้วยอาจทำให้ระคายเคืองลำคอและเกิดเสมหะมากขึ้น

กล้วยช่วยแก้หวัดหรือไม่
กล้วยอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามิน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ช่วยให้ร่างกายผลิตพลังงานและเพิ่มภูมิคุ้มกันเมื่อบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ อย่างไรก็ตาม หากเป็นหวัดแล้ว ฮีสตามีนในกล้วยอาจกระตุ้นการสร้างเสมหะและนำไปสู่อาการคล้ายหวัดมากขึ้น หากต้องการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากไข้หวัด ให้หลีกเลี่ยงกล้วยสักสองสามวันจนกว่าจะหายดี

เราสามารถกินกล้วยในเวลากลางคืนได้หรือไม่
การกินกล้วยทันทีก่อนนอนไม่ดีต่อสุขภาพ ในช่วงกลางคืนร่างกายของเราไม่ต้องการพลังงาน และการเผาผลาญสารอาหารก็ต่ำ ถ้าเรากินกล้วย มันจะผลิตพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการ นอกจากนี้ การกินกล้วยตอนกลางคืนยังทำให้เกิดเสมหะมากขึ้น ทำให้ไอและไม่สบายมากขึ้นในตอนกลางคืน

กรณีที่เด็กเป็นหวัดและมีอาการไอ
ดร.เดบรี(Krishnakant Debri, Senior Physician, Mumbai )กล่าวว่า ในความเป็นจริง ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่แนะนำว่า ควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว และอาหารที่อุดมด้วยแร่ธาตุ เช่น กล้วย นอกจากช่วยในการย่อยอาหาร แต่ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

กล้วยไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยโพแทสเซียม แต่ยังมีน้ำปริมาณมากอีกด้วย เนื่องจากกล้วยมีอิเล็กโทรไลต์(Electrolyte)ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของอิเล็กโทรไลต์และของเหลวในร่างกาย
กล้วยจึงช่วยในการเติมแร่ธาตุที่สูญเสียไปในร่างกายและรับมือกับอาการไข้และความเย็น นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นอาหารให้พลังงานทันที เพราะกล้วยหอม 1 ลูก มีพลังงาน 105 แคลอรี่

ความเห็นของนักโภชนาการประสบการณ์ 12-14 ปีในอินเดีย

ไม่มีความสัมพันธ์กันในการกินกล้วย...เราขอเลี่ยงกล้วยเป็นส่วนใหญ่ในกรณีที่ลูกมีอาการไอมีเสมหะ..

ระหว่างที่ไอและเป็นหวัด ควรหลีกเลี่ยงกล้วย ไม่ใช่เพราะจะทำให้ร่างกายเย็นขึ้น แต่สาเหตุคือ ถ้าคนป่วยเป็นหวัดหรือโรคทางเดินหายใจอื่นๆ กล้วยอาจระคายเคืองเมื่อสัมผัสกับเสมหะ จึงควรหลีกเลี่ยงกล้วยในช่วงไอ

การกินกล้วยมีการเชื่อมโยงกันทำให้เกิดความหนาวเย็น ภูมิคุ้มกันค่อนข้างอ่อนแอ ส่งผลให้เป็นหวัดบ่อยมาก

เราจะเห็นว่า แพทย์และนักโภชนาการมีความเห็นขัดแย้งกัน
ดังนั้นครั้งต่อไป หากมีโอกาสกินกล้วยหอม ลองสังเกตดูเพราะประสบการณ์และความไวต่อสิ่งกระตุ้นของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ

ในระหว่างที่มีอาการไอและเป็นหวัด ควรงดอาหารบางชนิดที่อาจทำให้อาการไอและหวัดแย่ลงได้
 • น้ำตาล : ไม่ว่าเราจะบริโภคน้ำตาลผ่านชา กาแฟ หรือช็อคโกแลต ขนมหวานและขนมอบ เนื่องจากน้ำตาลมีผลในการยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
 • แอลกอฮอล์ : แม้ว่าบางคนอาจดื่มจินและโทนิกเล็กน้อยในระหว่างที่มีอาการไอและเป็นหวัดเพื่อบรรเทาอาการ แต่การดื่มแอลกอฮอล์จะยับยั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดและเพิ่มการอักเสบของหลอดลมและปอด
 • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน : ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทุกชนิด ทำหน้าที่เป็นยาขับปัสสาวะ เพิ่มการขับน้ำและเกลือออกจากร่างกาย
 • อาหารรสเผ็ด : การบริโภคอาหารรสเผ็ดซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถบรรเทาอาการได้ชั่วคราว โดยการทำให้เสมหะบางลง แต่ในระยะยาว แคปไซซินในพริกจะเพิ่มการผลิตเสมหะซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวของร่างกายช้าลง
 • นม : การดื่มนมจะเพิ่มเสมหะและทำให้เมือกหนาขึ้น ดังนั้นการบริโภคนมจึงไม่เหมาะสมในช่วงที่มีอาการไอและเป็นหวัด




ที่มา :

Banana: Why you shouldn't avoid eating it this winter indianexpress . com › ... › Health

Does eating banana or citrus fruits aggravate cold in kids ...www . thehealthsite . com › parenting

18 Best Foods to Ease Your Cough and Cold - PharmEasy Blog pharmeasy . in › blog › 12-best-food...

Cold In Babies - I Have 16 Months Old Boy, He Caught Cold, www . practo . com › consult › cold-i...

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565

ระบบภูมิคุ้มกันมีความสำคัญและทำงานอย่างไร


สัปดาห์ที่แล้ว มีน้องผู้ชายกล้ามล่ำ  สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อายุราว 45 ปี มาปรึกษาแป้งว่า ฉีดวัคซีนโควิดไปแล้ว 3 เข็ม ควรฉีดกระตุ้นเข็มที่ 4 หรือไม่ ตัดสินใจไม่ถูก แป้งเลยหาข้อมูลเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันมาให้อ่านกัน ยาวหน่อยนะคะ

ระบบภูมิคุ้มกันเป็นระบบของร่างกายที่คอยมองหาเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย เมื่อมีเชื้อโรคเข้ามา จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงาน ระบบภูมิคุ้มกันมีคุณสมบัติพิเศษคือ เมื่อถูกกระตุ้นให้เกิดขึ้น จะสามารถจับได้อย่างจำเพาะกับเชื้อโรคที่กระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มี 2 ประเภทคือ
1. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เรียกว่า
 Innate immunity คือ เป็นระบบภูมิคุ้มกันที่ติดตัวมาแต่กำเนิด จัดเป็นกลไกการป้องกันสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะเจาะจง ได้แก่ พื้นผิวที่สัมผัสแอนติเจน(สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายแล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี)โดยตรง คือ ผิวหนังและเยื่อบุต่าง ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวในการป้องกันและกำจัดสิ่งแปลกปลอมซึ่งส่วนใหญ่คือเชื้อโรคให้ออกไปจากร่างกาย

ระบบนี้แยกออกเป็น 4 ส่วน ซึ่งทำงานไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ
ส่วนที่ 1 external barrier คือปราการด่านนอก

•ผิวหนัง เชื้อโรคไม่สามารถบุกรุกผิวหนังปกติที่ไม่มีบาดแผล ความเป็นกรดของไขมันที่ผลิตออกมาจากต่อมไขมันที่ผิวหนัง ได้แก่ lactic acid และ fatty acid ช่วยยับยั้งและทำลายเชื้อโรค หากผิวหนังชั้นนอกเปิดออก เช่น มีบาดแผล หรือไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณผิวหนัง จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีอาหารอันอุดมสมบูรณ์และสิ่งแวดล้อมพอเหมาะ เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบเป็นหนอง หากเป็นแผลเล็ก ๆ ระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดเชื้อออกไป เพียงล้างแผลให้สะอาด รักษาแผลให้แห้ง จะหายเป็นปกติได้เอง

หากบาดแผลขนาดใหญ่และลึก แผลถูกความร้อนเป็นบริเวณกว้าง มักเกินกำลังที่ภูมิคุ้มกันจะจัดการไหว เชื้อโรคสามารถแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด (septicemia) เป็นสาเหตุให้ช็อกและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

•เยื่อบุหลอดลม มีเซลล์ที่มีขน (hairy cell) คอยพัดโบกเชื้อโรคให้ออกไปจากหลอดลม อีกทั้งมีเซลล์ผลิตเสมหะ (goblet cell) ที่เหนียวหนืด ไว้คอยดักจับเชื้อโรคคล้ายกาวจับแมลงวันเพื่อไม่ให้เข้าสู่เยื่อบุหลอดลม ผู้ที่สูบบุหรี่จัด เซลล์ขนเสียหน้าที่ไป มักป่วยด้วยโรคหลอดลมอักเสบบ่อย ๆ

•น้ำมูก น้ำลาย น้ำตา มีหน้าที่ชะล้างเชื้อโรคออกไปจากเยื่อบุ อีกทั้งในสารคัดหลั่งเหล่านี้ยังมีเอนไซม์ที่มีคุณสมบัติในการย่อยทำลายเชื้อโรคอย่างอ่อน ๆ อีกด้วย จะเห็นว่าเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา หรือเยื่อบุตาอักเสบ ต่อมน้ำตาจะหลั่งน้ำตาเป็นปริมาณมากออกมาขับไล่สิ่งแปลกปลอมออกไป หรือเมื่อสิ่งแปลกปลอม สารระคายเคืองเข้าจมูกหรือเป็นหวัด เยื่อบุจมูกจะหลั่งน้ำมูกออกมาก และจามบ่อย เพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมเช่นเดียวกัน

•การไอ ช่วยขับไล่สิ่งแปลกปลอมที่เราสำลักเข้าไปในหลอดลมและปอด หากสิ่งแปลกปลอมทำให้เกิดการระคายเคืองมาก เราก็ยิ่งไอนาน ไอจนกว่าจะหลุดออกมา

ในผู้สูงอายุระบบต่าง ๆ ทำงานเฉื่อยลงรวมถึงการไอด้วย ผู้สูงอายุมักจะเป็นปอดอักเสบจากการสำลักได้บ่อย ในผู้ที่จมน้ำก็เช่นกัน หากว่ายน้ำธรรมดา สำลักน้ำเพียงเล็กน้อยมักไม่มีปัญหา สายเสียงและฝาปิดกล่องเสียงจะปิดทันที เพื่อป้องกันน้ำเข้าไปในหลอดลมเพิ่ม

แต่ในกรณีจมน้ำ ระบบนี้จะเสียไปเมื่อผู้จมน้ำนานจนหมดสติ น้ำจึงเข้าไปในปอดในปริมาณมาก หากเป็นน้ำครำที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคนานาชนิด ทั้งทรงกลม (cocci) ทรงแท่ง (basilli) เชื้อที่ต้องอาศัยออกซิเจน (aerobic bacteria) และไม่อาศัยออกซิเจน (anaerobic bacteria) เชื้อรา โปรโตซัว ซึ่งเกินขีดความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันจัดการไหว ต้องกระหน่ำยาต้านจุลชีพหลายขนานอีกแรง จึงปลอดภัยจากปอดอักเสบรุนแรงจากแบคทีเรียในขั้นต้น และไม่ติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจนช็อก

•ความเป็นกรดของสารคัดหลั่งในช่องคลอด ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรค
•กรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารที่ฆ่าเชื้อโรคแทบไม่เหลือ ยกเว้นเชื้อที่สามารถทนกรดเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น

ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ พันธุกรรม ฮอร์โมน และภาวะโภชนาการของแต่ละบุคคล

ส่วนที่ 2  Inflammation คือการกลไกการอักเสบ เป็นการป้องกันโดยปฏิกิริยาทางเคมีระดับเซลล์ เซลล์ชื่อ มาโครฟาจ(Macrophage) เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีขนาดใหญ่ ที่สุด กำเนิดจากไขกระดูก เมื่อเติบโตเต็มที่แล้วจะเคลื่อนเข้าสู่กระแสเลือด ปล่อยสารเรียกเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นมารุมกินโต๊ะสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ทำให้เกิดการอักเสบ ประมาณ 30-60 นาที หลังจากที่สิ่งแปลกปลอมเข้าไป มักจะพบว่ามีอาการปวด บวม แดง ร้อน ผลผลิตสำคัญของการอักเสบคือ อาการปวดและมีไข้ เพราะไข้หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นเครื่องมือฆ่าเชื้อโรคโดยตรง

ส่วนที่ 3  Cellular barrier หรือ natural killer Cell (NK Cell) คือเซลล์นักฆ่า เป็นเม็ดเลือดขาวขนาดเล็กที่ผลิตขึ้นมาจากต่อมน้ำเหลือง การเรียกว่าเม็ดเลือดขาวขนาดเล็กเพื่อให้แตกต่างจากเม็ดเลือดขาวที่ผลิตมาจากไขกระดูกซึ่งมีขนาดใหญ่ เซลล์นักฆ่าถูกสร้างมาให้มีหน้าที่ฆ่าได้โดยไม่ต้องรอคำสั่ง คือเห็นอะไรเป็นสิ่งแปลกปลอมให้เข้าไปฆ่าได้ทันที โดยไม่ต้องสอบสวนให้รู้จักว่าเป็นใครมาจากไหน เซลล์นักฆ่าเป็นกำลังสำคัญในการกำจัดเชื้อโรคทันทีที่เห็นและการกำจัดเซลล์มะเร็งที่ไม่มีวิธีอื่นมากำจัด สามารถทำงานได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยวัคซีนหรือการรู้จักเชื้อโรค

ส่วนที่ 4 Compliment system คือระบบช่วยฆ่า เป็นโปรตีนหลายสิบชนิดอยู่กระจายทั่วกระแสเลือดเหมือนตำรวจนอกเครื่องแบบกระจายตัวอยู่ทั่วไป เมื่อมีเหตุการณ์ เช่น มีการอักเสบเกิดขึ้น ระดับหัวหน้าที่ซุ่มเงียบอยู่จะลุกขึ้นมาปลุกลูกน้องให้ปลุกกันต่อ ๆไปเป็นทอด ๆ รวมตัวกันมารุมเคลือบเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่วนอื่น ๆ มาฆ่าสิ่งแปลกปลอมได้ง่ายขึ้น

2. ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เรียกว่า Adaptive immunity คือระบบสร้างภูมิคุ้มกันแบบเจาะจงเชื้อ หน้าที่หลักคือ ทำความรู้จักกับเชื้อโรคที่บุกรุกเข้ามาก่อน แล้วนำหน้าตาของเชื้อโรคนั้นไปสร้างผู้ที่สามารถเจาะจงทำลายเชื้อโรคชนิดนั้นขึ้นมา

Adaptive immunity แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 : Cell mediated immune response (CMIR) มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันด้านเซลล์ คือ ผลิตเม็ดเลือดขาวไปฆ่า เมื่อตรวจสอบได้แน่ชัดว่าเชื้อโรคมีหน้าตาอย่างไร ต่อมน้ำเหลืองจะสร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมาเพื่อไปฆ่าเชื้อโรคนั้น เรารู้จักกันดี 3 ชนิดคือ
    •    T helper หรือ CD4 มีหน้าที่ส่งเสริมภูมิคุ้มกัน  เป็นเซลล์ลิมโฟไซต์(lymphocyte)เคลื่อนไปตามหลอดเลือด ทำหน้าที่ลาดตระเวน หากพบเชื้อโรคหรือเซลล์แปลกปลอมจะหลั่งสารไซโตไคน์( cytokines )เพื่อเรียกให้เม็ดเลือดขาวชนิดอื่นมาช่วย

 หากพบว่าเป็นเซลล์ปกติของร่างกาย จะหยุดกระบวนการทำลายเซลล์ แต่ถ้าพบว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมจริง จะมีการหลั่งสารดังกล่าวเพิ่ม และมีเซลล์อื่นๆ มายังบริเวณนี้เพื่อทำลายเชื้อโรคหรือเซลล์แปลกปลอม โดยปกติค่า CD4 ของผู้ที่ไม่ติดเชื้อ HIV จะมีสัดส่วนอยู่ระหว่าง 28-59 %
    •    T suppressor หรือ CD8 มีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เป็นเซลล์ที่ควบคุมการทำลาย หากพิสูจน์แล้วว่า เซลล์ที่แปลกปลอมเป็นเซลล์ปกติ หรือสิ่งแปลกปลอมหมดพิษแล้ว เซลล์จะสั่งยุติการทำลาย โดยปกติจะมีสัดส่วนอยู่ระหว่าง 13-32 % คิดเป็นสัดส่วน CD4 : CD8 ในคนปกติ ประมาณ 2 : 1
    •    Natural killer cell เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่ทำลายเซลล์มะเร็ง และเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสเป็นหลัก
จะเห็นว่าเซลล์เหล่านี้ทำงานประสานกันอย่างดีเยี่ยม เพื่อรักษาสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันไม่มากไปหรือน้อยไป จนเกิดความเสียหายตามมา

เรารู้จักเซลล์เหล่านี้เมื่อมีโรคเอดส์ระบาด เนื่องจากโรคเอดส์เกิดจากเชื้อ Human Immunodeficiency Virus (HIV) ไปทำลายเซลล์ CD4 ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันด้านเซลล์บกพร่องเป็นหลัก ร่างกายจึงติดเชื้อฉวยโอกาสง่าย

ส่วนที่ 2 :  Humoral immune response คือ การผลิตแอนตี้บอดี้ไปฆ่า หน่วยผลิตคือเม็ดเลือดขาวขนาดเล็กชื่อ B-cell เมื่อได้รับข้อมูล หน้าตาเชื้อโรคผู้บุกรุกแน่ชัดแล้ว B-cell จะสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า แอนตีบอดี( antibody ) แล้วปล่อยเข้ากระแสเลือดเพื่อให้ antibody ไปจับกับตัวเชื้อโรค ทำให้เชื้อโรคตายโดยตรงบ้าง หรือให้เซลล์จากส่วนอื่นมาเก็บกินบ้าง

คนที่ได้รับเชื้อโรค(ทั้งโดยธรรมชาติและโดยการฉีดวัคซีน)เข้าไปแล้ว จะเกิดภูมิต้านทานโรคหรือแอนติบอดีในระดับที่มากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ซึ่งคนที่ร่างกายเกิดภูมิต้านทานน้อยจะไม่สามารถต้านทานหรือป้องกันโรคได้

โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน มีดังนี้
1. ภูมิแพ้ โรคหืด แพ้ละอองเกสร
2.โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตนเอง เช่น SLE ,รูมาตอยด์หรือโรคข้ออักเสบเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อที่ข้อต่อต่าง ๆ
3.โรคเบาหวาน
4. โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
5. โรคเอดส์ (AIDS) เมื่อเชื้อเอชไอวี (HIV) เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน จะสร้างสารออกมาต่อต้าน แต่เชื้อเอชไอวีมีความคงทนมาก ยากที่จะถูกทำลายและยังสามารถเจริญในร่างกายได้ดีและจะไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันจนค่าCD4จะต่ำลง เรียกว่า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง จึงทำให้ผู้ป่วยด้วยโรคเอดส์เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เช่น วัณโรค และเสียชีวิตในที่สุด

วิธีดูแลระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
 
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีโอกาสอ่อนแอลงได้จากโรคภัยหรือการไม่ดูแลรักษาสุขภาพ ทำให้เจ็บป่วยบ่อยครั้งเนื่องจากร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะรับมือและจัดการกับเชื้อโรคได้

1.รับประทานอาหารที่เพิ่มความแข็งแรงให้ระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ผลไม้ ผัก เมล็ดพืช พืชตระกูลถั่ว และไขมันชนิดดี อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระที่อาจช่วยให้ได้เปรียบในการต่อต้านเชื้อโรคที่เป็นอันตราย สารต้านอนุมูลอิสระในอาหารเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบโดยการต่อสู้กับสารประกอบที่ไม่เสถียรที่เรียกว่า อนุมูลอิสระ ซึ่งอาจทำให้เกิดการอักเสบได้

หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง เพราะการรับน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายปริมาณมาก สามารถทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและทำหน้าที่ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในช่วงเวลานั้นอาจทำให้เจ็บป่วยได้

2.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับอย่างเต็มอิ่มช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานเป็นปกติ เนื่องจากระหว่างนอนหลับ ร่างกายจะซ่อมแซมและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง หากมีปัญหาในการนอนหลับ ให้ลองจำกัดเวลาอยู่หน้าจอเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงก่อนเข้านอน เนื่องจากแสงสีฟ้า ที่ปล่อยออกมาจากโทรศัพท์ ทีวี และคอมพิวเตอร์อาจรบกวนจังหวะการนอนหรือวงจรการตื่นนอนตามธรรมชาติของร่างกาย

3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติรวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน ถึงแม้ว่าการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเป็นเวลานานสามารถกดภูมิคุ้มกัน แต่การออกกำลังกายระดับปานกลางสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้

การศึกษาระบุว่า แม้แต่การออกกำลังกายระดับปานกลาง เพียงครั้งเดียว สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีนในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ การออกกำลังกายระดับปานกลางและสม่ำเสมออาจช่วยลดการอักเสบและช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสร้างใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

4.จัดการความเครียด การมีความเครียดอย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง สามารถจัดการความเครียดได้หลายวิธี เช่น ออกไปเดินเล่น ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง นั่งสมาธิ ทำงานอดิเรก เล่นกีฬา ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ ฯลฯ

5. ทัศนคติที่ดี ความคิดเชิงบวกมีความสำคัญต่อสุขภาพ การวิจัยแสดงให้เห็นว่า ความคิดเชิงบวกช่วยลดความเครียดและการอักเสบ เพิ่มความยืดหยุ่นในการติดเชื้อ ในขณะที่อารมณ์เชิงลบสามารถทำให้ร่างกายอ่อนแอต่อโรคหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้

6. เลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  สถาบันสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา(NIH) ยืนยันว่าไม่มีหลักฐานสนับสนุนการใช้อาหารเสริมใด ๆ เพื่อป้องกันหรือรักษา COVID-19
อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาบางชิ้นระบุว่า อาหารเสริมต่อไปนี้อาจเสริมสร้างการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย เช่น
    •    วิตามินซี จากการรีวิวกว่า 11,000 คน การรับประทานวิตามินซี 1,000–2,000 มก. ต่อวัน ช่วยลดระยะเวลาการเป็นหวัดได้ 8% ในผู้ใหญ่และ 14% ในเด็ก
    •    วิตามินดี การขาดวิตามินดีอาจเพิ่มโอกาสเจ็บป่วยได้ ดังนั้นการเสริมวิตามินดีอาจแก้ไขผลกระทบนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การรับประทานวิตามินดี เมื่อเรามีระดับวิตามินดีที่เพียงพอแล้ว ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ประโยชน์อะไร
    •    สังกะสี มีการทบทวนในผู้ป่วยโรคไข้หวัด 575 คน การเสริมสังกะสีมากกว่า 75 มก. ต่อวัน ช่วยลดระยะเวลาการเป็นหวัดได้ 33%
    •    อิชินาเซีย จากการศึกษากว่า 700 คน พบว่าผู้ที่รับประทานอิชินาเซียจะหายจากโรคหวัดได้เร็วกว่าผู้ที่ได้รับยาหลอกหรือไม่ได้รักษาเพียงเล็กน้อย แต่ความแตกต่างนั้นไม่มีนัยสำคัญ

การรับประทานอาหารเสริมบางชนิดอาจช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน หรือช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบภูมิคุ้มกันเนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น จากโรคประจำตัวหรืออายุที่มากขึ้น วัคซีนถือเป็นตัวเลือกที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ป้องกันอาการเจ็บป่วยของโรคติดเชื้อร้ายแรงบางชนิดได้ดีขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันถือเป็นปราการด่านสำคัญของร่างกาย  เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงจึงควรใส่ใจในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันให้มากขึ้น

แป้งฉีดวัคซีน AZ เข็มแรก เมื่อวันที่ 17 ธ.ค 64 คืนแรกนอนไม่หลับกลิ้งไปกลิ้งมาจนตีสามกว่าจะหลับ ระดับพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างเหลือเชื่อ จนต้องหยุดกินวิตามินทุกตัวที่เคยกินต่อเนื่องมาเกือบ 10 ปี ทดลองออกกำลังกายตามคลิปเบเบ้ หลังตื่นนอน(นอนตี 5 ตื่น 11 โมง)ปรากฎว่า สามารถออกกำลังกายต่อเนื่องได้ 3 คลิป(คลิปละ 25 นาที)โดยที่ไม่มีความเหนื่อยล้า ตื่นขึ้นมาอีกวัน ไม่มีอาการปวดกล้ามเนื้อแต่อย่างใด แปลกใจนิดๆทั้งๆที่ไม่เคยออกกำลังกายหนักแบบนี้มาก่อนในชีวิตเพราะปกติก่อนจะออกกำลังกาย แป้งจะต้องกินวิตามินเพิ่มพลังงงาน+เวย์โปรตีนก่อนเสมอ ไม่งั้นไม่มีเรี่ยวแรงเลยค่ะ

ปัจจุบันแป้งเพิ่งกลับมากินวิตามินครบเซ็ตเมื่อกลางเดือนพ.ค 65 นี่เอง(ดีใจมาก) เริ่มนอนหลับได้ดี รู้สึกเหนื่อยเมื่อยเอวร้าวลงขาเวลายืนล้างจานนานๆ(ราว 1 ชม.)อนุมานได้ว่า ระดับวัคซีนลดลงจนหมดไปจากร่างกายแล้ว

ถามว่า จะฉีดเข็มต่อไปอีกหรือไม่ คำตอบคือ ไม่เอาแล้วค่ะ ขนาดวัคซีนเข็มเดียวยังพลังงานเยอะจนมีผลทำให้นอนไม่หลับ ฉีดอีกเข็ม ไม่อยากจะคิดเลย แสดงว่า การดูแลสุขภาพเป็นอย่างดี ออกกำลังกายระดับปานกลางและเสริมวิตามินอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ร่างกายกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันได้ส่วนหนึ่ง วัคซีนเป็นส่วนเสริมที่ทรงพลังมากที่สุด(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล)


ที่มา :
สรีรวิทยา-ระบบภูมิคุ้มกันโรค-Immunology.pdf nurse . pbru . ac . th › uploads › 2020/05 › สรี...

ระบบภูมิคุ้มกัน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพที่ควรรู้ - Pobpad https://www.. pobpad . com › ระบบภูมิคุ้มกัน-ข้อเท็จ

ก่อนตัดสินว่าวัคซีนที่ได้รับนั้นดี หรือ ไม่ดี ch9airport . com › ... › อัปเดตวัคซีน COVID-19

ระบบภูมิคุ้มกัน - SciMath https://www.. scimath . org › article-biology › item

Strengthen Your Immune System With 4 Simple Strategies health . clevelandclinic . org › strengt...

ระบบภูมิคุ้มกัน - วิกิพีเดีย th . wikipedia . org › wiki › ระบบภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกัน ของร่างกายประกอบไปด้วยอะไรบ้าง และมีกลไกการ ...hellokhunmor . com › โรคติดเชื้อ › ระบบภูมิ...

9 ข้อเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันและวัคซีน ที่เราควรรู้และเข้าใจให้ถูกต้อง https://www.. dmh . go . th › news-dmh › view


เมลาโทนิน วิตามินย้อนเวลาจากภายใน ไม่ได้มีดีแค่การนอนหลับ

คงมีคนทั่วไปจำนวนไม่น้อยที่จะรู้จักวิตามินชื่อ melatonin ( เมลาโทนิน ) แป้งเองก็รู้จักได้เกือบ 14 ปีล่ะ ครั้งแรกจากการอ่านคอลัมน์ในนิตยสารชื...

บทความยอดนิยม