บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

Peruvian Maca วิตามินไวอากร้าธรรมชาติจากเทือกเขาสูงชัน

Peruvian Maca ( Lepidium meyenii )เป็นผักตระกูลกะหล่ำซึ่งเป็นพืชชนิดเดียวกันกับบรอกโคลี กะหล่ำปลีและคะน้า

Maca เป็นพืชขนาดเล็กที่เติบโตสูงประมาณหกนิ้ว มีรูปทรงคล้ายหัวผักกาด ส่วนใหญ่จะเติบโตในเทือกเขาแอนดีสทางตอนเหนือของเปรูและโบลิเวียในภูมิประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยและสูงมากคือสูงกว่า 13,000 ฟุต (4,000 เมตร)มีประวัติยาวนานของการใช้เป็นอาหารและยาในเปรู

Maca มีความแตกต่างกันในองค์ประกอบทางเคมีและการใช้งานของราก แบ่งเป็น 3 กลุ่มสีพื้นฐานดังนี้

1.Yellow Maca คิดเป็นประมาณ 60% ของราก Maca ทั้งหมดที่เก็บเกี่ยวในเปรู เป็นรูปแบบที่ถูกใช้มากที่สุดและวิจัยมากที่สุดของผลิตภัณฑ์ Maca ทั้งหมด มีประสิทธิภาพในการเพิ่มพลังงาน ปรับความสมดุลของฮอร์โมน  

2.Red Maca ประกอบไปด้วยประมาณ 25% ของการเก็บเกี่ยวประจำปี มีรสชาติที่หอมหวานกว่า Maca สีอื่น

การศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีระดับ
ไฟโตเคมิคอล( phytochemical) สูงสุดของสี Maca ทั้งหมด ถือได้ว่าเป็นชนิดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้หญิง เนื่องจากมีผล
กระทบต่อความสมดุลของฮอร์โมนเพศ

3.Black Maca เป็นสีที่หายากที่สุดของ Maca ทั้งหมดซึ่งคิดเป็นประมาณ 15% ของการเก็บเกี่ยวประจำปี

 การศึกษาแสดงให้เห็นว่า Maca สีดำมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ชายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ, ความอดทน, การมุ่งเน้นด้านจิตใจและความใคร่

ผง Maca เตรียมจากรากที่เก็บเกี่ยวตากแห้งให้สะอาดแล้วบดให้เป็นผงละเอียด ในระหว่างกระบวนการนี้รากจะไม่ถูกความร้อนสูงกว่า 45 C (115 F) ดังนั้นจึงรักษาปริมาณสูงสุดของสารอาหาร เอนไซม์และglucosinolates(กลูโคซิโนเลตคือสารประกอบที่เป็นสารต้านมะเร็ง มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ กระเพาะปัสสาวะและปอดลงได้ถึง 60% เช่นเดียวกับคุณประโยชน์ในคะน้า กะหล่ำปลี บรอกโคลี ฯลฯ)

ในการเตรียมผง Maca ที่ทำเจลลาติไนซ์ รากที่ตากแดดแล้วจะถูกต้มก่อน ต่อมาจึงถูกอัดแรงดันเพื่อกำจัดปริมาณแป้งทั้งหมด โดยใช้ผง Maca 4 กิโลกรัมในการผลิตสารสกัด Maca gelatinized 1 กิโลกรัม (อัตราส่วน 4: 1) 

การให้ความร้อนแก่ Maca จะทำลายเอนไซม์และเปลี่ยนแปลงบางส่วนของกลูโคซิโนเลต แต่ก็จะมีความเข้มข้นของสารประกอบที่มีประสิทธิภาพอยู่จำนวนมาก รวมทั้งทำให้ย่อยง่ายขึ้นในระบบทางเดินอาหาร

การเจลลาติไนซ์ (gelatinization) คือปรากฏการณ์ของน้ำแป้งเมื่อได้รับความร้อน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในภายในโมเลกุล
ของเม็ดแป้ง (starch granule) เนื่องจากความร้อนทำลายพันธะไฮโดรเจนภายในโมเลกุลของสตาร์ชในเม็ดแป้ง สายพอลิเมอร์
ของอะไมโลส (amylose) และอะไมโลเพกทิน (amylopectin) ที่อัดแน่นอยู่ในเม็ดแป้งจะคลายตัวและรวมกับน้ำที่ล้อมรอบ
ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของลักษณะปรากฏ เม็ดแป้งพองตัว และความหนืดของน้ำแป้งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


โดยทั่วไปถือว่า Maca ปลอดภัย
ขนาดมาตรฐานของMaca ชนิดผงแห้งหรือMaca gelatinized
ที่เหมาะสมมักจะมีปริมาณ 1,500-3,000 มก. วันละครั้งหรือสองครั้งต่อวัน

ผลข้างเคียง : โดยทั่วไปไม่มีผลข้างเคียง เว้นแต่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ควรพิจารณา Maca ในรูปแบบ
เจลาติไนซ์

นอกจากนี้หากคุณมีปัญหาต่อมไทรอยด์ ควรต้องระวัง Maca
เพราะมีgoitrogens(สารที่อาจรบกวนการทำงานปกติของต่อมไทรอยด์)สารประกอบเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อร่างกายหากคุณมีการทำงานของต่อมไทรอยด์บกพร่อง

มีประโยชน์อย่างไร
1.เพิ่มความใคร่
การศึกษาพบว่าราก Maca อาจช่วยเพิ่มความใคร่
ประโยชน์ที่รู้จักกันดีที่สุดของราก Maca คือศักยภาพในการเพิ่มความใคร่ 

มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนข้อนี้
ยกตัวอย่างเช่นการศึกษาเก่าจากปี 2002พบว่าผู้ชายที่รับประทาน Maca 1.5 หรือ 3 กรัมต่อวัน มีประสบการณ์ความใคร่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับยาหลอก

การทบทวนการศึกษาเกี่ยวกับ Maca และการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในปี 2010พบหลักฐานบางอย่างที่บ่งชี้ว่าMaca สามารถปรับปรุงความใคร่ได้ แต่ผู้เขียนบทความเตือนว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม

2.เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มพลังงานและปรับปรุงประสิทธิภาพการออกกำลังกาย

3.ลดอาการต่างๆของสตรีวัยหมดประจำเดือน
ราก Maca อาจช่วยทำให้ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนในช่วงวัยหมดประจำเดือน มีความสมดุล ซึ่งระยะเวลาก่อนที่ผู้หญิงจะถึงวัยหมดประจำเดือนระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะผันผวนและทำให้เกิดอาการต่างๆเช่น ร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ฯลฯ

งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า สตรีวัยหมดประจำเดือนที่รับประทาน Maca วันละสองเม็ด มีอาการต่างๆเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศหญิงลดลง เช่นร้อนวูบวาบและเหงื่อออกตอนกลางคืน

4.เพิ่มการแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย แต่ไม่มีผลในผู้ที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศไปแล้ว

5.Maca มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ทั้งหมดที่จัดว่าเป็น“ adaptogen ” นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้นักการตลาดบางคนเข้าใจผิดว่าเป็น’’โสมเปรู’’

 Maca ไม่ได้อยู่ในตระกูลโสม แต่มีกิจกรรม adaptogenic ที่คล้ายโสม(Ginseng)คือ
  • ฟื้นฟูพลังชีวิตในคนที่ร่างกายอ่อนแอ
  • เพิ่มพลังงาน
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของจิตใจและร่างกาย
  • ลดระดับความเครียดและเพิ่มการตอบสนองของร่างกายต่อความเครียด

6.เมื่อใช้กับผิวหนัง Maca อาจช่วยปกป้องความเสียหายจากดวงอาทิตย์

รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตย์อาจไหม้และทำลายผิวหนังที่ไม่มีการป้องกันและถูกแสงแดดโดยตรง
เมื่อเวลาผ่านไปรังสียูวีอาจทำให้เกิดริ้วรอยและเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนัง

มีหลักฐานบางอย่างที่แสดงว่าการใช้ Maca extract ในรูปแบบเข้มข้นบนผิวของมนุษย์ อาจช่วยปกป้องอันตรายจากรังสี UV

การศึกษาหนึ่งพบว่าสารสกัด Maca นำไปใช้กับผิวของหนูห้าตัวในช่วงสามสัปดาห์ สามารถป้องกันความเสียหายของผิวจากการสัมผัสกับรังสียูวี ผลการป้องกันถูกนำมาเชื่อมโยงประกอบกับสารต้านอนุมูลอิสระโพลีฟีนอลและกลูโคซิโนเลตที่พบใน Maca

โปรดทราบว่า Maca extract ไม่สามารถแทนที่ครีมกันแดดแบบเดิมได้ นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องผิวเมื่อนำไปใช้กับผิว ไม่ใช่เมื่อรับประทาน

7.Maca สามารถเพิ่มการผลิตอสุจิและปรับปรุงคุณภาพของตัวอสุจิซึ่งจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ในเพศชาย

เป็นที่น่าสังเกตว่างานวิจัยเกี่ยวกับ Maca ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
การศึกษาจำนวนมากมีขนาดเล็กซึ่งทำในสัตว์ทดลองและ / หรือได้รับการสนับสนุนจาก บริษัทที่ผลิตหรือขายMaca














ที่มา
https://www.healthline.com › nutrition9 Benefits of Maca Root (and Potential Side Effects) - Healthline
https://www.medicalnewstoday.com › ...10 health benefits of maca root - Medical News Today
www.foodnetworksolution.com › wikiผลการค้นเว็บGelatinization / การเจลาติไนซ์ - Food Wiki | Food Network Solution

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

รู้จักเลือกส่วนผสมสำคัญ(Active Ingredients)ในเครื่องสำอางกันดีกว่า

เวลาที่เราดูละครโทรทัศน์ไม่ว่าจะช่องไหนก็ตาม หากเรามองหน้าตัวละครไม่ว่าจะเป็นพระเอก
นางเอก นักแสดงสมทบต่างๆ

หากไม่นับความสวย-หล่อ เราจะเห็นความเต่งตึงหรือริ้วรอย บนใบหน้านักแสดงเหล่านั้นเสมอ

ดาราระดับพระเอก นางเอกไม่เว้นแม้แต่นักแสดงสมทบ
ที่อายุเกิน 25 ปีขึ้น มักจะมีใต้ตาบวม ร่องแก้ม ริ้วรอยหางตา ริ้วรอยย่นระหว่างคิ้วและ
หน้าผากแทบทุกคน

ทางลัดไปสู่ความงามที่เป็นอมตะคือ การเข้าคลีนิกผิวพรรณสม่ำเสมอ จะทำให้หน้าเรียบเนียนใส
ไร้ริ้วรอยรอยไปจนอายุ 50-65 ปี ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ขอแค่มีเงินเท่านั้นเอง

คนทั่วไปจำนวนมาก ไม่ได้มีงบประมาณเสริมความงามราคาแพงได้เรื่อยๆ อย่างทำเลเซอร์
ซึ่งมีผลทำให้ใบหน้าจะเรียบเนียนใสราว 4-6 เดือน หลังจากนั้นผิวจะดร็อปลงเรื่อยๆจนเป็นเหมือน
ก่อนทำเลเซอร์

วิธีที่ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียนใส แม้ผลลัพธ์ไม่อาจเทียบเคียงเลเซอร์ แต่ไม่ต้องเทียวเข้าเทียวออก
คลีนิคผิวพรรณ โดยเราต้องรู้จักเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับสภาพผิวหน้า

ก่อนที่จะเลือกใช้ครีมบำรุงผิวใดๆก็ตาม ควรรู้จักอ่านส่วนประกอบที่สำคัญเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
เป็นอันดับแรก

กรดที่ใช้ในวงการเครื่องสำอางมักถูกมองว่าอันตราย อันที่จริงกรดส่วนใหญ่ เมื่อโดนผิวแล้วจะ
ให้ผลลัพธ์ที่นุ่มนวล เรียบเนียนเพราะผิวตามธรรมชาติมีความเป็นกรดอยู่แล้ว

กรดเหล่านี้มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น เพิ่มความผุดผ่อง เปล่งปลั่ง ผลัดเซลล์ผิว ช่วยปกป้องและ
ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว

1.AHA(Alpha Hydroxy Acid) หรือเรารู้จักกันดีในชื่อ ‘’กรดผลไม้’’ช่วยกระตุ้นให้เซลล์เก่าหมองๆ
หลุดลอก ทำให้เผยผิวเซลล์ผิวใหม่ที่อ่อนเยาว์ ด้วยเหตุนี้ผิวจึงแลดูเปล่งปลั่งเพราะเม็ดสีจำนวนหนึ่ง
หลุดติดไปกับเซลล์ผิวเก่าด้วย

2.กรดไกลโคลิก(Glycolic)และกรดแลกติก(Lactic)จะซึมผ่านผิวหนังได้เร็วที่สุด เป็นกรดที่มี
ประสิทธิภาพมากที่สุดแต่สร้างความระคายเคืองได้ง่าย ไม่เหมาะกับผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย

3.เบต้า ไฮดรอกซี แอซิด(Beta Hydroxy Acid)หรือ BHA เรียกอีกอย่างว่า กรดซาลิไซลิก
(Salicylic Acid)

กรด AHA ละลายในน้ำและทำปฏิกิริยากับผิวชั้นบนสุด ในขณะที่ BHA ละลายในน้ำมัน
นั่นหมายความว่าBHA จะลงลึกถึงต่อมไขมันเพื่อกำจัดคราบสกปรกและเซลล์ที่ตายแล้ว
รวมถึงฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุ
ของสิวอีกด้วย

ด้วยเหตุผลนี้ BHA จึงเหมาะกับคนที่ผิวมันและมีแนวโน้มเป็นสิวง่าย

เคลนเซอร์ที่ผสม BHA หรือ กรดซาลิไซลิก เหมาะที่จะใช้ทุกวันโดยเฉพาะสูตรที่มีความเข้มข้น
2% หรือ มาสก์หน้าที่มีกรดซาลิไซลิก 2%สัปดาห์ละ 1 ครั้ง(หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์
รักษาสิวในวันนั้นเพราะอาจทำให้เกิดความระคายเคืองต่อผิวได้ง่าย)

แป้งจำได้ว่า ช่วงอายุ 30 ต้น เคยใช้เคลนเซอร์ที่มีส่วนผสมของ BHA ยี่ห้อ
Murad ซึ่งได้ผลดีมากเพราะไม่เห็นมีสิวขึ้นสักเม็ด พอจะใช้ขวดที่สองต่อ
กลับไปซื้ออีกที อ้าว!ยกเคาน์เตอร์กลับอเมริกาไปซะล่ะ

4.ไฮยาลูโรนิกแอซิด(Hyaluronic Acid)และกรดไขมัน(Fatty Acid)

ไฮยาลูโรนิกแอซิด(Hyaluronic Acid)มีความชุ่มชื้นเสมือนเป็นแม่เหล็กดูดน้ำ
ในเซลล์ช่วยหล่อเลี้ยงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

ไฮยาลูโรนิกแอซิดนอกจากป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง แต่ยังทำให้ผิวเปล่งปลั่งขึ้นทันตาอีกด้วย

หากอยากมีผิวนุ่มนวลสุดๆ ลองใช้ไฮยาลูโรนิกแอซิด 1%และกรดไขมันควบคู่กัน

ส่วนผิวที่บอบบางแพ้ง่าย ควรเลือกใช้กรดไขมัน(Fatty Acid)เป็นส่วนผสมหลัก

กรดไขมัน(Fatty Acid)มีชื่อเรียกว่า ลิโนเลอิก(Linoleic),อัลฟา-ลิโนเลอิก(Alpha-Linoleic)
หรือแกมมา-ลิโนเลอิก(Gamma-Linoleic)มีคุณสมบัติเป็นเกราะกำบังของผิว คอยปกป้องผิว
จากการระคายเคือง ในขณะเดียวกันยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ เมื่อไหร่ที่ผิวแห้งเกินไป
เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวโดยธรรมชาติจะหยุดทำงาน ผิวจึงแลดูหมองคล้ำและ
ไม่เรียบเนียน

ครีมบำรุงที่ผสมกรดไขมัน(Fatty Acid)จะช่วยบรรเทาสารพัดเรื่องผิว ตั้งแต่ผิวอักเสบ
จากมลภาวะฝุ่นละออง สายลมแรง แสงแดดระอุ ไปจนถึงผิวอักเสบจากการใช้ผลิตภัณฑ์
ที่มีส่วนผสมของกรดต่างๆมากเกินไป

5.โคจิก แอซิด(Kojic Acid)และอะเซเลอิก แอซิด(Azelaic Acid)
ขณะที่กรดต่างๆมีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิว ช่วยให้ผิวกระจ่างสว่างใสด้วยการค่อยๆกำจัด
เซลล์ผิวหมองคล้ำออกไป

โคจิก แอซิดจะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการสร้างเมลานินในเซลล์ผิวชั้นที่ลึกลงไป
เม็ดสีจึงขึ้นมาสู่ผิวชั้นบนน้อยลง

อะเซเลอิก แอซิดจะทำหน้าที่ควบคุมการผลิตเม็ดสีมากกว่าเข้าไปขัดขวางเหมือนโคจิก แอซิด
 ดังนั้นคนผิวสีมักได้ประโยชน์นี้มากกว่าเพราะอะเซเลอิก แอซิด จะทำให้ผิวปกติที่อยู่ใกล้
บริเวณจุดด่างดำสว่างขึ้นโดยไม่เป็นอันตราย

ประโยชน์อีกอย่างของอะเซเลอิก แอซิดคือ คุณสมบัติต่อต้านแบคทีเรีย
จึงช่วยบรรเทาการเกิดสิวโรซาเซีย(Rosacea)และผิวเปลี่ยนสีเนื่องจากการอักเสบรวมถึง
รอยดำและรอยแดงจากสิวได้ดีอีกด้วย

อะเซเลอิก แอซิด(Azelaic Acid)มีจำหน่ายรูปแบบครีมในชื่อการค้าคือ Skinoren
ปริมาณ 30 กรัม ราคา ~410 บาท มีจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป

หมายเหตุ ผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย อาจทำให้แสบระคายเคือง
เพราะอะเซเลอิก แอซิดมีฤทธิ์เป็นกรด

ถึงอย่างไรโคจิก แอซิด(Kojic Acid)และอะเซเลอิก แอซิด(Azelaic Acid มีพลังไม่เท่ากับ
ไฮโดรควิโนน(Hydroquinone)ซึ่งจัดการกับเม็ดสีทุกประเภทตั้งแต่จุดด่างดำขึ้นบางบริเวณ
ไปจนถึงรอยกระหรือฝ้าที่เป็นปื้น(สั่งจ่ายโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น)

6.เรตินอยด์ แอซิด(Retinoid Acid)กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อลดเลือนริ้วรอย
และเร่งระดับการผลัดเซลล์ ไม่ให้เซลล์เก่าทับถมซึ่งเป็นต้นเหตุของผิวหมองคล้ำหรือ
รูขุมขนอุดตัน แต่ประโยชน์เหล่านี้อาจแลกมาด้วยผิวแห้ง ลอกเป็นขุย รอยแดง

เรตินอยด์ แอซิด(Retinoid Acid)มีจำหน่ายในรูปครีมตามแพทย์สั่ง

ส่วนเรตินอยด์ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าและมีขายทั่วไปอย่างเรตินอล(Retinol)
หรือเรตินัลดีไฮด์(Retinaldehyde)จะค่อยๆเปลี่ยนเป็นกรดเรตินอยด์ในร่างกาย เช่น Retin-A

ไม่ว่าเราจะเลือกส่วนผสมแบบไหนก็ตาม อย่าลืม!ทาครีมกันแดดในทุกๆวัน
หากมีส่วนผสมซิงก์ออกไซด์(Zinc Oxide)ที่มีมิเนอรัล
ฟิลเตอร์เป็นส่วนผสม ซึ่งช่วยปกป้องผิวได้ดีอย่างกับกำแพงอิฐเลยทีเดียว

นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องผิวจากรังสีของแสงทุกคลื่นความยาว แม้กระทั่งแสง
ที่ปล่อยจากจอคอมพิวเตอร์หรือหลอดฟลูออเรสเซนต์ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่า
สามารถทำให้เกิดจุดด่างดำได้เช่นกัน

ในบรรดาส่วนผสมที่ทำให้ผิวหน้าใส เรียบเนียน เราต้องรู้จักส่วนผสมอันตรายต่อ
ผิวหน้าด้วย ยิ่งใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานนานผิวจะอ่อนแอและบางลง
มีผลให้เกิดสิวปะทุ ผดผื่น กระฝ้าตามมา

ปัจจุบันจะพบครีมหน้าขาวใสเด้งที่ขายตามอินเตอร์เน็ต เห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็วภายใน
3-7 วันอยู่มากมาย เวลาที่เราเห็นเพื่อนๆหรือคนอื่นใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
อย่าเพิ่งรีบร้อนใช้ตาม ฉุกคิดเสียก่อนว่า ขนาดครีมบำรุงผิวตามเคาน์เตอร์แบรนด์
ราคาแพง ใช้จนหมดไปหลายกระปุก ผิวหน้ายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

แต่ครีมบำรุงผิวที่ทำให้หน้าใสรวดเร็วไวขนาดนั้น ย่อมต้องมีส่วนผสมที่เป็นกรด
ซึ่งหากมีความเข้มข้นสูง จัดได้ว่ามีอันตรายต่อผิวพรรณอย่างมาก

ตามปกติกรดจะทำหน้าที่เพิ่มความผุดผ่อง เปล่งปลั่ง ผลัดเซลล์ผิว
ซึ่งคนที่มีผิวแห้งและผิวบอบบางแพ้ง่าย จะไม่สามารถใช้ได้ ยิ่งใช้ยิ่งหน้าบางและ
อ่อนแอจากคุณสมบัติของกรด ในประเทศไทยมักแอบใช้ส่วนผสมอันตรายดังนี้

1.ปรอท(Mercury)มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase)
มีผลทำให้การสร้างเม็ดสีเมลานิน(Melanin) ลดลง ผิวจึงแลดูขาวใสขึ้น
และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิด staphylococcus จึงป้องกันสิว ไม่มีสิวมากวนใจ
ยิ่งใช้ครีมที่มีส่วนผสมของปรอท หน้าจะขาวใสไร้สิว แต่อย่าหยุดใช้เชียวนะคะ

ใบหน้าจะเกิดผื่นแดง หน้าหมองคล้ำ ผิวไวต่อแสงจนเกิดฝ้าถาวร

2.สเตียรอยด์(Steroid)ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะสารประกอบที่ใช้รักษาเฉพาะที่(ทาผิวหนัง)
เพื่อบรรเทาโรคผิวหนังชนิดต่างๆเช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังภูมิแพ้ ผิวหนังอักเสบฯลฯ

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้สเตียรอยด์เฉพาะที่(ทาผิวหนัง)คือ ผิวหนังฝ่อ
ช้ำง่าย หลอดเลือดขยาย(Telangiectasis)มีรอยแตกตามผิวหนัง


3.ไฮโดรควิโนน(Hydroquinone) พบครั้งแรกในปีค.ศ 1820
โดยนักเคมีชาวฝรั่งเศส PelletierและCaventou ผ่านกระบวนการกลั่นแห้งของกรดQuinic

ออกฤทธิ์การยับยั้งกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดสี(Melanocyte)
โดยไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส(Tyrosinase)ซึ่งทำหน้าที่ในการสร้างเม็ดสี(Melanin)

เมื่อปริมาณเม็ดสีลดลง ผิวจึงขาวขึ้นได้
ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ไฮโดรควิโนนนิยมนำมาใช้เป็นยาทารักษาผิวที่เป็นฝ้า    
ปี 2006 องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา(FDA)ได้เพิกถอน
สารไฮโดรควิโนนเนื่องจากพบอุบัติการณ์เนื้องอกในหนูทดลอง
แต่ในยุโรปบางประเทศยกเลิกการใช้ไฮโดรควิโนนตั้งแต่ปีค.ศ 1976

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อ.ย)กำหนดให้มีส่วนผสม
สารไฮโดรควิโนนในการรักษาฝ้า ปริมาณไม่เกิน2%แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น






ที่มา
women’s health,June 2013

สกินแคร์(skincare)ผลิตในฝรั่งเศสที่จัดว่าเด็ด ราคาไม่แพง


เนื่องจากแป้งมีผิวมัน มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย แต่เซลล์ผิวแข็งแรง

จึงสามารถทดลองทาครีมบำรุงนั่นโน่นนี่ได้ตลอด แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อครีมบำรุงแต่ละยี่ห้อ จะต้องอ่านส่วนผสมให้แน่ใจ

ก่อนเสมอ เพราะกลัวจะมีสารประกอบพวก mineral oil,petolatum,paraffin,paraffinum liqiudum,lanolin

ซึ่งสารกลุ่มนี้จะมีโมเลกุลค่อนข้างใหญ่ ที่สำคัญราคาถูกมาก จึงมักเป็นส่วนผสมหลักในครีมบำรุงผิว คนที่มีผิวมัน ผิวผสม
หรือผิวแพ้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงมิฉะนั้นแค่ทาครีมไม่กี่คืน สิวผด สิวอุดตันจะผุดขึ้นเต็มใบหน้าเลยค่ะ

เมื่อต้นปี แป้งไปเที่ยวฝรั่งเศสตอนใต้ มีโอกาสแวะร้านขายเวชสำอางค์แบรนด์ฝรั่งเศส โอ้โห!ทำไมมีแต่สินค้าคุณภาพสูงแต่ราคาเอื้อมถึงเยอะแยะละลานตาไปหมด อาทิเช่น


1.ครีมกันแดด Capital Ideal Soleil SPF 50+ ยี่ห้อ Vichy
ปริมาณ 50 ml.สำหรับผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง
ราคา 8 ยูโร(~300บาท)

ที่เมืองไทย มีจำหน่ายที่วัตสันราคา 1250 บาท ร้านขายยา 1050 บาท

มีคุณสมบัติโดดเด่น 3 ประการคือ

1 Hypoallergenic(มีโอกาสแพ้น้อย ไม่ใช่แปลว่าไม่ทำให้เกิดการแพ้ เพราะเครื่องสำอาง
ผลิตมาจากสารเคมี)
2. Sensitive skin(เหมาะกับผิวที่มีโอกาสระคายเคืองสูงหรือผิวแพ้ง่าย)
3.NO Paraben(ไม่มีสารกันเสียซึ่งอาจก่อให้เกิดผิวระคายเคือง)

แป้งลองซื้อมาใช้ดู พบว่าเนื้อครีมเบา เกลี่ยง่าย ซึมเร็ว ไม่ทิ้งคราบขาว กันแดดได้ดี
มีกลิ่นหอมละมุนอ่อนๆ ที่สำคัญทาแล้วแลดูผิวหน้าผ่อง เปล่งปลั่งขึ้นเนื่องจากมีส่วนผสมซิลิโคน
(Dimethicone)
มาเป็นลำดับที่หก


2.เซรั่มกันแดด Photoderm MAX SPF 50+ยี่ห้อ Bioderma ปริมาณ 40 ml.เหมาะสำหรับผิวมัน
ราคา 8 ยูโร(~300บาท)

ที่เมืองไทย มีจำหน่ายที่ร้านอีฟแอนด์บอยและบิวเทรียม ราคา ~990 บาท

มีคุณสมบัติโดดเด่น 4 ประการคือ

1.Anti-shine texture(ไม่ทำให้เกิดความมันวาวบนผิว)
2. Sensitive skin(เหมาะกับผิวที่มีโอกาสระคายเคืองสูงหรือผิวแพ้ง่าย)
3.NO Paraben(ไม่มีสารกันเสียซึ่งอาจก่อให้เกิดผิวระคายเคือง)
4.Water resistant( ช่วยให้เครื่องสำอางติดทนได้ในระดับดี ผิวหายใจได้กว่าแบบ
Waterproof(กันน้ำ)

แต่ถ้าพบในครีมกันแดดจะหมายถึง คุณสมบัติการกันน้ำที่รักษาระดับความคงทนและปกป้อง
SPF ได้คงที่ยาวนาน40 นาที เมื่อทาแล้วควรทาซ้ำทุก 2 ชม.


แป้งลองใช้ดู พบว่า เนื้อเซรั่มกึ่งเหลวแต่ไม่เหลวเท่าครีมกันแดด Anessa ยี่ห้อ Shiseido
กันแดดได้ดี เกลี่ยง่าย ไม่หลงเหลือคราบ ซึมเร็วมาก
มีกลิ่นหอมจางๆโชยมาแตะจมูก ทั้งที่ข้างกล่องเขียนว่า Fragrance free



3.ครีมบำรุงผิว Liftactiv Collagen Specialist,Peptide anti-age+Vitamin C ยี่ห้อ Vichy 
ปริมาณ 50 ml.ราคา 30 ยูโร(~1060 บาท)

มีคุณสมบัติ Hypoallergenic เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว ยกเว้นผิวมัน

เนื้อครีมเป็นบาล์ม เนียนนุ่ม พอซึมซาบลงผิวหน้า ผิวหน้าจะเนียน เปล่งปลั่งเหมือนสภาพผิวดี
มาแต่เกิดพอลงครีมบำรุงตัวต่อมา ผิวนุ่มนวลเทียบเคียง Perfectionist(CP+R)wrinkle 
lifting/firming serum, Estée Lauder แต่จ่ายน้อยกว่าเยอะมากๆ

เหตุผลที่ทาแล้วผิวหน้านุ่มเนียนเพราะมีส่วนผสมซิลิโคน(Dimethicone)มาเป็นลำดับที่สาม
เหมือน Estée Lauder

ซิลิโคน(silicone)ที่นิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในครีมบำรุงผิว(Skincare)และเครื่องสำอาง
(Cosmetics)ได้แก่ Dimethicone,Cyclomethicone,Cyclohexasiloxane
มีคุณสมบัติช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีความนุ่มเนียน เรียบลื่น เกลี่ยง่าย ช่วยอำพรางรูขุมขน
ทำให้รูขุมขนแลดูเล็กลงผิวจึงเรียบเนียนขึ้น

จัดเป็นส่วนผสมที่มีราคาถูกแต่มีผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ
ไม่มีส่วนช่วยบำรุงผิวแต่อย่างใด



4.ครีมบำรุงผิวอเนกประสงค์ Baume hydratant Nutrition peaux tres seches 
ยี่ห้อ Le petit Marseillais
ปริมาณ 250 ml.ราคา 3.4 ยูโร(130 บาท)

ชิ้นนี้แป้งซื้อห้างสรรพสินค้าแกลลอรี่ ลาฟาแยสต์ หากซื้อในซุปเปอร์มาเก็ตคาร์ฟูยิ่งราคาถูก
แค่ 100 บาทเองค่ะ

มีส่วนผสมหลักเป็น Aqua และ paraffinum liqiudum มาเป็นลำดับที่สอง ตามด้วย glycerin

เนื้อครีมมีลักษณะเหนียวข้นแบบเดียวกับนีเวียกระปุกน้ำเงิน แต่ซึมซาบเร็วกว่า 
ไม่เหนียวเหนอะหนะเท่านีเวีย มีกลิ่นหอมอ่อนๆใช้แล้วฟิน แป้งใช้ทามือ ข้อศอก 
หัวเข่า นุ่มเชียว แต่ปกติเนื้อตัวแป้งนุ่มเนียน ไม่มีส่วนไหนด้านเลยค่ะ

5.Liftactive Hyalu mask ยี่ห้อ Vichy ปริมาณ 50 ml.
ราคา 30 ยูโร(~1060 บาท)

มีส่วนผสมสำคัญคือ 1%Hyaluronic acid จัดว่ามีความเข้มข้นค่อนข้างสูงกว่าแบรนด์อื่นๆ

ที่มีส่วนผสมไฮยารูโลนิกในท้องตลาด

เป็นมาร์กเนื้อครีมบางเบา ตอนที่อยู่ยุโรปมีลักษณะเบานุ่ม

แต่พอมาวางบนโต๊ะเครื่องแป้งที่เมืองไทย เนื้อครีมกลายเป็นของเหลวแทบจะเป็นน้ำสีข่าวขุ่น
จากอากาศที่ร้อนระอุ นั่นเอง

หลังทาครีมเพียง 5 นาทีในตอนกลางคืน จะรู้สึกหน้าตึงๆขึ้น

ตื่นมาหน้านุ่มเด้งกว่าวันที่ไม่ได้ทา ผิวดีขึ้นทันตาเห็น ทาแป้งติดหน้าทั้งวัน

ถามว่าคุ้มมั๊ยกับปริมาณ 50 ml.ในราคาพันบาทเศษ

ตอบได้เลยว่าคุ้มมาก เพราะหากเราซื้อครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของกรดไขมัน(Fatty Acid)
ตามคลีนิกผิวพรรณในเมืองไทยแค่ 10 ml.ราคา 400บาท เชียวนะคะ

วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562

ความลับของเทคโนโลยีความงาม ep2


มีเพื่อนรุ่นน้องผู้หญิงไถ่ถามมาว่า ปีนี้อายุมากขึ้น(43 ปี) อยากกิน
คอลลาเจนเพื่อให้ผิวพรรณดี แก่ช้าลง แนะนำคอลลาเจนยี่ห้ออะไรดี

แป้งเลยถามว่า ทำไมถึงคิดว่ากินคอลลาเจน แล้วจะทำให้แก่ช้าลงหรือผิวพรรณดีขึ้นเหรอค่ะ

เค้าตอบว่า เห็นเพื่อนรุ่นน้องอายุ 30 กว่าปี โพสต์ขายคอลลาเจนว่า
กินแล้ว ผิวสวย ผิวอิ่มเอิบ ผิวขาวขึ้นกว่าเมื่อในอดีต เลยอยากกินตามบ้าง

แป้งบอกว่า จะบ้าเหรอ รูปถ่ายที่ผ่านไม่รู้กี่แอปเนี่ยนะ แล้วมาบอกคนอื่นว่า กินแล้วดีอย่างงั้นอย่างงี้

เอาแบบนี้นะ มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุ 39 ปี มีริ้วรอยรอบดวงตา หน้าผาก เวลายิ้มที ตีนกาเพียบ เห็นฟีดโฆษณาคอลลาเจนเด้งในหน้า fb
อ่านคุณสมบัติครอบจักรวาล กินแล้วผิวพรรณอ่อนเยาว์ ริ้วรอยจางหาย สิวหายเกลี้ยง เลยสนใจสั่งซื้อมากิน

เป็นคอลลาเจน 6000 mg ต่อ 1 scoop type 1&3
ชงดื่มวันละ 1 ครั้ง กินมา 8 เดือน ส่องกระจกทีไร รอยเหี่ยวย่นยังคงเดิม หน้าไม่ฟูเด้งเหมือนที่เคยหวังไว้ รู้สึกผิดหวังอย่างแรง เกิดมาเพิ่งจะเคยกินวิตามินครั้งแรกในชีวิต นึกว่าจะได้ผลดีเหมือนคนอื่นๆตามที่อ่านคอมเม้นท์ในเพจขายคอลลาเจน ซึ่งเป็นรีวิวที่เกิดจากหน้าม้าขายของทั้งนั้น

แป้งเคยอ่านรีวิวของต่างประเทศ เป็นเว็ปขายคอลลาเจนมีทั้งแบบผงชงดื่ม แคปซูล เม็ดเคลือบ อ่านไปเรื่อยๆ บางคนก็เห็นผล บางคนก็ไม่เห็นผล แต่มีอยู่คนหนึ่งรีวิวว่า ตัวเองมีริ้วรอยตีนกาทั้งสองข้าง
พอกินคอลลาเจนยี่ห้อนี้เข้าไป รอยตีนกาหายไปเลย ประมาณว่าประหลาดใจมากมาย

พอแป้งได้อ่านถึงประโยคดังกล่าว ก็รู้ได้ทันทีว่า เว็ปนี้มีหน้าม้าแหกตาชัดๆ

ปกติรอยตีนกาเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อรอบดวงตา ซึ่งมีผลต่อการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดต่างๆเวลาที่มีการเเสดงออกทางใบหน้า เช่น ยิ้ม หัวเราะ ขมวดคิ้ว ซึ่งริ้วรอยจะจางหายได้ด้วยการฉีดโบท็อกซ์เท่านั้น

เอาจริงๆแล้ว ถ้าคอลลาเจนช่วยให้ผิวอ่อนเยาว์ ริ้วรอยหาย หน้าเด็กลง คงไม่มีผู้หญิงคนไหนเทียวเข้าเทียวออกคลีนิคผิวพรรณเป็นว่าเล่น เข้าไปที เงินหล่นหายไปหลักหมื่น นั่งดื่มผงคอลลาเจนที่บ้านสวยๆไม่ดีกว่าเหรอค่ะ

การฉีดโบท็อกซ์เป็นการฉีดสารคลายกล้ามเนื้อลงไปในชั้นกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อหรือเป็นอัมพาตชั่วคราว ผลที่ได้คือช่วยลดรอยเหี่ยวย่นในบริเวณต่างๆของใบหน้า เช่น บริเวณหน้าผาก หางตา หว่างคิ้วเนื่องจากเป็นบริเวณที่กล้ามเนื้อมีการขยับจึงเกิดการพับ ทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่นตามมา

แป้งเคยฉีดโบท็อกซ์บริเวณหางตาตอนอายุ 39 ปี
พอตื่นนอนตอนรุ่งสาง ส่องกระจกยิ้มซ้ายยิ้มขวาดู ว๊าว! เหมือนเป็นสาวแรกรุ่น หน้าตึงเป๊ะ ไร้ริ้วรอยใดๆ ดีใจสุดๆ

แต่พอสังเกตุดีๆ อ้าว!ทำไมเหมือนยิ้มไม่สุด ยิ้มแหยๆตาแข็งดูดุมาก(แป้งยิ่งตากลมโตเหมือนไข่ห่านอยู่แล้วด้วย)

ปกติคนเราเวลายิ้มจะส่งผลให้ใบหน้าดูหวาน โลกสดใส แต่พอเจอฤทธิ์โบท็อกซ์เข้าไป ยิ้มทีเหมือนแสยะยิ้มชอบกล แถมบางคนไปฉีด
โบท็อกซ์ลดกรามมา ซึ่งต้องใช้ปริมาณโบท็อกซ์มากกว่าบริเวณหางตา ขนาดแป้งฉีดแค่หางตายังยิ้มไม่สุดเหมือนเกร็งปาก
แล้วโบท็อกซ์กราม ยิ้มปากไม่เบี้ยว ก็แปลกล่ะค่ะ

อย่าลืมว่า บริเวณมุมปากเป็นกล้ามเนื้อเหมือนบริเวณรอบดวงตาเช่นกันค่ะ

ในใจภาวนาให้หมดฤทธิ์โบท็อกซ์เร็วๆด้วยเถิด ซึ่งประมาณเดือนที่ 3 กล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตชั่วคราว เริ่มคลายตัวพร้อมกับโบท็อกซ์ที่หมดฤทธิ์ลง เดือนที่ 4 เริ่มเห็นรอยตีนกาชัดเจนเหมือนตอนก่อนฉีด

ต่อมาแป้งก็ยังฉีดโบท็อกซ์บริเวณหางตาปีละ 1 ครั้ง
ปัจจุบันอายุ 45 ปี แป้งไม่ได้ฉีดโบท็อกซ์มา 3 ปีแล้ว
และมีแนวโน้มว่า จะไม่ฉีดเพราะไม่ชอบใบหน้าเวลายิ้ม
นอกจากไม่เป็นธรรมชาติสุดๆ ยังหน้าแข็งเกร็ง ดูประหลาดๆ

จำได้ว่า พอหมดฤทธิ์โบท็อกซ์ แป้งก็ถ่ายรูปอัพเฟซบุ๊คตามปกติ
มีเพื่อนเก่าสมัยม.ต้น เข้ามาชมว่า แป้งหน้าหวานจัง อืม!จริงๆด้วย
ถึงจะมีรอยตีนกาตามวัย แต่ยิ้มดูเป็นธรรมชาติดีกว่า ไม่มีใครที่จะไม่แก่หรอกค่ะ สาวสองพันปีมีแต่ในนิยาย ชีวิตจริงต้องพึ่งเทคโนโลยีทางความงามทั้งนั้น ที่สำคัญ ไม่อยู่ถาวรต้องทำซ้ำเรื่อยไปตลอดค่ะ

เวลาถ่ายรูปก็อมยิ้มนิดๆเอา จะได้ไม่เห็นตีนกาชัดเจน

ไม่น่าเชื่อว่า แค่แพทย์ผิวหนังใช้เข็มปลายเล็กจิ๋วจิ้มกล้ามเนื้อรอบๆดวงตา จะมีผลให้ปากยิ้มเหมือนคนสแยะยิ้ม ยิ้มแหยเกได้

นวัตกรรมชะลอความชรา มาพร้อมกับผลข้างเคียงเสมอ




ความลับของเทคโนโลยีความงาม ep1

มีน้องสาวเพื่อนสอบถามมาว่า สมุนไพรแก้ผมหงอก
ได้ผลจริงๆเหรอค่ะ
แป้ง : สมุนไพรตัวไหนบ้างค่ะ
น้องสาวเพื่อน : มะกรูด อัญชัน มะขามป้อม ใบบัวบก ว่านหางจระเข้

แป้ง : เอาแบบนี้นะ พี่แป้งจะอธิบายให้ฟัง

สมุนไพรแก้ผมหงอกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการแชร์ผ่าน line,FB หรือสื่อโซเชี่ยลอื่นๆ นับว่าเป็นเรื่องที่เกินจริงทั้งสิ้น

เวลาเกิดผมหงอก หมายความว่า เซลล์เม็ดสีบางตัวเริ่มเสื่อม
ทำให้หยุดการสร้างสีผม(ดำ) หรือเซลล์เริ่มตายไปเลยไม่ผลิตเม็ดสี จึงมองเห็นเส้นผมที่งอกออกมาบนหนังศีรษะกลายเป็นสีขาว เรียกว่า ‘’ผมหงอก’’นั่นเอง

ถึงแม้ว่าเราจะถอนเส้นผมที่หงอกออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า พอมีผมงอกขึ้นมาใหม่บริเวณจุดเดิม ผมเส้นนั้นจะกลายเป็นสีขาวทุกครั้ง เรียกได้ว่า เคยมีผมหงอกอย่างไร ก็หงอกอยู่อย่างนั้น

เหมือนคนที่ผมร่วงจนบาง พอเซลล์รากผมเริ่มตายสลายร่าง การจะทำให้เส้นผมขึ้นบริเวณนั้นใหม่ ย่อมเป็นไปไม่ได้

ถึงแม้ปัจจุบันมีนวัตกรรมการปลูกผมล้ำสมัย อาทิเช่น
1. การฉีด PRP (Platelet Rich Plasma)
เป็นการฉีดเพื่อกระตุ้นรากผม ที่หยุดทำงานให้กลับมาสร้างเส้นผมใหม่ หยุดร่วง ล้าน บาง ผมหนาขึ้นภายใน 3 เดือน

2. การปลูกผมด้วย Robot Hair Transplant
เป็นเทคนิคการปลูกผมด้วยแขนกลที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ราคา
สูง 2-3 เท่ากว่าแบบ FUE,FUT

Robot Hair Transplant นวัตกรรมการปลูกผมใหม่ล่าสุดจากฝรั่งเศส ปลูกผมโดยการย้ายเซลล์ (Hair Transplantation)
ทีละกอ โดยไม่ต้องผ่าตัดใช้แขนกลที่มีความแม่นยำสูง ย้ายกลุ่มเซลล์รอบๆ กอรากผมในบริเวณท้ายทอยทีละกราฟหรือกอ นำไปปลูกใหม่ในบริเวณที่มีปัญหาผมบาง หรือล้าน สามารถสร้างแนวผมใหม่
ได้ อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ไร้แผลผ่าตัด กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติทันทีหลังจากปลูกผม

3. การปลูกผมด้วยวิธี Hair Stem Micro Transplant มี 2 แบบที่นิยมในปัจจุบัน คือ FUE และ FUT

เป็นวิธีการปลูกผมโดยไม่ต้องผ่าตัด ด้วยการใช้สเต็มเซลล์จากรากผมที่แข็งแรงมาผ่านกระบวนการ(โดยมากจะนำเส้นผมบริเวณท้ายทาย)ปลูกกลับเข้าไปยังบริเวณที่ต้องการปลูกผม โดยสเต็มเซลล์จะเข้าไปกระตุ้นให้รากผมที่อ่อนแอแข็งแรงและทำให้เส้นผมที่งอกใหม่แข็งแรงมากขึ้น

ผลที่ได้คือ ผมจะขึ้นมาบางๆ เป็นกระจุกแต่ไม่ทุกจุดที่ปลูก มีบ้างต้องปลูกซ้ำ โดยเฉพาะคนที่ศีรษะล้านเยอะ ต้องทำซ้ำรอบที่สองเนื่องจากการทำกราฟแต่ละครั้งสูงสุดได้ไม่เกิน 3000-5000 กราฟ(กอผมหรือกราฟเป็นรากผม 1 จุด จะมีเส้นผมประมาณ 1-4เส้น ตามความหนาแน่นของผมแต่ละคน)

คลีนิคปลูกผมราคาแพงๆ มักจะใช้แพทย์ที่เชี่ยวชาญมีประสบการณ์สูงเป็นผู้ปลูกผม เรียงกราฟด้วยตัวเองร่วมกับทีมพยาบาล

แต่ถ้าราคาต่ำกว่าแสน มักใช้ทีมพยาบาลที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

เท่าที่ทราบจากเพื่อนผู้ชายที่เคยปลูกผมประมาณ 2500 กราฟ ใช้เวลาทำนานราว 12 ชม.หลังทำเสร็จต้องกินยาและวิตามินบำรุงผมร่วมด้วย

3 เดือนแรก ผมขึ้นมาเป็นกระจุก
6 เดือนผ่านไปผมเริ่มหนาขึ้นพอสมควร ปีกว่าๆ ก็ต้องไปทำซ้ำเพราะผมบริเวณเก่าที่เป็นง่ามขึ้นไปกับกลางศีรษะยังคงร่วงเรื่อยๆ

ในระยะยาว ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า การปลูกผมด้วยวิธีดังกล่าว เส้นผมจะอยู่ได้ถาวรตลอดไปหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรต้องกินยาและทายารักษาผมร่วงควบคู่ไปตลอด เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรยั่งยืน
ทุกสรรพสิ่งย่อมมีวันเสื่อมลง ร่างกายเรายังชราขึ้นเรื่อยๆ
นับประสาอะไรกับเส้นผม

ผมหงอกก็เช่นกัน เมื่อหงอกถาวรแล้วจะกลับมาเป็นดำ ค่อนข้างยาก

ดังนั้นสมุนไพรแก้ผมหงอกจึงเป็นเรื่องที่เกินจริง แต่สมุนไพรปิดผมหงอกเป็นเรื่องง่ายๆ แถมใช้เวลาไม่นาน ผมหงอกขาวโพลนแค่ไหน
พอกทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง เอาอยู่ค่ะ

Supreme Hair Essentials วิตามินลดผมหงอกได้จริงหรือ

แป้งเริ่มมีผมหงอกอายุ 39 ปี มีแบบประปรายราว 30 เส้น เริ่มทดลองกินวิตามินเกี่ยวกับผมหงอกหลายตัวมากๆ แต่ก็ไม่เห็นผล ตำแหน่งที่ผมหงอก ยังคงมีผมหงอกเหมือนเดิม

ปัจจุบันอายุ 45 ปี ผมหงอกมีเพิ่มขึ้นจำนวน 50 เส้น ที่ทราบจำนวนแน่ชัดเพราะจ้างให้หลานสาวถอนผมหงอกเส้นละ 10 บาท แป้งจ่ายเงินครั้งละไม่เกิน 500 บาท เวลาผ่านมา 6 ปี จำนวนผมหงอกยังคงเพิ่มขึ้นไม่มาก ดีเหมือนกันค่ะอย่างน้อยชะลอเวลาการทำสีผมเพื่อปิดผมหงอกไปได้หน่อยนึง


ผมหงอกเกิดจากเซลล์เม็ดสีไม่สามารถสร้างเม็ดสีออกมาได้ตามปกติ เนื่องจากเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีจะลดลง ทำให้ผมที่งอกออกมาใหม่มีสีอ่อนลงจนเป็นสีขาวหรือสีเทา

สาเหตุที่ทำให้เกิดผมหงอก

1. พันธุกรรม

หากเราสังเกตเห็นผมหงอกตั้งแต่อายุยังน้อย มีแนวโน้มว่าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของเราก็มีผมหงอกหรือผมสีขาวตั้งแต่อายุยังน้อย

เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพันธุศาสตร์ได้

2.ความเครียด
ส่งผลกระทบต่อร่างกายหลายด้าน เช่น

- นอนไม่หลับ

- ความวิตกกังวล

- ลดความอยากอาหาร

- เกิดโรคความดันโลหิตสูง


ความเครียดยังสามารถส่งผลกระทบต่อเส้นผม
การศึกษาในปี 2013พบว่า มีการเชื่อมโยงระหว่างความเครียดกับการลดลงของเซลล์ต้นกำเนิดในเซลล์รากผมของหนู

ดังนั้นหากเราสังเกตเห็นจำนวนของผมหงอกที่เพิ่มขึ้น ความเครียดอาจเป็นต้นเหตุของปัญหา


3. โรคแพ้ภูมิตัวเอง

โรคภูมิแพ้ตัวเอง มีผลทำให้ผมหงอกก่อนวัยอันควร
เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโจมตีเซลล์ของตัวเอง จะสามารถโจมตีเซลล์รากผมและทำให้เกิดการสูญเสียเม็ดสีโดยเฉพาะกรณีผมหงอก


4. ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดจากปัญหาต่อมไทรอยด์ เช่นhyperthyroidism หรือ hypothyroidism อาจมีผลทำให้

ผมหงอกก่อนวัยอันควร ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมรูปผีเสื้ออยู่ที่ฐานของคอ ช่วยควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่นการเผาผลาญสารอาหาร การทำงานของต่อมไทรอยด์มีอิทธิพลต่อสีของเส้นผม

ต่อมไทรอยด์ที่ทำงานมากเกินไปหรือทำงานน้อยลง มีผลทำให้ร่างกายผลิตเมลานินได้น้อยลง


5. การขาดวิตามิน B-12
ผมหงอกในวัยเด็กยังสามารถบ่งบอกถึงวิตามิน B-12
วิตามินนี้มีบทบาทสำคัญในร่างกาย ช่วยให้พลังงานรวมถึงช่วยให้ผมมีสุขภาพดีและมีสีผมดำ

การขาดวิตามินบี 12 สัมพันธ์กับเงื่อนไขที่เรียกว่าโรคโลหิตจางที่เป็นอันตรายซึ่งเมื่อร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินได้เพียงพอ
ร่างกายต้องการวิตามินบี 12 สำหรับเซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีออกซิเจนซึ่งส่งออกซิเจนไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกาย รวมถึงเซลล์รากผม การขาดวิตามินบี 12 สามารถทำให้เซลล์ผมอ่อนแอลงและส่งผลกระทบต่อการผลิตเมลานิน


6. การสูบบุหรี่

มีการเชื่อมโยงระหว่างผมหงอกกับการสูบบุหรี่
จากผลการศึกษาหนึ่ง ในจำนวน 107 คน พบว่าการเชื่อมโยงระหว่างอาการผมหงอกก่อนอายุ 30 ปีกับการสูบบุหรี่

เป็นที่ทราบกันดีว่า การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอดและโรคหัวใจ อย่างไรก็ตามผลกระทบระยะยาวสามารถไปได้ไกลกว่าอวัยวะหัวใจและปอด รวมถึงส่งผลกระทบต่อเส้นผม
การสูบบุหรี่ มีผลต่อเส้นเลือดซึ่งสามารถลดการไหลเวียนของเลือดไปยังเซลล์รากผม มีผลทำให้ผมร่วง
นอกจากนี้สารพิษในบุหรี่ยังสามารถทำลายอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายรวมถึงทำให้ผมหงอกเร็วขึ้น


Supreme Hair Essentials ยี่ห้อ Esmeralde เป็นวิตามินที่ผลิตในอเมริกา ประกอบด้วยส่วนผสมสำคัญ 2 ชนิดคือWheatgrass และ Amla Friut

1.Wheatgrass(วีทกราส)หรือต้นอ่อนข้าวสาลี มีปริมาณ

คลอโรฟิลล์เข้มข้น(ประมาณ 70%) มีวิตามินแร่ธาตุและกรดอะมิโนหลายชนิด รวมถึงแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัสแมกนีเซียมโพแทสเซียม
คลอโรฟิลล์ถูกขนานนามว่า เป็นหัวใจของพืช เมื่อมนุษย์บริโภคเข้าไป จะช่วยลดความชรา ทำความสะอาดหลอดเลือดและอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็ง(พบในหลอดทดลอง)
ต้นอ่อนข้าวสาลีช่วยเพิ่มระดับของสารต้านอนุมูลอิสระกลูตาไธโอนและวิตามินซี

การศึกษาในหลอดทดลองและการศึกษาในสัตว์ พบว่า ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระที่มีในวีทกราส อาจช่วยซ่อมแซม DNA และป้องกันเซลล์ไม่ให้เกิดความเสียหาย

วีทกราสช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผม ปริมาณคลอโรฟิลล์ที่มากถึง 70% เสริมสร้างความแข็งแรงของเส้นผมโดยการเพิ่มออกซิเจนในเลือดและกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกจากหนังศีรษะ


2.Amla Friut หรือ Indian Gooseberry ขึ้นชื่อในเรื่องประโยชน์มากมายในเรื่องเส้นผมและหนังศีรษะ พบมากในอินเดียและพม่า เป็นแหล่งของแทนนินและวิตามินซีที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมีkaempferol,flavonoids,Gallic acid ช่วยเพิ่มการเจริญเติบของเส้นผม มักจะมีการกำหนดให้บริโภคขณะท้องว่างในการล้างพิษ

การรับประทาน Amla fruit สองสามชิ้นทุกวัน อาจช่วยป้องกันและชะลอการเกิดผมหงอกได้

วิตามินและแร่ธาตุที่มีอยู่ใน Amla fruit ช่วยเพิ่มการไหลเวียนในหนังศีรษะ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม ลดการหลุดร่วงของเส้นผม ชะลอการเกิดผมหงอกให้ช้าลง


การศึกษาวิจัยในปีค.ศ 2009 พบว่า การใช้สมุนไพรที่มีส่วนผสมของ Amla fruit มีประสิทธิภาพมากกว่าMinoxidil(Rogaine)ในการกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม(พบในสัตว์ทดลอง)

มีประโยชน์อย่างไร


1.ฟื้นฟูเซลล์รากผมให้แข็งแรง ดกดำและผมหนาขึ้น

2.ลดการหลุดร่วงของเส้นผมอย่างเห็นได้ชัด

3.บำรุงเส้นผมงอกใหม่ให้ยาวขึ้นเร็ว

4.เพิ่มระดับพลังงาน ช่วยให้มีพละกำลังมากขึ้น

5.ลดระดับความเครียด

6.มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

7.ซ่อมแซม DNA
8.เพิ่มการไหลเวียนเลือดและเพิ่มความแข็งแรงของเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง

9.มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่า ช่วยลดผมหงอก ชะลอการเกิดผมหงอกได้


แป้งทดลองกินวิตามิน Supreme Hair Essentials ยี่ห้อ Esmeralde ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น เป็นเวลา 3 เดือน
พบว่า ผมยาวเร็วและหนาขึ้นกว่าเดิม(สังเกตุได้จากเวลาในการเป่าผมด้วยพัดลมนานขึ้นจากเดิม 1.30 ชั่วโมง เป็น2 ชั่วโมง)

อีกทั้งผมหลุดร่วงน้อยลง มีไรผมขึ้นบริเวณหน้าผากและขมับทั้งสองข้างอย่างชัดเจน ปกติตั้งแต่เกิดมาจนใกล้จะหมดประจำเดือนไม่เคยมีแบบนี้เลย


ยังงงอยู่เลยว่า นี่มันเรื่องจริงเหรอเพราะในความเป็นจริง
ผู้หญิงวัยนี้(45ปี)เซลล์รากผมน่าจะเริ่มเสื่อมหรือทำงานบกพร่อง

แต่กลับมีไรผมเกิดขึ้นแทนที่จะหัวเถิกขึ้นเรื่อยๆ(ปกติแป้งก็หัวเถิกอยู่แล้ว)ตามอายุเหมือนคนอื่นๆ


ส่วนเรื่องลดผมหงอกนั้น ช่างน่าผิดหวังอย่างที่สุดเพราะไม่เห็นผลแต่อย่างใด ยังมีผมหงอกขึ้นจุดเดิม เฮ้อ!

ตอนนี้เริ่มหมักเฮนน่าผสมกาแฟ มะนาว น้ำมันมะกอก
ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์ลดผมหงอก แต่อยากลดอาการคันหนังศีรษะเนื่องจากช่วงนี้อากาศร้อนมากผิดปกติ พอทำงานบ้านหรือออกกำลังกายแล้วมีเหงื่อออก งานคันหัวจะตามมา

จำได้ว่า ช่วงที่หมักเฮนน่าบ่อยๆ ร้อนเหงื่อออกหนังศีรษะมากแค่ไหน ก็ไม่คันแถมผมเงางามสลวยอีกต่างหาก

แป้งใช้วิธีจ้างหลานถอนให้ ยังไม่ได้ย้อมสีผมเพราะอยากชะลอให้ผมสีดำธรรมชาติอยู่บนหนังศีรษะให้นานที่สุดค่ะ

สอบถามราคาและสั่งซื้อได้ที่
hamercandysiam.lnwshop.com
tel.081-8453461
id line ; noi_nunoy2512











ที่มา :
Going Gray: 15 Facts About Why, How, Genetics, and Hair Care - Healthlinehttps://www.healthline.com › health › gra...
How gray hair is linked to the immune system - Medical News Todayhttps://www.medicalnewstoday.com › arti...
https://www.medicalnewstoday.com/articles/318167.php
Indian Gooseberry Benefits for the Liver, Heart, Gut & Brain - Dr. Axehttps://draxe.com › Nutrition › Fruit
11 Health Benefits of Amla (Indian Gooseberry) - Natural Food Serieshttps://www.naturalfoodseries.com › 11-...
Can Wheatgrass Turn Grey Hair Back To Its Natural Colour? – Natural Medicine Collegehttps://www.naturalmedicinecollege.ca › ...
Can Wheatgrass Reverse Gray Hair? | NaturallyCurly.comhttps://www.naturallycurly.com › seniors


วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

Uitimate Daily Cleanse สุดยอดวิตามินล้างพิษในหลอดเลือดและระบบน้ำเหลือง

ความเสื่อมของร่างกายเกิดขึ้นทุกขณะ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า โรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนเราตอนไหน
เมื่อไหร่ที่ร่างกายอ่อนล้า ระดับภูมิต้านทานจะลดต่ำลงโดยอัตโนมัติ จึงเป็นเหตุให้เกิดความเจ็บป่วยตามมานั่นเอง

เท่าที่แป้งค้นคว้าเรื่องวิตามินคุณภาพสูงจากอเมริกาซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมาเป็นเวลานาน ยังไม่เคยพบเห็นวิตามินที่ช่วยทำความสะอาดหลอดเลือด โดยเฉพาะการล้างพิษในระบบน้ำเหลือง ซึ่งปกติเราจะพบสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยล้างสารพิษในตับ ไต ลำไส้ใหญ่ เป็นส่วนใหญ่

โดยพื้นฐานแล้วระบบน้ำเหลืองคือ ระบบระบายน้ำภายในร่างกายซึ่งเป็นเครือข่ายของหลอดเลือดและต่อมน้ำเหลืองที่นำของเหลวจากเนื้อเยื่อรอบ ๆ ร่างกายเข้าสู่กระแสเลือด

ในทางกลับกัน หากเราสามารถทำให้ระบบน้ำเหลืองแข็งแรงขึ้น
จะมีผลทำให้ร่างกายต้านทานเชื้อโรคทุกชนิดและลดการเกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรงในอนาคตได้

วิตามิน Ultimate Daily Cleanse ยี่ห้อ Esmeralde ผลิตในอเมริกา มีส่วนประกอบสำคัญดังนี้

1.Guggul คือยางไม้สีเหลืองที่ถูกหลั่งออกมาจากต้น mukul myrrh ( Commiphora mukul )
มักเจริญเติบโตอยู่ที่ประเทศอินเดียทางตอนเหนือ Guggul ถูกใช้มานับพันปีในตำราอายุรเวทของอินเดีย
Guggul ยังได้รับการขนานนามว่าเป็นสมุนไพรจากธรรมชาติสำหรับรักษาสิว ส่งเสริมการล้างพิษและฟื้นฟูเซลล์ชำระล้างหลอดเลือด ช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
นักวิทยาศาสตร์พบว่า Guggul จะกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ผลิตฮอร์โมนออกมา โดยที่ฮอร์โมนนั้น มีผลในการเร่งอัตราการเผาผลาญอาหารให้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้นจึงส่งผลให้ลดน้ำหนักตัวลงได้(พบในหนูทดลอง)

2.Buchu คือไม้พุ่มที่เขียวชอุ่มตลอดปีและเป็นไม้ดอกที่มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาใต้ เป็นพืชมหัศจรรย์ไม่เพียงแต่จะมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและต้านเชื้อราเท่านั้น แต่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและไบโอฟลาโวนอยด์ รวมถึงวิตามิน A, B และ E
มีงานศึกษาการวิจัยว่า Buchu มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย จึงช่วยต้านการอักเสบของระบบต่างๆในร่างกาย
buchu ช่วยลดตะคริว บรรเทาอาการสะเก็ดเงิน

3.Dandelion สมุนไพรที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกสำหรับรักษาโรคตับและทำความสะอาดหลอดเลือด ขึ้นทะเบียนเป็นยารักษาโรคตับในประเทศอังกฤษมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 มีสรรพคุณเป็นยา เนื่องจากสารไกลโคไซด์มีรสขม ชื่อว่าทาราซาซิน (Tarasacin) และอินนูลิน (Inulin)ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ตับและการหลั่งน้ำดี
สิวมักจะเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นเมื่อร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยารวมถึงฮอร์โมนจำนวนมาก ถึงแม้จะเลยช่วงวัยรุ่นมาแล้ว สิวฮอร์โมนจะยังคงปะทุอยู่เรื่อยๆ ตราบเท่าที่ระดับฮอร์โมนยังพลุ่งพล่าน

หลายครั้งที่การมีสารพิษตกค้างในร่างกาย ส่งผลให้ระบบอวัยวะภายในแปรปรวน ไม่สามารถขจัดสารพิษออกได้หมดจึงเป็นที่มาของการอักเสบในร่างกายรวมถึงสิวต่างๆอีกด้วย

มีประโยชน์อย่างไร

1.ช่วยลดสิวที่คาง สิวอักเสบและสิวฮอร์โมน
2.บำรุงตับ ล้างสารพิษในตับ(detox)
3.ทำความสะอาดหลอดเลือด ขับสารพิษและโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว สารหนู
4.ลดอาการผดผื่นคันที่เกิดจากผิวหนังอักเสบ(eczema)
5.ล้างพิษในระบบน้ำเหลือง ช่วยทำให้ระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดีขึ้น รวมถึงความสามารถในการระบายความร้อนภายในร่างกาย จึงช่วยบรรเทาปัญหาผิวพรรณตั้งแต่สิว กลากจนถึงโรคสะเก็ดเงิน
7.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
8.ลดระดับ cholesterols ในเส้นเลือด
9.บรรเทาอาการตะคริว
10.ช่วยลดอาการปวดกระดูก,ข้อเข่าอักเสบ
11.ช่วยต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้น
12.มีการศึกษาพบว่า อาจชะลอการเติบโตของเนื้องอกในเซลล์มะเร็งเต้านม(พบในหลอดทดลอง)

วิตามิน Ultimate Daily Cleanse ยี่ห้อ esmeralde นอกจากช่วยล้างพิษในระบบเลือดแต่ยังล้างสารพิษในระบบน้ำเหลืองแถมยังช่วยลดช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย นอกเหนือจากฤทธิ์ต้านการอักเสบจากเชื้อไวรัสและต้านเชื้อแบคทีเรีย เราจะหาวิตามินที่มีคุณประโยชน์เช่นนี้ได้ไม่ง่ายในเม็ดเดียวนะคะ

แป้งทดลองกิน วิตามิน Ultimate Daily Cleanse ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารเช้า-เย็น เป็นเวลา 2 เดือน พบว่า สิวที่มักเกิดแถวคางและสิวอักเสบบริเวณแก้มก้น ครั้งละ 1 เม็ด ช่วงมีประจำเดือน(เป็นสิวทุกครั้งมา 10 กว่าปี)หายไปไม่โผล่มาอีกเลย

ผดผื่นคันกลุ่มขนาดเล็กเท่าเหรียญบาท ที่เคยเกิดบริเวณปลายเท้าช่วงพักผ่อนน้อย ไม่มีมากวนใจ บางทีขี้เกียจทาโลชั่นบำรุงผิวตามแขนขา นานวันเข้าผิวจะแห้ง เกิดผื่นคันตามมา ตอนนี้ผิวจะไม่ค่อยชุ่มชื้น แต่ไม่มีผื่นขึ้นเลยค่ะ(แต่วันไหนทาโลชั่น ผิวก็นุ่มเนียนเหมือนเดิม)

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องน้ำเหลืองไม่ดี แป้งเคยเห็นเด็กข้างบ้านอายุประมาณ 4-5 ขวบ บริเวณหน้าแข้งทั้ง 2 ข้าง จะมีรอยดำ ตุ่มพองสลับกันขึ้นตลอดทั้งปี อันเก่ายุบไป ตุ่มใหม่มาแทนที่

ตอนแรกแป้งคิดว่า เกิดจากน้ำเหลืองไม่ดีหรือยุงกัด(แต่ยุงหรือแมลงจะบินมากัดทั้งปีเลยเหรอเนี่ย)
ที่ไหนได้ เกิดจากติดเชื้อแบคทีเรียผิวหนังหรือโรคที่มีแผลเรื้อรังที่ขา แขน หรือตามผิวหนังของร่างกาย
ส่วนสาเหตุคือการไม่รักษาความสะอาดหรือทำความสะอาดไม่ทั่วถึง ทำให้เชื้อแบคทีเรียลุกลามตามผิวหนัง ผื่นพุพอง ตุ่มหนองจึงตามมา เด็กอายุเท่านี้ไม่น่าที่จะชำระล้างทำความสะอาดร่างกายตัวเองได้ดี โดยที่ไม่มีพ่อแม่มาช่วยดูแล อย่าปล่อยปละละเลยในส่วนนี้นะคะ

การปราศจากโรคภัยหรือความเจ็บป่วย ถือได้ว่าเราดูแลตัวเองได้ดีกว่าคนอื่น ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การมีสุขภาพจิตแข็งแกร่งและสุขภาพกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยออดๆแอดๆ แม้จะนอนดึก พักผ่อนน้อย มีความเครียดสะสมจากงานหรือชีวิตประจำวัน
แม้กระทั่งมลพิษใกล้ตัวล่าสุดอย่างฝุ่น 2.5 PM คนที่ภูมิต้านทานอ่อนแอก็แพ้ไป นอกจากการออกกำลังกายเพื่อให้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนแข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดีแล้ว
การรู้จักเลือกรับประทานวิตามินคุณภาพดีจะช่วยเยียวยาทุกสิ่งค่ะ


หาซื้อได้ที่ hamercandysiam.lnwshop.com
Tel.081-8453461
Id line : noi_nunoy2512


ที่มา :
20 Surprising Health Benefits of Guggul + Mechanisms & Side Effects - Selfhackedhttps://selfhacked.com › blog › guggul-h...
Buy Blood Cleanse Supplements Online - Organic Blood Cleanse ...https://www.banyanbotanicals.com › blo...
What On Earth Is Buchu, And How Can It Help You? - Women's Healthhttps://www.womenshealthsa.co.za › health


ทำไมการโหมออกกำลังกายมากเกินไป จึงเร่งความชราให้เร็วขึ้น

ผลการศึกษาหลายชิ้นก่อนหน้านี้ ได้ยืนยันแล้วว่า ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าจะมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพดีกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยยูแวสกูแล...

บทความยอดนิยม